รีวิวเครื่องเสียง Naim Audio รุ่น Supernait 3 เพียวอะนาลอก สเตริโอ อินติเกรตแอมป์

ถ้าเป็นซิสเต็มระดับกลางลงไปถึงชุดเล็กๆ ผมชอบอินติเกรตแอมป์มากกว่าปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ เหตุผลก็คือ แม้ว่าปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์มันจะให้ความยืดหยุ่นมากกว่าในการอัพเกรดสำหรับอนาคตก็จริงอยู่ แต่ขณะเดียวกัน ปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์ก็ทำให้เกิดความยุ่งยากในการแม็ทชิ่งมากกว่าด้วย ซึ่งจะมองว่าเป็นข้อดีก็ได้ คือทำให้สามารถไฟน์จูนเสียงได้ละเอียดมากขึ้นไปอีก ถ้าคุณสามารถควานหาสายสัญญาณมาทดลองแม็ทชิ่งได้มากพอจนค้นพบตัวที่แม็ทชิ่งพอดีกับปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์ของคุณจนได้เสียงโดยรวมที่น่าพอใจถึงที่สุด

จะว่าไปแล้ว ปัญหาของอินติเกรตแอมป์ก็มีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือ ข้อจำกัดซะมากกว่า ไม่เชิงเป็นปัญหาโดยตรง ในขณะเดียวกัน ข้อจำกัดบางอย่างในอดีตก็ได้ถูกขจัดไปแล้วในปัจจุบัน อย่างเช่นความสามารถในการอัพเกรดเพื่อเพิ่มกำลังขับ กรณีที่คุณอัพเกรดลำโพงที่ใหญ่ขึ้น ต้องการกำลังขับสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน สิ่งนี้ไม่ถือว่าเป็นข้อจำกัดสำหรับอินติเกรตแอมป์ส่วนใหญ่อีกแล้ว เพราะอินติเกรตแอมป์ส่วนใหญ่มักจะมีฟังท์ชั่น Pre-out มาให้เพื่อดึงสัญญาณภาคปรีฯ ของอินติเกรตแอมป์ตัวนั้นไปใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์จากภายนอกได้ (ซึ่งควรเป็นเพาเวอร์แอมป์ยี่ห้อเดียวกันเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องมีสแม็ทช์)

ในยุคที่อินติเกรตแอมป์ให้กำลังขับสูงขึ้นอย่างในปัจจุบัน ถ้าคุณใช้ลำโพงที่ไม่ใหญ่มาก ใช้งานในบ้านทั่วไป ซึ่งมักจะมีห้องขนาดเล็กถึงปานกลาง คุณสามารถเลือกใช้อินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ระหว่าง 80 – 100W (ที่ 8 โอห์ม) ก็สามารถจัดการกับลำโพงระดับกลางๆ ได้สบายแล้ว อีกอย่าง.. source ยุคดิจิตัลก็ให้เกนเอ๊าต์พุตที่แรงขึ้นกว่ายุคอะนาลอกมาก เป็นการเพิ่มกำลังขับให้กับแอมป์ฯ ไปในตัว

Niam Audio
แอมป์ที่ทำด้วยใจ!

Naim Audio เป็นผู้ผลิตแอมปลิฟายสัญชาติอังกฤษ เป็นแบรนด์เก่าแก่เกินสี่สิบปี เริ่มต้นทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1973

* ต้องการทำความรู้จักกับ Naim Audio ให้มากขึ้น

Naim Audio เป็นแบรนด์ผู้ผลิตที่เปิดตัวขึ้นมาในยุคเริ่มก่อตัวของวงการไฮไฟฯ เป็นช่วงที่การออกแบบแอมปลิฟายยังคงอาศัยทฤษฎีและความเชื่ออย่างละครึ่ง ซึ่ง Julian Vereker ผู้ก่อตั้ง Naim Audio เป็นคนที่อยู่ฝั่งที่ไม่ยึดถือทฤษฎีเดิมๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น เขาตัดสินใจผลิตแอมปลิฟายออกมาขายเพราะไม่เชื่อทฤษฎีที่ว่า แอมป์ไหนๆ ก็เสียงเหมือนกัน

Vereker ออกแบบแอมป์ของเขาโดยไม่ยึดถือวิธีวัดค่าแบบที่ใครๆ ทำกัน แต่เริ่มด้วยการตั้งสมมุติฐานถึงคุณสมบัติที่แอมปลิฟายควรจะเป็นในอุดมคติ นั่นคือ แอมปลิฟายที่ดีควรจะมีเสถียรภาพคงที่ตลอดเวลาขณะที่กำลังขับลำโพง พูดง่ายๆ คือ แอมป์ที่ดีจะต้องนิ่ง ไม่มีอาการวูบวาบ ต้องสามารถควบคุมลำโพงได้อย่างมั่นคงทุกขณะจิต ไม่ว่าสัญญาณอินพุตจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม

ผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการตัวแรกของ Naim Audio คือเพาเวอร์แอมป์ ส่วนอินติเกรตแอมป์ตัวแรกของแบรนด์นี้ปรากฏตัวออกมาเมื่อตอนกลางปี 1983 ชื่อรุ่นว่า NAIT มาจาก Naim Audio Integrated Amplifier ซึ่งได้รับขนานนามจากนาย Lucio Cadeddu นักวิจารณ์ของสำนัก TNT ของอิตาลี ว่าเป็น “หนึ่งในอินติเกรตแอมป์ที่มีชื่อเสียงและถูกกล่าวถึงมากที่สุดตัวหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการไฮไฟฯ” (One of the most controversial and famous integrated amps in the history of Hi-Fi)

NAIT เวอร์ชั่นแรกผลิตออกมาเพื่อฉลองวาระครบ 10 ปีของ Naim Audio หลังจากนั้น NAIT ก็ได้รับการปรับปรุงมาอีกหลายเวอร์ชั่น เป็น NAIT 2, NAIT 3, NAIT 3R, NAIT 5, NAIT 5i จนถึงปี 2007 Naim Audio ตัดสินใจที่จะขยายไลน์สินค้าอินติเกรตแอมป์ออกไปอีก โดยเพิ่มเติมอินติเกรตแอมป์ตัวใหญ่กว่าขึ้นมาอีกรุ่น ให้ชื่อว่า “Supernaitยืนเป็นรุ่นท็อปในกลุ่มของอินติเกรตแอมป์ และปล่อยรุ่น NAIT XS ออกมาเสียบกลางระหว่าง NAIT 5i ซึ่งเป็นรุ่นเล็กสุดกับ Supernait รุ่นใหญ่สุด

เมื่อปี 2013 Naim Audio ได้ทำการปรับปรุงอินติเกรตแอมป์ทั้งสามรุ่นออกมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ทั้งหมด นั่นคือ Nait 5si, Nait XS2 และ Supernait 2 เรียงตามลำดับ ก่อนที่จะขยับอีกครั้งในยุคที่เทคโนโลยีดิจิตัลก้าวเข้ามา ล่าสุด Naim Audio ได้ขยายไลน์สินค้าออกมามากถึง 7 อนุกรม นั่นคือ Mu-so, Uniti, SI Series, XS Series, Classic Series, 500 Series และท็อปสุดคือ Statement

อินติเกรตแอมป์รุ่น Supernait 3 ที่ผมกำลังจะทดสอบนี้ จัดอยู่ในอนุกรม “Classic Seriesเป็นซีรี่ย์ระดับกลางสูง รองจากซีรี่ย์สูงสุดคือ Statement ลงมาสองขั้น รูปร่างหน้าตาของ Supernait 3 ถูกออกแบบให้ดูเรียบง่าย แผงหน้าที่ปรากฏต่อสายตามีเฉพาะปุ่มปรับหมุนและปรับกดที่จำเป็น ขนาดสัดส่วนกว้างและลึกเท่ากับเครื่องมาตรฐานทั่วไป ในขณะที่ความสูงอยู่แค่ 8 .. เท่านั้น ไปดูหน้าตากันใกล้ๆ และพิจารณาฟังท์ชั่นใช้งานของ Supernait 3 กัน

หน้าตา + ฟังท์ชั่นใช้งาน

แผงด้านหน้า

A = ปุ่มหมุนปรับระดับความดัง
B = ปุ่มหมุนปรับตั้งบาลานซ์ซ้ายขวา
C = โลโก้
D = รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาดมาตรฐาน 6.3mm
E = ปุ่มกดเพื่อหยุดเสียงชั่วคราว (mute)
F = กลุ่มของปุ่มกดเพื่อเลือกอินพุตทั้ง 6

แผงด้านหลังซีกซ้าย

G = สวิทช์กดเพื่อเปิด/ปิดไฟเอซีเข้าเครื่อง
H = เต้าเสียบปลั๊กไฟเอซี
I = ที่ใส่ฟิวส์
J = ขั้วต่อสายลำโพงสำหรับแชนเนลซ้าย
K = ขั้วต่อสายลำโพงสำหรับแชนเนลขวา
L = ช่อง Mini-USB สำหรับอัพเดตซอฟท์แวร์
M = สวิทช์โยกสำหรับใช้เปิด/ปิดการทำงานของอินพุต AV
N = ช่องรับสัญญาณรีโมทจากภายนอก

ใครเป็นแฟนของ Naim Audio มาก่อนจะสังเกตได้ว่า แอมป์ทุกตัวของ Naim Audio ไม่เคยมีฟังท์ชั่น “Tone Controlมาให้ คือไม่มีมาตั้งแต่ยุคแรกที่ทำปรีแอมป์ NAC 12 ออกมาเมื่อปี 1974 เหตุผลก็เพราะว่า Julian Vereker มีความเห็นว่าวงจรปรับทุ้มแหลมทำให้คุณภาพเสียงแย่ลง ซึ่งฟังท์ชั่นนี้ขัดกับแนวคิดที่เขาใช้เป็นหลักในการออกแบบ นั่นคือให้ความสำคัญกับ signal input ให้มากที่สุด คือทำช่องทางอินพุตของปรีแอมป์ให้เปิดกว้างมากที่สุด มีสิ่งกีดขวางน้อยที่สุด เพื่อให้สัญญาณต้นทางจาก source เดินทางเข้ามาที่ภาคปรีแอมป์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอาการโอเว่อร์โหลดที่อินพุต ซึ่ง Naim Audio อ้างว่า ภาคปรีฯ ของพวกเขาทำงานได้นิ่งและมีเสถียรภาพสูง

Supernait 3 ใช้ตัวปรับวอลลุ่ม กับตัวปรับบาลานซ์ของ Alps บอดี้สีฟ้าทั้งสองตัว ติดมอเตอร์เพื่อรองรับการควบคุมด้วยคลื่นอินฟราเรดจากรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ จุดที่ดูเก๋ที่สุดบนแผงหน้าของ Supernait คือโลโก้ของแบรนด์ที่มีไฟสีเขียวส่องเป็น rim light ฝังอยู่ตรงกลางของแผงหน้า ซึ่งโลโก้นี้ พร้อมกับไฟแอลอีดีสีเขียวดวงเล็กๆ ที่อยู่บนปุ่มปรับวอลลุ่ม (A) + ปุ่มปรับบาลานซ์ (B) และปุ่มอินพุตที่คุณใช้หลังสุดก่อนปิดเครื่องจะสว่างขึ้น หลังจากคุณกดสวิทช์ AC power ที่ด้านหลัง (G) ไปที่ตำแหน่ง On และเมื่อคุณกดสวิทช์ On การทำงานของเครื่องจะถูกหน่วงเวลาไว้ 20 วินาที เพื่อให้ระบบไฟในตัวเครื่องจ่ายไฟให้กับวงจรต่างๆ จนเรียบร้อย ซึ่งในขณะหน่วงเวลานั้น ปุ่ม mute (E) จะสว่างขึ้นมาค้างรออยู่ เมื่อทุกอย่างพร้อมใช้งาน รีเลย์ที่ขั้วต่อสายลำโพงจะทำการเชื่อมต่อ มีเสียงดังติ๊กเบาๆ ที่ลำโพง จากนั้นไฟที่ปุ่ม mute จะดับลง แสดงสภาวะพร้อมใช้งาน!

ภาคขยายหูฟังของ Supernait 3 (D) รองรับโหลดของหูฟังได้ตั้งแต่ 16 โอห์ม ขึ้นไปจนถึง 1,000 โอห์ม และเมื่อคุณเสียบแจ๊คหูฟังเข้าไป เอ๊าต์พุตที่ส่งไปขั้วต่อสายลำโพงจะถูกตัดออกไป การควบคุมความดังของสัญญาณเสียงที่ส่งไปให้หูฟังก็อาศัยการเพิ่ม/ลดด้วยปุ่มวอลลุ่มเช่นเดียวกัน

ผมทดสอบประสิทธิภาพของภาคขยายหูฟังของ Supernait 3 ด้วยหูฟัง Sennheiser รุ่น HD650 กับ AKG รุ่น K720/65th ซึ่งภาคขยายในตัว Supernait 3 สามารถขับหูฟังทั้งสองตัวได้อย่างสบาย ให้เสียงโดยรวมออกมาดีน่าพอใจมาก บอกเลยว่าไม่ได้ให้มาเล่นๆ แต่สนองตอบการฟังเพลงในสภาวะที่ต้องการความเป็นส่วนตัวได้อย่างที่อยากได้ ส่วนตัวแล้ว ผมมักจะใช้เสียงจากหูฟังในการปรับเซ็ตตำแหน่งลำโพงเสมอ ซึ่งภาคขยายหูฟังของ Supernait 3 ตอบสนองโจทย์ของผมได้อย่างดี มันสามารถแจกแจงรายละเอียดเสียงในเพลงที่ผมใช้อ้างอิงในการเซ็ตอัพออกมาได้หมดจดมาก.!

ด้านหน้าของ Supernait 3 ดูเรียบง่าย มีปุ่มปรับใช้งานเท่าที่จำเป็น แต่ด้านหลังมีอะไรเยอะ เริ่มจากส่วนของไฟเข้าเครื่อง ซึ่งประกอบด้วยสวิทช์ที่ใช้กดเปิด/ปิดเครื่อง (G), ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซี (H) ซึ่งเป็นแบบถอดได้ และช่องใส่ฟิวส์ (I) ขนาด 13 Amp ซึ่งตรงจุดนี้ ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้สายไฟเอซีที่แถมมาให้ จากที่ผมทดลองใช้สายไฟที่ทำออกมาเป็นพิเศษจากหลายๆ แบรนด์กับ Supernait 3 ผมพบว่า อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ไม่ชอบสายไฟเอซีที่มีวงจรพาสซีฟคั่นกลาง อย่างพวกที่มีกระเปราะคั่นกลางอย่างของ Transparent Cable รุ่น Reference AC Cable (REVIEW) ที่ผมทดสอบกับอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวอื่นๆ แล้วได้ผลลัพธ์ออกมาดีมาก ไม่เคยพบว่าใช้กับตัวไหนแล้วจะไม่เข้ากัน แต่กับ Supernait 3 ตัวนี้กลับเป็นว่าเสียงที่ออกมาไม่ดีเท่ากับสายไฟที่ไม่มีวงจรพาสซีฟคั่นกลาง กับสายไฟตัวที่ไปกันได้ดีมากๆ สำหรับ Supernait 3 ตัวนี้ก็คือ สายไฟเส้นสีเทาของ Hovland ที่ผมเก็บไว้นานแล้ว มันทำให้เสียงของ Supernait 3 มีพลังดีดตัวมากขึ้น พั้นชี่มากขึ้น เมื่อเทียบกับสายไฟเอซีที่แถมมากับตัวเครื่องซึ่งดูก็เป็นสายไฟธรรมดาๆ

ช่องต่อสายลำโพงของ Naim Audio ไม่เหมือนกับแบรนด์อื่น และได้ถูกนำมาใช้กับ Supernait 3 ด้วย เนื่องจาก Naim Audio ให้ความสำคัญกับสายลำโพงที่เชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุตของ Supernait 3 กับลำโพงมากเป็นพิเศษ พวกเขาได้ทำการทดลองและค้นพบว่า สายลำโพงมีคุณสมบัติทางด้าน Resistant (R), Capacitance (C) และ Inductance (L) เหมือนวงจรอิเล็กทอนิคที่เข้ามาขวางกั้นทางเดินของสัญญาณเสียงระหว่างแอมป์ไปที่ลำโพง ดังนั้น สายลำโพงที่มีดีไซน์แปลกๆ ที่ทำให้คุณสมบัติทางด้าน R, C, L มีค่าที่แตกต่างไปจากสายลำโพงที่ใช้ตัวนำทองแดง+หุ้มด้วยฉนวนธรรมดามากๆ จะส่งผลกระทบต่อบุคลิกและคุณภาพเสียงของแอมป์ Naim Audio อย่างชัดเจน ซึ่งทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้สายลำโพงที่พวกเขาผลิตออกมาในการเชื่อมต่อ

Naim แนะนำสายลำโพงที่เป็นแบรนด์ของ Naim Audio เองซึ่งใช้ตัวนำทองแดงหุ้มด้วยฉนวนสีดำๆ เหมือนสายไฟธรรมดาๆ นี่เอง โดยแนะนำให้ใช้ความยาวอย่างต่ำ 3.5 เมตร ขึ้นไปจนถึงยาวสุดไม่เกิน 20 เมตร ซึ่งเป็นคำแนะนำที่เวิร์คมาก เหมาะกับการเซ็ตอัพแอมป์ไว้ห่างๆ จากตัวลำโพง อย่างเช่น วางแอมป์ไว้บนชั้นวางที่อยู่ด้านข้างแล้วลากสายลำโพงไปที่ลำโพงที่อยู่ในตำแหน่งวาง ทำให้รอบๆ ตัวลำโพงมีลักษณะที่โปร่งว่าง ไม่มีอะไรกีดขวาง เสียงจะดีมาก ใครที่ใช้สายลำโพงทองแดงแบบง่ายๆ เส้นไม่ใหญ่มาก คุณสามารถใช้แจ๊คเสียบหลังเครื่องที่แถมมาให้กับตัว Supernait 3 ได้เลย (ภาพด้านบน) หรือจะดึงอะแด๊ปเตอร์ที่ให้มาออก แล้วหาบานาน่าแจ๊คดีๆ มาต่อกับสายลำโพงแล้วเสียบเข้าไปในรูก็ได้

ผมทดลองฟังเปรียบเทียบระหว่างสายลำโพงที่มีโครงสร้างเรียบง่ายของ Furutech รุ่น FS-301 ราคาเมตรละไม่กี่ร้อยบาท กับสายลำโพงระดับไฮเอ็นด์ฯ ที่มีดีไซน์ซับซ้อนโดดเด่นไปทางใดทางหนึ่ง อย่างของ Nordost, Kimber Kable และ Transparent Audio พบว่า อินติเกรตแอมป์ Supernait 3 ของ Naim Audio ตัวนี้มันชอบสายลำโพงธรรมดาๆ ของ Furutech แฮะ! คือให้คุณสมบัติทางด้านโทนัลบาลานซ์ที่มีความสมดุลมากกว่าสายลำโพงดีไซน์พิเศษ บางยี่ห้อทำให้ Supernait 3 แสดงรายละเอียดกลางแหลมออกมาได้ดีขึ้น แต่ดุลเสียงทุ้มลดลงไปมาก ในขณะที่สายลำโพงบางยี่ห้อทำให้ Supernait 3 ถ่ายทอดเสียงเบสที่อิ่มหนาแต่กลางแหลมหุบ สรุปแล้ว สายลำโพงที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ตัวนำทองแดงสองเส้นแยกบวกลบ แค่นี้ก็ให้เสียงที่มีค่าเฉลี่ยน่าพอใจมาก ถ้าต้องการเพิ่มคุณภาพทางด้านเนื้อเสียงก็เลือกสายลำโพงที่ใช้ตัวนำทองแดงคุณภาพสูงๆ มาใช้ (ในการทดสอบฟังเสียงตอนสรุป ผมใช้สายลำโพงของ Furutech รุ่น FS-301 ตลอด)

อ้อ.. มีอีกอย่างที่ Naim Audio ไม่เหมือนใคร คือเขาวางขั้วต่อสายลำโพง (J), (K) สลับกับของแบรนด์อื่น เวลาต่อสายลำโพงให้ดูดีๆ นะครับ อย่าใช้ความคุ้นเคย ผมพลาดมาแล้ว เพราะคุ้นเคยว่า เมื่อตั้งให้แอมป์หันหน้าเข้าหาเรา ขั้วต่อสายลำโพงด้านขวามือจะเป็นของแชนเนลขวา (R channel) แต่ของ Supernait 3 มันตรงข้ามกัน ต้องระวังด้วย..

ด้านล่างของช่องเสียบสายลำโพงมีฟังท์ชั่นอยู่สามอย่าง เริ่มด้วยขั้วต่อ mini-USB (L) ไว้อัพเกรด เฟิร์มแวร์สำหรับโลจิกที่ใช้คอนโทรลเครื่อง, ถัดไปคือสวิทช์โยกสำหรับเปิด/ปิดโหมดอินพุต av บายพาส (M) ให้ดันไปทาง On ถ้าต้องการใช้งาน Supernait 3 ร่วมกับชุดโฮมเธียเตอร์ และถัดไปคือช่องอินพุต Mini 3.5mm ไว้รับสัญญาณรีโมทจากภายนอก (N)

แผงด้านหลังช่วงกลาง

O = ช่องอินพุต DIN เพื่อใช้งานในโหมด Power Amp Mode
P = ช่องอินพุต RCA และขั้วต่อสายกราวนด์ สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง

* อยากรู้ว่า DIN connector คืออะไร.?

Supernait 3 ถูกออกแบบมาให้สามารถอัพเกรดภาคปรีแอมป์ไปใช้ปรีแอมป์ภายนอกได้ แต่ต้องเป็นปรีแอมป์ที่ใช้ขั้วต่อ DIN แบบเดียวกัน (O) โดยปรับให้ Supernait 3 เข้าสู่โหมด power amp mode ซึ่งขั้วต่อ DIN ที่ใช้กับช่อง power amp in นั้นได้ต่อไฟเลี้ยง DC ขนาด 24V เพื่อป้อนกลับไปให้ปรีแอมป์ Naim ที่นำมาใช้งานร่วมกัน ในกรณีที่ปรีแอมป์ตัวนั้นต้องการไฟเลี้ยงจากภายนอก นอกจากนั้น ผู้ใช้ยังสามารถใช้ช่องต่อ power amp in นี้สำหรับการอัพเกรดภาคจ่ายไฟของตัว Supernait 3 ได้อีกทางหนึ่ง ด้วยการต่อพ่วงเอ๊าต์พุตจากตัว HI-CAP เข้าที่ช่อง power amp in สองช่องนี้ (HI-CAP ต้องซื้อเพิ่ม)

ส่วนจุดเชื่อมต่อกราวนด์ ให้มาใช้กับอินพุต phono (P) ซึ่งทางผู้ผลิตแจ้งว่า ที่ขาลบของขั้วต่อสัญญาณอินพุตและเอ๊าต์พุตใช้กราวนด์ร่วมกัน ซึ่งแยกจากกราวนด์ตัวถังและทรานฟอร์เมอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับเมนกราวนด์ อุปกรณ์ทุกชิ้นที่นำมาเชื่อมต่อสัญญาณกับ Supernait 3 จะต้องมีระบบกราวนด์ในตัว กรณีที่มีอุปกรณ์บางตัวที่ปล่อยกราวนด์ลอยอยู่ในซิสเต็ม อาจทำให้เกิดปัญหากราวนด์ลูปขึ้นได้ ถ้าพบว่ามีเสียงฮัมเบาๆ ดังออกมาที่ลำโพง แนะนำให้ทดลองใช้สายกราวนด์จั๊มที่จุดต่อเชื่อมกราวนด์ของ Supernait 3 ไปถ่ายลงที่จุดเชื่อมสายกราวนด์ของปลั๊กรางก็ได้ (Supernait 3 จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดกับระบบไฟที่มีกราวนด์ลงดิน)

ที่บ้านผมมีระบบกราวนด์ลงดิน ตอนทดสอบ Supernait 3 หลังจากเชื่อมต่อสัญญาณจากเครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Marantz รุ่น NA6006 เข้าไปทางอินพุต cd ผ่านขั้วต่อ RCA พบว่ามีเสียงฮัมเบาๆ ดังออกที่ลำโพง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากเนื่องจากอุปกรณ์หลายชิ้นในซิสเต็มไฟล์เพลงใช้ปลั๊กไฟแบบสองขา ผมทดลองใช้สายกราวนด์เชื่อมต่อที่จุดเชื่อมกราวนด์ของ Supernait 3 (ตามภาพด้านบน ซึ่งจริงๆ แล้วผู้ผลิตให้มาใช้เชื่อมต่อกับกราวนด์ของอาร์มของเครื่องเล่นแผ่นเสียง) แล้วส่งออกไปที่ขั้วต่อสายกราวนด์ของปลั๊กราง PowerBridge 6 ของ Clef Audio ปรากฏว่าเสียงฮัมหายเป็นปลิดทิ้ง! และเสียงโดยรวมดีขึ้นกว่าก่อนต่อสายกราวนด์มาก รู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระของเสียงในการสวิงไดนามิกแบบไร้ขีดจำกัด และตอบสนองสัญญาณฉับพลันได้อย่างทันทีทันใด รวมถึงความใสสะอาดของพื้นเสียงก็ดีขึ้นมากด้วย ผมเชื่อว่าที่ได้ยินตอนนั้นคือตัวตนของ Supernait 3 จริงๆ แล้ว (โดยไม่มีปัญหากราวนด์ลูปเข้ามาปน!)

ทดลองฟังภาค Phono ในตัว Supernait 3

คงเคยได้ยินว่า ไวนิลก็ให้เสียงแบบไวนิล ไม่เหมือนดิจิตัล ไม่ได้อยู่ที่ว่าดีหรือไม่ดี แต่เป็นลักษณะของเสียงที่ต่างกัน มูพเม้นต์ของเสียงต่างกัน วรรณะของเสียงต่างกัน

ผมใช้หัวเข็ม MC high output ของ Benz Micro รุ่น MC20E เซ็ตอัพบนเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Acoustic Signature รุ่น Manfreds มันไปกับภาคขยายหัวเข็ม MM ในตัว Supernait 3 ได้สบาย ไม่มีปัญหาในเรื่องเกน จริงๆ แล้วต้องบอกว่า เกนขยายรวมที่ได้จากเกนเอ๊าต์พุตของหัวเข็ม + อัตราขยายของภาคปรีโฟโนในตัว Supernait 3 ออกมาค่อนข้างจะแรงไปนิดซะด้วยซ้ำ แต่ยังไม่มากถึงขนาดแตกเป็นเกรน โดยเฉลี่ยกลับออกไปในทิศทางที่ดี เพราะมันไปกับเกนของแผ่นได้กว้างกว่า

โทนเสียงของภาคโฟโนในตัว Supernait 3 มีความคล้ายกับโทนเสียงที่ได้จากอินพุตอื่นๆ ในแง่ของสปีดของเสียงที่กระชับ เร็ว ตามมูพเม้นต์ของเพลงได้ทัน จึงสามารถคลื่คลายรายละเอียดของเสียงของแต่ละชิ้นดนตรีออกมาได้อย่างจะแจ้ง ชัดเจน ความถี่ในย่านต่ำไม่ได้หน่วงช้าเหมือนกับเสียงของภาคโฟโน MM ในตัว Modulus 3A ของผม ในขณะที่ภาคโฟโนในตัว M3A ให้เสียงกลางไปถึงแหลมที่โปร่งโล่งมากกว่านิดหน่อย ไม่มากนัก ทว่า ผมกลับชอบลักษณะของเสียงกลางและเสียงแหลมที่ภาคโฟนโนในตัว Supernait 3 ให้ออกมามากกว่า คือมันมีชีวิตชีวามากกว่า ไม่อ้อยอิ่ง เอาจริงและเข้มข้น ซึ่งมีอยู่ในนั้นประมาณ 40% ที่ผมได้ยินจากอินพุต “Streamของ Supernait 3 ตอนที่ผมเล่นไฟล์เพลงจากเครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Marantz NA6006 ออกมาด้วย ซึ่งผมเข้าใจว่า 40% ที่ว่านั้นน่าจะมาจากภาคปรี+เพาเวอร์แอมป์ในตัว Supernait 3 นั่นเอง

สรุป ถ้าผมมีเครื่องเล่นแผ่นเสียง + หัวเข็ม (MM หรือ MC High) รวมกันอยู่ในงบไม่เกิน 1 แสนบาท ผมจะหยุดอยู่กับภาคโฟโนในตัว Supernait 3 ได้อย่างมีความสุขแล้ว เพราะเสียงที่มันให้ออกมาไม่ใช่ของแถมเลย มันดีกว่านั้นเยอะ.!! (* อย่าลืมเรื่อง ground ที่บ้านคุณควรจะมีกราวนด์สำหรับชุดเครื่องเสียงที่ดีจริงๆ เพราะเมื่อต่อสายกราวนด์แล้ว ภาคโฟโนในตัว Supernait 3 ให้ความสงัดที่น่าทึ่งมาก ไม่มีอาการฮัมเลย เร่งวอลลุ่มขึ้นไปมีแต่เสียงเกนสะอาดๆ เท่านั้น)

แผงด้านหลังซีกขวา

Q = อินพุต / ขั้วต่อ RCA
R = อินพุต / ขั้วต่อ RCA & DIN
S = อินพุต & เอ๊าต์พุต / ขั้วต่อ RCA & DIN
T = อินพุต AUX & power / ขั้วต่อ DIN
U = เอ๊าต์พุต bi-amp / ขั้วต่อ DIN
V = เอ๊าต์พุต sub out / ขั้วต่อ RCA

Supernait 3 ให้อินพุตมาทั้งหมด 6 ชนิด คือ cd, tuner, stream, av, phono และ aux ในขณะที่อินพุต cd กับ tuner ให้ขั้วต่อมา 2 ชนิด (R) คือ RCA (ใช้กับเครื่องทั่วไปที่ไม่มีขั้วต่อ DIN) กับ DIN (ไว้ใช้กับเครื่องของ Naim เอง) ในขณะที่ช่องต่อ stream กับ av (S) ให้ขั้วต่อมาทั้งสองชนิด และพิเศษคือที่ขั้วต่อ DIN มีทั้งอินพุตและเอ๊าต์พุตพร้อมในขั้วต่อเดียวกันซะด้วย (การใช้งานช่องอินพุต/เอ๊าต์พุต av ต้องผ่านการเลือก on/off ตรงสวิทช์ av bypass ที่อยู่ใต้ช่องเสียบสายลำโพงด้วย) ส่วนช่องอินพุต phono (Q) กับช่องเอ๊าต์พุต sub out (V) มีแต่ขั้วต่อ RCA อย่างเดียว สัญญาณเอ๊าต์พุตที่ออกมาจากช่อง sub out เป็นสัญญาณที่ก๊อปปี้มาจากสัญญาณ pre-out แบบเดียวกับที่ส่งออกมาทางช่อง bi-amp ซึ่งเป็นสัญญาณเอ๊าต์พุตแบบ full bandwidth ไม่ผ่าน low-pass filter เพื่อให้ผู้ใช้ที่ต้องการเพิ่มลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์นำไปใช้ได้ โดยที่ความดังเบาของสัญญาณจากช่อง sub out จะพ้องไปกับการปรับปุ่มเมนวอลลุ่มด้านหน้า

มีช่องสัญญาณ DIN อยู่ 2 ช่องที่ Supernait 3 ให้มาซึ่งเป็นอ๊อปชั่นพิเศษ นั่นคือ bi-amp (U) กับช่อง aux in & pwr (T) ซึ่งช่อง bi-amp นั้นเป็นช่องทางขาออกของสัญญาณ pre-out ของ Supernait 3 ที่ส่งออกไปให้เพาเวอร์แอมป์ Naim จากภายนอกเพื่อใช้ขับลำโพงเสริมร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ในตัว Supernait 3 ส่วนช่อง aux in & pwr นั้นให้มาสำหรับต่อกับอุปกรณ์จากภายนอก อาทิเช่นตัวโฟนโนสเตจรุ่น StageLine phono preamplifier ของ Naim เอง ซึ่งที่ขั้วต่อ DIN ของช่อง aux in & pwr นี้ไฟเลี้ยงส่งจาก Supernait 3 มาให้ตัวโฟโน StageLine ด้วย

รีโมทไร้สาย

รุ่น NARCOM 5

1 = ปุ่ม disp ใช้กดเพื่อปิด/เปิดไฟ LED ที่อยู่บนปุ่มวอลลุ่ม, ปุ่มบาลานซ์ และปุ่มอินพุต
2 = ปุ่มปรับเพิ่ง/ลดความดัง (วอลลุ่ม)
3 = ปุ่มเลือกโหมดการทำงานของปุ่มบนรีโมท
4 = ปุ่มปรับบาลานซ์ซ้ายขวา

คุณสามารถควบคุมการทำงานของ Supernait 3 ได้ทั้งทางหนัาปัดของตัวเครื่องผ่านทางปุ่มกดและปุ่มหมุนที่มีมาให้ แต่ทาง Naim ก็มีรีโมทไร้สายแบบ multi function (ใช้ควบคุมอุปกรณ์ได้หลายชิ้นในตัวเดียวกัน) มาให้ใช้ในการสั่งงานจากระยะไกล อาทิเช่น ปรับระดับความดัง (2) และปรับบาลานซ์ (4) และสามารถปิดไฟสีเขียวดวงเล็กๆ ที่อยู่บนปุ่มวอลลุ่ม, ปุ่มบาลานซ์และปุ่มอินพุต (1) ช่วยลดแสงในการฟังตอนปิดไฟสลับๆ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศได้ดีทีเดียว

แม็ทชิ่งเพื่อทดสอบ

กำลังขับของ Supernait 3 ระบุในสมุดคู่มือไว้เท่ากับ 80W ที่โหลด 8 โอห์ม และปั๊มเพิ่มออกมาได้เป็น 130W ในขณะที่โหลดของลำโพงลดลงไปอยู่ที่ระดับ 4 โอห์ม แสดงถึงสภาวะของกำลังสำรองอยู่ที่ระดับ 62.5% ถือว่าทำได้ไม่เลว ซึ่งในเว็บไซต์ของ Naim Audio ไม่ได้ลงชี้แจงตัวเลขของความถี่ตอบสนองเอาไว้

ในช่วงของการ burn-in ติดต่อกันนานเกือบ 10 วัน ผมให้ Supernait 3 ทดลองขับลำโพงที่ผมมีอยู่เกือบ 10 คู่ ไล่ตั้งแต่ราคาคู่ละไม่ถึงสองหมื่นไปจนถึงราคาคู่ละหนึ่งแสนสองหมื่นบาท คือ Mission QX-2 และ ZX-2, ATC รุ่น SCM7, Wharfedale รุ่น EVO 4.2 (REVIEW), Quadral รุ่น AURUM Sedan 9 (REVIEW), JBL รุ่น Monitor 4318, Totem Acoustics รุ่น The One และรุ่น Elements ‘Ember’ ซึ่งผมพบว่า Supernait 3 ไปได้ดีที่สุดกับ Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ และผมเลือกที่จะเซ็ตอัพ Supernait 3 ร่วมกับลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ ในการฟังทดสอบขั้นตอนสุดท้าย โดยใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Audiolab รุ่น 6000N Play กับ Marantz รุ่น NA6006 (REVIEWเป็นแหล่งต้นทางดิจิตัล ส่วนชุดเครื่องเล่นแผ่นเสียงผมใช้ Acoustic Signature + หัวเข็ม Benz Micro รุ่น MC20E เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณอะนาลอก

เสียงของ
Supernait 3

music is the universal language between composer-musician and the listener to communicate emotional experience!” – ถ้าพูดถึง แอมป์เสียงดีในโลกนี้มีเยอะมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารได้รับการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวาง การทำแอมป์ฯ ให้เสียงดีง่ายขึ้นมาก แต่ถ้าพูดถึง แอมป์ที่ให้เสียงที่ เป็นดนตรีจำนวนจะลดเหลือน้อยลงไปมากทีเดียว.!

แอมป์เสียงดี วัดด้วยเครื่องมือ ส่วนแอมป์เสียงเป็นดนตรี ต้องวัดด้วยหู.!” – เพราะการทำแอมป์ให้ได้เสียงที่ดี ต้องอาศัยการปรับจูนเสียงโดยคนที่มีดนตรีอยู่ในตัว ไม่ใช่จูนโดยคนที่ถือเครื่องมือวัดอยู่ในมือ เสียงของ Naim Audio สะท้อนกลับไปถึงตัวตนของ Julian Vereker คนที่ให้กำเนิดมันขึ้นมา

หลังจากได้ทดลองฟัง Supernait 3 มาสิบกว่าวัน ตั้งแต่เริ่มเบิร์นฯ จนเข้าที่ ก่อนจะนั่งฟังสรุปเสียงในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อคืนนี้ ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่หลายๆ สื่อกล่าวถึงแอมป์ของ Naim Audio ในแง่ของลักษณะเสียงที่มีเสน่ห์ของมัน มันเป็นแอมปลิฟายประเภทที่ไม่ทำให้คุณต้องไปสนใจกับสเปคฯ ใดๆ ขอให้แค่นั่งลงฟัง.. ฟัง.. และฟัง หยิบเพลงที่ชอบออกมาแล้วนั่งฟังไปสักพัก คุณจะเข้าใจคำว่า เป็นดนตรีในบัดดล เหมือนนิพพาน!

เสียงของ Supernait 3 ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนขยับไหวของตัวโน๊ต โดยเฉพาะในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มที่เป็นตัวเป็นตน ชัดเจน เข้มแข็ง และมีมวลพลัง มันสามารถแจกแจงทุกสิ่งอย่างที่กอปรอยู่ในเพลงแต่ละเพลงให้คลี่คลายออกมาได้อย่างงดงาม คลี่บานเหมือนดอกไม้ยามต้องแสงอรุณ เสียงที่ปรากฏออกมามันสวยงามทั้งโทน, รูปวง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวโน๊ตของเครื่องดนตรีทั้งเพลงที่คุยกัน รับส่งซึ่งกันและกันอย่างมีชั้นเชิงที่เทียบทัน

อัลบั้ม : Brothers in Arms (DSD64)
ศิลปิน : Dire Straits

มันทำให้อัลบั้มเพลงคุ้นๆ หูที่ชอบฟังบ่อยๆ อย่าง Brothers in Arms ของ Dire Straits มีเรื่องราวมากขึ้น น่าดึงดูดมากขึ้น มัน (Supernait 3) เข้าไปขยับเลื่อนเสียงที่ซ้อนๆ ทับๆ กันอยู่ด้านหลังของซาวนด์สเตจให้ขยับเลื่อนออกมาให้เห็นชัดขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะในตัว Supernait 3 ไม่มีภาคดิจิตัลอยู่บนบอร์ด.? พื้นเสียงจึงสะอาดและใสมาก และสามารถถ่ายทอดสปีด, จังหวะ กับทรานเชี้ยนต์ที่คมและแม่นยำออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ทุกเสียงฟังดูสดและเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ทรานเชี้ยนต์ของสัมผัสแรกของแต่ละเสียงปรากฏออกมาได้อย่างที่มันควรจะเป็นในธรรมชาติจริงๆ ทั้งหมดนั้นคือต้นตอของความเป็นดนตรีที่ผมได้ยินผ่าน Supernait 3 ออกมา

ตอนอ่านข้อมูลเบื้องหลังที่มาของ Naim Audio ผมสะดุดตากับคำว่า pace, rhythm & time ซึ่งเป็นที่มาของ PRaT อันนี้เป็นองค์ประกอบของเสียงที่แสดงถึง emotion in music หรืออารมณ์ของเพลง ซึ่ง ความนิ่ง“, “จังหวะและ ความแม่นยำเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นทั้งในขั้นตอนเพลย์แบ็คและขั้นตอนขยายเสียง นั่นเป็นปรัชญาเบื้องต้นของ Julian Vereker ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Naim Audio มาตั้งแต่แรก ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ชาร์ตด้านบนนี้จะให้คำตอบคุณได้ว่า เพราะอะไร.? “สปีดในการตอบสนองสัญญาณของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพเสียง.?

จากภาพด้านบน ในแต่ละเสี้ยววินาที time#1, time#2, time#3, time#4, … ที่สัญญาณเสียงวิ่งผ่านแอมปลิฟายก่อนจะไปถึงลำโพง มันประกอบไปด้วยเศษเสี้ยวของเสียงเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่ เกิดขึ้นพร้อมกันอยู่ในเสี้ยววินาทีนั้น เนื่องจากสัญญาณเสียง (audio signal) นั้น เป็นสัญญาณที่เกิดจากการมิกซ์สัญญาณของเครื่องดนตรี ทุกชิ้นลงไปเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ดังนั้น การตอบสนองต่อสัญญาณเสียง (audio signal) ที่ทำให้เกิดความล่าช้า หรือเร็วเกินไป แม้เพียงเสี้ยววินาที ก็จะทำให้มีผลเสียเกิดขึ้นกับสัญญาณเสียงของเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่มิกซ์รวมกันอยู่ในสัญญาณนั้น

สมมุติว่า ที่อินพุตแรกของซิสเต็ม สัญญาณขาเข้า input เริ่มที่ time#1 และแอมปลิฟายใช้เวลาจัดการกับสัญญาณนั้นเท่ากับ X ก่อนจะปล่อยสัญญาณออกสู่ช่อง output ดังนั้น สัญญาณเริ่มแรกที่ถูกส่งออกไปที่ลำโพงก็ควรจะเป็น time#1 + X ตามด้วย time#2 + Xต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

สปีดในการตอบสนองต่อสัญญาณที่ดี ไม่จำเป็นว่าต้องเร็วมากๆ ที่จำเป็นคือต้องไม่ช้าเกินไปจนต้องใช้วิธีหน่วงเวลามากเกินไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับแอมปลิฟาย ก็คือ สปีด (time) ในการจัดการกับสัญญาณจะต้องมีความ คงที่สม่ำเสมอตลอดเวลา.. อันนี้แหละสำคัญซึ่งส่งผลต่อสัญญาณที่ไปถึงลำโพงในแง่ของ ความแม่นยำของโฟกัส“, “ความฉับพลันของทรานเชี้ยนต์และ ความลื่นไหลของคอนทราสน์ไดนามิกซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือคุณสมบัติของเสียงที่ดี คือ pace, rhythm & time ทำให้เสียงที่ออกมามีความเป็นธรรมชาติและให้อารมณ์ของความเป็นดนตรี

ไม่น่าแปลกใจที่ผมพบว่า Supernait 3 ไปกันได้ดีมากกับลำโพง Totem Acoustics : Element ‘Ember’ เพราะถ้าเข้าไปพลิกดูแนวทางการออกแบบของ Element ‘Ember’ แล้วจะเข้าใจเลยว่า สิ่งที่ Vince Bruzzese ใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบลำโพงรุ่นนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแนวคิดของ Julian Vereker คือทำให้สัญญาณเสียงเดินทางตรงที่สุด มีตัวกีดขวางเส้นทางน้อยที่สุด เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของคุณสมบัติต่างๆ ของเสียงเอาไว้ และนั่นคือเหตุผลที่ Element ‘Ember’ ใช้วูฟเฟอร์ที่ไม่มีวงจรเน็ทเวิร์คเข้ามาคั่น รับสัญญาณตรงจากเพาเวอร์แอมป์ ผ่านสายสัญญาณยิงเข้าดอกโดยตรง ในขณะที่ตัวทวีตเตอร์ที่เข้ามาเสริมด้านบนของสเปคตรัมก็มีแค่ตัวต้านทานเล็กๆ คล่อมไว้เท่านั้น นั่นเท่ากับว่า สัญญาณเสียงที่มีความบริสุทธิ์สูงซึ่งผ่านการขยายกำลังโดย Supernait 3 ได้ถูกส่งไปที่ไดเวอร์ทั้งสองตัวของ Element ‘Ember’ ทันที โดยมีแค่สายลำโพงไม่กี่เมตรเป็นสะพานเชื่อม ผลคือเสียงที่สปีดไม่ตก ทรานเชี้ยนต์ไม่ตก และไทมิ่งไม่เพี้ยน

สรุป

ผมสามารถเขียนถึงลักษณะเสียงของ Supernait 3 ได้อีกหลายสิบหน้ากระดาษ ผ่านเพลงที่เปิดกระหน่ำใส่มันนับสิบอัลบั้ม แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดที่บรรยายนั้นก็จะมาจบลงที่บทสรุปเดียวกันเสมอ นั่นคือ ความเป็นดนตรีที่ทำให้ผมเพลิดเพลินในการนั่งฟังเพลงอย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

Supernait 3 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ไม่ได้ดีที่สุดในโลก แต่เชื่อเถอะว่า มันจะเป็นหนึ่งในเครื่องเสียงที่ผมจะยอมใช้ชีวิตอยู่กับมันในบั้นปลาย เพื่อนั่งเสพสุนทรียของดนตรีไปจนกว่าชีวิตนี้จะดับขรรค์! /

******************************
ราคา : 185,000 บาท / ตัว
******************************
สนใจผลิตภัณฑ์ของ Naim Audio
ติดต่อที่ facebook: @CHHomeMedias

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า