Naim Audio – ผลิตผลจากความหลงไหลในเสียงดนตรีของ Julian Vereker

ชื่อของแบรนด์ ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากเท่ากับผู้ให้กำเนิดมัน ทั่วโลกรู้จัก Naim Audio ครั้งแรกเมื่อ ปี 1973 ในนามของแบรนด์ผู้ผลิตเพาเวอร์แอมปลิฟายจากประเทศอังกฤษ รุ่นแรกที่ปรากฏออกสู่ตลาดเครื่องเสียงคือ NAP 160 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นด้วยแรงขับดันของ Julian Charles Prendergast Vereker นักแข่งรถที่มีความเสน่หาอย่างลึกซึ้งในเสียงดนตรี

เมื่อมองย้อนไป ณ จุดเริ่มต้น Julian Vereker ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะออกแบบแอมปลิฟายมาก่อน หรือแม้แต่ต้องการจะทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องเสียงแต่อย่างใด แต่ในที่สุด เขาก็กลายมาเป็นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Naim Audio ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของนักนิยมเครื่องเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ Julian Vereker ไม่ได้มีความรู้ในการออกแบบเครื่องเสียงเลย.!

ณ จุดเริ่มต้น

คนที่จะบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ได้ดีที่สุด คงจะไม่มีใครอีกแล้วถ้าไม่ใช่เจ้าของผู้ให้กำเนิดแบรนด์เอง Julian Vereker จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม ปี 2000 แต่ก่อนหน้านั้นเขาเคยให้สัมภาษณ์ Paul Messenger ในบทความที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร HiFi + ตอนที่ Naim Audio เปิดตัวเพาเวอร์แอมป์รุ่น NAP 250 เมื่อ ปี 1975 โดยเล่าให้พอลฟังถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการออกแบบแอมปลิฟาย ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีความรู้ทางอิเล็กทรอนิคมากมาย และไม่เคยออกแบบแอมปลิฟาย รวมถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงใดๆ มาก่อน

.. I’d always been into music, and used to hear a lot of it live in the late 1960s. A friend had this truly dramatic sounding Ovation guitar, and I was really impressed by the difference between that and other guitars. About the same time I bought a tape recorder, and was amazed to find that you couldn’t hear the difference between these instruments when you played back a recording.

ผมคลุกคลีอยู่กับเสียงเพลงมาตลอด และเคยได้ยินได้ฟังดนตรีแสดงสดมาแล้วมากมายช่วง ปลายยุค ’90 เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นเจ้าของกีต้าร์ Ovation อยู่ตัวหนึ่ง มันให้เสียงเยี่ยมยอดมาก ซึ่งผมรู้สึกประทับใจกับเสียงของมันที่แตกต่างไปจากกีต้าร์ตัวอื่นๆ ในช่วงเวลานั้น ผมได้ซื้อเครื่องบันทึกเทปมาตัวหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกประหลาดใจ ที่มันทำให้ผมไม่ได้ยินความแตกต่างระหว่างกีต้าร์สองตัวนั้น เมื่อผมบันทึกเสียงของกีต้าร์ทั้งสองตัวนั้นและนำมาเล่นกลับ..”

.. So I bought a better tape recorder and microphones, designed and built a mixing desk, and upgraded the amplifier and speakers. The key bit came when I got the ‘better amplifier’. The Quad 303, which the advert called ‘the closest approach to the original sound’, had just come out. ‘Great’, I thought, as I took it home, only to discover that it sounded staggeringly worse than what I was already using..!! 

ผมไปหาซื้อเครื่องบันทึกเทปและไมโครโฟนที่ดีกว่านั้นมาใช้ ผมออกแบบและสร้างเครื่องมิกซ์เสียงขึ้นมา และทำการอัพเกรดแอมปลิฟายกับลำโพงด้วย บางอย่างมันเกิดคลิ๊กขึ้นมาตอนที่ผมได้เพาเวอร์แอมป์ ที่ดีกว่ามา นั่นคือ Quad รุ่น 303 ซึ่งโฆษณาว่า ให้เสียงเข้าใกล้ต้นฉบับมากที่สุด!เพิ่งออกมาใหม่ตอนนั้น เจ๋งเลย! ผมรีบนำมันกลับไปบ้าน เพียงเพื่อจะพบว่ามันให้เสียงที่แย่มากๆ แย่กว่าแอมป์ที่ผมใช้อยู่ซะอีก.!!” ตอนนั้นเขามีเพียงแอมป์ชุดคิตของท่านเซอร์ Clive Sinclair กับภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่โมดิฟายขึ้นมาด้วยวิธีจับแพะชนแกะ เอาอุปกรณ์บางอย่างที่ใช้กับเครื่องยนต์ของรถมาผสมปนเปกัน ถึงแม้ว่าแอมป์ชุดคิตที่เขาใช้อยู่ตอนนั้น จะทำงานได้บ้่าง เกเรบ้าง แต่เขาพบว่า แอมป์ชุดคิตที่เขาใช้อยู่ยังให้เสียงที่ดีกว่าแอมป์ของ Quad 303 ซะอีก!!

ต้องขอย้อนกลับไปในยุค ปี 1973 อีกครั้ง ยุคนั้นเป็นช่วงแรกของธุรกิจไฮไฟฯ เป็นช่วงเวลาที่หลายๆ คนกำลังค้นหาจุดเริ่มต้นเชิงพานิชย์กันอยู่ มีการพัฒนาค้นคว้าอุปกรณ์เครื่องเสียงเพื่อการผลิตเชิงพานิชย์กันอย่างกว้างขวาง ถ้าจะถามว่า ธุรกิจเครื่องเสียงไฮไฟฯ เริ่มต้นขยายตัวขึ้นมาอย่างมากตอนไหน ต้องบอกว่า จุดกำเนิดมันเริ่มต้นขึ้นหลังจาก Edgar Marion Villchur ประดิษฐ์ลำโพงที่ใช้ตัวตู้แบบอะคูสติก ซัสเพนชั่นขึ้นมาเป็นผลสำเร็จนั่นเอง* เพราะเทคนิคตู้ลำโพงแบบอะคูสติกซัสเพนชั่นทำให้สามารถลดขนาดของตัวตู้ลำโพงให้เล็กลงได้มาก ในขณะที่ยังคงให้เสียงเบสที่ดีน่าพอใจ ซึ่งยุคก่อนหน้านั้น ถ้าต้องการเสียงทุ้มเยอะๆ ต้องใช้ตู้ขนาดใหญ่และไดเวอร์ตัวใหญ่ๆ เท่านั้น

* (ตอนหลัง Edgar Marion Villchur กับ Henry Kloss ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Acoustic Research, Inc. ขึ้นมาที่เมืองแคมบริดจ์, แมตซาชูเสต ผลิตลำโพงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงออกมาจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ AR)

ในยุคแรกนั้น นักออกแบบเครื่องเสียงส่วนใหญ่ต่างก็มีความเชื่อว่า ลำโพงเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงชนิดเดียวที่บ่งบอกลักษณะของเสียง ส่วนแอมปลิฟายนั้นไม่ต่างอะไรกับ สายสัญญาณที่มีเกนขยายเท่านั้น” (straight wires with gain) ซึ่งไม่มีผลต่อเสียง แต่หลังจากจูเลี่ยนค้นพบและมั่นใจว่า แอมป์แต่ละตัวให้เสียงไม่เหมือนกันแน่ๆ ความคิดที่จะสร้างบริษัทที่ผลิตแอมปลิฟายของเขาเองก็เกิดขึ้น..

.. That’s very interesting, I thought, so amplifiers are not all the same. And not only are they not the same, but it’s unbelievably easy to screw the whole thing up. If Quad can advertise that as the ‘closest approach to the original sound’, there must be a little gap somewhere in there for me. . . . .

“.. ผมคิดว่า นั่น (หลังจากได้ยินเสียงของ Quad 303) น่าสนใจมาก! สรุปได้ว่า แอมปลิฟายไม่ได้เหมือนกันไปซะทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่แค่ไม่เหมือนกันเท่านั้น แต่มันง่ายอย่างไม่น่าเชื่อในการที่จะทำทั้งหมดนั้นขึ้นมา ถ้า Quad ยังโฆษณาได้เลยว่าให้เสียงเข้าใกล้ต้นฉบับมากที่สุด มันก็น่าจะมีช่องว่างสำหรับผมบ้างล่ะ..”

Timeline : เส้นทางธุรกิจ
กับผลิตภัณฑ์เด่นของ Naim Audio

นักเล่นเครื่องเสียงและคนในวงการส่วนใหญ่คิดว่า เพาเวอร์แอมป์รุ่น NAP160 เป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวแรกที่ Julian Vereker ทำออกมาในนามของ Naim Audio แท้จริงแล้วไม่ใช่!

.. Around 1970 I started making professional audio equipment. The first Naim Audio product was actually a small M10.2 mixing desk, and I was involved in studio tape recorders and loudspeakers too, the latter with small built-in amplifiers. A mixer customer liked the sound of my own (NAP160) amp ..

“.. ระหว่าง ปี ’70 ผมเริ่มทำอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ในงานโปรเฟสชั่นแนล ที่ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของ Naim Audio จริงๆ ก็คือเครื่องมิกซ์เสียงตัวเล็กๆ ที่มีชื่อรุ่นว่า M10.2 และผมได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเครื่องบันทึกเทปในสตูดิโอ ลำโพง ซึ่งตอนหลังผมทำแอมป์เล็กๆ ติดตั้งอยู่ภายในด้วย รวมถึงคอนโซลมิกเซอร์ที่ให้เสียงเหมือนแอมป์รุ่น NAP160 ของผม..”

ปี 1969จุดเริ่มต้นที่นำเข้าสู่การออกแบบแอมปลิฟาย

เมื่อต้องผิดหวังกับคุณภาพเสียงที่ได้ยินมาจากการบันทึกเสียงการบรรเลงสดให้กับเพื่อนของเขา ทำให้ Julian Vereker ต้องเปลี่ยนจากการสร้างรถแข่งของตัวเอง มาทดลองออกแบบแอมปลิฟาย

ปี 1972ก้าวแรกของธุรกิจที่เริ่มจากสถานีวิทยุ Capital Radio

จูเลี่ยนชนะการประกวดราคาและได้รับสัญญาจ้างให้จัดทำอุปกรณ์เครื่องเสียงสำหรับใช้ในสถานีวิทยุ Capital Radio ผลลัพธ์จากการออกแบบครั้งนั้นคือแอมปลิฟายขนาดเล็กรุ่น NAM 502 ที่ประกอบอยู่ในตู้ลำโพงที่มีไดเวอร์พร้อมทำงาน ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ที่ออกแบบครั้งนั้นถือเป็นต้นแแบบของเพาเวอร์แอมป์ยุคแรกๆ ของ Naim Audio

ปี 1973ก่อตั้งแบรนด์ Naim Audio อย่างเป็นทางการ

ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการออกแบบแอมปลิฟายให้กับ Capital Radio บริษัท Naim Audio ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นใน ปี 1973 ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง Julian Vereker กับผู้ร่วมก่อตั้ง Shirley Clarke ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมการบริษัท สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในร้านที่อยู่กลางเมืองซอลลิสเบอรี่ ซึ่งเป็นทั้งโรงงานผลิตและหน้าร้านสาธิตเสียงไปด้วย

ปี 1973ให้กำเนิดเพาเวอร์แอมปลิฟายรุ่น NAP 200

ผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ผลิตออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในลักษณะที่เรียกได้ว่าเป็น consumer product สำหรับนำไปใช้ในบ้านจริงๆ ได้ถูกนำเสนอออกสู่ตลาดตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มตั้งบริษัท นั่นคือเพาเวอร์แอมป์รุ่น NAP 200 ซึ่งต้นแบบนั้นถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ ปี 1971 โดยที่ภาคเพาเวอร์แอมป์มีความแตกต่างไปจากต้นแบบเดิมในแง่ของเทคโนโลยีที่ดีกว่า แต่ยังคงเน้นไปที่ประสิทธิภาพซึ่งเป็นเป้าหมายหลักเดียวกันเอาไว้ นั่นคือ ความนิ่ง (pace), จังหวะ (rhythm) และ การควบคุมที่แม่นยำ (timing)

ปี 1974กำเนิดปรีแอมป์รุ่น NAC 12

เมื่อสร้างเครือข่ายดีลเลอร์ในสหราชอาณาจักรขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผลิตภัณฑ์ตัวต่อไปคือ NAC 12 ซึ่งเป็นปรีแอมปลิฟายตัวแรกของ Naim Audio ได้ฤกษ์เปิดตัวออกสู่ตลาด

ปี 1980เริ่มต้นงานประชาสัมพันธ์ที่คลาสสิก

เนื่องจาก Naim Audio เริ่มเติบโตขึ้น ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ ปี ’70 มาจนถึง ต้นปี ’80 ทีมงานได้ตัดสินใจที่จะฉกฉวยความสนใจของสื่อและลูกค้าทั่วไปด้วยการทำโฆษณาเสียดสีที่แสดงถึงความมั่นใจที่ฝืนความเชื่อในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเข้าหาความเป็นดนตรีในรูปแบบของพวกเขา ซึ่งกลายมาเป็นจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในที่สุด

ปี 1983ให้กำเนิดอินติเกรตแอมป์ NAIT

อินติเกรตแอมป์รุ่นแรกของ Naim Audio ชื่อว่า NAIT ถือกำเนิดขึ้นมาใน ปี 1983 ซึ่งเป็นแอมป์ที่ให้เสียง เร็วต่างจากอินติเกรตแอมป์อื่นๆ ในท้องตลาดที่มีอยู่ในขณะนั้น จนกลายเป็นแนวเสียงที่นิยมและถูกเรียกว่า “super integrateds

ปี 1985Julian หันไปทำธุรกิจจักรยาน

จูเลี่ยนได้เข้าไปร่วมกับเพื่อนนักประดิษฐ์ที่ชื่อว่า Andrew Ritchie ตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาผลิตจักรยานรูปแบบใหม่ที่สามารถพับได้ ชื่อว่า Brompton Bicycle ซึ่งง่ายต่อการเก็บและขนไปในที่ต่างๆ จูเลี่ยนเข้าไปดูแลในตำแหน่งผู้อำนวยการ ช่วยเพื่อนเซ็ตอัพฝ่ายการผลิต จนในที่สุดบริษัทนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์จักรยานของประเทศอังกฤษที่โดดเด่นที่สุดในโลก

ปี 1985ได้รับรางวัล Queen Award ครั้งแรก

Naim Audio ได้รับรางวัล Queen Award เป็นครั้งแรกใน ปี 1985 และได้รับรางวัลอีกสองครั้ง คือรางวัลสำหรับการส่งออกใน ปี 2010 กับรางวัลอินโนเวชั่น อิน ดิจิตัล มิวสิค สตรีมมิ่ง ใน ปี 2014

ปี 1991ให้กำเนิดเครื่องเล่นแผ่นซีดีรุ่น CDS

การออกแบบเครื่องเล่นซีดีเครื่องแรกของ Naim Audio ก็ไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์ของ Naim Audio ตัวอื่นๆ นั่นคือ เป็นดีไซน์ที่ท้าทายกับความเชื่อดั้งเดิม รุ่นนี้เป็นเครื่องเล่นซีดีแบบแยกสองชิ้น โดยแยกภาคเพาเวอร์ซัพพลายกับภาคขับหมุนแผ่นออกไปอยู่คนละตัวถัง ตัวกดทับแผ่นซีดีทำด้วยแม่เหล็ก rare earth ที่มีพลังสูงแต่น้ำหนักเบา ทำให้จับยึดแผ่นซีดีไว้ได้อย่างมั่นคง ไม่มีการสั่นกระพรือ

ปี 1993ก่อตั้งค่ายเพลง Naim Records

ก่อตั้งโดย Julian Vereker เจ้าของ Naim Audio ซึ่งเป็นการผสมผสานความหลงไหลที่ตัวเขามีต่อดนตรีเข้ากับความต้องการนำเสนอคุณภาพเสียที่ดีจากสตูดิโอส่งตรงถึงห้องฟังเพลง

ปี 2000กำเนิดเพาเวอร์แอมป์รุ่น NAP 500

เป็นปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาตร์ของ Naim Audio คือเป็นปีที่เพาเวอร์แอมป์รุ่น NAP 500 ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงได้ถูกเผยโฉมออกมาครั้งแรกหลังจากที่ซุ่มพัฒนามานานหลายปี เป็นงานออกแบบที่พลิกอุตสาหกรรมของแอมปลิฟาย และเป็นการบัญญัตินิยามใหม่ให้กับ Naim Audio ในการก้าวไปสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งประสิทธิภาพในการสร้างสรรงานดนตรีที่ดีกว่านี้จะมีก็เพียงการมาถึงของรุ่น Statement ในปี 2014 เท่านั้น

ปี 2008Naim ร่วมกับ Bentley

เมื่อแบรนด์สินค้าที่ใช้วิศวกรรมชั้นเลิศของอังกฤษสองแบรนด์จับมือกัน พัฒนาโครงการระบบเครื่องเสียงติดรถยนต์ที่ชื่อว่า Naim for Bentley โดยอาศัยระบบ DSP ที่เยี่ยมยอดของ Naim Audio กับลำโพงที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ได้ถูกติดตั้งเป็นพิเศษลงในรถยต์ Bentley ทุกรุ่น

ปี 2009กำเนิด NaimUniti

เปิดตัวเครื่องเล่นแบบ All-in-One ที่ผสมผสานระบบสตรีมมิ่งสำหรับเพลงเข้ากับเครื่องเล่นซีดี และอินติเกรตแอมป์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอินติเกรตแอมป์ NAIT ออกมาเป็นครั้งแรก NaimUniti ได้รับรางวัล Product Of The Year จากนิตยสาร What Hi-Fi? UK ใน ปี 2009 และ ปี 2012

ปี 2013ฉลองครบปีที่ 40

จัดงานฉลองขึ้นที่ Salisbury Arts Centre ใกล้กับที่ตั้งสำนักงานใหญ่ใจกลางเมือง

ปี 2014รับรางวัล Queen Award ครั้งที่ 3

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลคือ Network Music Players, All-in-One Players, Hard disk Players/Servers และ digital to analogue converters

ปี 2014กำเนิด Statement

เป็นผลิตภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงจุดสุดยอดในงานวิศวกรรมที่ใช้ในการออกแบบแอมปลิฟายรุ่น Statement ซึ่งประกอบด้วยปรีแอมป์รุ่น NAC S1 กับเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกรุ่น NAP S1 เป็นการนำเอาประสบการณ์ที่ได้จากพัฒนาผลิตภัณฑ์เมื่อ ปี 2011 มาต่อยอด เพื่อปรับตั้งมาตรฐานใหม่ที่ใช้อ้างอิงในวงการไฮเอ็นด์ฯ ถือเป็นการเริ่มต้นประวัติศาตร์หน้าใหม่ของ Naim Audio ไปในตัว

ปี 2014กำเนิด Mu-so

เปิดตัวเครื่องเล่นไฟล์เพลงแบบไร้สายสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก ชื่อรุ่นว่า Mu-so ซึ่งนอกจากจะให้คุณภาพเสียงที่ดีแล้ว Mu-so ยังมาพร้อมเทคโนโลยีมัลติรูมมาให้ด้วย ให้ความสะดวกในการใช้งาน ระบบการทำงานของ Mu-so อยู่ภายใต้การควบคุมของดิจิตัล DSP ที่แม็ทชิ่งกับไดเวอร์ที่ออกแบบขึ้นมาใช้เฉพาะได้อย่างลงตัว

ปี 2016กำเนิด Mu-so Qb

Mu-so Qb เป็นระบบลำโพงไร้สายขนาดเล็กที่ถ่ายทอดความสามารถมาจากรุ่นใหญ่ Mu-so ใช้เทคโนโลยี bass radiator ช่วยเพิ่มปริมาณเสียงทุ้ม ตอบสนองความถี่ต่ำได้ดี ควบคุมการทำงานด้วย DSP ระดับเดียวกับ Mu-so ตัวใหญ่ ด้วยกำลังขับที่สูงถึง 300W จึงให้เสียงได้ใหญ่เกินตัว /

.. Keeping an amplifier stable when driving loudspeakers is an absolute essential. If it isn’t stable at all times, then it’s broken! ” / Julian Vereker (7 May 1945 – 14 January 2000)

***************
สนใจผลิตภัณฑ์ของ Naim Audio
ติดต่อที่ 
facebook: @NaimThailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า