การติดตั้งอุปกรณ์ปรับอะคูสติก – ตอนที่ ๔ : การติดตั้งอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกบนผนังด้านหลังตำแหน่งวางลำโพง

หลังจากทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ในการปรับสภาพอะคูสติก และได้ทำความรู้จักกับอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันไปแล้ว ในบทที่ ๔ นี้เราจะเริ่มทำการปรับสภาพอะคูสติกของห้องฟังกัน โดยเริ่มจากผนังด้านหลังของห้องฟังกันก่อน ซึ่งความหมายของคำว่า ผนังด้านหลังก็คือผนังด้านที่อยู่หลังฝั่งที่คุณวางลำโพงทั้งสองข้างนั่นเอง นั่นก็หมายความว่า หลักการที่กำลังจะกล่าวถึงนี้สามารถนำไปใช้กับการเซ็ตอัพภายในห้องรับแขก ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ไม่ได้กั้นเป็นห้องปิดทึบก็ได้ ขอแค่ให้ยังคงเป็นพื้นที่ที่อยู่ในบ้านเท่านั้น

ก่อนจะเริ่มต้นติดตั้งอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกกัน ขอให้กลับไปรื้อฟื้นเกี่ยวกับ สัดส่วนห้องที่ดีกันก่อน ซึ่งอยู่ใน บทความตอนที่ ๒

สัดส่วนห้องที่มีปัญหา room mode น้อยก็คือ ด้านลึกของห้อง = ด้านกว้าง x 1.5เป็นสัดส่วนโดยประมาณ ในการก่อสร้างจริงๆ ถ้าสามารถกำหนดได้ตามนี้เป๊ะๆ ก็จะดี ซึ่งหลักการที่กำลังจะแนะนำนี้จะครอบคลุมห้องที่มีขนาดเล็กขึ้นไปจนถึงห้องขนาดใหญ่

ห้องขนาดเล็ก = 3 x 4.5 x 2.5-2.8 ลบ.. (กว้าง x ลึก x สูง)
ห้องขนาดกลาง = 4 x 6 x 2.8 ลบ.. (กว้าง x ลึก x สูง)
ห้องขนาดใหญ่ = 5 x 7.5 x 2.8-3.0 ลบ.. (กว้าง x ลึก x สูง)

การปรับสภาพอะคูสติกบนผนังด้านหลังฝั่งที่วางลำโพง

ไม่ว่าห้องของคุณจะมีสัดส่วนด้าน กว้าง x ลึก เป็น 3 x 4.5, 4 x 6 หรือ 5 x 7.5 ตร.. ให้ทำการหารความกว้างผนังแบ่งออกมาเป็น 3 ส่วน ส่วนที่อยู่ตรงกลางคือพื้นที่สีเทาในภาพ เป็นพื้นที่ที่เราจะต้องทำการติดตั้งอุปกรณ์ปรับแต่งสภาพอะคูสติกที่มีลักษณะ ฟุ้งกระจายคลื่นเสียง (diffusor) เข้าไป ซึ่งขนาดของพื้นที่ส่วนนี้จะแปรผันไปตามสัดส่วนของห้อง ดังนี้

ถ้า ความกว้าง ของห้องคุณอยู่ที่ 3 เมตร พื้นที่สีเทาของผนังด้านหลังจะอยู่ที่ 3/3 = 1.00 เมตร
ถ้า ความกว้าง ของห้องคุณอยู่ที่ 4 เมตร พื้นที่สีเทาของผนังด้านหลังจะอยู่ที่ 4/3 = 1.33 เมตร
ถ้า ความกว้าง ของห้องคุณอยู่ที่ 5 เมตร พื้นที่สีเทาของผนังด้านหลังจะอยู่ที่ 5/3 = 1.67 เมตร

สองภาพด้านบนนี้ เป็นตัวอย่างของการติดตั้งอุปกรณ์ diffusor เพื่อปรับสภาพอะคูสติกบริเวณนั้นให้มีลักษณะฟุ้งกระจายคลื่นเสียง ซึ่งปัจจุบันนี้มีอุปกรณ์ประเภท diffusor อยู่หลายรูปแบบ แบบที่นิยมกันมาในยุคแรกๆ จะเป็นดิฟฟิวเซอร์แบบไม้ร่องในแนวตั้ง (ภาพบน) ซึ่งมีขนาดใหญ่ ที่นิยมใช้กันก็มีขนาด 80 x 120 ตร. . และ 90 x 145 ตร.ม. มีทั้งแบบวางบนพื้นชิดผนังห้อง และบิวต์อิน ยึดติดลงไปบนผนังห้องก็มี ถามว่าแบบไหนดีกว่า ถ้าเป็นแผงดิฟฟิวเซอร์ที่ใช้กับผนังด้านหลัง ตรงตำแหน่งนี้ แนะนำให้ยึดติดขึ้นไปบนผนังห้องจะได้ผลดีกว่า ที่ต้องระวังคือต้องกำหนดตำแหน่งให้แม่นยำจริงๆ ให้แผงดิฟฟิวเซอร์อยู่ตรงกลางของผนังด้านหลังห้องจริงๆ ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และที่สำคัญคือ ให้เว้นระยะห่างระหว่างแผงดิฟฟิวเซอร์กับพื้นห้อง โดยยกแผงดิฟฟิวเซอร์ให้สูงขึ้นจากพื้นเท่ากับ 1 ฟุต (30 ..)

ในปัจจุบันมีดิฟฟิวเซอร์แบบอื่นๆ ออกมาเยอะ บางยี่ห้อก็ทำเป็นแท่งไม้สูงๆ ต่ำๆ บางยี่ห้อก็ทำเป็นลิ่มไม้ จากที่เห็น ส่วนใหญ่จะทำออกมาเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 60 x 60 ตร... ก็มี 50 x 50 ตร... ก็มี ซึ่งในการใช้งานก็นำมาต่อกันเป็นผืนใหญ่ตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ จะเห็นว่า ถ้าใช้วัสดุปรับสภาพอะคูสติกแบบที่ทำสำเร็จรูป มีจำหน่ายเป็นแผ่นๆ ซึ่งมีขนาดตายตัวอย่างที่บอกคือ 60 x 60 กับ 50 x 50 ตร... เวลาเอามาต่อกัน เป็นไปได้ที่จะทำให้ขนาดของพื้นที่ติดตั้งดิฟฟิวเซอร์รวมๆ แล้วมากกว่า หรือน้อยกว่า 1/3 ของพื้นที่บนผนังด้านหลัง ซึ่งก็ยังพอใช้ได้ ไม่ถึงกับเลวร้าย

ส่วนความสูงของแผงดิฟฟิวเซอร์นั้น ถ้าสามารถทำให้สูงถึงเพดานได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ควรทิ้งระยะลงมาจากฝ้าเพดานมากเกิน 1 ฟุต (30 ..)

ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 2/3 ของผนังด้านหลัง ควรทำให้มีลักษณะพื้นผิวที่ เหมือนกันคือมี texture ที่ไม่เรียบ แต่ก็ไม่ขรุขระมาก ทั้งนี้เพื่อลดการสะท้อนคลื่นเสียงลงมาระดับหนึ่ง ซึ่งมีทางเลือกหลายทาง ภาพบนสุดในสามภาพข้างบนคือกรุพื้นที่ที่เหลือ 2/3 ของพื้นที่บนผนังด้านหลังด้วย แผ่นอะคูสติกบอร์ด (acoustic board) ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ทั่วไป (แถววัดสระเกศ ใกล้ๆ ภูเขาทองมีเยอะ) ซึ่งแผ่นอะคูสติกบอร์ดนี้จะมีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นความถี่ในย่านเสียงกลางน้อย เสียงกลางจะโด่งหน่อย แต่ย่านแหลมจะสงัดลงมาก ตัวแผ่นจะเป็นสีขาว ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบเพราะนอกจากว่ามันจะทำให้ห้องฟังดูเหมือนอยู่ในห้องส่งของสถานีวิทยุ และวัสดุที่ใช้ทำแผ่นอะคูสติกบอร์ดก็คือใยกระดาษที่ปั่นรวมกับกาว ซึ่งจะหมดอายุเมื่อใช้ไปนานๆ จะหลุดเป็นขุย เป็นอันตรายหากหายใจเข้าไป ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีคนนิยมใช้อะคูสติกบอร์ดกันแล้วด้วยเหตุผลที่ว่ามา

ตัวอย่างวอลเปเปอร์หนา หรือสติ๊กเกอร์ที่มีผิวเป็น texture คล้ายอิฐ

วิธีที่ง่ายและทำให้ห้องฟังดูดีอีกวิธีก็คือใช้ วอลเปเปอร์ แบบหนาปูทับลงไปบนพื้นที่ 2/3 ที่เหลือเหมือนอย่างในภาพ แนะนำให้เลือกวอลเปเปอร์แบบที่มีเนื้อหนาหน่อย ใช้นิ้วจิ้มดูจะรู้สึกถึงความนุ่มให้ตัวได้นิดหน่อย ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการดูดซับพลังงานคลื่นเสียงลงไปได้บ้าง แม้ว่าจะไม่ได้ดูดซับมาก แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้สะท้อนออกมาเต็มๆ เหมือนกับพื้นผิวเดิมที่เป็นปูน หรือกระจก

หรือจะเลือกวิธีปูด้วยวัสดุประเภทที่มีพื้นผิวตะปุ่มตะป่ำทับลงไปบนผนังปูน อย่างพวกหินธรรมชาติ หรือชิ้นไม้ที่นำมาทำให้มีแพลทเทิ้นต่ำๆ สูงๆ ไม่เรียบ ซึ่งนอกจากจะดูสวยดีแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการลดการสะท้อนของคลื่นเสียงลงไประดับหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสียงโดยรวม

มีอีกวิธีที่ผสมผสานระหว่างเสียงที่ดีกับประโยชน์ใช้สอย นั่นคือทำชั้นสำหรับวางแผ่นซีดีขนาบข้างแผงดิฟฟิวเซอร์เอาไว้ทั้งสองด้านเหมือนในภาพข้างบน แต่ตอนทำชั้น ให้เว้นระยะก่อนถึงมุมห้องไว้ประมาณ 1 ฟุต ทั้งสองด้าน เนื่องจากพื้นที่บริเวณมุมห้องทั้งด้านซ้ายและด้านขวานั้น ต้องเว้นไว้เพื่อทำการปรับแก้เสียงทุ้มที่มุมห้องด้วย ตอนปรับจูนเสียงในขั้นตอนสุดท้าย (ตอน fine tune) สามารถอาศัยการจัดวางแผ่นซีดีให้มีลักษณะ random เว้นช่องไฟแบบไม่เจาะจง จะช่วยในการไฟน์จูนเสียงให้ละเอียดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

การปรับจูนเสียงทุ้มที่มุมห้อง

บริเวณมุมห้องซ้ายขวาด้านหลังตำแหน่งวางลำโพงเป็นจุดที่ส่งผลต่อความถี่ต่ำมาก จำเป็นต้องทำการปรับจูนปริมาณความถี่ต่ำบริเวณนี้ด้วย

พื้นที่สีเทาตรงมุมห้องทั้งสองด้านในภาพข้างบนนี้ คือระยะบนผนังด้านหลังและผนังด้านข้างที่เว้นไว้ด้านละ 1 ฟุต ปล่อยเป็นมุมฉากโล่งๆ ก่อน ซึ่งการแก้ปัญหาเบสบวมตรงมุมห้องจำเป็นต้องใช้ตัวช่วย อุปกรณ์ที่ใช้ปรับจูนปริมาณของความถี่ต่ำในบริเวณมุมห้องแบบนี้เรียกว่า “Bass Trapตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีใช้กันอยู่ 3 รูปแบบ ที่ได้ผลน่าพอใจ รูปแบบแรกที่มีมานานแล้ว เรียกว่าแท่ง Tube Trap ซึ่งต้นแบบเป็นของบริษัท ASC มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแตกต่างกันไปตามย่านความถี่ที่ส่งผล ยิ่งลูกใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางเยอะ ยิ่งดูดความถี่ได้ต่ำมาก

วิธีใช้แท่ง TubeTrap คือ เริ่มด้วยการซุกแท่ง TubeTrap เข้าไปที่มุมห้องทั้งสองด้าน ด้านละลูก โดยเอาด้านที่เป็น reflect หรือสะท้อนเสียง (ด้านที่มีหมุดสีเงินติดอยู่) หัน ออกจากมุมห้อง เหมือนกันทั้งสองด้าน ลักษณะของตัวหมุดจะทำมุม 45 องศากับมุมห้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งจัดวางที่ทำให้แท่ง TubeTrap ดูดซับพลังงานคลื่นความถี่ต่ำได้มากที่สุด ถ้าตำแหน่งนี้รู้สึกว่าเสียงทุ้มห้วนเกินไป หางเสียงเบสไม่ทอดตัว ให้ปรับจูนแท่ง TubeTrap ด้วยการค่อยๆ เลื่อนแท่ง TubeTrap ให้ห่างจากมุมห้องออกมาทีละนิด ตามแนวมุม 45 องศา (แนวลูกศรสีแดงในรูป) ซึ่งทุกระยะที่แท่ง TubeTrap ถูกดึงห่างจากมุมห้องออกมา ให้สังเกตเสียงทุ้ม (ให้เปิดเพลงที่ทีเสียงทุ้มทิ้งวนไว้) เลือกระยะที่ให้หัวของเสียงเบสที่กระชับ บอดี้อิ่ม และหางแผ่ทอดยาวออกไป ซึ่งจะทำให้เสียงทั้งหมดมีลักษณะที่ผ่อนคลาย ไม่อึดอัด บอกตายตัวไม่ได้ว่าต้องดึงออกมาห่างจากมุมห้องมากแค่ไหน แต่ละห้องและแต่ละซิสเต็มต้องการระยะที่ต่างกัน ซึ่งข้อดีของการใช้แท่ง TubeTrap ในการปรับจูนก็คือสามารถปรับจูนได้ละเอียด

ตัวอย่างลักษณะการใช้แท่ง TubeTrap ในการปรับจูนเสียงทุ้มที่มุมห้อง ต้องไม่ลืมหาวิธียกแท่ง TubeTrap ให้อยู่สูงขึ้นมาจากพื้นห้องประมาณ 1 ฟุตด้วย ถ้าจะหาอะไรมารองใต้แท่ง TubeTrap สิ่งนั้นควรจะมีลักษณะโปร่ง ไม่ทึบ ทั้งนี้เพื่อทำให้มวลอากาศที่นำพาความถี่ต่ำสามารถไหลเวียนไปตามพื้นห้องได้อย่างทั่วถึง จุดนี้มีผลต่อคุณภาพเสียงของความถี่ต่ำมาก ในภาพข้างบนจะเห็นว่ามีการทดลองใช้ถังพลาสติกยกแท่ง TubeTrap ขึ้นมาจากพื้น ซึ่งให้ผลดีกว่าวางแท่งติดพื้น

อุปกรณ์ Bass Trap ที่ใช้ในการปรับปริมาณความถี่ต่ำที่มุมห้องลักษณะที่สองเรียกว่า “Helmholtz Resonatorมีลักษณะเป็นกล่องไม้ขนาดใหญ่ที่เจาะรูหลายๆ รูให้คลื่นเสียงผ่านเข้าไปภายในตัวกล่องเพื่อกักเก็บพลังงานคลื่นเสียงเอาไว้ ซึ่งการนำเอาเทคนิคนี้มาใช้ มักนิยมที่จะใช้วิธีติดตั้งกล่องไม้ที่ว่านี้แบบบิวต์อินลงไปบนผนังห้องด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง (ตรงข้ามกับลำโพง) มากกว่า ไม่นิยมนำมาวางแบบสแตนด์อะโลน เพราะมันจะเกะกะและดูไม่สวยงาม

รูปแบบที่สามของอุปกรณ์ที่ใช้ปรับจูนเสียงทุ้มที่มุมห้อง ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กันมาก เนื่องจากได้ผลดีและทำให้ห้องดูแล้วไม่เกะกะสายตา เรียกว่า “Bass Trapเหมือนกัน ลักษณะเป็นแผงโฟมเนื้อแน่นแบบที่ใช้ซับเสียง มีความหนาตั้งแต่ 10 .. และมากกว่าขึ้นไป วิธีใช้คือนำไปติดที่มุมห้อง โดยที่ผิวด้านนอกของแผ่น Bass Trap พวกนี้จะมีแผ่นไม้บางๆ ปิดทับอยู่ เป็นด้านที่หันออกจากมุมห้อง ช่วยสะท้อนเสียงกลาง-แหลมบางส่วน

ปกติแล้ว ตรงส่วนที่เป็นโฟม หรือฟองน้ำเนื้อแน่นของแผ่น Bass Trap เหล่านี้ทางผู้ผลิตจะทำการปาดมุมมาให้ เมื่อนำแผ่น Bass Trap ไปติดลงบนมุมห้อง มันจะติดอยู่ในลักษณะปิดมุมฉากของมุมห้องเอาไว้ คือด้านหนึ่งไปเกาะอยู่บนผนังด้านข้าง ส่วนอีกด้านจะไปเกาะอยู่บนผนังด้านหลัง ทำให้ด้านหลังของแผ่นเบสแทร็ปจะมีช่องว่างอากาศอยู่ ที่มุมด้านหนึ่งควรติดประมาณ 3 แผ่น โดยวัดระยะให้จุดกลางแผ่นที่อยู่ตรงกลางอยู่ในแนวครึ่งหนึ่งของความสูงของห้อง คือถ้าห้องสูง 2.5 เมตร แนวครึ่งหนึ่งก็คือ 1.25 เมตร เมื่อติดแผ่นกลางเสร็จ จากนั้นจึงค่อยติดแผ่นบนและแผ่นล่างตามมา (ดูตามภาพด้านบน) จะเห็นว่า แผ่นเบสแทร็ปไม่ได้ติดจนเต็มทั้งมุมห้อง และแต่ละแผ่นจะทิ้งระยะห่างระหว่างกันให้เป็นช่องว่างไว้ประมาณ 1 .. หรือมากกว่า เพื่อให้มวลความถี่ต่ำมันไหลเวียน จะทำให้เสียงเบสไม่ห้วน มีหางเสียงทอดยาว

หลักการในการปรับจูนคือ กำหนดปริมาณความถี่ต่ำที่เหมาะสม ไม่ใช่การตัดความถี่ต่ำทิ้ง ซึ่งในขณะไฟน์จูนนั้น นอกจากจะพิจารณาในแง่ของสมดุลระหว่างปริมาณของเสียงทุ้มกับปริมาณของเสียงกลางและแหลมแล้ว ยังต้องพิจารณาที่ลักษณะของเสียงทุ้มด้วย คือดูความตึงหย่อนของหัวเบส, พิจารณามวลของเสียงเบส และพิจารณาลักษณะการทดผ่อนของหางเสียงเบสก่อนที่จะสลายตัวไปด้วย ทั้งหมดนั้นจะต้องกอปรกันอย่างลงตัว เป็นโมชั่นของเสียงทุ้มที่สอดคล้องกับลักษณะการบรรเลงของนักดนตรี

ที่จริงแล้ว ขั้นตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการปรับจูนเสียงอย่างละเอียด (fine tune) ต้องทำการติดตั้งอุปกรณ์ให้ครบบนผนังทุกด้านซะก่อนจึงจะไฟน์จูนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การติดตั้งอุปกรณ์เข้าไปแต่ละตัวก็ควรจะต้องทำการทดลองฟังคร่าวๆ และทำการจูนหาตำแหน่งไปด้วย แม้ว่าจะยังไม่ละเอียดถึงขั้นสรุปตายตัว แต่ถ้าสามารถฟังผลกระทบคร่าวๆ ได้บ้าง จะทำให้ตอนไฟน์จูนไม่ต้องขยับแก้ไขตำแหน่งมาก


sponsor

* ตอนหน้า เราจะไปดูการติดตั้งอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกบนผนังด้านข้างของจุดนั่งฟังกัน

********************
ย้อนกลับไปอ่าน : การติดตั้งอุปกรณ์ปรับอะคูสติก ตอนที่ ๑
ย้อนกลับไปอ่าน : การติดตั้งอุปกรณ์ปรับอะคูสติก ตอนที่ ๒
ย้อนกลับไปอ่าน : การติดตั้งอุปกรณ์ปรับอะคูสติก ตอนที่ ๓

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า