รีวิวเครื่องเสียง Quadral รุ่น Aurum SEDAN 9 ลำโพงสองทาง วางบนขาตั้ง

แบรนด์นี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศเยอรมัน ดูจากสโลแกนของเขาที่ปะไว้หน้าเว็บไซต์ว่า “We develop, design, and build loudspeakers. With passion.ก็พอจะเดาได้เลยว่า แบรนด์นี้ทำลำโพงออกมาเน้นตลาดไฮเอ็นด์ฯ อย่างแน่นอน

มิสเตอร์ Volker Schwerdtfeger เอ็มดีของแบรนด์ Quadral

คุณโวลเกอร์ แกบอกว่าแบรนด์ Quadral นี้มีอายุยาวนานเกิน 40 ปีมาแล้ว แต่อาจจะไม่ค่อยออกสื่อ หรือไม่ก็เพิ่งจะเริ่มกระจายสินค้าออกมาขายนอกเยอรมันกระมัง ผมเพิ่งจะเห็นลำโพงของแบรนด์นี้ครั้งแรกก็คราวนี้แหละ! มิหนำซ้ำ โปรดักซ์ของแบรนด์นี้ก็มีเยอะมาก มีทั้งอิเล็กทรอนิคคือแอมป์กับเครื่องเล่นซีดี และลำโพงซึ่งมีอยู่หลายซีรี่ย์ มีทั้งที่เป็นลำโพงพาสซีฟและแอ๊คทีฟ แสดงว่า แบรนด์นี้มีมานานแล้วจริงๆ

Quadral AURUM SEDAN 9
ลำโพงสองทาง วางหิ้ง

ผู้นำเข้าลำโพงแบรนด์นี้คือ คุณกุลชาติ เทพหัสดิน ญ อยุธยา เจ้าของรายการเพลงเพื่อนรัตติกาล และเจ้าของบริษัท K Wondersound ผู้นำเข้าอุปกรณ์เครื่องเสียงเก่าแก่ของเมืองไทย ส่วนคนที่ติดต่อนำส่งลำโพงคู่นี้มาให้ผมทดสอบคือคุณหน่อย เจ้าของร้านและแบรนด์สินค้า Life Audio ซึ่งเป็นดีลเลอร์จัดจำหน่ายลำโพงยี่ห้อ Quadral นี้

ลำโพงคู่นี้เป็นสมาชิกหนึ่งในจำนวน 12 รุ่นของ Aurum series ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นซีรี่ย์ที่ทำงานครอบคลุมครบทั้งดูหนังและฟังเพลง โดยที่ Aurum SEDAN 9 คู่นี้เป็นลำโพงวางขาตั้งรุ่นใหญ่ ในจำนวน 2 รุ่นที่อยู่ในซีรี่ย์นี้ (อีกรุ่นซึ่งเป็นรุ่นเล็กกว่าคือ Aurum Galan)

Aurum SEDAN 9 เป็นลำโพงสองทางที่ใช้ไดเวอร์ 2 ตัวร่วมมือกันสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 33Hz ขึ้นไปจนถึง 65,000Hz ไดเวอร์ทั้งสองตัวทำงานอยู่ในตัวตู้ที่มีท่อระบายอากาศขนาดใหญ่เจาะทะลุอยู่ที่แผงหลัง ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายเทมวลอากาศจากภายในตัวตู้ที่นำพาคลื่นความถี่ต่ำที่เกิดจากการเคลื่อนตัวถอยหลังของไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ สะท้อนเด้งอยู่ในตัวตู้แล้วพุ่งพ้นออกมาทางท่อนี้ เกิดเป็นคลื่นความถี่ต่ำหนุนเนื่องเป็นฐานเบสให้กับเสียงทุ้มที่หน้าวูฟเฟอร์ผลักดันออกไป ช่วยยืดขยายเร้นจ์ของความถี่ต่ำของ Aurum SEDAN 9 ให้ทอดยาวลงลึกจาก 33Hz ลงไปได้อย่างนุ่มนวล

A = ไดอะแฟรม quadral ALTIMA
B = สไปเดอร์

C = โครงอะลูมิเนียมที่หล่อขึ้นรูปด้วยแรงอัด

D = แหวนยึดโครงกับแม่เหล็ก

E = แม่เหล็ก

F = ขั้วต่อสัญญาณ ชุบทอง

วูฟเฟอร์ตัวนี้เป็นผลิตผลจากการค้นคว้าของทีมวิศวกรของ Quadral ซึ่งผ่านการปรับปรุงมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 9 ในปัจจุบัน ตัวไดอะแฟรมครึ่งวงกลมสีเงินๆ (A) ที่โค้งเว้าลงไปด้านในตัวตู้นั้นทำมาจากวัสดุผสมระหว่าง อะลูมิเนียม + ไตตาเนี่ยม และ แม็กนีเซียม ในสัดส่วนที่ทำการการสั่นตัวของไดอะแฟรมส่งผลดีต่อคลื่นเสียงที่มันสร้างขึ้นมา คือทำให้เรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นบนตัวไดอะแฟรมถูกดันให้หลุดพ้นขึ้นไปจากย่านเสียงที่ตัววูฟเฟอร์ต้องสร้างออกมา

ความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชั่นปัจจุบันกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าก็คือตัวดัสแค๊ป ที่อยู่ตรงกลางของไดอะแฟรมที่เคยมีอยู่ในเจนเนอเรชั่นก่อนได้ถูกขจัดออกไป ทำให้ไดอะแฟรมของเจนฯ 9 นี้มีลักษณะเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น ส่งผลดีต่อการกระจายความถี่และทำให้สามารถตอบสนองไดนามิกของสัญญาณได้ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากนั้น ตัวโครงอะลูมิเนียมหล่อ (C) ที่ใช้ยึดไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ก็ได้ถูกออกแบบใหม่ ทำให้สามารถลดการสูญเสียในการถ่ายเทมวลอากาศให้น้อยลง ตัววอยซ์คอยก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สามารถตอบสนองไดนามิกเสียงได้ดีขึ้น มีการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รายละเอียดเสียงที่ดีขึ้น แม่เหล็ก (E) ที่ใช้มีขนาดใหญ่ ให้พลังงานสูงเพื่อรองรับการขับดันเสียงที่ดังขึ้น และสวิงไดนามิกได้กว้างมากขึ้น

G = แผงหน้า
H = ตะแกรงป้องกัน

I = แผ่นชีลด์

J = ไดเวอร์ริบบ้อน

K = แม่เหล็กนีโอไดเมี่ยม

L = วัสดุแด้มปิ้งในตัวบอดี้

M = ตัวบอดี้

N = ทรานฟอร์เมอร์

O = ขั้วต่อสัญญาณ ชุบทอง

นี่คือหัวใจสำคัญของลำโพงคู่นี้ มันคือไดเวอร์ริบบ้อนทวีตเตอร์ที่ไม่ใช่ไดเวอร์ริบบ้อนธรรมดา แต่เป็นไดเวอร์ริบบ้อนที่ทีมวิศวกรของ Quadral พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษที่เมืองฮันโอเวอร์ ประเทศเยอรมนี และให้ชื่อมันว่า quSENSE tweeter technology

แผ่นริบบ้อนที่ใช้ในทวีตเตอร์ตัวนี้มีความยาว มากกว่า” 70 .. แต่ถูกพับเป็นลอนเหมือนแผ่นกระเบื้องลูกฟูกจนมีความยาวเหลือแค่ 70 .. และด้วยลักษณะที่พับเป็นลอนนั่นเอง ทำให้แผ่นริบบ้อนนี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถ ให้ตัวปรับยืด/หดได้ขณะที่มันทำงาน ซึ่งทำให้ได้ความถี่สูงออกมาสะอาด ปราศจากความผิดเพี้ยนอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในการตอบสนองของตัวไดอะแฟรม (ริบบ้อน) และให้โฟกัสกับมิติเสียงที่เด่นชัด โดยเฉพาะคลื่นเสียงที่กระจายตัวออกไปในแนวตั้ง (vertical dispersion) ซึ่งเป็นการเสริมจุดเด่นของไดเวอร์ริบบ้อนให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

ตัวตู้ของ Aurum SEDAN 9 มีสามสี คือ ดำ, ขาว และสีไม้นัท ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นตัวสีไม้นัท ลวดลายสวยมาก ปะผิวทั้งตัว บนแผงด้านบนตัวตู้ เยื้องมาทางขอบด้านหน้าของแผงหน้ามีป้ายโลหะประทับตรายี่ห้อและรุ่นปะติดอยู่หนึ่งแผ่น ขอบมุมทั้งสี่รอบๆ ตัวตู้ที่เป็นจุดบรรจบกันของผนังตู้ทั้งสี่ด้านถูกปาดมุมทิ้ง และตัวตู้ก็ถูกออกแบบให้ผนังซ้ายขวาที่ประกบกันเป็นผนังข้างทั้งสองข้างของตัวตู้มีลักษณะที่ไม่ขนานกัน โดยกำหนดให้แผงด้านหน้ามีความกว้างกว่าแผงด้านหลังนิดหน่อย คือแผงหน้าวัดได้ 23 .. และค่อยๆ เอียงสโลปไปถึงแผงด้านหลังที่วัดความกว้างได้ 19 .. ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมกันมากในการออกแบบตัวตู้เพื่อผลทางการลดปัญหาคลื่นเสียงที่ก้องสะท้อนอยู่ภายในตัวตู้นั่นเอง

นอกจากท่อระบายอากาศขนาดใหญ่ที่อยู่บนแผงหลังแล้ว ใต้ท่อระบายอากาศก็คือแผงโลหะขนาดใหญ่ที่ติดตั้งขั้วต่อสายลำโพงแยก 2 ชุดสำหรับไดเวอร์ที่ใช้ขับความถี่สูง (HI = ชุดบน) ซึ่งก็คือไดเวอร์ริบบ้อนนั่นเอง ส่วนชุดล่างสำหรับเชื่อมต่อกับวูฟเฟอร์ที่ใช้ขับเสียงกลางและทุ้ม (LO) และถ้าคุณมองไปที่ภาพด้านบน เหนือขั้วต่อสายลำโพงขึ้นไป คุณจะสังเกตเห็นสวิทช์โยกขนาดใหญ่พอสมควรอยู่ 1 อัน โดยที่ด้านข้างของสวิทช์ตัวนี้จะมีสัญลักษณ์ กับ + พิมพ์กำกับไว้ด้วย

สวิทช์ตัวนี้มีไว้ทำไม.? ต้องขอบอกว่า นี่คืออีกหนึ่งความพิเศษของลำโพงคู่นี้ เนื่องจากทวีตเตอร์ริบบ้อนตัวนี้มีประสิทธิภาพในการให้เอ๊าต์พุตความถี่สูง ตั้งแต่ 2800Hz ขึ้นไปจนถึง 65000Hz ออกมาได้สูงมากเป็นพิเศษ ทางผู้ผลิตจึงได้ออกแบบฟังท์ชั่นพิเศษมาให้ผู้ใช้สามารถใช้ในการปรับจูนเสียงของลำโพงคู่นี้ให้ออกมาถูกใจได้มากขึ้น นั่นคือที่มาของสวิทช์ที่มีชื่อว่า High Range หรือ High Frequency switch ตัวนี้ เมื่อคุณโยกสวิทช์อันนี้ไปทางเครื่องหมายลบ () ความถี่สูงที่ออกมาจากทวีตเตอร์จะถูกปรับลดลงเล็กน้อย ซึ่งทำให้โทนเสียงแหลมของลำโพงคู่นี้มีความเหมาะสมกับห้องฟังที่มีสภาพอะคูสติกค่อนข้าง Live หรือก้องสะท้อนเสียงแหลมเยอะ และเหมาะกับการเปิดฟังด้วยระดับวอลลุ่มสูงๆ ซึ่งทางผู้ผลิตตั้งใจปรับจูน curve response ของความถี่ตลอดทั้งย่านของลำโพงคู่นี้ให้อยู่ในลักษณะ Linear เมื่อมันถูกขับดันด้วยระดับวอลลุ่มที่สูง (เปิดดัง)

ในกรณีที่คุณเปิดฟังด้วยระดับวอลลุ่มค่อนข้างต่ำ (เบา) และรู้สึกว่าเสียงแหลมออกมาน้อย รายละเอียดด้านสูงประเภทปลายเสียงมีอาการจม ไร้ความกังวาน แนะนำให้ทดลองโยกสวิทช์ไปทาง + ซึ่งจะทำให้ความถี่สูงจากทวีตเตอร์ถูก boost เพิ่มขึ้นมาอีก 2dB ทำให้ได้เสียงที่มีรายละเอียดในย่านแหลมที่เด่นชัดขึ้นมามากขึ้น เหมาะกับคนที่ชอบแนวเสียงออกไปทางกระจ่างพร่างพราย พลิ้วกังวาน เมื่อยกลำโพงออกมาจากกล่อง สวิทช์ตัวนี้จะอยู่ในตำแหน่งตรงกลาง ซึ่งเป็นค่า default ที่ถูกปรับตั้งมาจากโรงงาน ในขั้นตอนการแม็ทชิ่งแอมป์ฯ กับอุปกรณ์อื่นๆ ในซิสเต็มเพื่อใช้งานกับลำโพงคู่นี้ รวมถึงขั้นตอนเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงคู่นี้ แนะนำให้ปรับตั้งสวิทช์ตัวนี้ไว้ตรงกลางก่อน อย่าเพิ่งปรับไปตำแหน่งอื่นเพราะจะทำให้ผลการแม็ทชิ่งและเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงให้ผลที่เบี่ยงเบนไปจากที่ควรจะเป็น พลาดหลงทางได้ง่ายๆ

แม็ทชิ่ง เตรียมทดสอบ..

จากตัวเลขสเปคฯ ของลำโพง Quadral Aurum SEDAN 9 คู่นี้ จะเห็นว่า ตัวเลขกำลังขับที่แจ้งมาเขาใช้คำว่า Normal / Music Power โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ เพื่มเติม ไม่ได้ใช้คำว่า Poweramp Recommendation เหมือนทั่วไป ซึ่งจากการตีความของผม ตัวเลข 120/180W ที่กำกับไว้นั้นไม่ใช่ค่า Min/Max ของกำลังขับของแอมป์แน่ๆ แต่น่าจะหมายถึง ความสามารถสูงสุดที่ลำโพงคู่นี้สามารถรองรับกำลังขับจากแอมป์ได้ นั่นคือ Max จากแอมป์คือ 120W ส่วน Max จากสัญญาณดนตรีซึ่งเป็นสัญญาณสวิงจะรับสูงสุดแบบชั่วคราวได้ 180W ดังนั้น ถ้าเอาสูตร “75% x กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำมาคำนวนก็จะได้ตัวเลขกำลังขับต่ำสุดที่จะใช้ขับลำโพงคู่นี้ให้ได้คุณภาพเสียงเป็นที่น่าพอใจ ควรจะอยู่ที่ 75 x 120 หารด้วย 100 ก็คือ 90W ที่โหลดตามลำโพงแจ้งคือ 8 โอห์ม ซึ่งก็ถือว่า Aurum SEDAN 9 เป็นลำโพงเล็กที่ต้องการกำลังขับค่อนข้างสูง

จริงแล้ว กำลังขับ 90W ต่อข้างเป็นตัวเลขที่ไม่ได้โหดมากสำหรับแอมป์ แต่ที่ต้องหยิบมาพิจารณาในการแม็ทชิ่งด้วยก็คือตัวเลข “ความไว” (efficiency = sensitivity) ซึ่งลำโพงคู่นี้ระบุไว้ที่ 85dB ถือว่าอยู่ในข่ายที่ค่อนไปทางต่ำ ดังนั้น แอมป์ที่ใช้ขับควรจะมีกำลังสำรองที่หนาแน่นหน่อย โดยเฉพาะในกรณีที่นำลำโพงคู่นี้ไปเซ็ตอัพใช้งานในห้องที่มีขนาดใหญ่เกิน 4 x 6 x 2.8 ลบ.. (ประมาณ 67.2 ลบ..)

เซ็ตอัพ – เริ่มทดสอบ

ลำโพงตัวนี้ต้องการขาตั้งสูง 24 นิ้วเท่ากับลำโพงสองทางขนาดใกล้เคียงกันทั่วไป ส่วนการเซ็ตอัพตำแหน่งวางลำโพงคู่นี้ มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวามีผลต่อเสียงมากเป็นพิเศษ!

เนื่องจากเป็นลำโพงที่ใช้ไดเวอร์ผสมกันระหว่างริบบ้อนกับกรวยไดนามิก มีผลให้การเซ็ตอัพตำแหน่งวางหลุดออกไปจากสูตร “ความลึก / 3” นิดหน่อย เหตุผลเป็นเพราะว่าตัวทวีตเตอร์ริบบ้อนที่ใช้ในลำโพงคู่นี้มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความยาว 7 .. แต่มีความกว้างแค่ 1 .. และถูกติดตั้งโดยให้ความยาวอยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้น ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทวีตเตอร์ทรงโดมครึ่งวงกลมทั่วไป จะเห็นว่า ทวีตเตอร์ทรงโดมครึ่งวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว จะมีความกว้างอยู่ที่ 2.5 .. กว้างกว่าทวีตเตอร์ริบบ้อนที่ใช้ในลำโพง Aurum SEDAN 9 คู่นี้อยู่ถึง 1.5 เท่า ประกอบกับลักษณะโค้งของโดม นั่นทำให้ทวีตเตอร์ทรงโดมให้มุมกระจายเสียงในแนวระนาบ (ขนานกับพื้น) ที่กว้างกว่าทวีตเตอร์ริบบ้อนตัวนี้ ดังนั้น ระยะที่ทำให้เสียงจากทวีตเตอร์มีโฟกัสซ้อนกันสนิทจึงกว้างกว่า การที่จะทำให้ความถี่ในย่านกลางสูงตั้งแต่ 2.8kHz ไปจนถึงเสียงสูงที่ระดับ 6.5kHz ของลำโพงทั้งสองข้างมีลักษณะที่ซ้อนทับกันพอดีๆ ณ จุด sweet spot เป็นผลให้การเซ็ตอัพระยะห่างระหว่างลำโพง Aurum SEDAN 9 ทั้งสองข้างจะได้ระยะที่ แคบกว่าระยะห่างโดยเฉลี่ยของลำโพงอื่นที่ใช้ทวีตเตอร์โดมขนาด 1 นิ้วอย่างมีนัยยะ

แต่เนื่องจากทวีตเตอร์ริบบ้อนตัวนี้กระจายเสียงออกมาในแนวดิ่งโดยมีจุดกำเนิดเสียงที่สูงถึง 7 .. มากกว่าความสูงของโดมทวีตเตอร์ขนาดหนึ่งนิ้วอยู่ถึง 2.8 เท่า นั่นทำให้ความถี่ตั้งแต่ 2.8kHz ขึ้นไปจนถึง 6.5kHz ที่กระจายออกมาจากทวีตเตอร์ริบบ้อนตัวนี้มีโฟกัสที่แม่นยำและนิ่งสนิทมากกว่า เมื่อคุณขยับระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวาจนเสียงของทวีตเตอร์ทั้งสองข้างซ้อนทับกันสนิท ณ จุดนั้น นอกจากจะได้โฟกัสที่แม่นยำและนิ่งสนิทแล้ว คุณจะได้ความหนาเข้มของเสียงในย่านกลางสูงถึงแหลมที่ดีที่สุดด้วย และด้วยระยะการเซ็ตอัพซ้ายขวาที่ใกล้กันยังช่วยป้องกันไม่ให้ทวีตเตอร์ริบบ้อนเกิดอาการโอเวอร์โหลดจน clip เนื่องจากการใช้วอลลุ่มที่สูงเกินไปอีกด้วย

ผลการทดสอบ!

ผมมีแอมป์อยู่กับตัว 4 ชุดตอนทดสอบลำโพงคู่นี้ เป็นอินติเกรตแอมป์ 3 ตัวคือ Arcam รุ่น SA20 (50W @8 โอห์ม)(REVIEW), Moon รุ่น 340i Neo (100W @8 โอห์ม) และ Opera/Consonance รุ่น Linear 200 MK II (35W @4 และ 8 โอห์ม)(REVIEW) อีกชุดเป็นปรี+เพาเวอร์แอมป์หนึ่งคู่ นั่นคือ Audible Illusion รุ่น Modulus 3A (ปรีแอมป์) กับ VTL รุ่น MB-125 (เพาเวอร์แอมป์ / 50W Triode, 100W Tetrode) เครื่องมือเก่าแก่ที่ผมใช้ทดสอบมานาน

อัลบั้ม : Another Time, Another Place (DSF64)
ศิลปิน : Jennifer Warnes

อัลบั้ม : Johannes Brahms – Complete Sonatas for Violin and Piano (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Eugene Fodor & Alexander Peskanov

อัลบั้ม : The Guitar Artistry of Charlie Byrd (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Charlie Byrd

ผมทดลองใช้แอมป์ทั้งสี่ชุดขับลำโพงคู่นี้เรียงตามลำดับเพื่อเช็คพฤติกรรมของลำโพงคู่นี้ ซึ่งตอนแรกนั้นผมคิดว่าตัว SA20 ไม่น่าจะขับออก แต่ด้วยเหตุที่ผมเซ็ตอัพลำโพงในลักษณะที่เป็นการฟังแบบ nearfield ผลลัพธ์ของเสียงที่ได้ออกมาจึงไม่ได้เหลวเป๋วอย่างที่คาดเพราะเมื่อนั่งฟังใกล้ลำโพงตรงตำแหน่ง sweet spot ทำให้กำลังขับของแอมป์ไม่ถูกใช้สูญเปล่าไปในอากาศ กลางแหลมออกมาใช้ได้เลย เปิดโปร่งดี เวทีเสียงมีสัณฐานกว้างลึก และสูงให้รับรู้ได้ ถ้าเป็นคนฟังเพลงที่ไม่ได้ซีเรียสจะไปถึงระดับไฮฟิเดลิตี้ก็คงแฮ้ปปี้ได้แล้ว โดยเฉพาะกับเพลงร้อง เพลงแจ๊สและคลาสสิกวงเล็กๆ คล้ายกับสามอัลบั้มข้างบนนี้จะออกมาดีเลย ฟังได้เพลินๆ แต่ถ้าเป็นนักเล่นฯ ระดับที่เอาจริงเอาจัง ชอบเปิดดังๆ เพื่อให้ได้ไดนามิกที่ใกล้เคียงของจริงมากที่สุดจะรู้สึกได้ว่า ไดนามิกของเสียงยังสวิงได้ไม่กว้างจนสุดสเกลเมื่อเจอกับเพลงที่โชว์ไดนามิกที่เร็วและแรงอย่างเพลงคลาสสิกแนวโอเวอเจอร์ หรือเพลงแนวเพอร์คัสชั่น นั่นแสดงว่าลำโพงคู่นี้ต้องการกำลังขับจากแอมป์เยอะพอสมควร

เสียงร้องของ Jennifer Warnes ในเพลง Tomorrow Night แทรคที่สองจากอัลบั้ม Another Time, Another Place ทำให้รู้ว่าลำโพงคู่นี้ตอบสนองความถี่ในย่านกลางขึ้นไปถึงกลางสูงได้น่าฟังมาก เสียงร้องของเจนนิเฟอร์ วอร์นมีลักษณะที่ใสและกังวานมากเป็นพิเศษ โดยปกติเสียงของเธอจะอมทุ้มนิดๆ ซึ่งอาการนั้นก็ยังคงมีอยู่ แต่คราวนี้ได้ความใสเข้ามาเพิ่มทำให้น่าฟังมากยิ่งขึ้น

อัลบั้ม : Big Notes (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Flim & The BB’s

อัลบั้ม : Gounod; Faust & Bizet; Carmen (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Royal Opera House Orchestra, Covent Garden; Alexander Gibsonconductor

อัลบั้ม : Machine Head (WAV 24/96)
ศิลปิน : Deep Purple

หลังจากเปลี่ยนมาใช้ Moon 340i Nero ขับ ปรากฏว่าได้เสียงที่เข้มข้นมากขึ้น เวทีเสียงแผ่ขยายออกไปอีกระดับ ทุ้มก็มีมวลแน่นและทิ้งตัวมากขึ้น ในแง่เวทีเสียงพบว่าช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีขยายถ่างออกไปมากขึ้น แต่ละเสียงมีพลังดีดตัวมากขึ้น ย้ำเน้นมากขึ้น กระแทกกระทั้นมากขึ้น รู้สึกได้ชัดว่าพอได้แอมป์ที่มีพลังขับมากขึ้น มีกำลังสำรองดีขึ้น เมื่อฟังเพลงหนักๆ อย่างแนวร็อคจะได้อรรถรสมากขึ้น ได้ความกระชับของจังหวะและน้ำหนักการย้ำเน้นของจังหวะก็มีความเด็ดขาดมากขึ้น

ในอัลบั้มชุด Big Notes มีแทรคหนึ่งที่ผมชอบหยิบมาทดสอบความแม็ทชิ่งระหว่างแอมป์กับลำโพงอยู่บ่อยๆ นั่นคือเพลง Funhouse แทรคที่ 4 ซึ่งเป็นเพลงที่โชว์ศักยภาพทางด้านซาวนด์สเตจที่ดีเยี่ยมแทรคหนึ่ง ซาวนด์เอนจิเนียร์ของอัลบั้มนี้มิกซ์เสียงดนตรีทั้งหมดให้โยน-รับกันออกมาได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวดีมาก การไล่เรียงจังหวะจะโคนเป็นไปอย่างแม่นยำ กระฉับกระเฉง ฟังสนุก และเมื่อลองฟังเพลงคลาสสิกที่เน้นไดนามิกสวิงกว้างๆ อย่างอัลบั้มชุด Gounod; Faust & Bizer; Carmen ของค่าย RCA ซึ่งมีหลายๆ ช่วงในอัลบั้มนี้ที่โชว์ทรานเชี้ยนต์ไดนามิกคมๆ หนักๆ และเร็วมากๆ ซึ่งลำโพงคู่นี้ก็สามารถถ่ายทอดโมเม้นต์นั้นออกมาได้อารมณ์มาก และสิ่งที่ผมสัมผัสได้อีกอย่างคือทรานเชี้ยนต์ของเสียงในย่านกลางสูงที่รู้สึกได้ถึงความสะอาด คือผมพบว่า เสียงฟาดเครื่องเคาะในวงโรยัล โอเปร่า เฮ้าส์ตอนบรรเลงงาน Carmen ของ Bizet มันออกมาสะใจมาก! ทั้งเร็ว แรง และชัดมาก โดยไม่มีอาการแตกปลายเหมือนที่เคยฟังกับลำโพงระดับกลางๆ ที่ใช้ทวีตเตอร์ซอฟท์โดม ซึ่งผมว่านี่คือคุณสมบัติพิเศษของทวีตเตอร์ตัวนี้ คือมันรองรับสัญญาณฉับพลัน (ทรานเชี้ยนต์ ไดนามิก) ที่รุนแรงได้ดี เสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงโลหะกระทบกันด้วยความเร็วและรุนแรง แน่นอนว่ามันมีอาการเสียดหูเกิดขึ้นบ้างตอนโลหะสัมผัสกัน แต่ก็เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ ไม่ใช่ดีสทอร์ชั่นที่เกิดจากเรโซแนนซ์บนไดอะแฟรมของทวีตเตอร์

อัลบั้ม : Belafonte At The Carnegie Hall (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Harry Belafonte

อัลบั้ม : Now The Green Blade Riseth (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : The Stockholm Catherdral Choir

อัลบั้ม : Fiesta! (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Dallas Wind Symphony; Howard Dunn

อัลบั้ม : The Royal Ballet – Gala Performances (DSF256)
ศิลปิน : Ernest Ansermet

ตอนท้ายๆ ของการทดสอบ ผมลองขยับมาใช้แอมป์หลอดขับลำโพงคู่นี้ โดยเริ่มด้วยอินติเกรตฯ Opera/Consonance รุ่น Linear 200 MK II ในช่วงแรกแล้วเปลี่ยนเป็นปรีแอมป์ Audible Illusion Modulus M3A กับเพาเวอร์แอมป์ VTL MB-125 เข้าไปทดลองขับลำโพงคู่นี้ โดยลองปรับการทำงานของวงจรขยายในโหมด Triode และ Tetrode ดูด้วย ซึ่งผลก็เป็นไปตามที่คาด คือตอนปรับเป็นไตรโอดวัตต์ต่ำกว่าแต่เสียงออกมาเนียนกว่า เหมาะกับเพลงที่ไม่ได้โชว์เสียงทุ้มที่หนักหน่วง ซึ่งไปได้ดีกับอัลบั้มชุด Belafonte At The Carnegie hall และอัลบั้ม Now The Green Blade Riseth ซึ่งเสียงที่ออกมามีทั้งความโอ่อ่าและพลิ้วไหว สิ่งที่ลำโพงคู่นี้แสดงออกมาได้โดดเด่นมากๆ เมื่อขับมันด้วยแอมป์หลอดก็คือ มวลแอมเบี้ยนต์ที่แผ่ขยายออกมาล้อมรอบเสียงต่างๆ เอาไว้ มันทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในบรรยากาศเดียวกับสถานที่ที่ใช้บันทึกเสียงงานเพลงทั้งสองชุดนั้น

ต้องขอบอกว่า ทวีตเตอร์ริบบ้อนตัวนี้เมื่อเจอกับแอมป์หลอดแล้ว มันให้เสียงกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมออกมาดีมาก คือมันไม่ได้หวานย้อยแบบป้อแป้อ่อนแรง แต่มันประเปรียว อ่อนช้อยแต่แฝงพลังขับดันอยู่ในตัว (บุคลิกของแอมป์ VTL มีส่วนด้วยในแง่นี้) และเมื่อต้องเจอกับเสียงกลองใหญ่ในเพลง La Fiesta Mexicana แทรคแรกในอัลบั้มชุด Fiesta! ของค่าย Reference Recordings เสียงที่ได้ยินก็ยืนยันได้ถึงความสามารถในการปั๊มความถี่ต่ำที่ลงได้ลึกถึง 33Hz นั้นไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขโคมลอย แต่มันสามารถทำได้จริง ผมได้ยินเสียงกลองใหญ่ที่ หลุดตู้ลอยลึกลงไปอยู่หลังระนาบลำโพงไกลเป็นเมตร ตำแหน่งหัวเบสเยื้องไปทางด้านขวานิดๆ ส่วนลีลานั้นมีครบทั้งความหนักและความรุนแรง หางเบสทอดตัวแผ่ลงพื้นได้อย่างน่าชื่นชม

ช่วงที่ทดสอบลำโพงคู่นี้ ผมก็กำลังทดสอบ external DAC ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty อยู่และได้ทดลองนำมาใช้เป็นแหล่งต้นทางในการทดสอบลำโพงคู่นี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ใน range ที่เหมาะสมกัน และสิ่งที่ได้ยินก็ยิ่งทำให้ผมรับรู้ถึงศักยภาพของลำโพงคู่นี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก อย่างตอนที่ผมลองเล่นไฟล์เพลงที่มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างไฟล์ DSF256 ของอัลบั้มชุด The Royal Ballet – Gala Performances นั้น เป็นจังหวะเวลาที่ผมได้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดบรรยากาศที่เยี่ยมยอดของลำโพงคู่นี้ที่แผ่ผ่านทวีตเตอร์ออกมา มีอยู่หลายๆ ช่วงในอัลบั้มชุด The Royal Ballet – Gala Performances ที่ดำเนินไปด้วยลีลาที่เชื่องช้าและบางเบา อย่างแทรคที่ 3 The Nutcracker – Arabian Dance (Coffee) ซึ่งเป็นแทรคที่ผมเคยฟังกับลำโพงบางคู่แล้วผมพบว่า มีอยู่สามในสี่ของแทรคนี้ที่ผมได้ยินแค่เสียงหวีดหวิวเบาๆ ออกมาจากลำโพงเท่านั้น ระบุรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยเพราะบรรยากาศมันมาๆ หายๆ แต่เมื่อมาลองฟังกับลำโพงคู่นี้ ผมพบว่าได้ยินรายละเอียดของเพลงนี้มากขึ้น ช่วงที่เคยเป็นเสียงหวีดหวิวแผ่วๆ ก็สามารถจับรายละเอียดได้มากขึ้นว่าเป็นเสียงของเครื่องสายที่บรรเลงแผ่วๆ และที่น่าทึ่งก็คือ ผมไม่ต้องเร่งวอลลุ่มของแอมป์เยอะเพื่อที่จะให้ได้ยินรายละเอียดเหล่านี้ ผมใช้แค่วอลลุ่มระดับปกติเท่านั้น นั่นจึงทำให้โทนัลบาลานซ์ของเสียงไม่เปลี่ยนตลอดทั้งอัลบั้ม

(* QB-9 Twenty รองรับได้สูงสุด DSD128 โปรแกรม roon ทำการลดรูปให้)

สรุป

ผมเคยมีความรู้สึกว่า การทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงบางชิ้นนั้น อาจต้องใช้เวลานานนับปีในการค้นหา ตัวตนของมันออกมา ซึ่งก็ไม่แน่ด้วยว่า หลังจากทดสอบมันด้วยเวลาที่นานขนาดนั้นแล้ว สิ่งที่ค้นพบจะใช่ตัวตนจริงๆ ของมันหรือเปล่า.?

ลำโพง Quadral คู่นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น หลังจากที่ได้ทดสอบด้วยกระบวนการมาตรฐานตามพื้นฐานของการเล่นเครื่องเสียงทั่วไป นั่นคือ ทดลองแม็ทชิ่งและทดลองเซ็ตอัพภายใต้สถานะการณ์ใช้งานจริง แล้วสรุปผลด้วยการทดลองฟังเพลงหลากหลายรูปแบบกับมัน เมื่อต้องนั่งลงเขียนสรุปผลการทดสอบ ความรู้สึกข้างต้นก็ผ่านแวบเข้ามาในสมอง จังหวะที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นเกิดขึ้นตอนผมทดลองเปลี่ยนสายลำโพงที่ใช้กับลำโพงคู่นี้เพื่อ fine tune ให้ได้เสียงออกมาอย่างที่ ควรจะเป็นซึ่งที่ผ่านๆ มา.. กับลำโพงหลายๆ คู่ที่ผ่านๆ มา ขณะทดลอง fine tune นั้น ผมจะพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ออกมาในแง่ของ ความเป็นดนตรีหรือความพึงพอใจในการฟังเพลง (music appreciation) ที่ผมคุ้นเคยเป็นแนวทาง ซึ่งที่ผ่านๆ มาผมพบว่า ลำโพงส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ของ ความเป็นดนตรีค่อนข้างแคบ เป็นแค่จุดเล็กๆ เท่านั้น เมื่อทดลองปรับจูนไปแค่นิดหน่อย ก็อาจทำให้ความเป็นดนตรีหายวับไปได้ หรือด้อยลงไปเยอะจนรู้สึกได้ทันที เหลือทิ้งไว้แค่ลักษณะโทนเสียงที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น เบสหนาขึ้น แหลมไปไกลมากขึ้น กลางอิ่มเข้มมากขึ้น แต่คุณลักษณะของความเป็นดนตรีหายไปแล้ว แต่กับ Aurum SEDAN 9 คู่นี้ ผมสามารถปรับจูนโทนเสียงของมันได้เยอะมากโดยที่ไม่กระทบกับความเป็นดนตรีที่มันให้ออกมา

ในชีวิตที่ผ่านมา ผมพบความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือลำโพงระดับไฮเอ็นด์ฯ ที่ดีจริงๆ คือออกแบบและปรับจูนมาดีจริงๆ (ไม่ใช่ราคาแพงอย่างเดียว) จะมีพื้นที่ของ ความเป็นดนตรีที่เปิดกว้างกว่าลำโพงในระดับที่ต่ำลงมา ความหมายก็คือ คุณสามารถปรับจูนมันให้ได้ลักษณะโทนเสียงที่คุณชอบได้มากกว่าโดยที่ตัวลำโพงยังคงให้รักษาคุณลักษณ์ของความเป็นดนตรีให้อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจอย่างมากได้นั่นเอง พูดง่ายๆ คือคุณสามารถปรับจูนโทนเสียงให้ถูกใจได้ในขณะที่ความเป็นดนตรีที่น่าพอใจของเสียงที่ออกมาก็ยังคงมีอยู่ ไม่หายไปง่ายๆ

คุณหน่อย แห่งสำนัก Life Audio เป็นคนส่งลำโพงคู่นี้มาให้ผมทดสอบในฐานะของดีลเลอร์ (ผู้นำเข้าลำโพงยี่ห้อ Quadral ในเมืองไทยคือ K Wondersound) ซึ่งเขาได้ส่งจั๊มเปอร์ที่เขาทำเองมาให้ผมทดลองใช้กับลำโพงคู่นี้ด้วย (รูปล่าง) ผมได้ทดลองฟังดูแล้ว ผมพบว่ามันมีผลทางการปรับจูนที่ทำให้โทนเสียงเปลี่ยนไปแต่ทางด้านความเป็นดนตรีก็ยังคงอยู่ในระดับน่าพอใจ ซึ่งในขั้นตอนแม็ทชิ่งก่อนหน้านั้น ผมลงตัวกับการใช้สายลำโพง single-to-bi-wire ของ Nordost รุ่น Heimdall กับลำโพงคู่นี้อยู่แล้ว มันให้ความเป็นดนตรีที่น่าพอใจจากลำโพงคู่นี้ เมื่อทดลองเปลี่ยนมาใช้จั๊มเปอร์ที่คุณหน่อยทำมา แล้วเปลี่ยนไปใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Tyr2 (เพื่อรักษาแนวทางเสียงของ Nordost เอาไว้) ซึ่งเป็นแบบ single-to-single ผมพบว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้โทนเสียงของลำโพงเปลี่ยนไป เสียงกลางและทุ้มมีเนื้อมีหนังมากขึ้น เสียงแหลมเก็บตัวเร็วขึ้น ความสว่างโพลนช่วงบนๆ ของสเปคตรัมลดลง แต่เมื่อทดลองฟังเพลงเดิมๆ ที่คุ้นเคย ผมพบว่า ระดับความพึงพอใจในอรรถรสของเพลงไม่ได้ลดลงไปจากเดิม เหมือนกับว่า สิ่งที่หายไป (จากการใช้สายลำโพง Heimdall ต่อแบบไบไวร์) กับสิ่งที่ได้มาใหม่ (จากการใช้สายลำโพง Tyr2 ต่อแบบซิงเกิ้ล+จั๊มเปอร์) มันทดแทนและชดเชยกันได้ จนทำให้ความพึงพอใจยังคงอยู่ในระดับที่ไม่ต่างไปจากเดิมมากจนรู้สึก

ผมเข้าใจว่า เหตุผลที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นเพราะว่า ลำโพงคู่นี้ให้แบนด์วิธ (ความถี่ตอบสนอง) ของเสียงที่กว้างมากนั่นเอง คือตั้งแต่ 33Hz ขึ้นไปจนถึง 65kHz ซึ่งหากพิจารณาจากความสามารถในการได้ยินของประสาทหูของมนุษย์เราที่รับรู้ความถี่สูงไปได้ไม่เกิน 16kHz – 18kHz เท่านั้น ดังนั้น การปรับเปลี่ยน frequency response ของลำโพงโดยตัดลดความถี่ที่อยู่สูงกว่าความสามารถของหูทิ้งไปบางส่วนก็จะไม่กระทบกับความเป็นดนตรี ถ้ากระบวนการตัดลดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เกิดปัญหา phase-shift ในช่วงความถี่ที่ไวต่อการรับรู้ของหูมากเกินไป และยังทำให้ความถี่ด้านล่างของทวีตเตอร์กับความถี่ด้านบนของวูฟเฟอร์เชื่อมต่อกันได้สนิท การใช้จั๊มเปอร์ หรือแม้แต่เปลี่ยนสายลำโพงที่ทำจากตัวนำทองแดงเข้าไปแทนสายลำโพงที่ใช้ตัวนำทองแดงเคลือบเงิน ก็มีส่วนทำให้ความถี่ในย่านแหลมของลำโพงคู่นี้ถูกปรับลดลง แต่เนื่องจากว่า ความถี่ย่านสูงของลำโพงคู่นี้ที่สร้างขึ้นมาโดยทวีตเตอร์ริบบ้อนมันอยู่ในระดับที่สูงมากๆ อยู่แล้ว (ระดับ super tweeter) เมื่อถูกตัดลดไปบางส่วนที่ไม่ลงมาถึงระดับที่หูของเราได้ยิน การปรับลดลงของเสียงแหลมนั้นจึงส่งผลต่อโทนเสียงอย่างเดียว ไม่กระทบกับความเป็นดนตรีมากจนถึงกับสูญเสียแต่อย่างใด โดยเฉพาะกับเพลงที่ไม่ได้มีรายละเอียดเสียงที่ไปไกลถึงระดับ 6.5kHz ก็ยิ่งไม่มีผลเสียใดๆ

นอกจากเรื่องสายลำโพงแล้ว ฟังท์ชั่นที่มีมาให้ปรับเพิ่ม/ลดปริมาณเอ๊าต์พุตของทวีตเตอร์ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการแม็ทชิ่งให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมถือว่า คุณสมบัติเหล่านี้คือจุดเด่นมากๆ ของลำโพงคู่นี้ คือมันมีความยืดหยุ่นสูงในการแม็ทชิ่งเพื่อปรับจูนโทนเสียงให้ถูกใจได้หลากหลายโดยที่ยังคงรักษาความเป็นดนตรีเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น.!!

**************************
ราคา : 115,000 บาท / คู่
**************************
นำเข้าโดย
K wondersound
**************************
จัดจำหน่ายโดย
Life Audio
โทร. 084-596-6262

facebook: @Lifeaudioshop

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า