รีวิว Canton รุ่น Reference 5 GS Edition ลำโพงตั้งพื้นขนาดกลาง

Reference 5 GS Edition เป็นลำโพง Canton ที่ผ่านการ อัพเกรดขึ้นมาจากรุ่น Reference 5 เวอร์ชั่นเดิมที่ผมเคยทดสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา (REVIEW) [ *แนะนำให้เข้าไปอ่านรีวิวของเวอร์ชั่นเก่าก่อน จะได้ข้อมูลครบถ้วน เนื่องจากบางเรื่องผมจะไม่พูดซ้ำในรีวิวนี้ หรือถ้ากล่าวถึงก็จะพูดรวมๆ เท่านั้น ]

ที่มา..

ตัวอักษร GSที่ต่อท้ายชื่อรุ่น Reference 5 นั้น เป็นตัวย่อชื่อของผู้ให้กำเนิดแบรนด์นามว่า Guenther Seitz นัยว่านำมาใช้เพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวเขานั่นเอง และเป็นการฉลองอายุแบรนด์ครบรอบ 50 ปี ไปด้วย โดยเริ่มใช้ตัวย่อ GS ต่อท้ายรุ่นที่มีการอัพเกรดออกมาหลัง ปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่แบรนด์ Canton มีอายุครบ 50 ปี (แบรนด์ Canton ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อ ปี 1972)

โฉมหน้าของ Guenther Seitz ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Canton เจ้าของตัวย่อ ‘GSที่ต่อท้ายชื่อรุ่น

หน้าตาของรุ่น Ergo GS Edition

หน้าตาของรุ่น Karat GS Edition

รุ่นแรกที่ได้รับการอัพเกรดโดยมีคำว่า ‘GS Editionต่อท้าย ก็คือรุ่น Ergo GS Edition ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้น รุ่นแรกที่แบรนด์ Canton ผลิตออกมาเมื่อ ปี 1979 ตามมาด้วยรุ่น Karat GS Edition ซึ่งเป็นลำโพงรุ่นแรกของ Canton ที่เอาวูฟเฟอร์ไปติดตั้งไว้ที่ด้านข้างของตัวตู้ ผลิตออกมาในตลาดครั้งแรกเมื่อ ปี 2002 ก่อนจะถึง Reference 5 GS Edition ที่เพิ่งออกมาใน ปี 2026 นี่เอง ตามมาเป็นรุ่นที่สามในอนุกรม ‘GS Edition

รูปร่างภายนอกแทบจะเหมือนเดิม..

จริงๆ แล้ว ลำโพงรุ่น Reference 5 เวอร์ชั่นเดิมจะมีสีให้เลือกอยู่ทั้งหมด 3 สี คือ สีดำ (black piano), สีน้ำตาล (walnut) และ สีขาว (white satin) พอมาถึงเวอร์ชั่น Reference 5 GS Edition ทางผู้ผลิตเขาก็เพิ่มสีขึ้นมาให้เลือกอีกสีหนึ่ง พวกเขาเรียกว่าสี Sand หรือสีทราย มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบสีดำมากที่สุด ผมว่ามันดูเคร่งขรึมดี ดูมีความลึกลับ น่าค้นหา

Reference 5 GS Edition ยังคงใช้ ร่างเดิมของรุ่น Reference 5 เป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะตัวตู้ที่มองเห็นเด่นชัดที่สุด เพราะทั้งรูปทรงของตู้, จำนวนไดเวอร์และตำแหน่งที่ติดตั้งบนตัวตู้ รวมไปจนถึง สัดส่วนของตัวตู้ที่เหมือนกันทุกประการ นั่นถ้าไม่สังเกตดีๆ คุณอาจจะคิดว่าเป็นเวอร์ชั่นเดียวกัน นอกจากว่าคุณจะไปเห็นตัวตู้สี Sand ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาในเวอร์ชั่นใหม่นี้ แต่จริงๆ แล้ว นอกจากสีพิเศษที่เพิ่มเข้ามาแล้ว ระหว่างรุ่น Reference 5 GS Edition กับเวอร์ชั่นธรรมดายังมีความแตกต่างกันอยู่อีก 4 จุด ได้แก่

1. ทวีตเตอร์ใหม่..

ในเวอร์ชั่นเดิม โดมของตัวทวีตเตอร์ที่ใช้ทำด้วยอะลูมิเนียมที่รมเคลือบบนผิวด้วยผงเซรามิกบางๆ เพื่อปรับเรโซแนนซ์และเพิ่มความแกร่ง ซึ่งจากที่ผมทดสอบไปก็ยอมรับว่า Reference 5 เวอร์ชั่นเดิมก็ให้เสียงแหลมที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ในเวอร์ชั่นที่ต่อท้ายด้วย GS นี้ พวกเขาเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เรียกว่า Diamond-Like Carbon ย่อว่า DLC คือโดมโลหะที่พ่นเคลือบด้วยผงเพชร มาทำเป็นโดมทวีตเตอร์แทนแบบเดิม พร้อมกับเปลี่ยนตัว sound lens หรือ waveguide ที่ปิดอยู่บนหน้าโดมทวีตเตอร์ใหม่ โดยยืมจากรุ่นเรือธง Reference Alpha มาใช้ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายความถี่สูงได้ดีกว่า sound lens แบบที่ใช้ในเวอร์ชั่นเก่า

เปรียบเทียบลักษณะของตะแกรงที่คลุมอยู่ด้านหน้าของทวีตเตอร์ระหว่างรุ่น Reference 5 (บน) กับรุ่น Reference 5 GS Edition (ล่าง)

ตะแกรงโลหะ (grill) ที่ครอบอยู่เหนือโดมทวีตเตอร์เป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ปรับจูนการกระจายเสียงของโดมทวีตเตอร์ที่มีผลเยอะมาก ถ้าไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มาอย่างใกล้ชิดจริงๆ คุณอาจจะนึกไม่ถึงว่า การจัดการกับคลื่นเสียงความถี่สูงที่ทวีตเตอร์สร้างออกมามีความสำคัญมากต่อคุณภาพของเสียงโดยรวม โดยเฉพาะในย่านกลางกับแหลมที่เชื่อมต่อกัน เจ้าตะแกรงที่ครอบอยู่หน้าโดมทวีตเตอร์ของรุ่น Reference 5 GS Edition (ในภาพข้างบน) ถูกออกแบบขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์ ซิมูเลเตอร์ โดยทำให้มันมีลักษณะของช่องระบายที่ไม่เท่ากันทั้งแผง มีความลดหลั่นกันไปตามสัดส่วนที่คำนวนด้วยหลักคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นเทคนิคมีชื่อเรียกว่า Fibonacci Pattern Grill ทั้งนี้ก็เพื่อให้การกระจายเสียงของความถี่สูงมีการกระจายตัวออกไปตามสัดส่วนของช่องอย่างเป็นระเบียบ ไม่กองกระจุกความเข้มออกไปเป็นหย่อมๆ สอดคล้องไปกับแพลทเทิ้นของคลื่นเสียงในย่านกลางที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์มิดเร้นจ์และเสียงทุ้มที่แผ่ออกมาจากวูฟเฟอร์ด้วย ทั้งในแง่ของแพลทเทิ้นและเฟสที่จูนออกมาจากวงจรเน็ทเวิร์คตั้งแต่ความถี่ 15000Hz ขึ้นไปจนถึง 40000Hz ซึ่งส่งผลกับเสียงแหลมทั้งหมดรวมไปจนถึงรายละเอียดของเสียงระดับท๊อปเอ็นด์ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ฮาร์มอนิก” และ แอมเบี้ยนต์หรือบรรยากาศด้วย

2. ปรับปรุงวงจรเน็ทเวิร์คใหม่..

เป็นเรื่องปกติ เมื่อมีการเปลี่ยนไดเวอร์ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวจากระบบเดิม ผู้ออกแบบลำโพงจะต้องทำการ ปรับจูนวงจรที่ใช้ตัดแบ่งความถี่ (วงจร crossover network) ใหม่เสมอ ซึ่ง Reference 5 GS Edition คู่นี้ก็เช่นเดียวกัน จากข้อมูลในเว็บไซต์แจ้งว่า นอกจากจะปรับปรุงวงจรใหม่แล้ว ยังมีการเปลี่ยนคอมโพเน้นต์บางชิ้นบนแผงวงจรเน็ทเวิร์คไปจากเดิมด้วย นั่นคือเปลี่ยนมาใช้คาปาซิเตอร์ของ Mundorf (ศรชี้ในภาพข้างบน) ที่มีคุณภาพสูงกว่าของเดิมที่ใช้อยู่ในเวอร์ชั่นเก่า จุดนี้ก็น่าจะมีผลดีต่อคุณภาพเสียงโดยรวมมากพอสมควร

3. เปลี่ยนขั้วต่อสายลำโพงใหม่..

เดิมที Reference 5 เวอร์ชั่นเก่า ใช้ขั้วต่อสายลำโพงของ WBT เวอร์ชั่น nextgen รุ่น “หัวดำพออัพเกรดเป็นเวอร์ชั่น Reference 5 GS Edition พวกเขาก็ยังคงใช้ WBT nextgen เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนมาเป็นรุ่น หัวทองซึ่งดูแน่นหนาแข็งแรงมากขึ้น และด้วยสีทองอร่ามตามันก็ช่วยให้ดูขลังขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า การเปลี่ยนขั้วต่อสายลำโพงซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือน bridge หรือ สะพานเชื่อมที่สำคัญระหว่างเอ๊าต์พุตของแอมป์กับอินพุตของลำโพงแบบนี้ ย่อมมีผลต่อคุณภาพเสียงและโทนเสียงอย่างแน่นอน

ส่วนฟังท์ชั่นพิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับจูนวงจรเน็ทเวิร์คด้วยกลไกที่ใช้ทำการปรับลดความดังของเสียงของทวีตเตอร์กับเสียงของมิดเร้นจ์ก็ยังคงให้มาเหมือนเวอร์ชั่นเก่า (ในกรอบสีแดง ศรชี้ภาพข้างบน) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปรับจูนได้ด้วยการ ลดหรือ เพิ่มความดังได้ 1.5dB แยกกันระหว่าง Tweeter (เสียงแหลม) กับ Midrange (เสียงกลาง)

ส่วนความแตกต่าง จุดที่ 4 ก็คือ ราคาขายของรุ่น Reference 5 GS Edition ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่ารุ่น Reference 5 ประมาณ 25% (Reference 5 = 400,000 บาท / คู่ vs. Reference 5 GS Edition = 500,000 บาท / คู่)

วิเคราะห์ข้อมูลจากสเปคฯ

เปรียบเทียบสเปคฯ ของรุ่น Reference 5 กับรุ่น Reference 5 GS Edition พบว่า เหมือนกัน 100% ไม่มีคุณสมบัติข้อไหนต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว..!!! เฮ้ยย.. เป็นไปได้ยังไง.??

ความไวอยู่ที่ 88dB เท่ากัน อ้างอิงที่โหลด 4 โอห์ม เหมือนกัน แบนด์วิธ หรือความถี่ตอบสนองก็เท่ากันคือตั้งแต่ 21Hz ขึ้นไปจนถึง 40kHz ส่วนตัวเลขสำคัญที่มีประโยชน์ต่อการแม็ทชิ่งคือ กำลังขับต่ำสุดถึงสูงสุดที่แนะนำ ทางแบรนด์ผู้ผลิตคือ Canton บอกไว้แค่ กำลังขับสูงสุด ทางไฟฟ้าที่ระบบแมคคานิกของไดเวอร์ รับมือไหว” (power handling) อยู่ที่ 200W และถ้าเป็นสัญญาณเพลงที่กรรโชกขึ้นมาแบบฉับพลันในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เรียกว่า transient dynamic จะรับมือได้สูงถึง 370W โดยไม่มีตัวเลขกำลังขับต่ำสุดแจ้งไว้ ถ้าจะให้วิเคราะห์หาตัวเลขกำลังขับที่น่าจะทำให้ Reference 5 GS Edition คู่นี้ร้องเพลงออกมาได้น่าพอใจก็พอทำได้ คือเอาตัวเลขกำลังขับ สูงสุดที่ลำโพงรับมือได้ ในที่นี้คือ 200W ไปคำนวนหาตัวเลขกำลังขับที่ระดับ 75% ของกำลังขับสูงสุดนั้น ก็จะได้ออกมาอยู่ที่ 75% x 200 = 150W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ถ้าเทียบไปที่อิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม ซึ่งเป็นมาตรฐานที่วงการเครื่องเสียงบ้านใช้อ้างอิงกันอยู่ ก็จะได้ออกมาเท่ากับ 150 / 2 = 75W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม อือมม.. ก็ไม่โหดนี่..??

คือดูจากตัวตู้สีดำทะมึน บวกกับไดเวอร์ที่มากถึงข้างละ 4 ดอก มันทำให้ รู้สึกเหมือนว่าน่าจะขับยาก แต่ผลการิเคราะห์จากตัวเลขในสเปคฯ ที่ออกมาส่อให้เห็นว่าลำโพงคู่นี้ขับไม่ยากเลย มันต้องการแค่ข้างละ 75W ที่โหลด 8 โอห์ม ก็พอจะคาดหวังคุณภาพเสียงที่ดีจากลำโพงตั้งพื้นคู่นี้ได้แล้ว และถ้าดูจากตัวเลขของกำลังขับตอนเสียงกรรโชกคือ 370W เทียบกับกำลังขับสูงสุดที่รับได้คือ 200W ก็เท่ากับว่าตอนเสียงกระชากขึ้นไปสูงสุดนั้น มันใช้กำลังขับอยู่ที่ 370W ก็เกือบ 2 เท่า ของกำลังขับสูงสุด (แบบต่อเนื่อง) ที่รองรับได้ ดังนั้น ถ้าคุณจะใช้แอมป์ 75W ต่อข้างขับลำโพงคู่นี้ ก็ควรจะต้องเป็นแอมป์ 75W ต่อข้างที่มีกำลังสำรองเกือบเต็ม 2 เท่า คือที่ 8 โอห์ม ได้ 75W และต้องได้เกือบ 150W ที่โหลด 4 โอห์ม แบบนี้เป็นต้น

ซึ่งนั่นก็คือการคำนวนแบบคร่าวๆ ให้พอใช้เป็นแนวทางในการแม็ทชิ่งแอมป์เข้ากับลำโพง Canton คู่นี้ได้ ซึ่งในชีวิตจริงถ้าหาแอมป์ที่มีสเปคฯ ตามที่คำนวนมาไม่ได้ ก็ให้เลือกแอมป์ที่มีสเปคฯ ใกล้เคียงมาทดลองขับได้ มีอีกอย่างที่ผมได้มาจากประสบการณ์ในการแม็ทชิ่ง นั่นคือ บางครั้งนะ.. แอมป์ที่มีสเปคฯ กำลังขับตรงกับตัวเลขที่คำนวนแม็ทชิ่งกับลำโพงเป๊ะๆ กลับให้เสียงแพ้แอมป์อีกตัวที่สเปคฯ ต่ำกว่าค่าที่คำนวนได้เล็กน้อย แต่เป็นแอมป์ที่มี ราคาขายสูงกว่าแอมป์ตัวที่สเปคฯ ตรงเกือบสองเท่า.! ปรากฏการณ์นี้บอกให้เรารู้ว่า ราคาก็เป็นเงื่อนไขที่จะละเลย ไม่เอามาคิดไม่ได้.!!

ทดลองแม็ทชิ่ง
+ การเชื่อมต่อเพื่อลองฟังเสียง

ผมทำการเซ็ตอัพชุดแหล่งต้นทางสัญญาณที่ใช้อ้างอิงอยู่ในซิสเต็มของผมขึ้นมาใช้ทดสอบเสียงของลำโพง Canton คู่นี้ ประกอบด้วยสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของ Innuos รุ่น STREAM1 + LPS1 (REVIEW) ทำหน้าที่ดึงไฟล์จาก TIDAL และจาก NAS เข้ามาเล่น ก่อนจะส่งสัญญาณดิจิตัลที่ได้จากการเล่นไฟล์เหล่านั้นไปแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกผ่าน external DAC ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty จากนั้นก็เชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก QB-9 Twenty ไปเข้าที่อินพุต AUX ของปรีแอมป์ QUAD รุ่น QUAD 33 Preamp (REVIEWเพื่อใช้ปรับวอลลุ่มควบคุมความดัง แล้วเชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของปรีแอมป์ไปเข้าที่อินพุตของเพาเวอร์แอมป์ QUAD รุ่น Artera Stereo (140W ที่ 8 โอห์ม) เพื่อใช้ขับลำโพง CantonReference 5 GS Edition

เสียงของลำโพง Reference 5 GS Edition ที่ได้ยินจากการขับด้วยซิสเต็มตามภาพข้างบนนี้ทำให้รู้ว่า ลำโพงเยอรมันคู่นี้มีพฤติกรรมที่ไม่แข็งขืนเลย เสียงที่ออกมาจากลำโพงมีลักษณะที่ เปิดเผยแบบมีความ ผ่อนปรนอยู่ในที แค่เสียงแรกที่ได้ยิน ก็ทำให้ผมนึกถึงเสียงของรุ่น Reference 5 ขึ้นมาทันที เพราะเสียงกลางลงมาถึงทุ้มตอนกลางๆ (midrange-to-mid low) ยังคงรักษาความโดดเด่นเป็นหน้าเป็นตาของลำโพงรุ่นนี้อยู่เหมือนเดิม แต่กับเวอร์ชั่น GS Edition คู่นี้ ผมรู้สึกได้ชัดว่า เสียงใน ย่านสูงของลำโพงคู่นี้มันมีความเด่นชัดมากกว่าเวอร์ชั่นเก่า เหมือนมีการยกความถี่ในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงย่านแหลมขึ้นมานิดนึง ฟังรวมๆ แล้ว รู้สึกว่าเวอร์ชั่นใหม่นี้ให้ โทนัลบาลานซ์ที่ดีกว่าเวอร์ชั่นเก่าพอสมควรเลย รายละเอียดย่านแหลมเปิดกระจ่างออกมามากกว่าเดิมอย่างชัดเจน ซึ่งในเวอร์ชั่นเก่าแหลมจะเก็บตัวมากกว่านี้..

หลังจากนั้น ผมก็ยกเพาเวอร์แอมป์ QUADArtera Stereoออกไป แล้วยกเอาเพาเวอร์แอมป์ Orisun Acoustics รุ่น OA-600H (350W ที่ 8 โอห์ม / 600W ที่ 4 โอห์ม)(REVIEW) เข้าไปแทนที่ โดยยังคงใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในซิสเต็มเหมือนเดิมทั้งหมด

ถ้าเอาตัวเลขกำลังขับของ OA-600H ไปเทียบกับความสามารถในการรองรับกำลังขับสูงสุดของลำโพง Reference 5 GS Edition ที่โหลด 4 โอห์ม ด้วยกัน จะเห็นว่า กำลังขับของแอมป์มันล้นเหลือเกินความต้องการของลำโพงไปเยอะเลยคือ 200W (ลำโพง) vs 600W (แอมป์) แบบนี้เป็นอันตรายต่อลำโพงมั้ย.? ไม่หรอก.. ถ้าเราไม่เร่งวอลลุ่มไปจนสุด เนื่องจากการฟังจริงๆ เราเร่งวอลลุ่มไปตามปริมาณ ความดังของเสียงที่ได้เราได้ยิน ซึ่งกำลังขับของแอมป์ที่สูงกว่ามักจะให้คุณสมบัติทางด้านอัตราสวิงของไดนามิกที่กว้างกว่า และให้เสียงที่นิ่งกว่าแอมป์วัตต์ต่ำ ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ผมได้ยินจากการใช้ OA-600H ขับลำโพง Canton คู่นี้ ซึ่งพอเสียงนิ่ง และสวิงไดนามิกได้กว้างโดยไม่มีอาการวูบวาบและไม่แกว่ง นั่นทำให้เสียงที่ออกมามีลีลาที่ปรับเปลี่ยนไปตามลีลาของเพลงได้อย่างกลมกลืน เข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้ง่าย ไม่ว่าเพลงที่ฟังจะมีลักษณะที่ผ่อนปรนหรือโหมกระหน่ำ ลำโพง Canton คู่นี้ก็ถ่ายทอดเพลงเหล่านั้นออกมาได้อย่างหมดจดมาก ถึงจังหวะผ่อน เสียงของ CantonReferebce 5 GS Editionก็โอนอ่อนไปตามเพลงได้โดยไม่ขัดขืน พอถึงจังหวะโหม กระชั้น ลีลาของเสียงที่ออกมาจากลำโพง Canton คู่นี้ก็ปรับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งความเร็วและความแรงของสัญญาณฉับพลันที่มัน (ลำโพง Canton คู่นี้) ถ่ายทอดออกมาแบบไม่ยั้งมือ นั่นแสดงว่าความสามารถในการรองรับกำลังขับแบบฉับพลันของลำโพงคู่นี้ที่ระบุว่าไปได้สูงถึง 370W นั้น มันคือของจริง.!

น่าแปลกมากที่ผมเคยพบว่า ลำโพงไฮเอ็นด์บางคู่ฟังเพลงคอมเมอร์เชี่ยลไม่เพราะ.! บางคู่นั้นให้ความชัดของเสียงได้ดี แต่ไม่มีความเป็นดนตรี ฟังเพลงธรรมดาๆ แล้วไม่ได้อารมณ์เพลง ซึ่งในการทดสอบผมจะเลือกฟังเพลงธรรมดาๆ ไปด้วยควบคู่กับเพลงไฮเอ็นด์ที่บันทึกมาแบบโชว์ศักยภาพ ส่วนเพลงธรรมดานั้นผมจะพิจารณาที่ความสามารถในการถ่ายทอด ความเป็นดนตรีว่าทำได้ดีแค่ไหน ซึ่ง CantonReference 5 GS Editionคู่นี้ทำคะแนนได้สูงมากโดยเฉพาะกับเพลงธรรมดาๆ เมื่อมันจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ที่มีสมรรถนะถึงๆ อย่าง OA-600H ตัวนี้ ใครที่ชอบฟังเพลงแนวฟิวชั่นแจ๊สและคลาสสิกจะแฮ้ปปี้กับเสียงของลำโพงคู่นี้มาก ผมลองฟังเพลงฟิวชั่นแจ๊สของวง Acoustic Alchemy ชุด Back On The Case (TIDAL : https://tidal.com/album/35494910/u) ซึ่งเป็นเพลงคอมเมอร์เชี่ยลที่ผมชอบฟัง พอมาเล่นผ่านลำโพง Canton คู่นี้ เสียงมันออกมาดีมาก ลำโพงแยกเสียงดนตรีแต่ละชิ้นในเพลง Jamaica Heartbeat แทรคที่สองในอัลบั้มนี้ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ดีกว่าที่ผมเคยฟังมามาก ทุกเสียงทั้งกีต้าร์, กลอง, เพอร์คัสชั่น, เบส, แซ็กฯ แยกกันออกมาได้อย่างเป็นอิสระ ไม่มีกลบทับกันเลย แต่ละเสียงหลุดลอยจากลำโพงออกมาเป็นตัว ทุกเสียงมีรายละเอียดครบถ้วนทั้งหัวเสียงบอดี้หางเสียงเหมือนเสียงจริงในธรรมชาติมาก ไทมิ่งก็ยอดเยี่ยม ฟังเพลงนี้แล้วเท้ามันขยับตามไปโดยอัตโนมัติ ฟังแล้วอยากจะสรุปว่า ลำโพง CantonReference 5 GS Editionคู่นี้มันทำให้เพลงธรรมดาๆ มีคุณภาพเสียงที่เป็น ไฮเอ็นด์มากขึ้น ช่วยยกระดับเพลงธรรมดาให้ฟังดีขึ้นมาก ได้อารมณ์เพลงออกมาลึกซึ้งมากขึ้น.!!

ระหว่างที่ทดสอบลำโพง CantonReference 5 GS Editionผมได้รับเพาเวอร์แอมป์ของ Wattson Audio รุ่น Madison Amplifier เข้ามาทดสอบ 2 ตัว ซึ่งทางผู้นำเข้าคือบริษัท DECO2000 ได้จัดส่งตัว Madison Streamer ของแบรนด์เดียวกันมาให้ทดลองใช้งานร่วมกันด้วย ผมเคยทดสอบตัวสตรีมเมอร์ของ Wattson Audio ตัวนี้ไปแล้ว (REVIEW) จุดเด่นของมันคือภาควอลลุ่มในตัว ที่สามารถใช้ปรับความดังได้ด้วย ในกรณีที่คุณมีแหล่งต้นทางแค่สตรีมเมอร์อย่างเดียว

การทดสอบฟังเสียงของ CantonReference 5 GS Editionยกสุดท้าย ผมยกเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio รุ่น Madison Amplifier (REVIEW) ทั้ง 2 ตัว เข้าไปแทนที่ Orisun AcousticsOA-600Hและยกปรีแอมป์ QUAD33 Preampออกก่อนจะยกตัว Madison Streamer เข้าไปแทนที่ เพื่อให้รับสัญญาณดิจิตัลจาก InnuosSTREAM1 + LPS1เข้ามาแปลงเป็นอะนาลอกด้วยภาค DAC ในตัว Madison Streamer และใช้วอลลุ่มของ Madison Streamer ควบคุมความดังไปกับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ส่งไปให้กับเพาเวอร์แอป์ Madison Amplifier ทั้งสองตัว ซึ่งปรับตั้งให้ทำงานในโหมด Monophonic ขับลำโพง CantonReference 5 GS Editionคู่นี้แยกกันข้างละตัว โดยต่อที่ขั้วต่อสายลำโพงคู่ล่างที่ใช้ขับทุ้มของลำโพง ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อที่ให้เสียงดีที่สุดในสถานการณ์นี้ (ได้ลองปรับตั้งแอมป์ให้ขับด้วยโหมด Bi-amp แล้ว ผลลัพธ์สู้ขับแบบ Monophonic ไม่ได้สำหรับลำโพงคู่ Canton นี้)

ทีแรกผมก็หวั่นใจ เพราะกำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier คู่นี้ระบุไว้แค่ข้างละ 50W เท่านั้น แม้ว่าจะปรับเป็นโหมด Monophonic แล้ว กำลังขับก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น คือยังคงอยู่ที่ 50W ที่ 8 โอห์ม เหมือนเดิม ตอนใช้งานผมปรับตั้งอิมพีแดนซ์ เอ๊าต์พุตของเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ไว้ที่ 4 โอห์ม ซึ่งทำให้ได้กำลังขับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 75W ซึ่งสวิงขึ้นไปได้ถึง 120W เมื่อโหลดลดลงไปอยู่ที่ 2 โอห์ม ซึ่งเทียบกับความสามารถในการรองรับกำลังขับของลำโพงคู่นี้แล้ว ถือว่าตัวเลขกำลังขับของแอมป์ยังน้อยกว่ามาก ที่หวั่นใจคือเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio คู่นี้จะขับลำโพง Canton คู่นี้ออกมั้ย.? แต่หลังจากลองฟังแล้วผมก็เป่าปากโล่งอก แถมทึ่งกับ เสียงกลางที่ได้จากแอมป์+ลำโพงเซ็ตนี้มาก มันเป็นเสียงกลางที่มีลักษณะลอยตัวออกมาจากลำโพงแบบสบายๆ ไม่มีอาการอั้น การสวิงความดังของเสียงกลาง อย่างเช่นเสียงร้อง, เสียงไวโอลิน และเสียงแซ็กโซโฟน เป็นไปในลักษณะที่ลื่นไหล มีการย้ำหนักผ่อนเบาที่ต่อเนื่อง ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเสียงจริงมาก เหมือนมากโดยเฉพาะในแง่ของ ไทมิ่งที่สามารถฟังประกบตามความเคลื่อนไหวของตัวโน๊ตไปได้ตลอดเวลา เป็นเสียงกลางที่ดีมากๆ

เสียงร้องของ Maria Friedman ในเพลง Norwegian Wood / Eleanor Rigby (TIDAL : https://tidal.com/track/8995269/u) นี้ผมยกให้เป็นหนึ่งในเสียงร้องที่ออดอ้อนอารมณ์มากที่สุด.! และครั้งนี้ที่เล่นเพลงนี้ผ่านลำโพง Canton คู่นี้ (ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio คู่นี้) ผมก็พบว่า ตัวตนจริงๆ ของนักร้องคนนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจนมากที่สุดแล้ว ไดนามิก คอนทราสน์ของเสียงร้องดีถึงขีดสุด อาการเอื้อนและลากไปในแต่ละคำร้องของเธอฟังแล้วมันชวนให้รู้สึกสยิวไปด้วยเลย อารมณ์ที่ออกมาเหมือนเธอเข้ามายืนร้องอยู่ในห้อง ต่อหน้าต่อตา.. เจ๋งมาก.!!!

แต่ก็ใช่ว่าจะดีเฉพาะเสียงร้องที่อยู่ในย่านกลางเท่านั้นนะ ในย่านความถี่อื่นก็ไม่น้อยหน้ากัน.. คงเป็นเพราะลำโพงคู่นี้ให้แบนด์วิธที่กว้างมากๆ ช่วงไหนของเพลงเด่นที่ความถี่ไหน เสียงนั้นก็จะโดดเด่นออกมาให้ได้ยิน อย่างเช่นเสียงทุ้มในเพลง Golden Peonies Garden (TIDAL : https://tidal.com/track/299245335/u) จากอัลบั้มชุด Yinyang Taiko ที่ถูกปลดปล่อยออกมาครบทั้งพลังความกระชับแน่น และมวลที่หนาเข้ม ช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่า CantonReference 5 GS Editionคู่นี้เป็นลำโพงที่มีความเป็นมิตรกับแอมป์มากเป็นพิเศษ เสียงที่มันให้ออกมาไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความหื่นกระหายกำลังขับของแอมป์ที่มากมายอะไรเลย ผมลองฟังเสียงร้องของนักร้องชายหญิงกับลำโพงคู่นี้เยอะมาก ฟังเยอะเพราะติดใจ โดยเฉพาะตอนที่ขับกับเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio คู่นี้ มันแม็ทชิ่งกันมาก คือผมว่าเสียงกลางของ Canton คู่นี้ได้รับการปรับปรุงจากรุ่น Reference 5 เวอร์ชั่นเดิมเยอะมาก รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เสียงสูดลมหายใจเบาๆ ก่อนจะปล่อนคำร้องออกมา มันชัดกว่าเวอร์ชั่นเดิมมาก ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำให้ฟังแล้วเข้าถึงอารมณ์ของคนร้องมากขึ้น เป็นผลลัพธ์ที่โดดเด่นชัดเจนของเสียงร้องที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมาซึ่งพูดได้ว่า เป็นเสียงร้องที่เหมือนเสียงของคนจริงๆ มาก.!!!

สรุป

รีวิวนี้เป็นผลการทดสอบเสียงที่ได้มาจากการอัพเกรดของลำโพง Canton จากรุ่น Reference 5 ที่ผมเคยทดสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2568 มาเป็นเวอร์ชั่น Reference 5 GS Edition ที่เห็นอยู่ในตอนนี้ ซึ่งอย่างที่เกริ่นมาตอนต้นของรีวิวที่ว่า แม้ว่ารูปร่างหน้าตาภายนอกจะดูเหมือนกันมาก แต่การเปลี่ยนแปลงหลักๆ 2 อย่าง คือ เปลี่ยนทวีตเตอร์ใหม่ กับปรับปรุงวงจรเน็ทเวิร์คใหม่ แค่สองอย่างนี้ก็นับว่ามากพอแล้วที่จะทำให้ เสียงโดยรวมของ CantonReference 5 GS Editionออกมาต่างจากรุ่น Reference 5 เวอร์ชั่นเดิมอย่างมาก โดยเฉพาะเสียงในย่านกลางขึ้นไปถึงแหลมทั้งหมดนั้นมัน ดีขึ้นชนิดที่พูดได้ว่า เห็นหน้าเห็นหลังกันเลยทีเดียว..

ราคาของ Reference 5 GS Edition สูงกว่าเวอร์ชั่นเดิม แต่เทียบกับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นแล้ว ราคาที่สูงขึ้นประมาณ 25% สำหรับเวอร์ชั่น Reference 5 GS Edition ผมว่าคุ้มมาก.!!!

ใครวางงบสำหรับลำโพงไว้ประมาณ 500,000 บาท ต่อคู่ ถ้าตั้งใจเอาไปใช้ในห้องขนาดกลางๆ สัดส่วน ก ไม่เกิน 5 x 7 ตรม. และเป็นคนที่ฟังเพลงหลากหลาย ผมแนะนำให้พิจารณาลำโพง Canton รุ่นนี้เลย นอกจากจะได้เนื้องานผลิตระดับมาตรฐานเยอรมันแล้ว ในแง่ของ บุคลิกและ คุณภาพเสียงที่ปรับจูนมาใหม่ก็สามารถโชว์ศักยภาพของเสียงตามมาตรฐานลำโพงไฮเอ็นด์ออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ลำโพงรุ่นนี้ยังให้เสียงที่มี ความเป็นดนตรีสูงมากด้วย มันทำให้เพลงทั่วๆ ไปที่คุณชอบฟังทั้งไทยและเทศถูกขับออกมาได้อย่างน่าฟัง ไม่ขี้ฟ้องมากเกินไป และที่สำคัญมากๆ ก็คือ มันเป็นลำโพงไฮเอ็นด์ที่ไม่ได้หิวกระหายกำลังขับมาก มันสามารถถ่ายทอดเสียงที่มีคุณภาพน่าพอใจออกมาได้ง่ายๆ แม้จะขับกับแอมป์ที่มีกำลังต่ำๆ ก็ตาม (ใครตั้งใจจะเอาไปจับกับแอมป์หลอดที่มีประสิทธิภาพสูงหน่อยก็น่าจะไปได้ดี)

************************
ราคา : 500,000 บาท / คู่
************************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
. Inventive AV
โทร. 02-238-4079
facebook: inventiveAV

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า