รีวิว RN Marsh Design รุ่น MNT-01 & MNT-02 ตัวกรองไฟแบบขนาน

ปัญหาที่มากับกระแสไฟเอซีแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ ปัญหาที่อีรุงตุงนังมากับกระแสไฟโดยตรง ได้แก่ กระแสไฟตก, กระแสไฟกระชาก (surges) และ ความบกพร่องของระบบกราวนด์ ส่วนลักษณะที่สองเป็นปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากภายนอกแล้วแทรกเข้ามากับกระแสไฟ ได้แก่ คลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Interfecerence = RFI) ที่แพร่มาจากอากาศ กับคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Interference = EMI) ทั้งที่แพร่มาจากอากาศและที่เดินทางมากับสายเชื่อมต่อต่างๆ ในชุดเครื่องเสียง สุดท้ายคือ แรงสั่นสะเทือน หรือ Resonance ที่เกิดจากการสั่นค้าง (กำธร) ของวัสดุที่อยู่ใกล้กับกระแสไฟเอซีไหลผ่าน ซึ่งแทรกซึมเข้าไปผสมกับกระแสไฟเอซี และแทรกซึมเข้าไปถึงวงจรอิเล็กทรอสิคส์ที่อยู่ภายในตัวเครื่องเสียง

วิศวกรผู้ออกแบบเครื่องเสียงรู้จักกับ ปัญหาที่ผสมรวมมากับกระแสไฟฟ้ามานานแล้ว ส่วนนักเล่นเครื่องเสียงก็รู้จักกับ ปัญหานี้ผ่านการฟัง ซึ่งมลพิษที่ปนเปื้อนมากับกระแสไฟเอซีนี้ ถ้าไม่ถูกกำจัดออกไปจากระบบเครื่องเสียง มัน (มลพิษเหล่านั้น) จะแทรกซึมเข้าไปในวงจรเครื่องเสียงแล้วก่อให้เกิดความผิดเพี้ยน (distortion) ขั้นกับเสียงเพลงที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านั้น

ทำไมผู้ผลิตเครื่องเสียงจึงไม่ใส่วงจรฟิลเตอร์ที่คัดกรองเอา ปัญหาที่ติดกับกระแสไฟเอซีมาในตัวเครื่องไปเลย.? ด้วยเหตุว่า ปัญหาของมลพิษที่มากับกระแสไฟเอซีของแต่ละพื้นที่มันไม่เท่ากัน ผู้ออกแบบเครื่องเสียงจึงไม่สามารถรับรู้ได้ว่า ที่ไหนจะมีมลพิษปริมาณแค่ไหนปนเปื้อนเข้ามาในวงจรเครื่องได้บ้าง.? แต่จริงๆ แล้ว ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงส่วนใหญ่ก็มีวงจรป้องกันมลพิษที่มากับกระแสไฟเอซีใส่มาให้เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ใช่วงจรฟิลเตอร์ขั้นเทพระดับสุดขีด เนื่องจากวงจรฟิลเตอร์ที่กรอง ขยะที่มากับกระแสไฟเอซีประเภทที่มีประสิทธิภาพมากๆ ต้องใช้ต้นทุนสูง ถ้าใส่เข้าไปในอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกเครื่อง ก็จะทำให้ ราคาของอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้นไปมาก ไม่สามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ ได้

อีกอย่างนึง ถ้าใส่เข้าไปในตัวเครื่องมันก็จะไม่มีคุณค่า คนซื้อจะรู้สึกเหมือนของแถม..!!!

ตัวกรองไฟ..

คนเล่นเครื่องเสียงในปัจจุบันอย่างเราๆ ท่านๆ รู้จักอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ประเภทที่ทำออกมาเพื่อ ขจัดขยะมลพิษที่มากับกระแสไฟเอซีมานานแล้ว ซึ่งผู้ผลิตในต่างประเทศบ้างก็เรียกว่า Power Conditioner บ้างก็เรียกว่า Power Filter บ้างก็เรียกว่า AC Noise Reduction ฯลฯ ในขณะที่นักเล่นเครื่องเสียงในประเทศไทยเรานิยมเรียกอุปกรณ์ชนิดนี้ว่า ตัวกรองไฟ

อย่าถามนะว่า แบรนด์ไหนเป็นคนทำตัวกรองไฟออกมาขายเป็นตัวแรก.? ถ้าพิจารณาจากประสบการณ์ของผมเอง เกี่ยวกับเรื่องตัวกรองไฟนี้ ผมก็รู้จัก อุปกรณ์เสริมชนิดนี้มาตั้งแต่เริ่มย่างเท้าเข้ามาในวงการเลย จำได้ว่า ในยุคแรกๆ นั้น ถ้าพูดถึงปัญหาของกระแสไฟเอซี นักเล่นฯ ในยุคนั้น (ถอยหลังไปประมาณ 30 – 35 ปี) เขาจะนึกถึงปัญหา ไฟตกไฟเกินมาเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นปัญหาของกระแสไฟเอซีที่คนต่างจังหวัดกลัวมากที่สุด โดยเฉพาะคนที่เล่นแอมป์หลอด ในยุคแรกๆ ของอุปกรณ์เสริมตัวนี้จึงได้เห็นอุปกรณ์ประเภท Powerline Stablilizer ออกมาก่อน ซึ่งในยุคโน้น มีทั้งแบรนด์ที่ผลิตในประเทศไทย และแบรนด์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

หน้าตาของชุด Powerline Stabilizer ของแบรนด์ Tice Audio รุ่น Power Block (ขวา) + Titan (ซ้าย) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Energy Storage

เมื่อพูดถึง Powerline Stabilizer จะปราฏชื่อแบรนด์ขึ้นมาในความทรงจำหลายแบรนด์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นระดับไฮเอ็นด์ราคาสูงๆ อาทิเช่น Audio Power Industries เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า ‘Power Wedgeกับ Tice Audio เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อรุ่นว่า ‘Power Block & Titanและยังมีแบรนด์ดังๆ อย่าง IsoTek ที่ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่จนถึงทุกวันนี้ (ปัจจุบันคุณวันพัฒน์ เจ้าของบริษัท WANPAT 59 เป็นผู้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย)

จาก “คุมไฟ” เปลี่ยนมาเป็น “กรองไฟ” 

หลังจากค้นพบว่า ความพยายามรักษา แรงดัน (voltage) ของกระแสไฟเอซีให้คงที่ ไม่ตกและไม่เกินไปจาก 220-230V ตลอดเวลานั้นสามารถทำได้ด้วยการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่ทำหน้าที่ 3 ขั้นตอน คือ ตรวจจับ” (Sensing) กระแสไฟเอซีที่ขาเข้า และนำมา เปรียบเทียบ” (Comparing) กับระดับแรงดันที่ต้องการ ถ้าพบว่ามีความไม่ตรงกัน ก็จะมีการ ปรับชดเชย” (Adjusting) ให้กระแสไฟเอซีขาออกมี แรงดัน ตามที่ถูกปรับตั้งไว้ตลอดเวลา ซึ่งต่อมามีการค้นพบว่า การทำงานของวงจร Powerline Stabilizer เหล่านี้มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อคุณภาพของเสียงเกิดขึ้น เนื่องจากตัววงจรที่ทำหน้าที่ทั้ง 3 ส่วนนั้นจะเข้าไป ขวางทางเดินของกระแสไฟเอซีที่จะไปถึงตัวเครื่อง ทำให้กระแสไฟเอซีเดินทางไปตอบสนองความต้องการของวงจรภายในตัวเครื่องเสียงได้ไม่ทัน มีผลให้เกิดอาการอั้น ตื้อ ซึ่งจะปรากฏผลชัดเจนเมื่อนำตัว Powerline Stabilizer ไปใช้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทที่มีความต้องการกระแสไฟเอซีปริมาณเยอะๆ ในช่วงเวลาที่กระชั้นมากๆ อย่างเช่นเพาเวอร์แอมป์วัตต์สูงๆ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ความนิยมของนักเล่นฯ ที่มีต่ออุปกรณ์เสริมประเภท Powerline Stabilizer ก็ค่อยๆ ลดต่ำลง เหลือแต่ผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีระดับสูงที่สามารถคิดค้นและออกแบบวงจรที่ใช้จัดการกับแรงดัน (voltage) ให้มีความคงที่ ไม่สวิง คือไม่ตกและไม่เกินได้ โดยที่ไม่มีอาการอั้นและตื้อด้วย ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีที่เรียกว่า Powerline Regenerator ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้โนฮาวระดับสูง และใช้ต้นทุนสูงในการสร้าง ทำให้ปัจจุบัน อุปกรณ์เสริมที่เป็นประเภท Powerline Stabilizer แบบที่ใช้เทคโนโลยี Powerline Regenerator มีราคาสูงมาก ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมที่ใช้กับกระแสไฟเอซีที่อยู่ในระดับมิดเอ็นด์ฯ จึงเปลี่ยนเป้าหมายจาก Powerline Stabilizer มาเป็น Powerline Conditioner แทน คือคิดค้นวิธีการขจัดขยะที่แฝงมากับกระแสไฟเอซี โดยไม่มีผลทางด้านปรับแรงดันของกระแสไฟ ซึ่งก็พอเหมาะพอดีกับช่วงหลังเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตัลที่เริ่มมี ขยะมลพิษในกระแสไฟเอซีเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคอะนาลอก ซึ่งถ้ากระแสไฟเอซีในบ้านใครที่ไม่มีอาการวูบวาบมากๆ ปัญหาไฟตกไฟเกินก็ตัดทิ้งไปได้ Powerline Stabilizer ก็ไม่จำเป็น ในขณะที่ Powerline Conditioner หรือ ตัวกรองไฟจะส่งผลดีต่อเสียงมากกว่า เพราะไม่ว่าบ้านคุณจะตั้งอยู่นอกเมือง หรือในเมือง คุณก็ไม่มีทางหนี noise หรือขยะมลพิษที่มากับกระแสไฟเอซีไปได้..!!!

ตัวกรองไฟแบบ ขนาน

ในยุคแรกที่ค้นพบว่าตัว Powerline Stabilizer ส่งผลค้างเคียงทำให้เสียงอั้น ไดนามิกสวิงได้ไม่สุดสเกลนั้น โดยมากจะสังเกตพบกับช่วงโหมของสัญญาณที่ดึงกระแสสูงและเร็ว อย่างเช่น ช่วงโหมของวงซิมโฟนี่ ออเคสตร้า กับเสียงโซโล่กลอง เป็นต้น แต่ต่อมาเมื่อถึงยุคดิจิตัล สัญญาณเสียงจากแหล่งต้นทางมีความคมชัดมากขึ้น มีเรโซลูชั่นสูงขึ้น ทำให้สามารถสังเกตอาการอั้นที่เกิดขึ้นกับช่วงที่สัญญาณเสียงมีไดนามิกแคบๆ ได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีวงจรฟิลเตอร์ไปขวางทางเดินของกระแสไฟเอซีนั่นเอง

นักออกแบบอุปกรณ์เสริมประเภท Powerline Conditioner ในยุคปัจจุบันจึงต้องหาวิธีการออกแบบที่ไม่ทำให้เกิดอาการอั้นกับเสียงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถในการขจัด ขยะมลพิษที่แฝงมากับกระแสไฟเอซีออกไปให้หมดจดมากที่สุดด้วย ซึ่งเทคนิคหนึ่งที่แก้ปัญหาได้แบบขวานฝ่าซากมากที่สุดก็คือ เมื่อต้นตอของอาการอั้นก็คือเอาวงจรฟิลเตอร์ไป ขวางเส้นทางเดินของกระแสไฟเอซี (ในทางไฟฟ้าเรียกว่าการเชื่อมต่อแบบ อนุกรม“) ดังนั้น พวกเขาก็เลยเปลี่ยนวิธีเชื่อมต่อระหว่างวงจรฟิลเตอร์กับกระแสไฟเอซีซะใหม่ โดยเอาวงจรฟิลเตอร์ไป จั๊มเข้ากับสายไฟที่กระแสไฟเอซีเดินอยู่ ซึ่งทางเทคนิคไฟฟ้าเรียกว่าการเชื่อมต่อวงจรแบบ ขนานดูจากภาพข้างบนทางด้านขวา จะเห็นว่า ตอนนี้วงจรฟิลเตอร์ (ในตัวกรองไฟ) ไม่ได้เข้าไปขวางทางเดินของกระแสไฟเอซีแล้ว..

ถ้าถามว่า ผู้ผลิตแบรนด์ไหนที่นำเอาเทคนิคการเชื่อมต่อแบบ ขนานมาใช้ในการออกแบบอุปกรณ์เสริมของพวกเขา ข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมพบว่า แบรนด์แรกที่ผมเห็นมีชื่อว่า Harmonix เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Combak Corporation ออกมาตั้งแต่ช่วงปลายๆ ทศวรรต ’90 ตัวที่ใช้กรองขยะจากกระแสไฟเอซีมีหน้าตาตามภาพด้านบนเลย ซึ่งตอนที่ออกมาใหม่ๆ นั้นสร้างเสียงฮือฮาให้กับนักเล่นเครื่องเสียงอย่างมาก เพราะลักษณะการใช้งานมันดูแปลกและอาจจะขัดกับคอมม่อนเซ้นต์ของคนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านไฟฟ้ามาก่อน คือไม่ได้เอาไป ขวางทางเดินของกระแสไฟเอซีที่เดินทางไปเข้าเครื่องเสียง แบบนี้แล้วมันจะกรองขยะออกไปได้ยังไง.??

ผู้ผลิตตัวกรองไฟที่ใช้การเชื่อมต่อกับกระแสไฟเอซีแบบ ขนานให้เหตุผลว่า กระแสไฟเอซีมีลักษณะเป็นพลังงานที่เดินทางด้วย คลื่นความถี่50 – 60Hz ไปตามสายไฟ ส่วนขยะที่แทรกเข้ามาก็อยู่ในรูปของพลังงานที่มีคลื่นความถี่เฉพาะตัวเหมือนกัน ซึ่งมีอยู่มากมายในอากาศรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นคลื่นวิทยุ (RFI) ซึ่งครอบคลุมความถี่ตั้งแต่ 3Hz – 300MHz, คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) ครอบคลุมความถี่ตั้งแต่ 3Hz – 1024Hz, คลื่นไมโครเวฟ ซึ่งครอบคลุมความถี่ระหว่าง 300MHz – 300GHz, คลื่นเซลลูล่าร์ โฟน ซึ่งก็เป็นคลื่นวิทยุที่มีความถี่อยู่ระหว่าง 600MHz – 39GHz และอีกสารพัดคลื่นที่ลอยอยู่ในอากาศ เมื่อคลื่นความถี่เหล่านี้แทรกซึมเข้าไปที่ตัวนำทองแดงในสายไฟ ซึ่งกระแสไฟเอซี 50 – 60Hz เดินทางอยู่ในนั้น ความถี่ของคลื่นรูปแบบต่างๆ ที่แทรกเข้าไปจะ ผสมปน” (modulate) ไปกับกระแสไฟเอซี และเมื่อพลังงานคลื่นความถี่ ส่วนเกินเหล่านี้เดินทางเล็ดลอดเข้าไปในอุปกรณ์เครื่องเสียง มันจะไปทำให้วงจรอิเล็กทรอนิคส์ภายในอุปกรณ์เครื่องเสียงทำงานผิดปกติไป สุดท้ายก็ส่งผลไปถึงเสียงเพลงที่เครื่องเสียงตัวนั้นๆ สร้างออกมา

ขจัด noise ด้วยวิธี Short Circuit..!!!

เทคนิคที่ตัวกรองไฟที่เชื่อมต่อกับกระแสไฟเอซีแบบ ขนานนำมาใช้ในการขจัดพลังงานคลื่นส่วนเกินที่แทรกเข้าไปกับกระแสไฟเอซีก็คือ สร้างคลื่นความถี่รูปแบบเฉพาะขึ้นมา แล้วส่งเข้าไปในกระแสไฟเอซีเพื่อให้มันเข้าไป หักล้าง” (ผู้ผลิตใช้คำว่า short circuit) กับคลื่นความถี่ขยะที่แทรกมากับกระแสไฟเอซีออกไป ก่อนที่กระแสไฟเอซีนั้นจะเดินทางเข้าไปถึงตัวเครื่อง ลักษณะคล้ายๆ กับเทคนิคที่มีการสร้างและปล่อยสัญญาณ dither เข้าไปลดสัญญาณรบกวนในระบบ digital audio นั่นเอง

ภาพด้านบนคือลักษณะการเชื่อมต่อตัว MNT กับลักษณะการกำจัด noise (เส้ยยึกยือสีแดงๆ) ที่เกาะมากับกระแสไฟเอซีในกรณีที่ตัวเครื่องเสียงกับตัว MNT เชื่อมเข้ากับไฟเอซีไลน์เดียวกัน

RN Marsh DesignMini Noise Trap’ (MNT)

ผมเคยทดสอบตัว Noise Trap ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แบบเดียวกับ MNT สองตัวนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2024 (REVIEW) อยากจะแนะนำให้คลิ๊กเข้าไปอ่าน เพราะในนั้นจะมีคำอธิบายหลักการทำงานของตัว Noise Trap อย่างละเอียด คือ คุณริชาร์ด เอ็น มาร์ช อธิบายหลักการออกแบบของเขาเอาไว้ว่า เขาใช้วงจรฟิลเตอร์หลายๆ วงจรที่ครอบคลุมความถี่หลายๆ ค่ามาวางเรียงต่อกันโดยแต่ละวงจรจะมีช่วงของการกรองความถี่ที่ซ้อน (over-lapping) กัน เพื่อให้สามารถกรอง noise ที่อยู่เหนือความถี่ 50 – 60Hz ซึ่งเป็นความถี่ของกระแสไฟเอซีออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปถึงแหลม

ตัวกรองไฟเอซีรุ่น Mini Noise Trap หรือเรียกย่อๆ ว่า MNT สองตัวนี้ ผู้ผลิตเขาทำออกมาให้มีรูปร่างหน้าตาล้อเลียนไปกับรุ่น Noise Trap (NT) ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า..

ตัวถังของ MNT มีรูปทรงไปทางเดียวกับรุ่น NT แต่ย่อส่วนลงมาทั้งแนวกว้างและแนวยาว แต่ที่แตกต่างจากรุ่น NT ก็คือว่าตัว MNT จะมีขั้วต่อปลั๊กสามขาติดตั้งมาที่ตัวมันด้วย สามารถเสียบลงไปบนเต้ารับได้โดยตรง ไม่เหมือนกับรุ่น NT ที่ต้องมีสายไฟเอซียาว 50 .. มาเชื่อมต่ออีกที ข้อดีของการที่ MNT มีขั้วต่อปลั๊กสามขาในตัวก็คือทำให้คุณสามารถนำ MNT ไปเสียบไว้ใกล้ๆ กับสายไฟของอุปกรณ์ที่ต้องการขจัด noise ได้มากขึ้นอีกนิด ซึ่งจะทำให้การกรอง noise ของตัว MNT มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

MNT-01 & MNT-02

MNT มีอยู่ 2 รุ่น คือ MNT-01 ใช้สัญลักษณ์กำกับเป็นแถบสีฟ้า กับรุ่น MNT-02 ที่ใช้สัญลักษณ์กำกับเป็นแถบสีแดง ซึ่งทางผู้ผลิตคือบริษัท Clef Audio แจ้งว่า ความแตกต่างระหว่างสองรุ่นนี้อยู่ที่ความถี่ของวงจรฟิลเตอร์ที่ใช้กรอง noise นั่นเอง พวกเขาไม่ได้ระบุออกมาชัดๆ ว่าแต่ละรุ่นใช้ฟิลเตอร์ที่ทำงานในย่านความถี่เท่าไหร่บ้าง แค่บอกว่า รุ่น MNT-01 สีฟ้านั้น จะกรอง noise ที่อยู่ตั้งแต่ย่านความถี่ที่ส่งผลกระทบกับเสียงกลางขึ้นไปถึงเสียงสูง (mid-to-high frequency range) ในขณะที่รุ่น MNT-02 นั้นจะกรอง noise ที่อยู่ตั้งแต่ย่านความถี่ที่ส่งผลกับเสียงกลางลงมาต่ำ (mid-to-low frequency range)

ทดลองใช้งาน

พูดถึงการออกแบบนั้น ผู้ผลิตจะกล่าวอ้างอะไรก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามความมั่นใจในทฤษฎีที่พวกเขาใช้ในการออกแบบว่ามันจะส่งผลที่ดีต่อเสียงอย่างโน้นอย่างนี้ตามที่เขาตั้งใจ ส่วนคนเล่นอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ไม่ได้เป็นวิศวกรก็ต้องนำผลิตภัณฑ์ฺเหล่านั้นมาตรวจสอบด้วยการทดลองใช้และทดลองฟังเสียงของมัน ซึ่งการใช้งานตัวกรองไฟ MNT-01 และ MNT-02 เป็นอะไรที่ง่ายมาก แค่นำไปเสียบลงตรงเต้ารับที่อยู่ใกล้ๆ กับเต้ารับที่เสียบปลั๊กสายไฟเอซีที่ส่งไปที่อุปกรณ์เครื่องเสียงเท่านั้นเอง

ก่อนจะทดลองฟัง ผมขออธิบายถึงซิสเต็มเครื่องเสียงที่ผมเซ็ตอัพขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบการทดสอบครั้งนี้ก่อน เริ่มจากปลายทางไปหาต้นทาง คือลำโพงเป็นของ Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) คู่ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ในห้องทดสอบ ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ของ Onkyo รุ่น ICON M-80 ซึ่งรับสัญญาณปรีเอ๊าต์มาจากตัว Streamer/DAC/Pre รุ่น ICON P-80 ของ Onkyo โดยมีสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของ Innuos รุ่น STREAM1 + LPS1 (REVIEW) ทำหน้าที่ดึงไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL มาเล่น แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตไปที่ภาค DAC ในตัว OnkyoICON P-80โดยผ่านเข้าทางอินพุต Network ของ ICON P-80

และก่อนที่จะเริ่มต้นทดลองฟังเสียงของตัวกรองไฟ RN Marsh Design ทั้งสองรุ่นนั้น ผมขออนุญาตให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบไฟที่ใช้อยู่ในห้องฟังของผมก่อน จากภาพชาร์ตข้างบนั้น ผมดึงไฟเอซีมาจากตู้ไฟเมนของบ้านซึ่งอยู่บนชั้นสองลงมาที่ห้องฟังที่อยู่ชั้นล่างหนึ่งเส้น มาเข้าตู้ไฟย่อยที่ติดตั้งอยู่ในห้องฟังเพื่อจ่ายไฟให้กับชุดเครื่องเสียงในห้องฟังโดยเฉพาะ

ในตู้ย่อยผมแบ่งไฟเอซีออกเป็น 3 เส้น แต่ละเส้นผ่านเบรคเกอร์ขนาด 20A โดยที่สองเส้นแรกไปแยกเข้าที่เต้ารับบนผนังห้องเส้นละสองจุด เส้นแรกแยกไปเข้าที่เต้ารับบนผนัง ด้านหลังของตำแแหน่งวางลำโพงจำนวน 2 จุด อีกเส้นแยกไปเข้าที่ผนังด้านข้างซ้ายขวาฝั่งละจุด ส่วนเส้นที่สามแยกไปที่ผนังด้านข้างขวาของตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งผมใช้เป็นจุดที่ติดตั้งชุดเครื่องเสียงที่เป็นแหล่งต้นทาง (source) กับปรีแอมป์ ส่วนเพาเวอร์แอมป์ผมแยกออกไปวางไว้บนชั้นวางเตี้ยๆ ที่อยู่บนพื้นห้องระหว่างลำโพงซ้ายขวา

เต้ารับปลั๊กไฟเอซีทุกจุดผมใช้แบบ duplex receptacle คือมีรูเสียบปลั๊กตัวผู้ได้ 2 เส้น โดยที่ผมเสียบสายไฟเอซีของเพาเวอร์แอมป์ ICON M-80 ไว้ที่เต้ารับบนผนังที่อยู่ด้านหลังตำแหน่งวางลำโพงหนึ่งรู ส่วนอีกรูที่เหลือผมเสียบตัว RN Marsh Design รุ่น Noise Trap (NT) เอาไว้เพื่อให้มันช่วยกรอง noise ของไฟเอซีที่ส่งไปเลี้ยงเพาเวอร์แอมป์ ICON M-80 ส่วนตัวกรองไฟ MNT-01 กับ MNT-02 ผมนำไปใช้กับ ICON P-80 และ InnuosLPS1ซึ่งเป็นภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ของ InnuosSTREAM1โดยใช้เต้ารับที่ติดตั้งอยู่บนผนังด้านข้างที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งนั่งฟัง

ผมเริ่มต้นทดสอบประสิทธิภาพในการกรอง ขยะมลพิษในชุดเครื่องเสียงของตัว MNT-01 และ MNT-02 แบบพื้นฐานสุดๆ ก่อน คือใช้ปลั๊กรางพลาสติกขนาด 6 รูเสียบแบบธรรมดาๆ ราคาอันละสามร้อยกว่าบาทซึ่งมีสายไฟธรรมดาๆ ติดมาในตัว (ตามภาพข้างบน) มาทดลองใช้งานร่วมกับตัวกรองไฟ MNT-01 และ MNT-02 ส่วนวิธีการฟังทดสอบช่วงแรกก็ง่ายๆ คือฟังตอนไม่มีตัว MNT ทั้งสองตัวเสียบอยู่บนปลั๊กรางก่อนด้วยเพลงที่ผมคุ้นหู จากนั้นก็เสียบ MNT-01 และ MNT-02 ลงไปบนปลั๊กราง แล้วลองฟังเพลงเดิมอีกรอบ หลังจากวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างใช้กับไม่ใช้ MNT ทั้งสองตัวได้แล้ว ผมก็ทดลองรูปแบบเดิมอีกครั้งกับเพลงใหม่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยการเปลี่ยนเพลงไปหลายเพลง หลายแนว จนได้บทสรุปไปในทิศทางเดียวกัน

ใจจริงผมอยากทดลองใช้งาน MNT-01 กับ MNT-02 กับปลั๊กรางที่ออกแบบมาสำหรับเครื่องเสียงแต่ไม่มีวงจรฟิลเตอร์อยู่ข้างใน คืออยากจะลองดูว่า ตัว MNT-01 กับ MNT-02 จะส่งผลอย่างไรกับปลั๊กไฟที่มีคุณภาพสูงกว่าปลั๊กรางธรรมดาๆ บ้าง แต่ในห้องผม ขณะนั้น ไม่มีปลั๊กรางแบบที่ว่านั้นอยู่เลย ผมมีแต่เต้ารับของ Panasonic สีดำเหลืออยู่ 5 ตัว ซึ่งเป็นเต้ารับที่ผมถอดออกมาจากปลั๊กผนังก่อนที่จะอัพเกรดด้วยเต้ารับของแบรนด์ Audio Blastion รุ่น Alpha ลงไปแทน (REVIEW) ผมเลยส่งเต้ารับจำนวน 4 ตัว ไปให้ Clef Audio ช่วยต่อใส่กล่องพลาสติกทำเป็นปลั๊กรางให้ ซึ่งทาง Clef Audio ก็ทำมาให้อย่างดี การเชื่อมต่อด้านในใช้สายไฟแกนเดี่ยวของแบรนด์ Thai Yazaki ขนาด 2.5 ตร... ทั้งหมด ไม่มีวงจรฟิลเตอร์ใดๆ ต้องขอขอบคุณทาง Clef Audio ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ผมใช้เวลาเปิดเบิร์นฯ ปลั๊กรางที่ฝากทำมาอยู่ 4 – 5 วัน จนเลย 100 ชั่วโมง (ใช้วิธีเสียบไฟใช้งานตลอด) จึงเริ่มต้นตั้งใจฟังอย่างจริงจังร่วมกับ MNT-01 และ MNT-02

เสียงของ MNT-01 และ MNT-02

สายไฟเอซีที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างกล่องปลั๊กราง (ทั้งที่เป็นปลั๊กรางธรรมดาและปลั๊กรางพานาโซนิคที่ต่อขึ้นมา) กับเครื่องเสียงทั้งสองชิ้นที่ใช้ร่วมทดสอบคือ Onkyo รุ่น ICON P-80 กับภาคจ่ายไฟลิเนียร์รุ่น LPS1 ของ Innuos ที่ใช้กับตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตรุ่น STREAM1 นั้น ผมใช้สายแถม (เส้นสีดำๆ ที่แถมมากับอุปกรณ์เครื่องเสียง) ทั้งหมด เพื่อตัดบุคลิกของสายไฟเอซีแบบมีแบรนด์ออกไปจากระบบให้ได้มากที่สุด

ขั้นตอนการทดลองฟังเสียงของตัวกรองไฟทั้งสองตัวนั้น ผมแยกการลองฟังออกเป็น 3 ยก..

ยกแรก ผมเริ่มด้วยการเสียบลองฟังทีละตัว โดยลองฟังตัว MNT-01 ก่อน เริ่มกับ OnkyoICON P-80พอจับแนวเสียงได้แล้ว จากนั้นก็ย้ายไปเสียบช่องที่ติดกับสายไฟเอซีที่ไปเลี้ยงตัว InnuosLPS1แล้วลองฟังจับลักษณะเสียง

ยกที่สอง หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปลองฟังตัว MNT-02 ด้วยขั้นตอนแบบเดียวกัน

ยกที่สาม – ผมเสียบทั้ง MNT-01 และตัว MNT-02 ลงไปพร้อมกัน โดยเริ่มด้วยเสียบตัว MNT-01 เข้ากับปลั๊กชุดที่ติดกับสายไฟเอซีที่ไปเลี้ยงตัว InnuosLPS1และเสียบตัว MNT-02 เข้ากับปลั๊กไฟชุดที่ติดกับสายไฟเอซีที่ไปเลี้ยงตัว OnkyoICON P-80หลังจากฟังจับลักษณะเสียงได้แล้ว ก็สลับตำแหน่งของตัว MNT-01 กับตัว MNT-02 แล้วฟังจับลักษณะเสียง

ไม่น่าเชื่อ..!!!

หลังจากทดลองฟังเสียงของตัวกรองไฟ Mini Noise Trap ทั้งสองตัวนี้อยู่หลายชั่วโมง สลับไปสลับมาจนเริ่มปวดหัว สิ่งแรกที่ผมรู้สึกทึ่งกับผลิตภัณฑ์สองตัวนี้ คือผมพบว่า ทั้งสองตัวนี้มันส่งผลกับเสียง ตรงกับที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ คือพอเสียบตัว MNT-01 ลงไปในระบบ ผมพบว่า มี ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเสียงในย่าน กลางขึ้นไปสูงของซิสเต็ม ในขณะที่ตอนใช้ตัว MNT-02 พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับความถี่ในย่าน กลางลงไปทุ้มของซิสเต็มจริงๆ โอ้วว..

ช่วงแรก ผมไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเราอาจจะเกิดไบแอส เพราะไปรับรู้ข้อมูลที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ก่อนที่จะได้ลองฟังของจริงหรือเปล่า.? แต่หลังจากทดลองเลือกเพลงที่มีคุณสมบัติที่ทำให้เห็นผลลัพธ์ชัดๆ มาฟังหลายๆ เพลง ผมพบว่า เสียงของตัว MNT ทั้งสองตัวนั้นก็ยังคงออกมาในแนวทางเดิม แสดงว่ามันส่งผลไปในแนวทางที่ผู็ผลิตแจ้งไว้จริงๆ

เพลง : St. Francis (FLAC-16/44.1)
อัลบั้ม : The Lost World
ศิลปิน : Michael Sterns
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/334763529/u)

แอมเบี้ยนต์ของเพลง St. Francis แทรคนี้แสดงตัวออกมาได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนมากเมื่อเสียบตัว MNT-01 เข้ากับเต้ารับที่อยู่ติดกับสายไฟเอซีที่ไปเลี้ยงตัว InnuosLPS1คือตอนยังไม่ได้เสียบตัว MNT-01 ลงไป ผมรับรู้ได้ว่าสารพัดเสียงซึ่งเป็นแอมเบี้ยนต์ของเพลงนี้มันแผ่คลุมจากด้านหลังของระนาบลำโพงขึ้นมาอยู่แถวๆ หน้าลำโพงด้านขวานิดๆ แต่พอเสียบตัว MNT-01 ลงไป แล้วเปิดฟังใหม่ ได้ยินชัดเลยว่า เสียงจิ้งหรีดเรไรมันแผ่ขยายเลยระนาบของลำโพงออกมาจนเลยตำแหน่งนั่งฟังไปทางด้านหลัง นอกจากนั้น หลังเสียบตัว MNT-01 ลงไป มันทำให้ผมได้ยินรายละเอียดของแทรคนี้ปรากฏออกมาแบบ “เป็นชิ้น-เป็นอัน” และ เป็นขั้นเป็นตอนมากกว่าเดิมด้วย คือหลังจากเสียงเคาะโลหะที่มีความกังวานยาวๆ เกิดขึ้น เยื้องไปทางขวานิดๆ จะมีเสียงของจั๊กจั่นเรไรกลุ่มแรกดังขึ้นมา โดยกินบริเวณลำโพงข้างขวาเลยออกมาถึงจตำแหน่งนั่งฟังในลักษณะที่ค่อยๆ เพิ่มความดังมากขึ้นทีละนิด ขณะเดียวกัน ตรงมุมหลังลำโพงลึกๆ เข้าไปทางขวามือจะมีเสียงน้องร้องเบาๆ ขึ้นมาด้วย และหลังลำโพงด้านซ้ายจะมีกลุ่มของจั๊กจั่นเรไรอีกกลุ่มอยู่ตรงนั้น ซึ่งจะเบากว่ากลุ่มทางขวามือ

ช่วงที่ลองสลับระหว่างตัว MNT-01 กับตัว MNT-02 กับเพลงนี้ ผมพบข้อสังเกต 2 อย่าง อย่างแรกคือ ตัว MNT-01 ให้ผลกับเสียงในย่านแหลมที่ฟังชัดกว่าตัว MNT-02 เล็กน้อย ซึ่งอยู่กับเพลงด้วย ซึ่งลองกับเพลง St. Francis แทรคนี้ออกมาชัดมาก แต่กับบางแทรคอื่นๆ ที่มีเสียงแหลมไม่เด่นจะรับรู้ได้ยากกว่า ส่วนข้อสังเกตอีกอย่างที่ผมพบก็คือ ตัว MNT-01 ให้ผลลัพธ์ออกมามากกว่า และฟังชัดกว่าเมื่อเสียบใช้กับตัว InnuosLPS1แม้ว่าจะไม่ได้เยอะมาก แต่เมื่อฟังเทียบกับหลายๆ เพลงก็พอจะรู้สึกได้..

เพลง : Norwegian Wood / Eleanor Rigby (FLAC-16/44.1)
อัลบั้ม : Celebrates The Great British Songbook
ศิลปิน : Maria Friedman
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/8995269/u)

Maria Friedman ร้องเพลงนี้ได้ดีมาก อารมณ์มาเต็ม แต่ละคำร้องลื่นไหลสูงๆ ต่ำๆ ไปตามอารมณ์เพลงตลอดทั้งเพลง ซึ่งตอนเสียบตัว MNT-02 เข้าไปในระบบ ผมพบว่า เสียงร้องของ Maria ในเพลงนี้ดีดเด้งออกมาชัดขึ้น รู้สึกได้ถึงความเป็นตัวเป็นตนมากขึ้น แยกแยะออกมาจากเสียงดนตรีอื่นๆ ได้เด็ดขาดมากขึ้น ช่วงโหนขึ้นคีย์สูงก็ไม่มีอาการแผดเฟี๊ยวออกมากับปลายเสียงร้อง รับรู้ได้ว่าพื้นเสียงมีความใสสะอาดมากขึ้น เสียงเบสเป็นตัวมากขึ้น หัวโน๊ตชัดขึ้น รู้สึกได้ว่าความอึมครึมในย่านเสียงต่ำๆ ลดน้อยลงไปเยอะ สามารถเร่งวอลลุ่มได้มากขึ้นโดยที่ไม่ทำให้อึดอัด

ตอนหลังผมทดลองเสียบลงไปทั้งสองตัว ให้มันทำงานพร้อมกัน ก็รู้สึกได้ว่า เสียงโดยรวมมีความ ละมุนมากขึ้น ซึ่งหลังจากทดลองฟังมาทุกรูปแบบ สลับไปมาจนมั่นใจ ผมพบว่า ผลทางเสียงของตัว MNT-01 กับตัว MNT-02 คู่นี้ มันไม่ได้ไปทำให้เสียงมีน้ำหนักมากขึ้นขนาดที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือนะ จริงอยู่แม้ MNT-02 จะให้เสียงทุ้มที่ฟังดูมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่าไม่ได้ใช้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากเหมือนกับผลที่เกิดกับตัวกรองไฟคุณภาพสูงแบบที่ใช้วิธีต่อขวาง (อนุกรม) ไปกับทางเดินของกระแสไฟเอซีอย่าง Pulito รุ่น µ0.6hr (REVIEW) ที่ผมเอามาลองฟังเทียบกัน ซึ่งจุดเด่นของตัว MNT ทั้งสองตัวก็คือมันทำให้พื้นเสียงโปร่งสะอาดมากขึ้น อย่างชัดเจนและมีผลให้ ตัวเสียงมีความสะอาด, กลมกลึง และมีความละมุนละม่อมมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่ไป ดันตัวเสียงให้ลอยขึ้นมาจากแบ็คกราวนด์ แต่มันเข้าไป เคลียร์แบ็คกราวนด์ให้ใสขึ้น จนทำให้หูของเราสามารถ มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ในเวทีเสียงได้ชัดขึ้น รับรู้ถึงลักษณะ การเคลื่อนไหวของแต่ละเสียงได้ต่อเนื่องมากขึ้น พฤติกรรมที่แปลกของ MNT ทั้งสองตัวนี้ก็คือ ช่วงที่ลองตอนแรกๆ จะรับรู้ได้ว่ามีผลกับเสียง ซึ่งชั่งน้ำหนักด้วยความรู้สึกแล้วผลของมันที่เกิดกับเสียงโดยรวมเหมือนจะไม่ได้มีเปอร์เซ็นต์ที่เยอะมาก แค่นิดหน่อยเท่านั้น แต่พอฟังไปจนชินหูแล้วลองดึงออกทั้งสองอัน จะรับรู้ได้แทบจะในทันทีว่าเสียงฮวบลง ความชัดเด้งของเสียงลดด้อยลง ต้องรีบเสียบกลับลงไปทันที.!!!

เพลง : La Donna e Mobile (MQA 16/44.1)
อัลบั้ม : the sailer, not the sea
ศิลปิน : Ozark Henry
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/34121595/u)

Transparency หรือความใสกระจ่างของพื้นแบ็คกราวนด์ของเสียงเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมากสำหรับชุดเครื่องเสียงในการที่จะถ่ายทอดความซับซ้อนของเลเยอร์ดนตรีที่ถมทับกันอยู่ในเพลงนี้ออกมาได้ทั้งหมด เมื่อเสียบ MNT-01 และ MNT-02 เข้าไปในปลั๊กราง Panasonic ที่ใช้กับ OnkyoICON P-80’ + InnuosLPS1ผมพบว่ามันทำให้ผมสแกนหาตำแหน่งของเสียงในเพลงนี้ออกมาได้ครบ และสามารถ ตรึงโฟกัสของแต่ละเสียงเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่เสียงนั้นเคลื่อนไหวอยู่ในเวทีเสียง พอเทียบกับตอนดึง MNT ออกไปทั้งสองตัว ผมพบว่า บางเสียงที่เป็น ตัวประกอบอยู่ในเพลงเกือบจะหลุดไปจากโฟกัสการได้ยินของผม ในขณะที่บางชิ้นนั้นมันจะมีอาการ วูบเลือนเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะช่วงที่มีการ รับส่งไม้ในการบรรเลงระหว่างชิ้นดนตรี ซึ่งอาการวูบๆ เลือนๆ ที่ว่านี้ถ้าไม่ฟังเทียบกับตอนเสียบ MNT ทั้งสองตัวลงไป ผมก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติเลย เข้าใจไปเองว่าเป็นที่ตัวเพลงถูกทำมาอย่างนั้น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นผลมาจากการมี noise รบกวนอยู่ในระบบไฟเอซี.!!!

สรุป

อือมม.. ตอนทดสอบตัวกรองไฟสองตัวนี้ช่วงแรกๆ ผมรู้สึกว่าผลของมันไม่เยอะ เพราะมันแทบจะไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนโทนของเสียงเดิมของซิสเต็มของผมเลย แม้ว่าจะเสียบ MNT ลงไปในระบบทั้งสองตัวให้ทำงานพร้อมกัน ผมก็ยังพบว่า ปริมาณของความถี่ทุ้มกลางแหลมที่ซิสเต็มของผมให้ออกมาก็ยังคงอยู่ในระดับเดิม มันไม่ได้ทำให้ ปริมาณของความถี่ส่วนใดในระบบเปลี่ยนไป แต่มันเข้าไปทำให้ผม รับรู้ถึง การมีอยู่ของความถี่เหล่านั้นได้ชัดขึ้น

ถ้าพิจารณาจากรูปข้างบนนี้ จะพอเห็นภาพว่าตัวกรองไฟ MNT ของ RN Marsh Design เข้าไปทำให้เกิดอะไรขึ้นกับเสียงของซิสเต็ม ตอนที่ยังไม่เสียบ MNT ทั้งสองเข้าไปในระบบนั้น เสียงโดยรวมของซิสเต็มจะมี noise เข้าไปปนอยู่ (แสดงแทนด้วยภาพบนซ้าย Original + Noise) ซึ่งจะเห็นว่าก็แทบจะไม่มีอะไรผิดปกติ คือถ้าเจ้าของซิสเต็มฟังแบบนั้นมาตลอดก็จะเกิดความเคยชินกับเสียงของซิสเต็ม ทำให้ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของ noise เพราะถ้าไม่มีเสียงฮีสและเสียงฮัมซึ่งเป็น noise ในระดับความถี่ที่หูได้ยินชัด เจ้าของซิสเต็มก็อาจจะเข้าใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เพราะ noise ที่รบกวนอยู่นั้นมันอยู่ในระดับความถี่ที่สูงมากๆ บางตัวนั้นไปถึงระดับเมกกะเฮิร์ต ผลของ noise เหล่านั้นจึงค่อนข้างจะเบาบาง และมักจะไปแสดงผลเยอะกับความถี่ในย่านสูง โดยมากจะออกมาในลักษณะของเสียงแหลมที่จ้าโพลน ช่วงพีคของเสียงแหลมจะมีอาการแผดและแตกซ่าน ยิ่งเปิดดังยิ่งได้ยินชัด

เมื่อเสียบ MNT ลงไปกำจัด noise ในระบบออกไปแล้ว จะรู้สึกได้ว่าเสียงโดยรวมมีความสว่างจ้าลดลง ส่วนที่เป็นปลายเสียงแหลมจะมีตัวตนมากขึ้น อาการแผดของช่วงพีคก็ลดลง เสียงโดยรวมจะกลับไปเหมือนกับต้นฉบับตอนผ่านเข้ามาทางอินพุตมากขึ้น (แทนด้วยภาพล่างซ้าย Original)

ควรใช้ตัวไหนดี ระหว่าง MNT-01 กับ MNT-02 ? เนื่องจากผู้ผลิตออกแบบมาให้รุ่น MNT-01 มีคุณสมบัติในการกรอง noise ตั้งแต่ย่านเสียงกลางขึ้นไปถึงเสียงแหลม ในขณะที่รุ่น MNT-02 มีคุณสมบัติในการกรอง noise ตั้งแต่ย่านเสียงกลางลงไปถึงเสียงทุ้ม ด้วยเหตุนี้ ถ้าใช้ทั้งสองตัวก็จะทำให้สามารถกรอง noise ได้กว้างกว่าใช้ตัวใดตัวหนึ่งแค่ตัวเดียว ถ้าในซิสเต็มของคุณยังไม่มีตัวกรองไฟใช้งานอยู่ในระบบ แต่มีงบจำกัด ผมแนะนำให้ลองฟังเสียงของซิสเต็มของคุณด้วยความตั้งใจแล้วพิจารณาดูว่า เสียงด้านทุ้มหรือด้านแหลมของซิสเต็มของคุณที่คุณฟังแล้วคิดว่ามีปัญหาอยู่ ถ้าไม่มั่นใจ แนะนำว่าตอนฟังให้ลองเร่งวอลลุ่มขึ้นไปสูงๆ แล้วสังเกตดูว่า เสียงที่ออกมามีอาการทุ้มฟุ้งๆ เบลอๆ ออกมามั้ย.? ถ้ามี แนะนำให้เริ่มด้วยตัว MNT-02 แต่ถ้าทุ้มไม่มีปัญหาในขณะที่เสียงแหลมมีอาการแผดจ้าขึ้นมา แนะนำให้เริ่มด้วยตัว MNT-01

ในซิสเต็มของผม ผมพบว่า ตัว MNT-01 ให้ผลลัพธ์โดยรวมที่ผมพอใจมากกว่า MNT-02 ถ้าให้เลือกตัวเดียว ผมก็คงเลือก MNT-01 แต่สุดท้ายแล้ว ก็คงต้องมีทั้ง MNT-01 และ MNT-02 นั่นแหละครับ เพราะผมชอบเสียงที่เปิดกว้างๆ ความถี่ครบๆ และผมฟังดัง..!!!

อ้อ.. ยังมีอีกเรื่อง จากตอนต้นที่เกริ่นไว้ว่า ตัวกรองไฟจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของกระแสไฟเอซีที่เกิดขึ้นกับแรงดัน (voltage) คือไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของเสียงที่เกิดจากต้นเหตุไฟตกไฟเกิน และไฟกระชากเหมือนตัว Powerline Stabilizer นะครับ ถ้าซิสเต็มของคุณกำลังประสบปัญหาเหล่านั้นอยู่ ก็ต้องแนะนำให้ไปหา ตัวคุมไฟ (Power Stabilizer) มาใช้ หลังจากนั้น คุณก็สามารถนำ MNT ทั้งสองตัวนี้ไปใช้งานร่วมกับตัวคุมไฟของคุณได้ แม้ว่าตัวคุมไฟส่วนใหญ่จะมีวงจรฟิลเตอร์สำหรับกรองขยะในกระแสไฟเอซีมาให้แล้วก็ตาม แต่ถ้าเป็นตัวคุมไฟรุ่นเก่าๆ อาจจะยังไม่มีวงจรฟิลเตอร์ที่กรอง noise ในระดับความถี่ที่สูงมากๆ เหมือนปัจจุบันก็เป็นได้ ผมทดลองนำไปใช้กับปลั๊กรางแบบที่มีตัวกรองไฟในตัว ซึ่งเป็นของ Clef Audio เองคือรุ่น PowerBridge 8 ปรากฏว่ามันช่วยให้เสียงดีขึ้นพอสมควรเลย..

*******************
ราคา :
MNT-01 = 13,900 บาท / ตัว
MNT-02 = 13,900 บาท / ตัว
*******************
ผลิตและจำหน่ายโดย
. Clef Audio
โทร. 02-932-5981

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า