ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปซะแล้ว ที่คำว่า “อินติเกรตแอมป์” ยุคปัจจุบันนี้จะหมายถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีภาคปรีแอมป์, ภาคเพาเวอร์แอมป์, ภาคขยายหัวเข็ม และภาค DAC อยู่ในตัว ไม่ใช่มีแค่ภาคปรีแอมป์กับภาคเพาเวอร์แอมป์เหมือนแต่ก่อน.!
แต่จะว่าไปแล้ว ที่รวมมา 4 – 5 อย่าง ที่กล่าวมาข้างบนนั้นถือว่าธรรมดานะ อินติเกรตแอมป์สมัยนี้บางตัวเขาแถมสตรีมเมอร์มาในตัวด้วย ยังไม่พอ บางตัวใส่โปรแกรม Room Correction มาให้อีกด้วย น่าเห็นใจนักเล่นฯ ยุคนี้ เลือกยากจริงๆ..!!
QUAD Electroacoustics
ชื่อที่ต้องจดจำ..!!!
ดูเหมือนว่า แอมป์ที่เป็นแบรนด์ของอังกฤษระดับตำนานที่เคยครองตลาดเครื่องเสียงระดับกลางๆ หรือที่เรียกกันว่าตลาด mid-end ที่มีสนนราคาตัวละไม่เกินหนึ่งแสนบาท ปัจจุบันจะตกไปอยู่ในมือของ Bernard กับ Michael สองพี่น้องฝาแฝดแห่งตระกูลฉางเกือบทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Audiolab, LEAK, Mission รวมทั้ง QUAD Electroacoustics ด้วย ซึ่งปัจจุบัน ทั้ง 4 แบรนด์ นี้ต่างก็มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นแอมปลิฟายออกมากันพร้อมหน้า พูดได้ว่า วันนี้ ถ้าคุณตั้งเป้าว่าจะหาซื้ออินติเกรตแอมป์ระดับกลางๆ สักตัว ลองเดินเข้าไปที่ร้าน HiFi Tower ดูเถอะ.. คุณต้องได้ติดมือกลับมาสักตัวอย่างแน่นอน..!!!
จากประสบการณ์ที่ผมเคยทดสอบแอมป์ของ 3 แบรนด์ คือ Audiolab, LEAK และ QUAD มาบ้างแล้ว แบรนด์ละรุ่น–สองรุ่น ผมพบว่า ทีมออกแบบของ IAG เขาเก่งมาก คือสามารถทำให้แอมป์ทั้งสามแบรนด์มีบุคลิกเฉพาะที่ฉีกไปคนละแนวอย่างชัดเจน ของใครของมัน ซึ่งไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาที่ฉีกกันไปคนละทางนะ แม้แต่ “บุคลิกเสียง” ก็ยังฉีกกันไปคนละแนวอีกด้วย
รุ่นแรกที่ผมเคยทดสอบผลิตภัณฑ์ของ QUAD ก็คืออินติเกรตแอมป์รุ่น Vena II Play (REVIEW) ซึ่งตัวนั้นผมทำรีวิวลงไปในเว็บไซต์ allabout AUDIO/VISUAL ช่วงเวลาประมาณกลาง ปี 2020 และเป็นตัวแรกที่ทำให้ผมประทับใจแบรนด์ QUAD มาก คือแอบทึ่งใน “พลัง” ของมัน ซึ่งสวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูกระทัดรัด (สไตล์ตัวถังของ QUAD จะออกแนวกระทัดรัดมาตั้งแต่ยุคแรกๆ) น่ารักน่าชัง แต่พอเปิดใช้งานเท่านั้นแหละ พลังที่มันปลดปล่อยออกมาทำให้ลำโพงที่เคยเป็นขาโหดหลายๆ คู่ถึงกับหงายหลังมาแล้ว รวมถึง Totem Acoustics ‘The One’ ของผมก็ไม่เว้น โดน Vena II Play กระทุ้งออกมาซะจนไม่เหลืออะไรติดค้างอยู่ในตัวตู้เลย..!
หลังจากนั้น ผมก็มีโอกาสได้ทดสอบคู่ปรี+เพาเวอร์ฯ ของ QUAD รุ่น QUAD 33 + QUAD 303 (REVIEW) ไปอีกครั้งเมื่อช่วงต้น ปี 2025 ซึ่งคู่นี้เป็นการนำเอารุ่นดังในอดีตมาสร้างใหม่ ปรับแต่งหน้าตาให้ทันสมัยมากขึ้น จัดสมรรถนะให้ครอบคลุมลักษณะการใช้งานในปัจจุบันให้มากขึ้น ถือว่าเป็นคู่ปรี+เพาเวอร์ฯ ระดับกลางที่น่าสนใจมากคู่หนึ่ง เพราะมันได้ทั้งหน้าตาที่ดูย้อนยุคแนววินเทจ และสมรรถนะของเพาเวอร์แอมป์ที่สามารถบริดจ์โมโนได้..
และแล้ว สมาชิกล่าสุดในวงศ์หมายเลข 3 ที่เป็นอินติเกรตแอมป์ก็ปรากฏโฉมออกมาล่าสุด ก็คือ QUAD 3 อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ซึ่งเริ่มเปิดตัวครั้งแรกในต่างประเทศเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน ปี 2025 และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินทางมาถึงเมืองไทย
QUAD 3
“วินเทจ” ในโลกใบใหม่.!!

QUAD 3 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยมี “แรงบันดาลใจ” มาจากปรีแอมป์รุ่น QUAD 22 Preamp ซึ่งเป็นปรีแอมป์หลอดรุ่นแรกที่ Peter Walker ออกแบบขึ้นมาเมื่อ ปี 1959 (ภาพด้านบน) เพื่อจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์หลอดโมโนบล็อกรุ่น QUAD II ด้วยเหตุนี้ รูปร่างหน้าตาของ QUAD 3 จึงละม้ายกับปรีแอมป์รุ่น QUAD 22 มาก แต่ถ้าเอาทั้งสองรุ่นนี้มาวางประชันกัน คุณจะเห็นว่า รูปร่างหน้าตาของปรีแอมป์รุ่น QUAD 22 นั้นมีเสน่ห์ชวนหลงไหลในความเป็นวินเทจที่เด่นชัด ตัวถังที่ทำเป็นกล่องไร้มุมที่โค้งมนดูแล้วละมุนตามาก ในขณะที่หน้าตาของ QUAD 3 ถึงจะออกแบบภายใต้แรงบันดาลใจมาจาก QUAD 22 แต่ก็มีความทันสมัยฉาบอยู่กลายๆ ตัวถังถูกทำให้มีเหลี่ยมมุมมากขึ้น แผงหน้าเล่นระดับบางๆ เป็นสามสเต็ป ช่วยเพิ่มความเก๋ไก๋สะดุดตา โดยเฉพาะจอยาวๆ ที่มีแสงสีส้มบนหน้าปัดนั้น มันมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งคนออกแบบเขาเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับความสว่างที่ต้องอการได้ หรือจะสั่งปิดไปเลยก็ได้ สรุปความในมุมมองของผม ผมว่างาน cover รุ่น QUAD 22 ออกมาเป็น QUAD 3 ครั้งนี้ถือว่าสอบผ่านครับ..!!!
ส่วนสัด..

ความกว้างของ QUAD 3 ไม่เต็มแร็ค 17 นิ้ว หรือ 425 ม.ม. คือถ้าเทียบกับหน้ากว้างของเครื่องเข้าแร็คมาตรฐาน แผงหน้าของ QUAD 3 จะมีความกว้างอยู่ประมาณ 70% ของแร็ค 17 นิ้ว ไม่ได้เล็กขนาด half-size เพราะตัวถังมันลึกลงไปทางด้านหลัง ซึ่งเขาก็เป็นของเขาแบบนี้มาตั้งแต่แรก แต่เผอิญว่ามาเข้ากับสมัยนิยมของยุคนี้พอดี เลยได้ความเท่ไปครองโดยปริยาย..
แผงหน้ากับปุ่มปรับ


1 / C & E = ปุ่มปรับวอลลุ่ม / เลือกเมนู
2 = ไฟ LED ที่ใช้แสดงระดับวอลลุ่มที่ใช้
3 / H = ปุ่มหมุนเลือกอินพุต
4 / G & L = ปุ่มหมุนที่ใช้ปรับโทนเสียง
5 / M, F & N = ปุ่มปรับบาลานซ์ซ้าย–ขวา
6 / A = ปุ่มกดเปิด/สแตนด์บาย
7 = รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาดมาตรฐาน 6.3 ม.ม.
8 / J = จอแสดงผล
9 = ช่องรับคลื่นรีโมทไร้สาย
QUAD 3 ให้ช่องทางในการควบคุมการทำงานของตัวเครื่องมาให้ 2 ช่องทาง คือผ่านการควบคุมที่ปุ่มปรับบนแผงหน้าปัดโดยตรง กับอีกทางคือควบคุมจากรีโมทคอนโทรลผ่านคลื่นไร้สาย (ไม่มีแอพลิเคชั่นมาให้)
บนรีโมทไร้สายที่แถมมามีคำสั่งมากกว่าบนแผงหน้าปัดหลายคำสั่ง ยกตัวอย่างเช่น บนรีโมทสามารถเลือกใช้ควบคุมการทำงานของแอมป์ (I) กับเครื่องเล่นซีดีทรานสปอร์ตได้ และสั่ง mute เสียงได้ ซึ่งขณะที่เครื่องอยู่ในสถานะหยุดเสียงชั่วคราว (Q) นั้น ไฟ LED ที่อยู่รอบๆ ปุ่มวอลลุ่มซึ่งใช้แสดงระดับวอลลุ่มจะกระพริบช้าๆ และบนรีโมทยังมีคำสั่งปิดแสงสีส้มบนหน้าจอได้ด้วย (มีผลกับเสียงนิดหน่อย)
แผงหลังกับช่องเสียบ

10 = ขั้วต่อสายกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
11 = ขั้วต่อ RCA อินพุต สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง
12 = ขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอะนาลอก อินพุต AUX1 และ AUX2
13 = ขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอะนาลอก ปรีฯ เอ๊าต์
14 = ขั้วต่อสายลำโพงซ้าย / ขวา
15 = ช่องเสียบแจ๊คของสัญญาณ trigger 12V
16 = กลุ่มของช่องอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัล
17 = กล่องใส่ฟิวส์
18 = เต้ารับปลั๊กตัวผู้ของสายไฟเอซี
19 = เมนสวิทช์
20 = ช่องเสียบ USB แฟรชไดร้ สำหรับอัพเดตเฟิร์มแวร์
21 = เสารับคลื่น Bluetooth
QUAD 3 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ติดตั้งอินพุต analog และ digital มาให้ครบ รวมทั้งเอ๊าต์พุตที่มีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย เริ่มจากขั้วต่อสายลำโพง (14) กรณีใช้งานภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว และขั้วต่อสำหรับสัญญาณปรีเอ๊าต์ (13) กรณีใช้ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอก นอกจากนั้น QUAD 3 ยังให้สัญญาณเอ๊าต์พุตสำหรับขับหูฟังมาให้ด้วย
ช่องอินพุต AUX1 กับ AUX2 ที่ให้มาสำหรับรองรับสัญญาณอะนาลอกนั้นมี “ความพิเศษ” อยู่อย่างหนึ่งที่ผู้ผลิตใช้คำประชาสัมพันธ์ว่า ‘ Analogue Purity ’ คือเขาทำมาให้ใช้รองรับสัญญาณอะนาลอกระดับ Line Level จากภายนอกแล้วนำส่งสัญญาณนั้นตรงเข้าสู่ภาคปรีแอมป์เพื่อปรับวอลลุ่มและปรับโทน (ถ้าต้องการ) จากนั้นก็ส่งทะลุไปที่ภาคเพาเวอร์แอมป์โดยตรงเพื่อขยายสัญญาณแล้วส่งไปที่ลำโพง ซึ่ง “ความพิเศษ” ที่ว่าก็คือ สัญญาณอะนาลอกที่เข้ามาทางอินพุต AUX1 และ AUX2 จะ “ไม่ถูก” แปลงเป็นสัญญาณดิจิตัลเลยตลอดทั้งเส้นทาง ซึ่งจะต่างจาก all-in-one ส่วนใหญ่ รวมถึงสัญญาณอะนาลอกอินพุตจากหัวเข็ม MM ที่เข้ามาทางช่องอินพุต Phono ก็จะถูกส่งเข้าไปทำการ EQ ด้วยวงจร RIAA ซึ่งทำงานในโดเมนอะนาลอกล้วนๆ ก่อนจะผ่านไปสู่การปรับวอลลุ่มและโทน (ถ้าต้องการ) ที่ภาคปรีฯ จากนั้นก็นำส่งไปที่ภาคเพาเวอร์แอมป์ขยายสัญญาณออกไปที่ลำโพง ไม่มีการแปลงเป็นดิจิตัลตลอดเส้นทาง
ในขณะที่อินพุตดิจิตัลที่ให้มาจะมีความหลากหลายมากกว่าในการเชื่อมต่อกับแหล่งต้นทางภายนอก เนื่องจากให้ช่องทางเชื่อมต่อมามากถึง 5 อินพุต แบ่งเป็นแบบ “ใช้สาย” 4 อินพุต ได้แก่ Optical, Coaxial, HDMI (ARC) และ USB กับแบบ “ไร้สาย” อีก 1 อินพุต คือ Bluetooth v 5.1 โดยมีดีโค๊ดเดอร์ aptX และ aptX HD เพื่อรองรับสัญญษณไฮเรซฯ 24-bit ได้ (ส่งจากอุปกรณ์ภายนอกที่รองรับ aptX HD)
ที่ช่องอินพุต Optical กับ Coaxial นั้นมีความสามารถรองรับแซมปลิ้งของสัญญาณดิจิตัลได้ตั้งแต่มาตรฐาน SPDIF ที่แซมปลิ้ง 44.1kHz ขึ้นไป จนสูงถึงระดับไฮเรซฯ ที่แซมปลิ้ง 192kHz ในขณะที่ช่องอินพุต USB รองรับฟอร์แม็ต PCM ได้สูงถึง 768kHz และรองรับสัญญาณฟอร์แม็ต DSD ได้สูงถึงระดับ DSD512 ส่วนช่องอินพุต HDMI (ARC) นั้นมีไว้ให้เชื่อมต่อกับทีวี โดยมีฟังท์ชั่น CEC ที่สั่งให้ตัว QUAD 3 เปิด/ปิดไปพร้อมกับทีวีมาด้วย ซึ่งคุณสามารถสั่งปิดการทำงานของฟังท์ชั่นนี้ได้ถ้าเวอร์ชั่น HDMI บนทีวีของคุณไม่ซิ้งค์กับโค๊ดคำสั่ง CEC จากตัว QUAD 3 อ้อ.. สาย HDMI ที่ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้คือสาย HDMI เวอร์ชั่น 1.4 หรือสูงกว่านั้น และคุณต้องไม่ลืมที่เข้าไปปรับตั้งเอ๊าต์พุตของทีวีให้ปล่อยสัญญาณออกมาเป็นฟอร์แม็ต PCM ด้วย
ดีไซน์ภายใน

ข้อมูลในเว็บไซต์ของ quad-hifi.co.uk ที่กล่าวถึง QUAD 3 ระบุชัดเจนว่า พวกเขาให้ความสำคัญในการออกแบบ QUAD 3 ในลักษณะที่ปรับจูนไปเป็น “ลำดับชั้น” ตั้งแต่จุดเริ่มต้น คืออินพุต > ภาคปรี > ภาคเพาเวอร์ฯ
แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของ QUAD 3 จะออกไปทางวินเทจย้อนยุค แต่ทว่า แนวทางการออกแบบระบบการทำงานภายในตัว QUAD 3 กลับมุ่งหน้าไปในแนวทางสมัยใหม่ที่อาศัยแพลทฟอร์ม digital เป็นหลัก โดยเลือกใช้ชิป DAC ของ ESS Technologies เบอร์ ES9038Q2M ทำหน้าที่เป็น “ต้นน้ำ” ของระบบ และออกแบบอินพุตที่หลากหลายเพื่อให้สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลจากแหล่งต้นทางที่ครบด้าน ทั้งจากแอพเล่นไฟล์เพลงบนสมาร์ทโฟนเข้ามาที่ QUAD 3 ผ่านทาง Bluetooth, ทั้งจากเครื่องเล่นแผ่น CD Transport ผ่านเข้าทางอินพุต Coaxial และจากโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงบนคอมพิวเตอร์หรือสตรีมเมอร์ ผ่านเข้าทางอินพุต USB ทั้งหมดนั้นมุ่งหน้าไปที่ภาค DAC โดยมีชิป ES9038Q2M เป็นศูนย์กลางในการแปลงสัญญาณดิจิตัล (หลังจากผ่านกระบวนการจัดการ) เหล่านั้นให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก..
และเพื่อให้สัญญาณอะนาลอกที่ออกมาจากผลผลิตของชิป ES9038Q2M มีประสิทธิภาพสูงสุด พวกเขาก็ออกแบบวงจร analog output ที่ทำงานด้วยวงจรขยาย Class-A เข้ามาขยายและกรองสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ออกมาจากชิป DAC เอาส่วนที่อาจจะเป็นมลทินจากระบบดิจิตัลออกไป ให้เหลือแต่สัญญาณอะนาลอกที่สะอาดบริสุทธิ์ ก่อนจะจัดส่งต่อไปที่ภาคปรีแแอมป์ที่ทำงานในโดเมนอะนาลอกแท้ๆ เพื่อให้จัดวอลลุ่มและโทน คอนโทรล (ถ้าผู้ใช้เลือกใช้) กับสัญญาณอะนาลอกนั้น จากนั้นก็ส่งผ่านไปที่ภาคเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้วงจรขยาย Class-AB โดยมีภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษคอยสนับสนุนเป็นฐานกำลังให้ ซึ่งถ้าสังเกตในภาพข้างบนนั้น คุณจะพบว่าภายในตัว QUAD 3 จะมีทรานฟอร์เมอร์แบบวงแหวนขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่หนึ่งลูก ซึ่งหม้อแปลงลูกนี้มีพลังสูงถึง 235VA และมีถังเก็บประจุ (capacitor) ขนาดใหญ่ถึง 30,000 ไมโครฟารัด คอยช่วยสำรองพลังงานไว้ให้ในจังหวะที่ภาคขยายต้องการกำลังเสริมที่หนักหน่วงเพื่อรับมือกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่รุนแรง
ตัวเลขกำลังขับของ QUAD 3 ระบุไว้คือ 65W ต่อแชนเนล วัดที่โหลด 8 โอห์ม และสวิงขึ้นไปได้ถึง 100W เมื่อโหลดลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม ถือว่ามีกำลังสำรองอยู่ประมาณ 76% ซึ่งเกิน 50% ของอิมพีแดนซ์มาตรฐานที่ 8 โอห์ม ก็ถือว่าเยอะอยู่ ส่วนภาคขยายสำหรับหูฟังไม่ได้ระบุตัวเลขกำลังขับไว้ บอกแค่ว่าเอ๊าต์พุต อิมพีแดนซ์ของภาคขยายหูฟังค่อนข้างต่ำ คืออยู่ที่ 2.35 โอห์ม และสามารถรองรับโหลดอิมพีแดนซ์ของหูฟังได้กว้างมาก คือตั้งแต่ 20 – 600 โอห์ม แทบจะขับหูฟังได้ทุกตัวแล้ว
ทดสอบภาคขยายหูฟังของ QUAD 3

แม้ว่าภาคขยายหูฟังของ QUAD 3 จะรองรับอิมพีแดนซ์ของหูฟังได้สูงถึง 600 โอห์ม ก็ตาม แต่เมื่อผมทดลองใช้หูฟัง Sennheiser รุ่น HD650 ที่มีอิมพีแดนซ์อยู่ที่ 300 โอห์ม ผมพบว่า ถ้าฟังเพลงพ๊อพ, แจ๊ส, อาร์แอนด์บี และแนวอื่นๆ ถือว่าสอบผ่าน นอกจากแนวคลาสสิกซึ่งผมจะให้ความสำคัญในแง่ของการสวิงไดนามิกที่ต้อง peak ให้ถึง และต้องดันรายละเอียดระดับไมโครดีเทลให้ “ลอย” ขึ้นมาให้ได้ยินได้ครบๆ กับเพลงแนว classic ช่วงช้าๆ เนิบๆ อย่างท่อน adante ของงานหลายๆ ชิ้นผมต้องเร่งวอลลุ่มขึ้นมาเยอะเหมือนกันเพื่อให้รายละเอียดเบาๆ กับมวลแอมเบี้ยนต์ของฮอลล์โผล่ขึ้นมาให้สัมผัส ซึ่งทำให้ช่วงพีคมันมีอาการ overshoot ติดปลายเสียงออกมา ยังไม่น่าประทับใจ ผมลองเปลี่ยนไปเป็นหูฟังรุ่น K702/65th ของ AKG ซึ่งมีอิมพีแดนซ์แค่ 62 โอห์ม พบว่าต้องลดวอลลุ่มที่ QUAD 3 ลงมาหลายคลิ๊กเลย แต่คราวนี้ฟังเพลงคลาสสิกช่วง adante ไม่มีปัญหาแล้ว ความไวที่ระดับ 105dB (SPL/V) ของหูฟัง AKG ตัวนี้ทำให้ทั้งรายละเอียดช่วงเบากับช่วงพีคสามารถอยู่ร่วมกันได้ และทำให้เสียงเครื่องสายกับเครื่องเป่าทองเหลืองมีความมลังเมลืองมากขึ้น ผมว่าหูฟังที่น่าจะแม็ทชิ่งกับภาคขยายหูฟังของ QUAD 3 ตัวนี้น่าจะเป็นหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์อยู่ระหว่าง 62 โอห์ม ถึงไม่เกิน 200 โอห์ม
ลักษณะการเชื่อมต่อในชุดเครื่องเสียง

ด้วยความสามารถรอบตัว ทำให้คุณสามารถนำ QUAD 3 ไปเชื่อมต่อใช้งานได้ในหลายรูปแบบ จะฟังเล่นเอาเพลินหรือจะใช้ฟังเอาเรื่องแบบเข้มข้น QUAD 3 ก็สามารถรองรับได้หมด ใครนำไปใช้ในห้องรับแขก QUAD 3 ก็มีอินพุต HDMI (ARC) มาให้ หรือถ้า HDMI ของทีวีของคุณเป็นรุ่นที่ไม่รองรับเวอร์ชั่นของตัว QUAD 3 ก็ยังสามารถใช้อินพุต Optical ทดแทนได้ และถ้าอยากเพิ่มความกระหึ่มของเสียงทุ้มให้แน่นขึ้น แม้ว่า QUAD 3 จะไม่มีเอ๊าต์พุตสำหรับลำโพงซับวูฟเฟอร์มาให้โดยตรง คุณก็สามารถดึงสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากช่อง Pre-Out ของ QUAD 3 ไปใช้กับลำโพงซับวูฟเฟอร์ได้เลย
ทดสอบคุณภาพช่องอินพุต Coaxial ของ QUAD 3

ใครที่สะสมแผ่นซีดีไว้เยอะๆ และไม่ได้คิดว่าจะเล่นสตรีมมิ่ง ถ้ากำลังสนใจจะยก QUAD 3 ตัวนี้เข้าบ้าน อยากจะแนะนำให้ยกตัวซีดี ทรานสปอร์ตรุ่น CDT3 ตัวข้างบนนี้ไปพร้อมกันเลย เขาออกแบบมาด้วยกัน ผมทดลองดูแล้ว เล่นแผ่นซีดีบนตัว CDT3 แล้วเอาสายดิจิตัล coax. เชื่อมต่อจากเอ๊าต์พุตของ CDT3 ไปเข้าที่ช่องอินพุต coax. ของ QUAD 3 เสียงออกมาดีน่าพอใจมาก นวลเนียนและอิ่มเข้ม ไม่บาง ยิ่งลงทุนกับสาย coax. ดีๆ หน่อย คุณจะหลงรักมันแน่นอน.!!

แต่ถ้าอยากจะเล่นสตรีมมิ่งกับ QUAD 3 ตัวนี้ แต่มันไม่มีช่องอินพุต Ethernet ไว้ให้เชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คโดยตรง ต้องทำไง.? ผมมีวิธี.. ถ้าเอาแบบเบาะๆ คุณภาพเสียงดีน่าพอใจ แนะนำให้ไปซื้อสตรีมมิ่งแบรนด์ Bluesound ที่บริษัท Conice บอกเขาว่า เอารุ่น NODE NANO ราคาตัวละ ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งรุ่นนี้จะมีเอ๊าต์พุต USB มาให้ คุณสามารถใช้ NODE NANO ดึงไฟล์เพลงจากเน็ทเวิร์ค (NAS, TIDAL) มาเล่นแล้วส่งสัญญาณดิจิตัล PCM ออกไปเข้าที่อินพุต USB ของ QUAD 3 ได้เลย ผมลองแล้ว บอกเลยว่าเสียงที่ออกมาแฮ้ปปี้มากๆ รายละเอียดไปได้ไกลอีกขั้น คือโทนเสียงที่ได้ออกมามันจะให้ “ความสด” ที่ฟังแล้วเข้าไปใกล้กับเสียงของการบรรเลงจริงๆ ในธรรมชาติมากกว่าอินพุตอื่นๆ ยิ่งถ้าคุณยังไม่เคยลองเล่นสตรีมมิ่งมาก่อน ผมขอแนะนำให้ลองแบบที่ชี้เป้าไว้ข้างบนนั้น ลงทุนไม่เยอะ หาคนที่พอรู้เรื่องเน็ทเวิร์คเข้ามาช่วยติดตั้งระบบให้ จากนั้นก็สมัครใช้งาน TIDAL เสียค่าสมาชิกเดือนละร้อยกว่าบาทแค่นั้น รับรองว่าถ้าได้ยินเสียงแล้วคุณจะต้องหลงไหลอย่างแน่นอน.!!!
ลองทดสอบแม็ทชิ่งกับลำโพงระดับ “น้องๆ” Studio Monitor
ATC รุ่น SCM7 (v2)

ในการทดสอบเพื่อเค้นประสิทธิภาพที่แท้จริงของ QUAD 3 ครั้งนี้ ผมเอาลำโพงมาทดลองแม็ทชิ่งกับมัน 2 คู่ คู่แรกเป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งของ ATC รุ่น SCM7 (v2) ซึ่งเป็นลำโพงที่ออกแบบมาในลักษณะที่ “เน้นความถูกต้อง–แม่นยำ” ในการถ่ายทอดความถี่ในย่านกลาง–แหลมมากเป็นพิเศษ เนื่องจาก ATC เป็นผู้ผลิตลำโพงที่ใช้เป็นมอนิเตอร์ในสตูดิโอ จึงไม่ประหลาดใจในแนวทางออกแบบของแบรนด์นี้ และรุ่น SCM7 คู่นี้ เป็นลำโพง ATC เจนเนอเรชั่นแรกที่พวกเขาทำออกมาจำหน่ายให้กับนักเล่นฯ ในวงการเครื่องเสียง

ถ้าเป็นนักออกแบบลำโพง แล้วมาพิจารณาแนวทางการออกแบบของ ATC รุ่นนี้อย่างใกล้ชิด จะเห็นว่า แต่ละจุดที่เขาเอามาใช้ออกแบบลำโพงคู่นี้มันคือ “ความตั้งใจ” ที่จะทำให้ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดเสียงที่อยู่ในย่านความถี่ตั้งแต่ 60Hz – 22kHz ซึ่งครอบคลุมอยู่ในย่านเสียงกลาง (midrange) ขึ้นไปจนถึงเสียงแหลม (treble) ทั้งหมด ออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากที่สุด เริ่มตั้งแต่ ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาด 135 mm รุ่น SB45-125SC ที่พวกเขาออกแบบเอง กับทวีตเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 25 mm ที่ผลิตโดยแบรนด์ third party (vifa-speak) ติดตั้งอยู่ในตัวตู้ที่มีขนาดกระทัดรัด เป็นตู้ปิดที่มีปริมาตร 7 ลิตร ซึ่งมีความแน่นหนามากเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้มีเรโซแนนซ์ของตัวตู้เกิดขึ้นได้ วงจรเน็ทเวิร์คสุดเฉียบ ตัดสโลปทั้งส่วนปลายของความถี่ต่ำ (60Hz ลงไป) และส่วนปลายของความถี่สูง (22kHz ขึ้นไป) ที่ -6dB ผลคือความถี่ในย่านกลางขึ้นไปถึงความถี่สูงทั้งหมด ตั้งแต่ 60Hz – 22kHz มีลักษณะที่ pure และ solid ไร้ซึ่งสีสันโดยสิ้นเชิง
เป้าหมายที่ผมนำ ATC ‘SCM7 (v2)’ คู่นี้มาจับคู่ทดสอบ QUAD 3 ก็เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการถ่ายทอดเสียงในย่านกลางขึ้นไปถึงกลางสูงของแอมป์ตัวนี้ว่ามันมีความเที่ยงตรงมากแค่ไหน.? ผมไม่ได้คาดหวังที่จะได้ยินเสียงย่านต่ำที่อิ่มหนาจาก QUAD 3 + SCM7 (v2) เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนออกแบบลำโพงคู่นี้เขาไม่ได้ตั้งใจโชว์เสียงทุ้ม แต่ต้องการ “ขัดเกลา” ให้ได้เสียงในย่านกลางขึ้นไปแหลม (mid-to-high) ที่มีความเที่ยงตรงสูง ผมจึงตั้งใจเพิ่งเล็งไปที่ “เสียงกลาง” กับ “เสียงแหลม” เป็นหลัก.!!!

เนื่องจาก ATC ‘SCM7 (v2)’ เป็นลำโพงขนาดเล็ก เรียกว่าขนาดมินิ มอนิเตอร์ซึ่งเหมาะกับการนั่งฟังใกล้ๆ (ลักษณะที่เรียกว่า nearfield) ห่างจากระนาบลำโพงออกมา ไม่เกิน 3 เมตรกำลังดี ผมจึงนำ QUAD 3 + SCM7 (v2) ไปเซ็ตอัพลองฟังเสียงในห้องรับแขก วางขนาบข้างทีวี 60 นิ้ว หลังจากลองขยับตำแหน่งแล้วลองฟัง ผมก็ได้ตำแหน่งที่ได้ค่าเฉลี่ยของเสียงที่ลงตัวกับข้อจำกัดในการจัดวางอยู่ที่ระยะห่างซ้าย–ขวา เท่ากับ 164 ซ.ม. และห่างผนังด้านหลัง (ปูน) ออกมาเท่ากับ 78 ซ.ม. ทั้งสองข้าง ในขณะที่จุดนั่งฟังของผมอยู่บนโซฟาที่วางห่างจากระนาบลำโพงออกมาประมาณ 250 ซ.ม. (วัดจากหน้าลำโพงทั้งสองข้าง เฉียงมาตัดกันที่จุดนั่งฟัง)
ปกติแล้ว ระบบเสียงที่ห้องรับแขกของผมจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่เนืองๆ สลับไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับแอมป์และลำโพงที่ผ่านเข้ามา ก่อนหน้าที่จะยก SCM7 (v2) + QUAD 3 เข้ามา ผมใช้ลำโพงแอ๊คทีฟของ KEF รุ่น LSX เวอร์ชั่นแรกทำหน้าที่อยู่ พอยกชุด SCM7 (v2) + QUAD 3 เข้าไปแทน พบว่า เสียงดีขึ้นมาก อย่างแรกคือสนามเสียงที่เปิดกว้าง แผ่กระจายสนามเสียงออกไปครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ทำให้เสียงที่ออกมามีมิติความกว้างและตื้น–ลึกที่ดีขึ้นมาก รับรู้ได้ชัด และอีกอย่างหนึ่งที่รับรู้ได้ชัดมากเหมือนกัน นั่นคือ ชุด SCM7 (v2) + QUAD 3 มันให้ “โทนเสียง” ที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในย่านเสียงกลาง คือตอนผมนั่งดูข่าวช่วงที่เป็นการสนทนาสดระหว่างพิธีกรกับแขกรับเชิญจำนวน 3 คน ผมพบว่า SCM7 (v2) + QUAD 3 คู่นี้มันแยกลักษณะเสียงที่เป็น “สำเนียง” เฉพาะตัวของแต่ละคนออกมาได้ชัดมาก.! และคำพูดแต่ละคำก็ออกมาชัด โทนเสียงของบางคนมีลักษณะที่เปิดชัด ในขณะที่บางคนมีโทนเสียงอมทุ้ม ลำโพง ATC + แอมป์ QUAD คู่นี้ก็แสดงอัตลักษณ์เหล่านั้นออกมาได้ตรงมาก.!!
เมื่อคืนลองทดสอบด้วยการดูหนังเรื่อง Troy ใน Netflix ผ่าน SCM7 (v2) + QUAD 3 คู่นี้ บอกเลยว่าเพลินมาก.!!! มิติเสียงเปิดกว้างและลึก รู้สึกได้เลยว่าเสียงดนตรีประกอบมันแผ่ทะลุทีวีลงไปด้านหลัง ในขณะที่มีการแยกตำแหน่งซ้าย–ขวาและตรงกลางออกมาด้วย แบบนี้ผมพอใจแล้ว..
ลองทดสอบแม็ทชิ่งกับลำโพงตั้งพื้นในห้องฟัง
Audio Physic รุ่น Classic 8

ลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ (REVIEW) ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ในห้องทดสอบมีความไว (sensitivity) อยู่ที่ 89dB มี norminal impedance อยู่ที่ 4 โอห์ม ซึ่งผมจะจำเสียงได้เวลาที่มันถูกขับโดยแอมป์ที่มีสมรรถนะทางด้านกำลังขับที่มากพอว่าจะออกมาประมาณไหน ซึ่งตอนทดลองขับด้วยกำลังขับที่ 65W ที่ 8 โอห์ม และ 100W ที่ 4 โอห์ม ของ QUAD 3 เพียวๆ ในห้องฟังของผม (ต้นทางใช้ Bluesound ‘New NODE’ เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ส่งสัญญาณดิจิตัลไปเข้าอินพุต USB ของ QUAD 3) พบว่า มันไปได้ดีน่าพอใจกับเพลงยุคใหม่ๆ ใน TIDAL ที่มิกซ์ gain มาค่อนข้างแรง แต่กับเพลงแนวที่ใช้เครื่องดนตรีอะคูสติกและบันทึกเสียงสด อย่างแนวสแตนดาร์ด แจ๊ส, แนวแชมเบอร์ มิวสิคไปจนถึงคลาสสิกแนวคอนแชร์โต้ พอฟังได้ถ้าไม่ซีเรียส แต่สำหรับผมอยากให้ได้เสียงที่อิ่มใหญ่กว่านี้อีกหน่อย อยากได้ไดนามิกที่สวิงได้กระหึ่มแน่นกว่านี้อีกนิด คือเมื่อมาอยู่ในห้องฟังขนาดใหญ่ ผมพบว่าลำพังกำลังขับของ QUAD 3 ยังไม่สามารถดึงสมรรถนะของลำโพง Classic 8 ออกมาได้ถึงระดับที่น่าพอใจกับเพลง 2 – 3 แนวที่กล่าวถึงข้างต้น

นี่คงเป็นเหตุผลที่ QUAD 3 มีช่อง Pre-Out มาให้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหากรณีข้างต้น ผมเลยถือโอกาสทดสอบคุณภาพของสัญญาณช่อง Pre-Out ของ QUAD 3 ด้วยการยกเพาเวอร์แอมป์ของแบรนด์เดียวกันคือ QUAD แต่ซีรี่ย์สูงกว่าคือรุ่น Artera Stereo ซึ่งให้กำลังขับอยู่ที่ 140W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม เข้ามาจับคู่กับสัญญาณ Pre-Out ของ QUAD 3 โดยเชื่อมโยงกันด้วยสายสัญญาณยาว 6 เมตร ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 (REVIEW) ขับลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ ผ่านสายลำโพงของ Kimber kable รุ่น 12TC (REVIEW)
ทางด้านแหล่งต้นทางผมก็ถือโอกาสอัพเกรดไปใช้ Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตแทน Bluesound ‘New NODE’ โดยใช้โหมด Roon Core บน STREAM1 ในการเล่นไฟล์เพลง เพราะอินพุต USB ของ QUAD 3 ได้รับการปรับจูนให้มีคุณสมบัติเป็น Roon Tested ด้วย ซึ่งแอพฯ ของ Roon แจ้งให้ทราบว่า ช่อง USB ของ QUAD 3 สามารถรองรับสัญญาณ DSD ได้โดยตรงผ่านฟอร์แม็ต DoP โดยไม่ต้องแปลงเป็นฟอร์แม็ต PCM ซึ่งรองรับได้สูงถึงระดับ DSD512 โน่นเลย ผมจึงลองเลือกไฟล์ DSF ตั้งแต่ระดับ DSF64, DSF128 และ DSF256 ที่ผมมีอยู่มาลองเล่นผ่านอินพุต USB ของ QUAD 3

ผลคือ แฮ้ปปี้สุดๆ ..!! เสียงที่ออกมามีลักษณะที่เปิดโล่งมากๆ รายละเอียดตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปถึงแหลมกระจ่างออกมาทุกเม็ด เวทีเสียงฉีกออกไปได้สุดหล้า แอมเเบี้ยนต์คละคลุ้ง ไดนามิกสวิงได้เต็มสเกล ทรานเชี้ยนต์คม แรง และเร็ว ในขณะที่คอนทราสน์ ไดนามิกกลับลื่นไหล เนียน และละเอียด ทีนี้ไม่กลัวแล้วไม่ว่าจะเป็นเพลงสแตนดาร์ด แจ๊ส หรือคลาสสิกทั้งวงเล็กและวงใหญ่ไปได้หมด แถมเล่นจากฟอร์แม็ต DSD ได้เสียงที่ดีขึ้นไปอีกระดับ แสดงว่า สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากช่อง Pre-Out ของ QUAD 3 ดีพอที่จะใช้อาศัยอัพเกรดต่อยอดไปในอนาคตได้อย่างสบาย แถมภาค DAC ในตัว QUAD 3 ก็ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะกับการเล่นฟอร์แม็ต DSD ที่ทำเอาผมหลงไหลมันไปเลย..
มีดีโค๊ดเดอร์ MQA ที่ถอดรหัสได้ “สุดซอย!“

นอกจากจะรองรับสัญญาณ DSD ได้แบบตรงๆ แล้ว จากการทดลองเลือกเล่นแผ่นซีดีที่เข้ารหัส MQA บนเครื่องเล่นซีดีทรานสปอร์ต CDT3 แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลผ่านเข้าไปที่ภาค DAC ในตัว QUAD 3 ผ่านทางอินพุต coaxial พบว่ามันรองรับการถอดรหัส MQA แบบ “สุดซอย” (full decode) ซะด้วย คือถอดออกมาได้ถึงระดับ 24/352.8 (ดูในวงสีเขียว ภาพข้างบน) สูงสุดตามที่สตูดิโอใส่มาในแผ่น MQA-CD ชุดนี้ และไม่ใช่แค่ที่อินพุต coaxial อย่างเดียวนะ ที่ช่องอินพุต USB ก็รองรับ MQA แบบฟูล ดีโค๊ดดิ้งด้วย ใครที่สตรีมไฟล์เพลง MQA ที่ยังหลงเหลืออยู่บน TIDAL เข้ามาที่ QUAD 3 ทางช่อง USB ก็ได้อรรถประโยชน์นี้ด้วย
ทดลองใช้อินพุต AUX ของ QUAD 3
ช่วงที่ทดสอบภาค Pre-Out ของ QUAD 3 ในห้องฟังด้วยชุดใหญ่ ผมทดลองยก QB-9 Twenty เข้าไปเชื่อมต่อกับ Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ แล้วดึงสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์จากช่อง RCA ของ QB-9 Twenty ไปเข้าที่ช่องอินพุต AUX1 (RCA) ของ QUAD 3 เสียงที่ออกมามีมวลหนากว่า นุ่มกว่า เสียงของภาค DAC ในตัว QUAD 3 แต่ในแง่ความสด ความเปิดกระจ่าง และที่สำคัญคือทางด้านไดนามิกและไทมิ่ง กลับเป็นรองภาค DAC ในตัว QUAD 3 เอง อือมม.. ผิดคาดมาก ทั้งๆ ที่ QB-9 Twenty มีราคาสูงกว่าภาค DAC ในตัว QUAD 3 มาก.!
ทดลองสตรีมไฟล์เพลงผ่านทาง Bluetooth

ภาครับ Bluetooth ที่ติดตั้งอยู่ในตัว QUAD 3 เป็นเวอร์ชั่น 5.1 โดยใช้ชิปโปรเซสเซอร์ของ Qualcomm เป็นพื้นฐานโดยมีดีโค๊ดเดอร์สำหรับฟอร์แม็ต aptX กับ aptX HD ในตัว แต่อุปกรณ์พกพาที่ผมใช้ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ตเป็นของแอ๊ปเปิ้ล iOS ทั้งหมด ซึ่งไม่รองรับ aptX และ aptX HD เมื่อทดลองใช้ iPhone 12 กับ iPad Pro 11/Gen.4 เชื่อมต่อกับ QUAD 3 ผ่าน Bluetooth แล้วลองเล่นไฟล์เพลงจาก TIDAL บนอุปกรณ์พกพาทั้งสอง แล้วสตรีมสัญญาณไปที่ QUAD 3 แอพ TIDAL จะฟ้องขึ้นมาเลยว่า สัญญาณดิจิตัลที่ได้จากการเล่นไฟล์ FLAC 16/44.1 บน TIDAL เมื่อส่งไปที่ QUAD 3 ผ่านเข้าทาง Bluetooth มันจะถูก “บีบอัด” (compressed) ลดขนาดลง (จริงๆ คือเหลือแค่ฟอร์แม็ต SBC)
สรุป
หลังจากทดลองเล่นกับทุกๆ อินพุตของ QUAD 3 แล้ว สรุปได้ว่า QUAD 3 ไม่ได้ให้ความสำคัญมากกับการเชื่อมต่อเพื่อรับ/ส่งสัญญาณเพลงผ่านทางระบบไร้สาย เพราะอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มันไม่รองรับ AirPlay, Chromcast และไม่รองรับการสตรีมไฟล์เพลงแบบต่อตรงจากเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอย่าง TIDAL Connect กับ Spotify Connect ด้วย ซึ่งทำให้การสตรีมไฟล์เพลงจากอุปกรณ์ภายนอกเข้าสู่ภาค DAC ของ QUAD 3 สามารถทำได้เพียงแค่ช่องทาง Bluetooth ทางเดียวเท่านั้น
แต่ในทางปฏิบัติ คุณสามารถสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL เข้าไปใช้งานภาค DAC ในตัว QUAD 3 ได้โดย “ไม่ถูก” ลดความละเอียดของสัญญาณ (compress) ลง ด้วยการอาศัย Roon Core เป็นสะพานเชื่อม เนื่องจากช่องอินพุต USB ของ QUAD 3 ได้รับการปรับจูนให้มีคุณสมบัติเป็น Roon Tested มาแล้ว ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้ประโยชน์จากการเล่นไฟล์เพลงจาก TIDAL แบบไม่ลดคุณภาพเสียงแล้ว เมื่อใช้ Roon Core กับอินพุต USB ของ QUAD 3 ยังทำให้คุณสามารถส่งสัญญาณ DSD เข้าไปที่อินพุต USB ของ QUAD 3 ได้โดยไม่ต้องแปลงเป็น PCM อีกด้วย และรองรับได้สูงถึง DSD512 ด้วยฟอร์แม็ต DoP
ด้วยเหตุนี้ คุณภาพเสียงที่ได้จาก QUAD 3 จึงแตกต่างกันไปตามลักษณะการเชื่อมต่อระหว่างช่องอินพุตของ QUAD 3 กับแหล่งต้นทางภายนอก ซึ่งจากการทดลองฟังเสียงของแต่ละอินพุตของ QUAD 3 ตัวนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ทีมงานของ QUAD ได้ทำการปรับจูนเสียงของแต่ละอินพุตออกมาได้ดีในระดับที่น่าพอใจตามมาตรฐานที่อินพุตเหล่านั้นจะทำได้ สำหรับคนที่ต้องการ “คุณภาพเสียงสูงสุด” จาก QUAD 3 ตัวนี้ แนะนำให้ใช้อินพุต USB เป็นหลัก และถ้าสามารถจัดชุดสตรีมมิ่งที่ใช้ Roon Core เป็นแกนหลักในการสตรีมไฟล์เพลงด้วยก็จะยิ่งดีมาก.!
คุณภาพของแหล่งต้นทาง มีส่วนช่วยทำให้กำลังขับที่ 65W ที่ 8 โอห์ม และ 100W ที่ 4 โอห์ม ของ QUAD 3 ตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ถ้าลำโพงมีความไวสูงพอ และห้องฟังไม่ได้กว้างใหญ่มากก็ถือว่าเพียงพอที่จะทำให้ได้เสียงออกมาดีน่าพอใจ แต่ถ้าคุณทำการขยับขยายซิสเต็มให้ใหญ่ขึ้น QUAD 3 ก็ยังไปกับคุณได้ ด้วยช่อง Pre-Out ของ QUAD 3 ซึ่งเป็น “ของดี” ที่จะทำให้คุณสามารถขยับขยายซิสเต็มให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเพิ่มขนาดลำโพง และเพิ่มเพาเวอร์แอมป์เข้ามาในระบบโดยยังคงสามารถใช้ประโยชน์จากภาค DAC และภาค Pre-Out ของ QUAD 3 ได้อีก
ถ้าคุณมีงบไม่เกิน 60,000 บาท และต้องการอินติเกรตแอมป์ที่เน้น “คุณภาพเสียง” มากหน่อย QUAD 3 ตัวนี้เป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสิ่งที่คุณกำลังค้นหา..!!!
***********************
ราคา : 55,000 บาท / ตัว
(ราคาโปรโมชั่นพิเศษ จากราคาเต็ม = 68,700 บาท)
***********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. HiFi Tower
โทร. 02-881-7273-5
facebook: @hifitowerShop
Line ID: @hifitower





