HOW-TO: วิธีทำให้ “เสียงดี” ด้วยหลักการ “แม็ทชิ่ง – เซ็ตอัพ – ปรับจูน”

แม็ทชิ่ง เซ็ตอัพ ปรับจูน” เป็นสูตรสำเร็จในการจัดการกับชุดเครื่องเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่ง “คุณภาพเสียง” ที่ดีที่สุดในอุดมคติ ที่ประกอบด้วยขั้นตอนปฏิบัติ 3 ขั้นตอน ซึ่งในแง่เวิร์ดดิ้งที่เห็นบ่อยๆ นั้น “แม็ทชิ่ง เซ็ตอัพ ปรับจูน” เป็นการเรียงลำดับตาม “ขั้นตอน” ไม่ได้เรียงตามลำดับ ”ความสำคัญ“ เมื่อมองที่ผลลัพธ์ที่มีต่อ “คุณภาพเสียง” โดยรวม

ถ้าตั้งคำถามว่า ขั้นตอนไหนสำคัญที่สุด หรือมีผลกับคุณภาพเสียงโดยรวม “มากที่สุด” คำตอบสั้นๆ ก็คือ ขั้นตอน “แม็ทชิ่ง” เพราะมันจะส่งผลกับคุณภาพเสียงโดยรวมมากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ขั้นตอน “เซ็ตอัพ” กับ “ปรับจูน” จะไม่สำคัญ ในบางกรณี ขั้นตอน “เซ็ตอัพ” กับขั้นตอน ”ปรับจูน“ อาจจะมีผลมากไม่น้อยไปกว่าขั้นตอนแม็ทชิ่งก็เป็นได้ โดยเฉพาะในซิสเต็มที่มีความซับซ้อนของอุปกรณ์จำนวนมากชิ้น ทำให้ผลการจัดการในแต่ละขั้นตอนมันจะส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน

สาระสำคัญในขั้นตอน “แม็ทชิ่ง” ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกนั้น จะเป็นการนำเอาตัวเลขใน specification ของแต่ละอุปกรณ์มาคำนวน ซึ่งเป็นการประเมินผลจากการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละส่วนในซิสเต็ม ถ้าเป็นคนที่ยังไม่มีซิสเต็มเลย ขั้นตอนนี้จะมีประโยชน์ในแง่ของ ”การคัดเลือก“ อุปกรณ์แต่ละส่วนในซิสเต็มมาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถคาดหวังคุณภาพเสียงได้มากกว่าการเลือกมาแบบเดาสุ่ม ส่วนคนที่มีซิสเต็มอยู่แล้ว ความเข้าใจในการแม็ทชิ่งจะช่วยทำให้รู้ว่า การทำงานของแต่ละห่วงโซ่ในซิสเต็มของคุณมีประสิทธิภาพมากแค่ โดยเฉพาะในซิสเต็มที่รู้ว่ามีปัญหาทางด้านเสียงอยู่แล้ว การพิจารณาความแม็ทชิ่งของแต่ละห่วงโซ่ในซิสเต็มของคุณจะช่วยทำให้มองเห็น ”ต้นเหตุ“ ของปัญหาในซิสเต็มของคุณได้ชัดเจนขึ้น และทำให้การแก้ปัญหาได้ตรงจุด

หลักการ “แม็ทชิ่ง” มีอยู่ 3 ขั้นตอน เรียงตามลำดับคือ
———-
1.  แม็ทชิ่งระหว่าง ”ลำโพง“ กับ ”ห้องฟัง
: นี่คือเหตุผลที่คุณควรจะเลือก ”ลำโพง“ เป็นอย่างแรกถ้าต้องการให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดภายใน ”พื้นที่“ ที่คุณตั้งใจที่จะใช้ติดตั้งชุดเครื่องเสียงของคุณ แนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนนี้ก็คือ เลือก ”ลำโพงเล็ก“ สำหรับ ”ห้องขนาดเล็ก“ และ เลือก ”ลำโพงใหญ่“ สำหรับ ”ห้องขนาดใหญ่“ ซึ่งจะทำให้คุณคลาดแคล้วจากปัญหา roommode ไปได้ แต่เมื่อใดที่วิทยายุทธในการเล่นเครื่องเสียงของคุณกล้าแกร่งมากขึ้น อยากจะแก้โจทย์ยากด้วยการเอา “ลำโพงใหญ่” ไปใส่ “ห้องเล็ก” เพื่อลองวิชาก็ค่อยว่ากัน

2แม็ทชิ่งระหว่าง “แอมป์” กับ “ลำโพง”

: นี่จะตอบคำถามว่า ทำไมในตลาดถึงมีแอปม์ที่มีกำลังขับหลากหลายให้เลือก และพิสูจน์ให้เห็นถึงสัจจะธรรมที่ว่า แอมป์วัตต์สูงๆ ไม่ใช่ว่าจะให้เสียงออกมาดีเสมอไป ถ้าเอาไปใช้กับลำโพงที่ไม่ได้ต้องการวัตต์สูงๆ เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแม็ทชิ่งในขั้นตอนนี้จะทำให้คุณอ่านสเปคฯ ลำโพงกับแอมป์เป็น รู้และเข้าใจว่า Sensitivity คืออะไร รู้จักว่าสเปคฯ Power Recommended ที่ผู้ผลิตลำโพงบอกไว้ใน specification ของลำโพงคู่นั้นๆ มันมีความหมายยังไง ต้องเอามาคำนวนกับแอมป์ยังไง ฯลฯ เหล่านี้จะทำให้คุณเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ของสเปคฯ เหล่านั้นมากขึ้น แม้ว่าผลการประเมินจากตัวเลขเหล่านี้มันอาจจะไม่ได้ออกมาตรงเป๊ะๆ แต่ก็พอจะประเมินได้ว่า ลำโพงสุดที่รักของคุณคู่นั้นมันต้องการกำลังขับจากแอมป์มากน้อยแค่ไหนถึงจะสามารถเปล่งเสียงที่มีคุณภาพเต็มที่ออกมาให้คุณฟัง แล้วคุณจะรู้ว่า วิธีนี้มันดีกว่าเล่นไปแบบเดาสุ่มมาก.!

3แม็ทชิ่งระหว่าง “แหล่งต้นทาง” กับ “แอมป์

: ขั้นตอนนี้ง่าย เพราะแหล่งต้นทางคือตัวผลิตสัญญาณเสียง และความแม็ทชิ่งทางไฟฟ้าระหว่างแหล่งต้นทางกับแอมป์ก็ไม่มีความซับซ้อนมาก อย่างเดียวที่ต้องให้ความสนใจก็คือ “gain outputของแหล่งต้นทาง กับ “gain inputของแอมป์ที่ต้องไม่ต่างกันมาก..

หลักการ “เซ็ตอัพ” ก็แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน เหมือนกัน นั่นคือ
———-
1เซ็ตอัพ “แหล่งต้นทาง
: ขั้นตอนนี้เป็นการปรับตั้งพารามิเตอร์ที่ตัวเครื่องเล่นฯ ให้มา ยกตัวอย่างเช่น ปรับตั้ง gain output ของตัวสตรีมเมอร์ หรือ DAC ซึ่งสตรีมเมอร์ราคาแพงๆ มักจะมีอ๊อปชั่นให้ปรับตั้งเกน เอ๊าต์พุตได้ บางตัวนั้นมีมาให้เลือก 2-3 ตัวเลือก ซึ่งบางตัวก็ใช้ตัวเลขของเกนเอ๊าต์พุตขึ้นมาให้เลือกโดยตรง อย่างเช่น 2V, 4V, 6V เป็นต้น ในขณะที่บางเครื่องอาจจะแสดงเป็นตัวหนังสือ อย่างเช่น LOW, HIGH อย่างนี้ ซึ่งการปรับตั้ง (หรือ settings) ค่าเหล่านี้มีผลต่อคุณภาพเสียงในขั้นตอนสุดท้ายมากอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ในบางกรณีนั้นมันอาจจะทำให้ผลลัพธ์ที่คุณได้ยินสลับจากหน้ามือเป็นหลังมือก็มี.!

นอกจากนั้น ยังมีการเซ็ตอัพค่าต่างๆ บนตัวแหล่งต้นทางอีกหลายอย่าง ซึ่งความยากง่ายในการเซ็ตอัพค่าเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ต้นทางด้วย อย่างเช่น ถ้าเป็นตัวโฟโน สเตจ ที่ใช้ขยายสัญญาณจากหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็จะมีการปรับตั้ง gain ของตัวโฟโนฯ ให้แม็ทฯ กับ gain ของหัวเข็ม หรือปรับค่า capacitance และค่า inductance ของตัวโฟโนสเตจให้เหมาะสมกับสเปคฯ ของหัวเข็มที่ใช้ ส่วน DAC บางตัวที่ใช้กับสัญญาณดิจิตัลก็มีพารามิเตอร์ให้ปรับตั้งไม่น้อย ตัวอย่างเช่น บางตัวมีให้เซ็ตอัพรูปแบบของวงจร digital filter ได้ ในขณะที่บางตัวมีให้เซ็ตอัพการทำ oversampling ได้ ฯลฯ ซึ่งพารามิเตอร์เหล่านี้ส่งผลกับเสียงในขั้นตอนสุดท้ายเยอะมากๆ ถ้าคุณเน้นคุณภาพเสียงจริงๆ จะละเลยการเซ็ตอัพพารามิเตอร์เหล่านี้ไม่ได้

อีกอย่างที่ต้องเซ็ตอัพให้ถูก นั่นคือ เลือก “รูปแบบการเชื่อมต่อ” ของ input/output ระหว่างเอ๊าต์พุตของอุปกรณ์ต้นทางกับอินพุตของแอมป์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไรที่ควรจะเชื่อมต่อผ่านขั้วต่อ RCA หรือ XLR ซึ่งแน่นอนว่า การเชื่อมต่อทั้งสองรูปแบบนั้นย่อมให้คุณภาพเสียงออกมาต่างกัน ถึงแม้ว่าตามหลักการแล้ว การเชื่อมต่อสัญญาณผ่านทาง XLR จะให้สมรรถนะในการส่งผ่านสัญญาณเสียงที่ “สูงกว่า” แต่ก็ฟันธงไม่ได้ว่าทุกการเชื่อมต่อผ่าน XLR จะให้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาดีที่สุดเสมอไป ขึ้นอยู่กับการออกแบบเอ๊าต์พุตของแอมป์กับอุปกรณ์ต้นทางด้วยว่าเป็นวงจรบาลานซ์แท้หรือเทียม

2- เซ็ตอัพ “แอมป์
: คล้ายกับการเซ็ตอัพแหล่งต้นทาง คือ มีเรื่องของการปรับตั้ง gain, เลือกรูปแบบการเชื่อมต่อทั้งระหว่างแหล่งต้นทางกับแอมป์ และระหว่างแอมป์กับลำโพง อย่างเช่น ถ้าลำโพงให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด คุณก็ควรจะทดลองดูว่า ต่อเชื่อมสัญญาณระหว่างแอมป์กับลำโพงด้วยสายลำโพงแบบไหนที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาดีที่สุด ต่อด้วยสายลำโพงซิงเกิ้ล+จั๊มเปอร์, หรือต่อด้วยสายลำโพงไบไวร์ฯ แบบไหนดีกว่ากัน

3- เซ็ตอัพ “ลำโพง
: ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากกับคุณภาพเสียงในขั้นตอนสุดท้าย ภารกิจที่ต้องทำก็คือ เซ็ตอัพตำแหน่งวางลำโพง ระหว่างข้างซ้ายและข้างขวา, ปรับตั้งระดับน้ำเพื่อให้ลำโพงทั้งสองข้างตั้งฉากกับพื้นและขนานกันมากที่สุด

หลักการ “ปรับจูน” ชุดเครื่องเสียง
———-
: เป็นขั้นตอนที่มีภาคปฏิบัติเยอะมากที่สามารถทำได้ ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สนุก เพราะถ้าเจ้าของซิสเต็มทำการปฏิบัติตามขั้นตอน “แม็ทชิ่ง” และ “เซ็ตอัพ” มาโดยลำดับแล้ว เชื่อได้ว่า เจ้าของซิสเต็มจะเริ่มมีทักษะการฟังที่สูงขึ้น สามารถแยกแยะความแตกต่างของเสียงได้ดีขึ้น และเริ่มที่จะเข้าใจถึงลักษณะของเสียงที่ดีกับไม่ดี รู้ว่าลักษณะแบบไหนของเสียงที่ตัวเองชอบ แบบไหนที่ไม่ชอบ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ขั้นตอน “ปรับจูน” เป็นขั้นตอนที่เจ้าของซิสเต็มมีโอกาส “เล่น” กับชุดเครื่องเสียงของตัวเองมากที่สุด มีความสนุกในการเล่นมากที่สุด ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนสายเชื่อมต่อต่างๆ เช่นสายไฟเอซี, เปลี่ยนสายลำโพง, เปลี่ยนสายสัญญาณ, หาอุปกรณ์มารองใต้เดือยแหลมของขาตั้งลำโพงหรือขาตั้งชั้นวางเครื่องเสียง, หาตัวกรองไฟมาใช้อัพเกรดคุณภาพไฟเลี้ยงส่วนต่างๆ ในซิสเต็ม, ลองหาอุปกรณ์ที่ช่วยกรอง noise แต่ละจุดเข้ามาใช้ ฯลฯ และอีกมากมายหลายอย่างไปจนถึงปรับสภาพอะคูสติกของพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งลำโพงและชุดเครื่องเสียง ซึ่งการปรับจูนในบางจุดอาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ทางเสียงที่แตกต่างได้มากกว่าที่คาด.!!

*** เหนือสิ่งอื่นใด การที่จะทำให้กระบวนการ “แม็ทชิ่ง เซ็ตอัพ ปรับจูน” ชุดเครื่องเสียงและลำโพงให้ได้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาดีตามที่คุณต้องการได้จริงๆ ตัวคุณจะต้องมี “ทักษะ” ในการฟังที่ดีพอสมควรก่อน ผู้ปฏิบัติควรจะต้องฟังความแตกต่างของเสียงได้เมื่อมีการเปรียบเทียบ A/B Test และต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “เสียงที่ดี” ด้วย (ถ้ามีโอกาสแนะนำให้เข้าคอร์สฝึก Ear-Training)

**********

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า