Ear Selected! @ Hong Kong High-End Audio-Visual Show 2018 > เครื่องเสียงเด่นโดนใจในงานไฮ-ไฟ โชว์ที่ฮ่องกง

ผมมาเดินเที่ยวชมงานโชว์เครื่องเสียงที่ฮ่องกงทุกปี ติดต่อกันมาร่วมสิบปีแล้ว ปี 2018 ปีนี้ก็เช่นกัน ปีแรกๆ ที่เพิ่งมาเดินเที่ยวชมงานนี้ผมยอมรับว่ารู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ขนมาโชว์กันมีมากมายจนดูไม่หมด แม้จะใช้เวลาเดิน 2-3 วันติดกันก็ตาม ซึ่งครั้งแรกๆ ที่มานั้น ผมตั้งใจที่จะเก็บเกี่ยวรายละเอียดของเครื่องเสียงกลับไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จนแล้วจนรอด ก็ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถทำอย่างที่ตั้งใจได้เลย

เหตุผลเป็นเพราะจำนวนที่มีมากมายมหาศาล อีกอย่าง ถึงแม้ว่าผมจะพยายามเก็บรายละเอียดไปให้ได้มาก แต่สุดท้ายก็ไม่มีทางนำเสนอลงในนิตยสารได้ครบทั้งหมดอยู่ดี เพราะไม่มีโควต้าหน้ากระดาษให้ตีพิมพ์ลงไปทั้งหมดนั่นเอง


เป้าหมายครั้งนี้
ปี 2018

คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ผมไปงานเครื่องเสียงที่ฮ่องกงในนามของเว็บไซต์ allabout.in.th กับ facebook page : Thanee Modshanga ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ของผมเอง ผมเลยคิดว่า ปีนี้ หลังจากเดินเที่ยวชมงานเสร็จแล้ว ผมจะเขียนรายงานในรูปแบบใหม่ คือไม่มีรายงานแบบหว่านไปทั่วๆ ประเภทที่ว่าไปเห็นอะไรมาบ้าง แต่ผมจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผมได้ลองฟังแล้วเสียงของมัน “โดน” จริตของผมมาเขียนเล่าให้ฟังเท่านั้น ซึ่งตอนเริ่มต้นนั้น ผมก็ไม่สามารถประเมินได้ว่า จะมีผลิตภัณฑ์สักกี่มากน้อยที่ผมฟังแล้ว “โดน” บ้าง.? อาจจะเยอะ หรือบางที อาจจะไม่มีเลยก็ได้ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็ตัดสินใจว่าจะทำแบบที่ว่านี่แหละ..

อะไรเป็นเกณฑ์
ที่ผมคิดว่า “โดน”
หรือ “ไม่โดน” ?

กรณีของเสียงที่ “โดน” สำหรับผมคือต้องเป็นเสียงที่มี “ความเป็นดนตรี” มาก่อนเลย ซึ่งไม่ใช่แค่เสียง ทุ้มกลางแหลม และไม่ใช่แค่ ไดนามิกซาวนด์สเตจฮาร์มอนิก เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็น “ความผสมรวม” ของคุณสมบัติทั้งหมดนั้น เป็นความผสมรวมและอาการ ขับเคลื่อนไปของคุณสมบัติเหล่านั้นที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกได้ถึง “อรรถรส” ของดนตรี

นั่นทำให้เกิดความยุติธรรมกับเครื่องเสียงทุกชิ้นและทุกแขนงประเภท เนื่องเพราะ “ความเป็นดนตรี” ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับเครื่องเสียงบ้านหรือเครื่องเสียงพกพา และไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นชุดใหญ่หรือชุดเล็กด้วย มันเป็น ความรู้สึกตอบสนองต่อเสียงที่ได้ยินที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับหูฟังอินเอียร์ตัวเท่าปลายนิ้วก้อย ไปจนถึงลำโพงตั้งพื้นที่มีตัวตู้ขนาดสูงท่วมหัว.!

ถ้าเป็นเครื่องเสียงบ้าน นอกจาก “ความเป็นดนตรี” แล้ว คุณสมบัติทางด้านสมรรถนะของเสียง อย่างเช่น ไดนามิกเร้นจ์และซาวนด์สเตจที่มีสเกลใกล้ของจริง บวกกับพลัง acoustic energy ที่พุ่งผ่านไดเวอร์ลำโพงแล้วมอดูเลตกับอากาศกระแทกเข้ากับผิวหนังของเราคือคุณสมบัติที่หูฟังไม่สามารถให้ได้ และคุณสมบัติพิเศษของลำโพงบ้านเหล่านี้จะช่วยคลี่คลายรายละเอียดลึกๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในบทเพลงต่างๆ ออกมาให้เราได้สัมผัสได้มากกว่าเครื่องเสียงพกพา ซึ่งเป็นระดับของการ “โดน” ที่ลึกซึ้งลงไปอีกขั้นสำหรับผม

มีโอกาสใดบ้างที่จะได้ยิน
เสียงที่ “ดี” หรือ “ไม่ดี”
จากการฟังในงานโชว์.?

1. แม็ทชิ่งไม่เข้ากัน

นี่เป็นปัญหาคลาสสิกที่เกิดขึ้นมาเป็นประจำ เป็นข้อจำกัดที่มักเกิดกับบริษัทผู้นำเข้าที่มีสินค้าไม่เยอะ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต้องเปิดโชว์ในงานคือลำโพงที่เพิ่งออกใหม่ รุ่นใหญ่ ในขณะที่แอมป์ยี่ห้อที่บริษัทเดียวกันเป็นผู้นำเข้ามันเล็กเกินไป ขับลำโพงไม่ไหว หรือแม้แต่ขาดอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นอย่างเช่น สายสัญญาณ, สายลำโพง, ชั้นวาง ฯลฯ แบบนี้เป็นต้น กับอีกกรณีที่ผมพบเห็นคือแม็ทชิ่งระหว่างลำโพงกับห้องที่ใช้เปิดโชว์ที่ไม่ลงตัวกัน บางห้องนั้นลำโพงที่เปิดโชว์มีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของห้อง อย่างนี้เป็นต้น

2. เซ็ตอัพไม่ลงตัว

อันนี้ก็เจอบ่อย สาเหตุนั้นมาจากหลายปัจจัย ซึ่งในแง่ของคุณภาพของตัวอุปกรณ์เครื่องเสียงเองน่าจะข้ามไปได้ เพราะบริษัทที่จะยกเครื่องเสียงมาโชว์ในงานล้วนเป็นบริษัทเก่าแก่ที่ทำมาหากินกับวงการมานานแล้ว และอุปกรณ์เครื่องเสียงเกือบทั้งหมดที่มาโชว์เป็นเครื่องเสียงที่อยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ ขึ้นไปถึงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ฯ ทั้งนั้น เรื่องของคุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงจึงไม่น่าจะเป็นต้นเหตุหลัก สาเหตุที่เป็นไปได้น่าจะมาจากปัจจัย 2 ประการ อันแรกคือ มาตรฐานการฟังของคนเซ็ตอัพ กับอีกปัจจัยคือสภาพอะคูสติกของห้องที่ใช้จัดโชว์ ซึ่งจากที่ผมสังเกตห้องที่ใช้จัดโชว์ส่วนใหญ่มีปัญหาทางด้านอะคูสติกเยอะมาก ไล่มาตั้งแต่ ขนาดและสัดส่วนของห้องไปจนถึงสภาพอะคูสติกของผนังด้านตรงข้ามที่ไม่เหมือนกัน

3. จำนวนคนในห้อง กับตำแหน่งที่ทดลองฟัง

แม้ว่าห้องที่ใช้โชว์เสียงที่อยู่ชั้น 2 และชั้น 4 ของคอนเวนชั่นจะมีขนาดใหญ่และกว้างกว่าห้องพักในบ้านอาศัยทั่วไป แต่กระนั้น ผู้จัดก็มักจะขนสินค้าอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับซิสเต็มที่เปิดโชว์เสียงเข้าไปจัดวางโชว์ให้ดูในห้องเหล่านั้นด้วย บางห้องที่ใหญ่มากๆ ทางผู้จัดก็ใช้วิธีแยกพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ แล้วจัดซิสเต็มไว้ 2-3 ชุดเปิดโชว์สลับกันไป ทำให้จำนวนนั่งฟังถูกเบียดบังออกไปบางส่วน โอกาสจึงเป็นไปได้ยากพอสมควรที่ผมจะได้เข้าไปนั่งฟังตรงตำแหน่งที่ดีที่สุดของทุกห้องโชว์ อีกอย่าง แม้ว่าบางห้องนั้นผมจะมีโอกาสเข้าไปนั่งตรงจุดที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว แต่ขณะนั่งฟังอยู่นั้น บางครั้งจะมีคนเดินผ่านหน้าไปก็มี บางคนร้ายกว่านั้นอีก เรากำลังฟังอยู่ดีๆ เขาก็ลุกขึ้นไปยืนถ่ายรูปอยู่หน้าลำโพงข้างใดข้างหนึ่ง และยืนพินิจพิจารณาอยู่อย่างนั้นโดยไม่สนใจคนอื่นเลย เป็นมาตรฐานที่ต่ำลงมากของงานนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ที่ผมเคยไปรับชมและรับฟังมา

อุปกรณ์เครื่องเสียงทั้ง 6 ตัวนี้ เป็นเครื่องเสียงที่ โดนกับหูของผมมากที่สุดจากทั้งหมดที่มีโอกาสทดลองฟังในงานครั้งนี้ ซึ่งแน่นอน, –เป็นไปได้ว่า นอกจากอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านี้แล้ว ยังอาจจะมีตัวอื่นที่เสียงดีอยู่อีก แต่ด้วยสาเหตุที่ยกมาข้างต้นนี้จึงทำให้ผมไม่มีโอกาสสัมผัสตัวตนแท้ๆ ของอุปกรณ์เหล่านั้นก็เป็นได้


Very Impressive.!!
(PORTABLE HI-FI)

64 Audio
N8

(หูฟังอินเอียร์ มอนิเตอร์)

ผมไม่เคยฟังเสียงของหูฟังแบรนด์นี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้ทดลองฟังเสียงของหูฟังยี่ห้อ 64 Audio แบบเต็มๆ ตัวแทนของแบรนด์ 64 Audio ในประเทศฮ่องกงเป็นคนนำเอาสินค้ามาโชว์ให้ผู้เข้าชมงานได้มีโอกาสทดลองฟังกันอย่างเต็มที่ (ผมชอบงานที่ฮ่องกงตรงนี้แหละ ส่วนไหนที่เขาเปิดให้ทดลองฟัง เขาจะให้คุณได้ทดลองฟังมันอย่างเต็มที่เสมอ โดยไม่มีอาการหวงของแม้แต่น้อย.!)

บู๊ธในงานของ 64 Audio เป็นบู๊ธเปิด ขนาดกลาง มีโปรดักซ์ให้ลองฟังอยู่ทั้งหมด 5 รุ่น คือ tia Trio (Universal 3 Driver / 2,299 เหรียญยูเอส), tia Fourte (Universal 4 Driver / 3,599 เหรียญยูเอส), N8 (Custom 9 Driver / 1,699 เหรียญยูเอส), U12t (Universal 12 Driver / 1,999 เหรียญยูเอส) และ U18t (Universal 18 Driver / 2,999 เหรียญยูเอส)

ผมใช้เวลาอยู่ที่บู๊ธของ 64 Audio ประมาณครึ่งชั่วโมง ลองฟังไล่ดะไปทั้ง 5 ตัว และมาสะดุดหูอย่างจังที่รุ่น N8 หลังจากฟังซ้ำไปซ้ำมาหลายเที่ยว ผมจึงมั่นใจว่า 64 Audio รุ่น N8 เป็นหูฟังที่ให้เสียง โดนหูของผมมากที่สุดในจำนวนอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทพกพา (Portable Hi-Fi) ทั้งหมดที่ผมได้ทดลองฟังในงานครั้งนี้

ไฮไล้ท์ของ 64 Audio : N8

หลังกลับมาจากงาน ผมมาเปิดเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลของ N8 พบว่า มันเป็นหูฟังอินเอียร์ มอนิเตอร์แบบคัสต้อม คือสั่งหล่อเฉพาะตัว ซึ่งเป็นหูฟังตัวแรกที่ทาง 64 Audio ออกแบบและปรับจูนร่วมกับมือเบสคนดังในวงการเพลงแจ๊สนั่นคือ Nathan East

N8 เป็นหูฟังอินเอียร์แบบไฮบริด คือใช้ไดเวอร์ 2 ประเภททำงานร่วมกันสร้างความถี่เสียงตลอดย่าน ประกอบด้วย dynamic driver ขนาด 9mm หนึ่งตัวรับหน้าที่สร้างความถี่ในย่านทุ้ม + ไดเวอร์แบบ balanced armature อีก 8 ตัวร่วมกันสร้างความถี่ในย่านกลางและสูง แยกเป็น 6 ตัวสำหรับ midrange + 1 ตัวสำหรับกลางสูง และ 1 ตัวสำหรับซุปเปอร์ทวีตเตอร์ โดยที่ไดเวอร์แต่ละตัวรับความถี่มาจากวงจรครอสโอเว่อร์ 4 ทาง

มาพร้อมเทคโนโลยีพิเศษที่เป็นเอกสิทธิ์ของ 64 Audio เอง นั่นคือ tia และ apex

ผู้ผลิตหูฟังอินเอียร์เจ้าอื่นที่ใช้ไดเวอร์ BA (balanced armature) มักจะใช้วิธี ต่อท่อจากตัวไดเวอร์ออกมาที่ปากท่อของตัวบอดี้ ซึ่งนาย Vitaliy Belonozhko ผู้ก่อตั้ง/เจ้าของ และหัวหน้าทีมออกแบบมองว่า ท่อนำเสียงเหล่านั้นคือบ่อเกิดที่ทำให้เกิด distortion กับสัญญาณเสียงที่ออกมาจากไดเวอร์ BA เขาจึงออกแบบเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า tia หรือ tubeless in-ear audio ขึ้นมา คือการตัดส่วนของท่อนำเสียงทิ้งไปเลย ไม่ใช้ท่อ แต่จัดให้เสียงของ BA ดังก้องอยู่ในแชมเบอร์ (ช่องว่างภายในตัวบอดี้) แล้วออกมาทางปากท่อผสมกับความถี่ย่านอื่น เคล็ดลับที่เขาใช้ในการจัดเรื่องเฟสและปริมาณของคลื่นเสียงที่เกิดจากตัวไดเวอร์ BA คือออกแบบช่องว่างภายในตัวบอดี้ให้เหมาะสมกับความถี่ที่ต้องการ อย่างในรุ่น N8 นี้ ตัว BA ที่สร้างความถี่ในย่านกลางจะถูกติดตั้งอยู่ในช่องว่างขนาดใหญ่ ในขณะที่ BA ที่ใช้สร้างความถี่ในย่านแหลม กับไดเวอร์ ไดนามิกที่ใช้สร้างความถี่ต่ำ จะถูกแยกออกไปอยู่ในแชมเบอร์ tia ต่างหาก

ยิ่งไปกว่านั้น ไดเวอร์ BA ที่ใช้ในหูฟังทุกรุ่นของ 64 Audio เป็นแบบที่พวกเขาออกแบบเอง คือเปิดผนังโลหะที่หุ้มไดเวอร์ออกด้านหนึ่ง เพื่อให้ไดอะแฟรมทำงานได้อย่างอิสระมากที่สุด และใช้แชมเบอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะเป็นตัวควบคุมทางด้านอะคูสติกแทน ส่งผลให้ความถี่เสียงที่เกิดจากการทำงานของไดเวอร์ BA มีความเป็นอิสระ ปราศจากอาการ compress เหมือนไดเวอร์ BA แบบทั่วไปที่ทำงานภายในตัวตู้แบบปิด

ส่วนเทคโนโลยีที่ชื่อว่า apex มาจากคำว่า Air Pressure Exchange ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นาย Vitaliy Belonozhko คิดค้นขึ้นมาจากพื้นฐานที่ว่า เมื่อคลื่นเสียงถูกยิงออกจากปากท่อนำเสียงของตัวหูฟังตรงเข้าสู่ช่องหูของผู้ฟังซึ่งถูกชีลด์ปิดกั้นอากาศจากภายนอกและภายในอย่างสิ้นเชิงนั้น จะทำให้อากาศที่เหลืออยู่ในหูถูกอัด (pressure) ด้วยคลื่นเสียงที่ยิงออกไปจากตัวหูฟัง เมื่อผู้ฟังใช้หูฟังไปแค่ชั่วเวลาหนึ่งจะรู้สึกปวดเจ็บหู เขาจึงคิดค้นวิธีการที่ทำให้อากาศภายในตัวหูฟังมีช่องทางในการถ่ายเทออกมาด้านนอกไปด้วยในขณะที่ไดเวอร์ทำงาน ลักษณะเดียวกับการทำงานของลำโพงบ้านที่ออกแบบให้มี port หรือท่อเปิดนั่นเอง ซึ่งผลลัพธ์ของเทคโนโลยี apex นี้นอกจากจะทำให้ผู้ใช้ไม่เกิดอาการเจ็บหูแล้ว ยังช่วยลดอาการเครียดของไดเวอร์ในการขยับสร้างความถี่เสียงลงไปได้ด้วย มีผลให้เสียงมีลักษณะที่ผ่อนคลาย ไม่อึดอัด ไม่มีอาการอั้นของไดนามิกด้วย ซึ่งผมคิดว่า เทคโนโลยีที่เป็นไฮไล้ท์ของ 64 Audio ทั้งสองเทคโนโลยีนี้นี่เองที่ทำให้ผมได้ยินเสียงที่มีความอบอุ่น นุ่มนวล มีความเป็นดนตรีและยังให้การแยกแยะรายละเอียดที่ดีมากๆ ออกมาพร้อมกัน

เป็นที่น่าสังเกตอีกจุดหนึ่งสำหรับหูฟังอินเอียร์ของยี่ห้อนี้ คือเขาทำ impedance ออกมาได้ต่ำมาก อย่างรุ่น N8 ตัวนี้มีอิมพีแดนซ์แค่ 6 โอห์มเท่านั้นเอง ตอบสนองความถี่อยู่ระหว่าง 10Hz – 20kHz ความไว 105dB ซึ่งผมใช้เพียงแค่ iPhone 7 + แอพฯ Onkyo HF Player เล่นผ่านเฮดโฟน อะแด๊ปเตอร์ของ iPhone เองแค่นั้น ไม่ได้ใช้ DAP และ DAC/Amp ใดๆ ด้วย เสียงที่ออกมาก็ดีมากแล้ว เชื่อว่าถ้าจัดชุดฮาร์ดแวร์เพลเยอร์ที่ดีกว่านี้มาแม็ทชิ่ง ก็น่าจะได้เสียงที่ดีขึ้นไปอีกมาก

เสียงของหูฟัง 64 Audio ทั้ง 5 รุ่นที่ผมได้ลองฟังครั้งนี้มีแนวไปในทิศทางที่น่าฟัง แต่ละรุ่นแตกต่างกันไปในจุดเล็กจุดน้อย ทว่า รุ่น N8 มีความโดดเด่นชัดเจนขึ้นมามากกว่าตัวอื่น โดยเฉพาะโทนัลบาลานซ์กับ motion ของความเป็นดนตรีที่โดดเด่นมากๆ ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะได้มาจากการปรับจูนของ Nathan East ไม่มากก็น้อย เพราะผมมีความรู้สึกส่วนตัวว่า มือเบสมักจะมีหูที่ดี /

(ข้อมูลเพิ่มเติม | Link)


Impressive!
(PORTABLE HI-FI)

Sony
IER-Z1R

(หูฟังอินเอียร์ มอนิเตอร์)

หูฟังของ Sony รุ่นนี้ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาโชว์ตัวในงานฮ่องกงปีนี้เอง เป็นหูฟังอินเอียร์ตัวแรกในอนุกรม Signature ของ Sony (มีหูฟังอินเอียร์อีก 2 รุ่นที่ออกมาพร้อมกันคือ IER-M9 และ IER-M7 อยู่ในอนุกรม Stage Monitor)

IER-Z1R ใช้ไดเวอร์ไฮบริด 3 ตัวทำงานร่วมกันทำงาน ประกอบด้วยไดเวอร์ไดนามิก 2 ตัว + ไดเวอร์ balanced armature อีกหนึ่งตัว ตอบสนองความถี่ได้กว้างมากคือตั้งแต่ 3Hz ขึ้นไปจนถึง 100kHz เพราะ Sony ตั้งใจทำออกมาเพื่อตอบสนองสัญญาณเสียงระดับ Hi-Res Audio อย่างแท้จริง

–————————
ลิ้งค์ข้อมูล | Sony IER-Z1R

–————————

ผมมีโอกาสลองฟังหูฟังของ Sony ตัวนี้เยอะพอสมควรในงานเปิดตัวที่ฮ่องกง น้ำเสียงมีแววดีเลย อย่างแรกที่ประทับใจคือดุลเสียงที่ไม่สว่างจ้าออกไปทางแหลมมากเหมือนกับหูฟังอินเอียร์ราคาถูกๆ โทนัล บาลานซ์ดี เสียงกลางและเสียงทุ้มมีรายละเอียด เนื้อเสียงเนียน เหลือแต่ไดนามิกที่ยังไม่ฉีดเต็มที่ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะยังไม่ผ่านเบิร์นฯ ไว้สินค้าตัวนี้มาถึงเมืองไทยผมจะขอยืมมารีวิวเต็มๆ อีกที /

(ข้อมูลเพิ่มเติม | Link)


Very Impressive.!!
(HOME Hi-Fi)

Duntech
Princess C5800 Signature

(ลำโพงตั้งพื้น)

มันยากที่จะระบุชัดว่าเสียงที่เรากำลังฟังมันมาจากอุปกรณ์ชิ้นไหนในซิสเต็ม เหตุผลก็เพราะว่ามันเป็นส่วนผสมของอุปกรณ์ทุกชิ้นในซิสเต็มนั้น โดยเฉพาะกับซิสเต็มที่มีอุปกรณ์ที่เราไม่คุ้นเคยเกือบทุกชิ้นอย่างเช่นซิสเต็มนี้ ส่วนตัวแล้ว ผมจะยกให้ ลำโพงมีความสำคัญมากกว่าอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ อยู่นิดๆ

แต่กับ Duntech ลำโพงจากออสเตรเลียยี่ห้อนี้ผมมีอดีตกับมันมาพอสมควร ชื่นชอบน้ำเสียงของรุ่น Sovereign มากเป็นพิเศษในแง่ของมิติเสียงที่สามารถสร้างสนามเสียง 3 มิติได้ชัดมากไม่แพ้ลำโพงขนาดเล็ก มีครบทั้งกว้างลึกสูง แต่แบรนด์นี้หายหน้าหายตาไปนาน เพิ่งจะมาพบเห็นรุ่นใหม่ในงานที่ฮ่องกงคราวนี้เอง และบอกเลยว่า ไม่ผิดหวังในน้ำเสียงจริงๆ มันเป็นลำโพงที่ควบคุมตัวเองได้ดี ไม่ค่อยสวิงไปตามสภาพอะคูสติกแวดล้อมมาก แม้ว่าจะตัวใหญ่ แต่เสียงที่ออกมาก็มีความฉับไวและแยกแยะรายละเอียดได้ดีมากๆ โดยเฉพาะส่วนของซาวนด์สเตจยังคงเยี่ยมยุทธเหมือนเดิม แม้จะเปิดโชว์ในห้องที่ดูไม่มาตรฐานแบบนั้น แต่ก็ยังสามารถแยกรายละเอียดของเสียงเพอร์คัสชั่นในย่านต่ำให้ฉีกตัวออกจากกันได้อย่างชัดเจน ไม่กองรวมกันเหมือนห้องอื่นๆ /

(ข้อมูลเพิ่มเติม | Link)


Impressive! #1
(HOME Hi-Fi)

Rosso Fiorentino
Volterra

(ลำโพงตั้งพื้น)

ผมเห็นลำโพงของอิตาลียี่ห้อนี้ในงานโชว์ที่ฮ่องกงมาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ฟังเสียงของมันเลย อย่างที่เกริ่นมาตอนต้นนั่นแหละ เป็นเรื่องของจังหวะเวลา แต่ปีนี้ผมโชคดี เข้ามาในห้องนี้จังหวะที่เขาเปิดโชว์ลำโพงรุ่นนี้พอดี

จะเห็นนะครับว่า บริษัท Changye Audio ที่เป็นตัวแทนในฮ่องกงเขาเป็นตัวแทนลำโพงหลายยี่ห้อ ปีก่อนๆ ที่ผมเข้ามาห้องนี้มักจะเจอลำโพงยี่ห้อ Legacy ตัวใหญ่ๆ ยักษ์ๆ ตลอด มันไม่พอดีกับห้องนี้ เสียงเลยออกมาขาดๆ เกินๆ ตลอด แต่ปีนี้เขาเอาลำโพงคู่นี้มาเปิดโชว์ ถึงแม้ว่าลักษณะการเซ็ตอัพจะยังไม่ลงตัวสุดๆ แต่เสียงที่ได้ยินมันก็ออกมาดีมากแล้ว ผมเล็งดูแล้ว คิดว่าระยะห่างซ้ายขวาน่าจะกำลังดี มีเอียงหน้าโทอินเข้ามานิดๆ ช่วยปรับเรื่องโทนัลบาลานซ์กับซาวนด์สเตจได้ระดับหนึ่ง เสียงโดยรวมออกมาดีมาก ทั้งในแง่ของสมดุลเสียงที่ลงตัวระหว่างทุ้มกลางแหลมที่มีทั้งปริมาณและความเปิดเผยออกมาในระดับใกล้เคียงกัน เสียงแหลมละเอียด สะอาด ไม่จ้า แต่มีรายละเอียดออกมาครบ เบสกำลังดี ไม่ใช่แนวตูมตาม มีความกระชับพอตัว แสดงลักษระการเคลื่อนไหวของโน๊ตต่ำๆ ได้ดี ฟังเพลงมีความเป็นดนตรีสูง /

(ข้อมูลเพิ่มเติม | Link)


Impressive! #2
(HOME Hi-Fi)

Harbeth
Monitor 30.2 / 40th Anniversary Edition

(ลำโพงสองทาง วางขาตั้ง)

ลำโพงคู่นี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดผมมากเป็นพิเศษ อย่างแรกคือเสียงของมัน ซึ่งเป็นเสียงที่คล้ายกับ LS 3/5a ของ Rogers มาก แต่ในสเกลที่ใหญ่กว่า เต็มอิ่มกว่า แม้ว่าฟังแล้วรู้ว่ามันมีความจำกัดทางด้านแบนด์วิธอยู่บ้าง แต่ความถี่อื่นที่มันให้ออกมามีความเข้มข้น เนื้อเนียนสะอาด โดยเฉพาะเสียงกลางมีเสน่ห์น่าฟังมาก จังหวะที่เข้าไปฟังเขาเปิดเพลงร้องกับเพลงบรรเลงจีนที่ใช้ซอจีน โทนเสียงออกมาแนวอบอุ่น ฟังสบาย ไดนามิกพอได้ไม่เฉื่อย

ตัวตู้สวยมาก 30.2 รุ่นนี้เป็นตัวฉลอง 40 ปีของแบรนด์ วีเนียร์ลายไม้ยูคาลิปตัสทั้งตัว เปลี่ยนทวีตเตอร์ใหม่ ขั้วต่อสายลำโพงใช้ของ WBT-nextgen ใช้โพลี แคปาซิเตอร์ที่ทำในอังกฤษบนวงจรครอสโอเวอร์ และใช้สายสัญญาณตัวนำ OFC ในการเชื่อมต่อสัญญาณ /

*******************

Klipsch : Heritage HP-3 (หูฟังฟูลไซร้ / บอดี้มะฮอกกานี)
Sennheiser : HD820 (หูฟังฟูลไซร้)
dCS : Bartok (ดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ + เฮดโฟนแอมป์)

นอกจากนี้ มีผลิตภัณฑ์อีกบางส่วนที่ผมมีโอกาสทดลองฟังแล้วดูว่ามีแววดี แต่ด้วยข้อจำกัดในการนำเสนอจากงานโชว์ครั้งนี้ ทำให้คิดว่ายังไม่ได้ยินตัวตนแท้ๆ ของมันจริงๆ อย่างเช่นหูฟังของ Sennheiser รุ่น HD820 ก็ฟังดูดี รายละเอียดเด่นมาก แต่กลางสูงกับแหลมออกแห้งไปหน่อย เนื่องจากทางผู้จัดจำกัดเครื่องเล่นกับแอมป์ฯ เอาไว้ให้ทดลองฟังเฉพาะของยี่ห้อเดียวกัน แม้แต่เพลงก็จำกัดให้ฟัง คิดว่าถ้ามีโอกาสได้ลองแม็ทชิ่งกับแอมป์หูฟังตัวอื่นๆ น่าจะออกมาดี

(ข้อมูลเพิ่มเติม | Link)

หรืออย่างหูฟังฟูลไซร้ของ Klipsch รุ่น Heritage HP-3 ก็เหมือนกัน ตัวแทนที่ฮ่องกงคงตั้งใจเอามาโล๊ะขาย ยัดเยียดให้ฟังแบบลวกๆ แม้จะใช้แอมป์ของเขาเอง แทนที่จะใช้อินพุต USB เล่นจากไฟล์ดีๆ ก็ดันไปใช้อินพุตอะนาลอกเล่นจาก source ธรรมดาๆ แล้วให้พนักงานเด็กๆ มาคอยจี้เสนอโปรโมชั่นในงานยิกๆ ฟังได้ไม่เต็มที่ ผมได้ลองฟังแค่เวลาสั้นๆ พบว่าตัวที่เป็นบอดี้มะฮอกกานีเสียงดี แต่ไม่ค่อยสด ถ้าได้แม็ทชิ่งดีกว่านั้นน่าจะมีอนาคต

(ข้อมูลเพิ่มเติม | Link)

ที่น่าเสียดายอีกตัวคือ dCS รุ่นใหม่ฉลองครบรอบ 40 ปี ชื่อรุ่น Bartok เป็น ext.DAC ที่มีภาค Headphone amp ในตัว รับอินพุตจาก USB ก็ได้ จากเน็ทเวิร์คทางขั้วต่อ RJ45 ก็ได้ เล่นไฟล์ได้ถึงระดับ DSD และรองรับ MQA ด้วย มีเอ๊าต์พุตภาคไลน์ RCA และ XLR ด้วย ใช้กับชุดเครื่องเสียงบ้านได้เลย สเปคฯ สวยงามทีเดียว แต่ในงานนี้ตัวแทนเอาไปโชว์บนห้องชั้นสี่ เสียบหูฟัง Audioquest ไว้ตัวเดียว ตอนผมเข้าไปเขาเปิดโชว์ชุดใหญ่อยู่ มันคนยืนรอเล่นตัวนี้อยู่สองสามคน ผมเลยไม่มีโอกาสได้ทดลองฟัง อาฆาตไว้แล้วว่า มาถึงเมืองไทยจะขอยืมทดสอบซะหน่อย

(ข้อมูลเพิ่มเติม | Link)

ผมจดบันทึกรายชื่ออุปกรณ์เหล่านี้ไว้แล้ว หมายตาว่า ถ้ามีโอกาสจะต้องขอลองฟังผลิตภัณฑ์เหล่านี้อีกครั้งอย่างแน่นอน /

*******************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า