รีวิว Accuphase รุ่น E-480 สเตริโอ อินติเกรต แอมปลิฟาย ซุปเปอร์ไฮเอ็นด์จากประเทศญี่ปุ่น

เมื่อปี 1974 Accuphase เปิดตัวอินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ ออกมาตัวแรก ชื่อรุ่นว่า E-202 ให้กำลังขับข้างละ 100 วัตต์ ถือว่าเป็นการเปิดศักราช แอมป์วัตต์สูงของแบรนด์นี้ หลังจากนั้นอีกสองปีถัดมา คือปี 1976 เมื่อเซมิคอนดักเตอร์แบบใหม่ที่ชื่อว่า MOSFET (Metal-Oxide Semi-conductor Field Effect Transistors) ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกอิเล็กทรอนิคพร้อมกับคุณสมบัติที่นักออกแบบแอมป์วัตต์สูงที่เน้นคุณภาพเสียงใฝ่ฝันหามานาน นั่นคือ ให้เกนขยายสูง, เหมาะกับการใช้งานร่วมกับวงจรขยาย Class A เพราะเป็นไฮสปีด เซมิคอนดักเตอร์, ให้แบนด์วิธที่เปิดกว้าง และให้ความเที่ยงตรงสูง/ความเพี้ยนต่ำ วิศวกรของ Accuphase เป็นผู้ผลิตแอมป์ยี่ห้อแรกที่คว้าเอา MOSFET มาออกแบบภาคขยายบรรจุลงในอินติเกรตแอมป์รุ่น E-303 ที่ให้กำลังขับสูงมากในสมัยนั้น นั่นคือ 130 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม ส่งผลให้ E-303 กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นอย่างมากในยุคนั้น เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปสมัยนั้น อินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับสูงเกิน 100 วัตต์ต่อข้างหายาก ไม่ค่อยมีคนทำออกมาเพราะต้องใช้ความพิถีพิถันสูงมากในการออกแบบ เนื่องจากกำลังขับสูง ถ้าจัดการกับวงจรภายในไม่ดี เสียงจะออกมาแย่มากโดยเฉพาะสัญญาณรบกวน เนื่องจากภายในตัวเครื่องต้องมีทั้งภาคปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์อัดกันแน่นอยู่ในนั้น จึงมีโอกาสที่จะรบกวนซึ่งกันและกันได้มาก เมื่อ Accuphase แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำอินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับสูงแต่น้อยซ์ต่ำออกมาได้เป็นผลสำเร็จ นั่นทำให้ E-303 ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเล่นฯ ในยุคนั้นที่เริ่มมีความรู้สึกว่า ปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์มีความซับซ้อนเกินไป

รุ่น E-303

หลังจากนั้น อินติเกรตแอมป์แบบไฮพาวเวอร์ ก็กลายเป็น core product ของแบรนด์ Accuphase จากนั้นเป็นต้นมา..

จาก E-303 ถึง E-480

หลังจากรุ่น E-303 ได้รับความนิยมอย่างสูง Accuphase ก็ได้ทำอินติเกรตแอมป์ออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มีรุ่นใหม่ทะยอยออกมาแทบจะทุกปี ถ้านับตั้งแต่รุ่นแรกคือ E-202 จนถึงปัจจุบันคือรุ่น E-480 Accuphase ได้ผลิตอินติเกรตแอมป์ออกมารับใช้วงการเครื่องเสียงมากถึง 38 รุ่น ในช่วง 44 ปี (1974 – 2018) มีการแยกรุ่นแตกย่อยออกเป็น 4 กลุ่มคือรุ่นที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2, 3, 4 และ 5

รุ่น E-405

รุ่นที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 รุ่นแรกเริ่มต้นเมื่อปี 1989 นั่นคือรุ่น E-405 จากนั้นได้พัฒนาการของซีรี่ย์ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 นี้ก็ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาทุกๆ 3 – 4 ปี คือขยับมาเป็นรุ่น E-406 ในปี 1993, อัพเกรดเป็นรุ่น E-406V ในปี 1996, แล้วเปลี่ยนรุ่นอีกทีในปี 1999 เป็น E-407 ทิ้งช่วงไปสี่ปี ก่อนขยับมาเป็นรุ่น E-408 ในปี 2003, เป็นรุ่น E-450 ในปี 2007, เป็นรุ่น E-460 ในปี 2010 และเป็นรุ่น E-470 เมื่อปี 2014 จากนั้นหลังทิ้งช่วงจากรุ่น E-470 มานานถึง 4 ปี รุ่น E-480 ซึ่งเจนเนอเรชั่นล่าสุดที่ผมกำลังจะทดสอบตัวนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นในวงการเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ปี 2018 ที่ผ่านมา

รูปร่างหน้าตา + ฟังท์ชั่นใช้งาน

รุ่น E-302 ที่ออกมาเมื่อปี 1984 เป็นรุ่นแรกที่แอคคิวเฟสเริ่มนำเอาดีไซน์แบบ simplicity ออกมาใช้ คือเรียบง่ายแบบยูโรเปี้ยนสไตล์ ไม่เน้นปุ่มเยอะ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะตัดฟังท์ชั่นทิ้ง แต่ใช้วิธีเอาปุ่มกดและปุ่มหมุนปรับที่เคยอยู่บนหน้าปัดทั้งหมดไปติดตั้งเรียงเป็นแนวยาวไว้บริเวณด้านล่างของแผงหน้าปัดที่ถูกเจาะเป็นหลุมลึกลงไปกว่าผิวหน้าของหน้าปัดปกติ แล้วออกแบบ บานพับออกมาปิดบังพื้นที่ส่วนนี้เอาไว้ (Accuphase เรียกบานพับนี้ว่า “Subpanel”) บานพับที่ว่านี้มีความกว้างเท่ากับความกว้างของหน้าปัด และสามารถเลื่อนซ่อนเก็บได้ ซึ่งบานพับนี้ได้ถูกนำมาใช้ในรุ่นที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 ตัวแรกคือรุ่น E-405 (ออกมาในปี 1989)

หน้าตาของ E-480 สังเกตุลักษณะบานพับที่เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับรุ่น E-405 ด้านบน

พอถึงปี 2002 แอคคิวเฟสเปิดตัวอินติเกรตแอมป์ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 ออกมาเป็นรุ่นแรก คือรุ่น E-530 มีจุดแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ คือออกแบบวงจรขยายของภาคเพาเวอร์แอมป์เป็น Class A และนอกจากนั้น E-530 ยังเป็นอินติเกรตแอมป์รุ่นแรกของแอคคิวเฟสที่เปลี่ยนมาใช้บานพับแบบใหม่ที่มีปุ่มกดเปิด ซึ่งอินติเกรตแอมป์รุ่น E-408 ที่ออกตามมาในปี 2003 ก็เปลี่ยนมาใช้บานพับแบบเดียวกับรุ่น E-530 ด้วย และใช้ต่อเนื่องเรื่อยมาคือรุ่น E-450 (ปี 2007), E-460 (ปี 2010), E-470 (ปี 2014) และถูกใช้มาจนถึงรุ่น E-480 ที่เพิ่งออกมาล่าสุดในปี 2018 นี้ด้วย

ความเนี้ยบของงานสร้างซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติเด่นของแบรนด์ Accuphase มาตั้งแต่ยุคแรกปรากฏชัดเจนในทุกตารางนิ้วบนตัวถังและหน้าปัดของ E-480 ซึ่งมาในรูปลักษณ์สีทองแชมเปญที่ดูหรูหรา เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้มาตั้งแต่แรกเช่นกัน การจัดวางปุ่มหมุนและปุ่มกดถูกกำหนดตำแหน่งไว้อย่างเป็นระเบียบ จัดสมดุลซ้ายขวามาได้ลงตัว โดดเด่นสะดุดตาด้วยปุ่มหมุนสีทองขนาดเหมาะมือ 2 ปุ่มที่วางแยกอยู่ตรงตำแหน่งขอบด้านซ้ายและขอบด้านขวาของหน้าปัดข้างละปุ่มโดยที่ด้านซ้ายเป็นปุ่มหมุนเลือกแหล่งอินพุต (A) ส่วนปุ่มทางซีกขวาใช้ปรับตั้งระดับวอลลุ่ม (T) ปุ่มกดที่อยู่ด้านล่างของปุ่มหมุนเลือกอินพุตคือสวิทช์ที่ใช้เปิด/ปิดเครื่อง (B)

เข็ม VU meter (W) ที่ติดตั้งมาให้บนพื้นที่ตรงกลางของหน้าปัดนั่นก็คือเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของแบรนด์ Accuphase ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่รุ่น E-202 ซึ่งออกมาตัวแรกเมื่อปี 1974 ใช้แสดงกำลังขับสูงสุดที่ถูกไปในชั่วเวลาสั้นๆ หรือที่เรียกว่า peak power level ซึ่งในรุ่น E-480 นี้ ตัวมิเตอร์ทั้งสองตัวนี้ได้ถูกปรับขยายการแสดงผลของเสียงที่เบาลงไปกว่าเดิมได้ถึง -50dB เทียบกับที่ใช้ในรุ่น E-470 ซึ่งลงไปได้แค่ -40dB เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า E-480 ให้รายละเอียดของสัญญาณเสียงที่ระดับ Low Level ออกมาดีกว่ารุ่น E-470

พื้นที่ตรงกลางของหน้าปัด นอกจากจะมี VU meter ทั้งสองตัวแล้ว ยังมีช่องแสดงระดับความดัง (volume) กับแสดงค่าความถี่แซมปลิ้ง (sampling frequency) ของสัญญาณดิจิตัลอินพุต (V) ซึ่งจะถูกใช้งานในกรณีที่คุณเอาบอร์ดดิจิตัล อินพุต DAC-05 เข้ามาเสริม โดยที่รุ่น E-470 นั้น แสดงความถี่แซมปลิ้งของสัญญาณดิจิตัล อินพุตได้แค่หน่วย kHz สำหรับสัญญาณ PCM เท่านั้น ในขณะที่รุ่น E-480 ได้เพิ่มการแสดงค่าความถี่แซมปลิ้งของสัญญาณอินพุต DSD ที่มีหน่วยเป็น MHz เพิ่มเข้ามาด้วย (ศรชี้ในภาพ) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า E-480 ถูกออกแบบมาให้รองรับกับสัญญาณเสียงที่มี bandwidth กว้างขึ้นกว่ารุ่น E-470 นั่นเอง

ที่พูดถึงข้างต้นทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นบนหน้าปัดในขณะที่ บานพับ” (C) ถูกปิดไว้ เมื่อคุณกดปุ่ม (Q) ลงไป บานพับจะหงายเปิดออกมา เผยให้เห็นปุ่มหมุนและปุ่มกดเรียงรายกันอยู่ใต้บานพับนั้น เริ่มจากซ้ายไปขวาคือปุ่มหมุนเลือกเอ๊าต์พุตของลำโพง (D), ปุ่มหมุนปรับเสียงทุ้ม (E), ปุ่มหมุนปรับเสียงแหลม (F), ปุ่มกดเลือกใช้/ไม่ใช้ฟังท์ชั่นปรับทุ้ม/แหลม (G), ปุ่มกดเลือกใช้อินพุตจากบอร์ดอ๊อปชั่น DAC-50 กรณีที่คุณเสริมเข้ามา (H), ปุ่มกดเลือกอินพุตหัวเข็ม MM/MC (I), ปุ่มกดเลือกปรับเฟสของสัญญาณ (J), ปุ่มกดเลือกปรับเสียงเป็น Stereo/Mono (K), ปุ่มกดเลือกเปิด/ปิดไฟหน้าจอ (L), ปุ่มกดเลือกใช้ฟังท์ชั่น Loudness compensation (M), สวิทช์หมุนสำหรับปรับบาลานซ์ซ้ายขวา (N), ปุ่มหมุนเพื่อเลือกใช้ช่องอินพุตที่รองรับสัญญาณปรีแอมป์จากภายนอก ระหว่าง XLR กับ RCA (O), ปุ่มหมุนเพื่อเลือกใช้ฟังท์ชั่นบันทึกเสียง (P) ซึ่งบริเวณด้านบนของปุ่มกดและปุ่มหมุนเหล่านี้จะมีไฟ LED กับตัวอักษรแสดงสถานะการใช้งานปุ่มต่างๆ ที่กล่าวมา (U)

ส่วนที่เหลือก็คือปุ่มกดเพื่อเปิดบานพับลงมา (Q), ปุ่มกดเพื่อปรับลดระดับความดังลงก็คือ mute นั่นเอง (R) และรูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3 mm (S)

แผงด้านหลังเครื่องเป็นพื้นที่ติดตั้งขั้วต่อต่างๆ เริ่มจากซ้ายไปขวาคือช่องสล็อตจำนวน 2 ช่องที่ให้มาไว้เสียบบอร์ดอัพเกรด ซึ่งเครื่องตัวอย่างที่ . ไฮเอ็นด์ ออดิโอ ตัวแทนจำหน่าย Accuphase ในประเทศไทยส่งมาให้ผมทดสอบครั้งนี้ได้ติดตั้งบอร์ด DAC-50 กับบอร์ด AD-50 มาให้ทดลองใช้งานด้วย (1), ถัดไปทางขวามือ (2) เป็นกลุ่มของขั้วต่อสัญญาณสำหรับอินพุตภาคไลน์ที่มีมาให้ใช้งาน 5 ช่อง คือ TUNER, CD กับ LINE อีก 3 ช่อง, ถัดไปอีกหน่อยเป็นขั้วต่ออินพุต/เอ๊าต์พุตสำหรับใช้บันทึกเสียง (3), ส่วนขั้วต่อเบอร์ (4) กับเบอร์ (10) เป็นช่องขาออกสำหรับสัญญาณปรีเอ๊าต์ ใช้ต่อสัญญาณภาคปรีฯ ของ E-480 ไปทำงานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกเพื่ออัพเกรดพลังขับ

ช่องปรีเอ๊าต์ที่ส่งออกเป็นสัญญาณบาลานซ์นั้น ทาง Accuphase เชื่อมต่อสัญญาณซีก เข้าที่ขา 2 ส่วนสัญญาณซีก + ต่อเข้าที่ขา 3 เวลาเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกด้วยช่อง XLR ต้องเช็คลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณของตัวเพาเวอร์แอมป์ดูด้วยว่าตรงกันหรือไม่

นอกจากจะรองรับการอัพเกรดภาคเพาเวอร์แอมป์แล้ว E-480 ยังได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับการอัพเกรดภาคปรีแอมป์ได้ด้วย โดยมีช่องอินพุต “MAIN INที่ติดขั้วต่อ RCA (5) มาให้เพื่อใช้กับปรีแอมป์ภายนอกที่ดีไซน์วงจรเอ๊าต์พุตแบบอันบาลานซ์ กับให้ช่องอินพุต XLR (8) มาใช้กับปรีแอมป์ภายนอกที่ดีไซน์วงจรเอ๊าต์พุตแบบบาลานซ์ แยกกันชัดเจนไปเลย

ช่อง MAIN IN ตรงขั้วต่อบาลานซ์ XLR (8) มีสวิทช์ (9) ให้โยกเลือกลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณของขั้วต่อ XLR ได้สองแบบ ขึ้นอยู่กับทางด้านปรีแอมป์ที่เอามาใช้ร่วมกันว่าเชื่อมต่อสัญญาณเสียงซีกบวกกับซีกลบไว้ที่ขา 2 หรือขา 3 ซึ่งคุณสามารถโยกสวิทช์ตัวนี้เพื่อให้การต่อเชื่อมสัญญาณอินพุต XLR ของ E-480 มีลักษณะที่ตรงกับปรีแอมป์ที่ส่งมาได้โดยง่าย

E-480 ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด (6) แยกเป็นชุด A ด้านบนและชุด B ด้านล่าง ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้เฉพาะชุดใดชุดหนึ่งก็ได้ กรณีที่ลำโพงที่คุณใช้มีอิมพีแดนซ์อยู่ระหว่าง 4 – 16 โอห์ม และให้ขั้วต่อสายลำโพงมาแค่ชุดเดียว แต่ถ้าลำโพงที่คุณใช้ให้ขั้วต่อมา 2 ชุด คุณก็สามารถใช้ขั้วต่อลำโพงของ E-480 ทั้งสองชุดแยกกันเชื่อมต่อได้ แต่ลำโพงคู่นั้นต้องมีอิมพีแดนซ์อยู่ระหว่าง 8 – 16 โอห์ม คือต้องไม่ต่ำกว่า 8 โอห์ม

ขั้วต่อสายลำโพงออกแบบได้บึกบึนแข็งแรงมาก สามารถเชื่อมต่อสายลำโพงได้ทั้งที่ติดขั้วต่อแบบก้ามปูและบานาน่า (สมัยนี้คนเล่นฯ เขาไม่ใช้วิธีปลอกสายเปลือยกันแล้ว) ตัวขั้วต่อมีขนาดใหญ่เหมาะมือ ทำให้ขันยึดได้ง่าย

ภาคปรีแอมป์และภาคเพาเวอร์แอมป์ของ E-480 ถูกออกแบบให้ทำงานแบบ Balanced แท้ และให้อินพุตบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR มาถึง 2 ชุด (11) ไว้รองรับสัญญาณบาลานซ์แท้ๆ จาก source ที่ดีไซน์เอ๊าต์พุตบาลานซ์มาให้ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติเด่นหนึ่งในหลายๆ ข้อที่ทำให้ E-480 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีความเป็น ไฮเอ็นด์เต็มตัว! เพราะแอมป์ที่มีอินพุตบาลานซ์ XLR เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับนักเล่นฯ ที่ใช้ external DAC ยุคใหม่ “ทุกตัวที่มีช่องเอ๊าต์พุต XLR และต้องการประสิทธิภาพสูงสุดจาก ext.DAC ตัวนั้น

เต้ารับสำหรับหัวปลั๊กของสายเอซี (7) เป็นแบบสามขาแยกกราวนด์ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถอัพเกรดคุณภาพเสียงด้วยการเปลี่ยนสายไฟเอซีได้ตามแนวเสียงที่ชอบ

ในกล่องมีรีโมทไร้สายสีทอง ขนาดกระชับมือรุ่น RC-230 มาให้ใช้กับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ด้วย ซึ่งบนตัวรีโมทก็มีปุ่มกดไม่มากนัก หลักๆ ก็คือปุ่มกดเลือกแหล่งอินพุตที่แยกเป็น 2 ส่วน ด้านบนเป็นแหล่งอินพุตที่มากับตัวเครื่องมาตรฐาน ส่วนด้านล่างที่ศรชี้นั้นเป็นปุ่มกดเลือกอินพุตที่มากับบอร์ดอัพเกรด นอกจากเลือกอินพุตแล้ว ก็มีปุ่มกดปรับระดับความดัง (วอลลุ่ม) นอกจากนั้น บนรีโมทไร้สายตัวนี้ก็ยังมีปุ่มกดเพื่อควบคุมการเล่นเพลงซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรกับ E-480 น่าจะให้มาใช้ควบคุมการเล่นเพลงของเครื่องเล่นซีดีกรณีที่คุณใช้ของ Accuphase นั่นเอง

ดีไซน์ ไฮไล้ท์

E-480 มีดีไซน์เด่นๆ แอบซ่อนมาหลายอย่าง เราไปงัดแงะดูก่อนหน่อย..

อย่างแรกที่โดดเด่นมากคือช่องใส่ บอร์ดอัพเกรดซึ่งเป็นการขยายความสามารถในส่วนของ อินพุตสำหรับ E-480 โดยให้ช่องเสียบมา 2 ช่อง มีบอร์ดอัพเกรดให้เลือกใส่ได้สามรูปแบบ ได้แก่ บอร์ดดิจิตัล อินพุตรุ่น “DAC-50”, บอร์ดอะนาลอก อินพุตรุ่น “AD-50และบอร์ดรุ่น “LINE-10สำหรับเพิ่มช่องอินพุตภาคไลน์

ซ้ายมือในรูปข้างบนคือบอร์ด DAC-50 ออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิตัลให้กับ E-480 โดยติดตั้งขั้วต่อ Coaxial, Optical และ USB มาให้ใช้ ซึ่งอินพุตแต่ละช่องมีความสามารถรองรับสัญญาณได้ไม่เท่ากัน อย่างช่อง Optical รองรับได้เฉพาะสัญญาณ PCM สูงสุดถึงระดับ 24bit/96kHz กับช่อง Coaxial ซึ่งก็รองรับสัญญาณ PCM ได้อย่างเดียว แต่รับได้สูงกว่าช่องอ๊อปติคัล คือได้ถึงระดับ 24bit/192kHz ส่วนช่องอินพุต USB นั้นเป็นไฮไล้ท์ครับ เพราะรองรับได้ทั้งสัญญาณ PCM สูงสุดถึง 32bit/384kHz และสัญญาณ DSD สูงสุดถึงระดับ DSD256 หรือ DSD11.2896MHz ซึ่งเป็นสเปคฯ ที่สูงสุดในปัจจุบันแล้ว

ส่วนบอร์ดที่เสียบอยู่ที่ช่องสล๊อต OPTION 2 ในรูปข้างบนคือบอร์ด AD-50 ซึ่งเพิ่มความสามารถในการรองรับสัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง ซึ่งสามารถรองรับสัญญาณเสียงจากหัวเข็มได้ทั้ง MM (เกน 66dB) และ MC (เกน 40dB) และสามารถเลือกปรับตั้งอิมพีแดนซ์ของหัวเข็มได้ 3 ค่าคือ 30, 100 หรือ 300 โอห์ม กับมีฟังท์ชั่น subsonic filter ให้เลือกใช้ด้วย

ภาคปรีแอมป์ของ E-480 ใช้ระบบวอลลุ่มคอนโทรลแบบใหม่ที่วิศวกรของแอคคิวเฟสเพิ่งจะพัฒนาขึ้นมาล่าสุด ชื่อว่า Accuphase Analog Vari-gain Amplifier ย่อว่า AAVA เป็นดีไซน์วอลลุ่มคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ดีกว่าแบบเดิมที่ใช้วิธี attenuate ที่เอาสัญญาณอินพุตแรงสุดไปไว้ตรงจุด 100% ของวอลลุ่ม (หมุนตามเข็มไปขวามือสุด) แล้วใช้ตัวต้านทาน (resistor) เข้ามาลดเกนของสัญญาณอินพุตลงไปเรื่อยๆ จนถึง 0% เมื่อวอลลุ่มถูกหมุนทวนเข็มไปอยู่ในตำแหน่งซ้ายสุด นั่นก็เท่ากับว่า ในการใช้งานจริง คุณไม่มีโอกาสใช้ เนื้อของสัญญาณอินพุตทั้ง 100% เลย และผลจากการใช้ตัวต้านทานมาลดทอนเกนของสัญญาณอินพุตให้เหลือตามระดับวอลลุ่มที่คุณเลือกฟัง มีผลให้ความบริสุทธิ์ของสัญญาณอินพุตถูกทำลายลงไป เพราะสัญญาณอินพุตต้องถูกขยายเพิ่มเกนอีกขั้นตอนหนึ่งเพื่อชดเชยกับวอลลุ่มนั่นเอง

เทคโนโลยี AAVA ที่ Accuphase คิดค้นขึ้นมาใช้เป็นระบบวอลลุ่มแบบใหม่นี้ อาศัย CPU ขนาด 16bit เข้ามาช่วยทำงานร่วมกับวงจรแปลงสัญญาณโวลเตจให้เป็นกระแส (voltage-to-current) โดยการแบ่งระดับความแรงของสัญญาณออกเป็น 216 ระดับหรือ 65,536 ขั้น เมื่อผู้ใช้หมุนปุ่มวอลลุ่มบนหน้าปัดของ E-480 วงจร DSP ในตัว E-480 จะนำส่งระดับวอลลุ่มที่ผู้ใช้ต้องการเข้าไปแม็ทกับระดับความแรงสัญญาณค่าใดค่าหนึ่งระหว่าง 1/22 ไปจนถึง 1/216 บนโมดูล AAVA

มรรคผลที่ได้จากระบบวอลลุ่ม AAVA นี้มีอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ คุณภาพเสียงเมื่อสามารถขจัด resistor ที่ใช้อยู่ในระบบวอลลุ่มเดิมๆ ออกไปจากเส้นทางสัญญาณได้ทั้งหมด สิ่งที่ได้คืนมาก็คือความสะอาดของเสียงที่มีความบริสุทธิ์ของสัญญาณใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ส่งผลต่อ S/N ratio ที่ดีขึ้นมากเพราะไม่มีการเพิ่ม noise เข้ามาในสัญญาณ ประเด็นที่สองคือ ความแม่นยำของระดับความดังที่ปรับใช้จากวอลลุ่มซึ่งซอยขั้นได้ละเอียดละออมาก ส่งผลทำให้การแม็ทชิ่งระหว่างเอ๊าต์พุตของ E-480 กับลำโพงที่ผู้ใช้สามารถปรับเลือกเกนได้ลงตัวพอดีกับระดับความดังที่ต้องการฟังได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเกนอินพุตของสัญญาณเสียงจากอัลบั้มเพลงแต่ละชุดจะแตกต่างกันมากแค่ไหนก็สามารถชดเชยด้วยอัตราขยายจากปรีแอมป์ได้หมด เป็นระบบวอลลุ่มที่ไม่ทำให้ noise เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสัญญาณเสียงจากอินพุตที่มีเกนต่ำๆ (อย่างเช่นช่วง Low Level) ไม่ถูก noise ของระบบวอลลุ่มกลบทับลงไป

ภาคปรีแอมป์ในตัว E-480 ถูกออกแบบให้ แยกส่วนออกจากภาคเพาเวอร์แอมป์ อย่างเด็ดขาดในขณะที่สัญญาณขาออกจากภาคปรีแอมป์ได้ถูกกำหนดให้ส่งออกไป พร้อมกันทั้งที่ส่งให้กับภาคเพาเวอร์แอมป์ภายในตัว E-480 เอง และส่งออกไปทางขั้วต่อ Pre-out ที่อยู่บนแผงด้านหลัง โดยที่สัญญาณ Pre-out ทั้งสองเส้นทางนี้ยังถูกควบคุมด้วยวอลลุ่มทั้งคู่ นั่นทำให้ผู้ใช้ E-480 สามารถเพิ่มเติมเพาเวอร์แอมป์จากภายนอกเข้ามาในระบบเพื่อช่วยเสริมกำลังขับร่วมกับภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว E-480 ขับลำโพงที่ออกแบบวงจรเน็ทเวิร์คแยกเป็น 2 ชุดได้ ในลักษณะการเชื่อมต่อระบบแบบที่เรียกว่า bi-amping คือใช้ทั้งเพาเวอร์แอมป์ในตัว E-480 และเพาเวอร์แอมป์ภายนอกร่วมกันขับลำโพงคู่เดียวกัน ตัวอย่างในภาพข้างบนคือใช้ภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว E-480 ขับเสียงกลางแหลม ส่วนเพาเวอร์แอมป์ภายนอกที่เพิ่มเข้ามาใช้ขับทุ้ม แต่ผู้ใช้ก็สามารถสลับกันได้ถ้าต้องการ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ควรจะดีขึ้นเพราะกำลังขับที่สูงขึ้นย่อมควบคุมลำโพงได้ดีกว่า

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ

กำลังขับของ E-480 อยู่ที่ 180 วัตต์ ต่อแชนเนลที่โหลด 8 โอห์ม และขยับขึ้นไปเป็น 260 วัตต์ต่อแชนเนล เมื่อโหลดลดลงครึ่งหนึ่งคือ 4 โอห์ม นั่นแสดงถึงกำลังสำรองที่มีอยู่ในตัวประมาณสี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การแม็ทชิ่งลำโพงเข้ากับ E-480 จึงมีความอ่อนไหวพอสมควร มีสเปคฯ ของลำโพงอยู่ 3 ตัวที่คุณควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ถ้าต้องการให้กำลังขับของ E-480 สามารถขับดันคุณภาพของลำโพงออกมาได้หมดจดจริงๆ นั่นคือ กำลังขับสูงสุดที่รับได้“, “อิมพีแดนซ์และ ความไว

ตัวเลข กำลังขับสูงสุดที่รับได้กับ อิมพีแดนซ์สองตัวนี้ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน ซึ่งกำลังขับของ E-480 ควรจะต้องอยู่ในพิกัดที่ ไม่ต่ำกว่า75%ตัวเลข กำลังขับสูงสุดที่รับได้ที่ลำโพงคู่นั้นรับได้ โดยที่ อิมพีแดนซ์ของลำโพงที่เอามาเทียบนั้นต้องมีค่าเท่ากับอิมพีแดนซ์ที่ E-480 อ้างอิงในสเปคฯ กำลังขับ นั่นคือ 8 โอห์มที่กำลังขับ 180 วัตต์/แชนเนล

ผมไปไล่ดูสเปคฯ ลำโพงที่ผมมีอยู่ในสต็อก 3-4 คู่ พบว่า Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ ที่ผมมีอยู่สเปคฯ เหมาะสมกับ E-480 มาก คือรองรับกำลังขับได้สูงสุดอยู่ที่ 175 วัตต์/แชนเนล ที่โหลด 8 โอห์ม ผมจึงจับ Element ‘Ember’ เข้าชุดเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของ E-480 เป็นตัวแรก โดยอาศัยสายลำโพง Nordost รุ่น Heimdall เป็นสะพานเชื่อมระหว่างขั้วต่อสายลำโพงของ Element ‘Ember’ กับขั้วต่อสายลำโพงชุด A ของ E-480

แหล่งต้นทางสัญญาณที่ผมใช้ทดสอบ E-480 ล็อตแรกนี้ เป็นแหล่งสัญญาณดิจิตัล 2 แหล่ง แหล่งแรกผมใช้ roon : nucleus+ เป็นทรานสปอร์ต เล่นไฟล์เพลง DSF, WAV และ FLAC ส่งเข้าที่อินพุต USB ของบอร์ด DAC-50 ที่มากับ E-480 ผ่านสาย USB รุ่น Ultimate ของ Purist Audio Design ส่วนแหล่งที่สอง ผมใช้ roon : nucleus+ เป็นทรานสปอร์ต เล่นไฟล์เพลง DSF, WAV และ FLAC ส่งเข้าที่อินพุต Ethernet (LAN) ของ external DAC ยี่ห้อ dCS รุ่น Rossini DAC แล้วเชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Rossini DAC ไปที่อินพุต CD BALNCE (XLR) ของ E-480 ด้วยสายสัญญาณบาลานซ์ XLR ของ Nordost รุ่น Valhalla ยาวหนึ่งเมตร

ช่วงท้ายของการทดสอบ ผมได้รับลำโพงวางหิ้งรุ่น Evoke 20 ของ Dynaudio ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดเข้ามาทดสอบ ผมจึงยก Evoke 20 เข้ามาแทนที่ Element ‘Ember’ เปิดเบิร์นฯ กับซิสเต็มนี้ติดต่อกันไปสองวัน ได้ชั่วโมงเบิร์นฯ ประมาณ 20 ชั่วโมง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ยินนั้นก็เพียงพอที่จะประเมินได้ว่ากำลังขับของ E-480 สามารถขับดันเสียงของ Evoke 20 ออกมาได้เต็มที่ (ทางผู้นำเข้าคือบริษัท Bulldog ได้ทำการเบิร์นฯ ลำโพง Evoke 20 มาแล้วระยะหนึ่ง)

ปุ่มกดเพื่อเลือก invert phase อยู่ใต้บานพับ

ก่อนทำการทดลองฟังเสียง ผมตรวจเช็ค phase ของเสียงดูแล้ว พบว่า เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณระหว่าง Rossini DAC กับ E-480 ด้วยสายบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR เฟสสัญญาณจะสลับกับต้นฉบับ เพราะ Rossini DAC ใช้ขั้ว 2 ต่อสัญญาณซีก + ในขณะที่ E-480 ใช้ขั้ว 3 ต่อสัญญาณซีก + ผมต้องกดปุ่มเลือก invert phase เพื่อให้เฟสของสัญญาณตลอดเส้นทางตรงตามต้นฉบับ เวลาเล่น source ที่เข้าทางช่อง Line ก็ปลดฟังท์ชั่น Invert Phase ออก ซึ่งผมพบว่า E-480 จะบันทึกการปรับตั้งเฟสของแต่ละอินพุตแยกกันไว้ด้วย

เสียงของ E-480

ลักษณะและคุณภาพเสียงที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ คือเสียงที่ได้ยินจากการขับลำโพงรุ่น Element ‘Ember’ ของ Totem Acoustics เป็นหลัก ซึ่งจากการใช้งานลำโพงคู่นี้มานาน ผมพอจะทราบบุคลิกนิสัยของ Element ‘Ember’ ได้ดี เนื่องจากขั้วต่อสายลำโพงของลำโพงคู่นี้มีอยู่ 2 ชุด แยกสำหรับวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ออกจากกัน ผู้ออกแบบลำโพงคู่นี้ใช้วิธีต่อสัญญาณจากขั้วต่อสายลำโพงชุดล่างตรงเข้าสู่วูฟเฟอร์ โดยตรงโดยไม่ผ่านวงจรตัดแบ่งความถี่ใดๆ ทำให้คุณภาพเสียงในย่านกลางและทุ้มที่ได้จากวูฟเฟอร์ตัวนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแอมปลิฟาย โดยตรงซึ่งเป็นดีไซน์ที่นับว่า โหดมากสำหรับแอมป์ที่จะมาขับลำโพงคู่นี้ ต้องเป็นแอมป์ที่มีความสามารถในการควบคุมไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ได้ดีมากๆ โดยเฉพาะคุณสมบัติทางด้าน damping factor ของแอมป์ต้องสูงพอ จึงจะสามารถควบคุมการขยับเคลื่อนของไดอะแฟรมได้อย่างมั่นคงจริงๆ

album: Blood, Sweat & Tears
artist: Blood, Sweat & Tears

จากการทดลองฟัง E-480 ขับ Element ‘Ember’ ด้วยไฟล์เพลงทุกรูปแบบ ทั้งระดับมาตรฐานซีดีและระดับไฮเรซฯ ทุกแนวเพลง ผมพบว่า E-480 สามารถควบคุม Element ‘Ember’ ได้อย่างอยู่หมัด E-480 สามารถควบคุมไดอะแฟรมของ Element ‘Ember’ ให้แจกแจงรายละเอียดของเสียงที่มีเลเยอร์สลับซับซ้อนของเพลงบางเพลงออกมาได้อย่างเคลียร์คัตมาก ยกตัวอย่างเช่นเพลง Smiling Phasesจากอัลบั้มชื่อเดียวกับชื่อวง Blood, Sweat & Tears ของ ซึ่ง E-480 สามารถถ่ายทอดสัญญาณเสียงที่เบาบางมากๆ ในเพลงนี้อย่างเช่นเสียงเคาะฉาบแผ่วๆ ให้ลอยขึ้นมาอยู่เหนือสรรพเสียงอื่นๆ ได้ และในขณะเดียวกัน ก็สามารถนำเสนอความหนักแน่นและรุนแรงของเสียงกระแทกกระเดื่องกลอง เสียงหวดสแนร์, เสียงเบสที่ย่ำเดินอย่างเมามัน และเสียงเครื่องเป่าที่แผดสนั่น ทั้งหมดนั้นถูกผลักดันให้พรั่งพรูผ่านวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ตัวจ้อยของ Element ‘Ember’ ออกมาได้อย่างกระจ่างชัด หลุดจากตัวตู้กระจายออกไปในอากาศรอบๆ ตัวตู้ได้อย่างสบายๆ ทุกชิ้นดนตรีมีอิสระในการขยับตัวอย่างเต็มที่ แสดงถึงกำลังสำรองของแอมป์ที่ยังคงควบคุมไดอะแฟรมของลำโพงได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้อารมณ์ของเพลงถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ ไม่มีรอมชอม ไม่มีอมพะนำ และไม่มีหน่อมแน้ม

หลังจากฟังเพลงนี้ผ่าน E-480 ไปสองรอบ ผมก็รับรู้ได้ถึงความเป็นตัวตนในน้ำเสียงของ E-480 บางจุดที่ แตกต่างไปจากเสียงของอินติเกรตแอมป์แบรนด์นี้ในอดีตที่ผมเคยฟังมา คือผมรู้สึกว่าเสียงของ E-480 มีความสดมากกว่ายุคเก่าๆ พอสมควร คงเป็นเพราะดีไซน์ของ E-480 ที่ตั้งในทำให้สัญญาณอินพุตพุ่งตรงเข้าสู่ภาคขยายและทะลุไปที่ลำโพงด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุด เพื่อคงความบริสุทธิ์ของสัญญาณต้นฉบับเอาไว้ให้มากที่สุดนั่นเอง

album: Famous Blue Raincoat [20th Anniversary Edition]
artist: Jennifer Warns

จากประสบการณ์ที่ผมคุ้นเคยดีกับ Element ‘Ember’ ทำให้รู้ว่า ถ้า damping factor ของแอมป์ไม่ถึง รายละเอียดจากวูฟเฟอร์จะไม่กระจ่าง เพราะเมื่อแอมป์หยุดยั้งกรวยวูฟเฟอร์ได้ไม่ดี สิ่งที่ตามมาก็คือเสียงกลางและทุ้มที่ขุ่นมัว โฟกัสไม่นิ่ง เสียงไม่หลุดตู้ เพื่อพิสูจน์คุณสมบัติข้อนี้ของ E-480 ผมจึงลองฟังแทรคที่ชื่อว่า Bird on a Wireของ Jennifer Warnes จากอัลบั้มชุด Famous Blue Raincoat ปรากฏว่า E-480 จับเสียงกลองทอมตอนต้นเพลง ลงไปวางในพิกัดที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำทุกตำแหน่ง นิ่งและสถิตย์อยู่ตรงนั้นทุกครั้งที่เปิดฟัง แม้ว่าผมจะลองเพิ่มโหลดให้กับภาคเพาเวอร์แอมป์ของ E-480 ด้วยการขยับเร่งวอลลุ่มให้ดังขึ้น ตำแหน่งของกลองทอมทั้งสี่ใบก็ยังคงสถิตย์อยู่ที่เดิมไม่มีอาการวอกแวกเลย.!

album: The Greatest Basso Vol.1
artist: Zhao Peng

จะเช็คความนิ่งของภาคเพาเวอร์แอมป์ ถ้าไม่ลองฟังจากแทรค 2 ที่ชื่อว่า My Grandma and Penghu Bayของนักร้องเสียงใหญ่ จ้าวเผิงก็ต้องถือว่าผิดเลยครับ ผมรีบกดเลือกไฟล์เพลงนี้ขึ้นมาลองฟังกับ E-480 ทันที ประเด็นสำคัญอยู่ที่ช่วงหวดกลองจีน ซึ่งที่ถูกต้องคือเสียงหวดกลองจีนต้องสถิตย์นิ่งอยู่ในเลเยอร์หลังสุดของซาวนด์สเตจของเพลงนี้ถึงจะเรียกว่า เอาอยู่แทรคนี้ผมลองฟัง E-480 ทั้งสองช่วง คือทั้งตอนลองขับ Element ‘Ember’ และตอนขับ Evoke 20 ปรากฏว่า E-480 สามารถตรึงเสียงหวดกลองให้ลึกลงไปอยู่ไกลจากระนาบลำโพงเกินหนึ่งเมตรในห้องฟังของผม และเสียงกลองที่ได้ยินผ่าน E-480 มันมีรายละเอียดอื่นๆ ออกมาให้ได้ยินด้วย ตั้งแต่เริ่มหัวเสียงไม้นวมที่กระแทกลงไปบนหนังกลอง มีทั้งความแน่นและรู้สึกได้ถึงความหนาของมวลเสียงที่อัดแน่นอยู่อึดใจก่อนจะคลี่แผ่กว้างออกมารอบตัวอิมแพ็ค เป็นเสียงหวดกลองที่มีมวลแน่นๆ แต่ เด้งได้ ไม่ได้เป็นเสียงทุ้มหนาๆ แต่อับทึบเหมือนที่ได้ยินจากแอมป์+ลำโพงบางชุด แสดงว่า คุณภาพวูฟเฟอร์ของ Element ‘Ember’ และ Evoke 20 อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก และภาคเพาเวอร์แอมป์ของ E-480 ก็ดีมากด้วย เพราะสามารถควบคุมไดอะแฟรมวูฟเฟอร์ของลำโพงทั้งสองคู่นั้นให้แสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างที่ผู้ออกแบบลำโพงต้องการให้เป็น สิ่งที่ผมได้ยินก็คือ เสียงกลองที่ซาวนด์เอนจิเนียร์อัลบั้มนี้ต้องการให้ได้ยิน

album: Dreaming
artist: Amanda McBroom

album: The Man From God Knows Where
artist: Tom Russell

หลังจากทดลองฟังเสียงทุ้มไปแล้วสองสามแทรค ผมก็เริ่มรู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ได้จากค่าแด้มปิ้ง แฟ็กเตอร์ที่สูงถึง 600 ของ E-480 เข้าให้แล้วล่ะครับ.. คือการที่มันสามารถควบคุมไดอะแฟรมของไดเวอร์ลำโพงได้สนิทจริงๆ นั้น นอกจากมันจะทำให้เสียงทุ้มมีความกระชับ แน่น และโฟกัสนิ่งแล้ว ผมยังพบว่า คุณสมบัติที่ดีเหล่านั้นได้ส่งผลไปถึงความถี่ย่านอื่นๆ ด้วย ทั้งแหลมและกลาง นั่นทำให้ทุกเสียงตั้งแต่ย่านแหลมกลางทุ้มมีโฟกัสที่คมชัด นิ่ง และชัดเคลียร์มากด้วย และจะเห็นได้ชัดมากในช่วงขณะที่มีเสียงดนตรีหลายๆ ชิ้น หลายๆ ย่านเสียงกำลังบรรเลงอยู่พร้อมๆ กัน เมื่อโฟกัสไปที่แต่ละเสียงในซาวนด์สเตจช่วงเวลานั้น จะพบว่า ทุกเสียงมีตำแหน่งแหล่งที่ของตัวเองชัดเจน มีลีลาการขยับเคลื่อนด้วยสปีดช้าเร็วที่เป็นของตัวเอง ไม่ถูกดึงดูดโดยเสียงอื่น

ในแทรคที่สิบชื่อเพลง Quiet Manแทรคปิดอัลบั้มชุด Dreaming ของ Amanda McBroom นั้น ขึ้นต้นมาด้วยเสียงเบสซินธฯ เด้งดึ๋งดั๋งปูเป็นพื้นไปทั้งเพลง ในขณะที่เสียงร้องของอาแมนด้าถูกมิกซ์ให้อยู่ในเลเยอร์ที่ลอยเด่นเหนือเสียงดนตรีทั้งหมดขึ้นมาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นโจทย์ยากสำหรับลำโพงสองทางทั่วไปที่จะสามารถยึดเสียงเบสเหล่านั้นให้ตรึงนิ่งอยู่ด้านหลังโดยไม่แทรกขึ้นมาทำให้เสียงร้องแกว่ง ถึงแม้ว่า จะเป็นลำโพงสองทางที่มีคุณภาพสูง แต่ ถ้าไม่ได้แด้มปิ้ง แฟ็กเตอร์ของแอมป์มาช่วยควบคุมไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์เอาไว้ด้วย อาการเสียงเบสคลุมเครือและทำให้เสียงร้องวูบวาบก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายมากเมื่อเปิดเพลงนี้ฟังในระดับเสียงที่ค่อนข้างดัง ผมฟังแทรคนี้กับลำโพง Evoke 20 และเปิดค่อนข้างดัง แต่เสียงทุ้มก็ไม่มีอาการบวมเบลอ ในขณะที่เสียงร้องก็ยังคงรักษาตำแหน่งอยู่ในเลเยอร์บนสุดได้ตลอดเวลา และคอนทราสน์ของเสียงร้องก็ถูกคลี่คลายออกมาได้อย่างนุ่มนวล ทำให้ได้อารมณ์เพลงที่ฟังเพลินมาก

อีกแทรคที่ผมชอบใช้วัดความโดดเด่นของการรักษาตำแหน่งและความมั่นคงของเสียงร้อง เป็นเพลงแรกจากอัลบั้มชุด The Man From God Know Where ชื่อเพลงเดียวกับชื่ออัลบั้ม เป็นงานของศิลปินชายที่ชื่อว่า Tom Russell ซึ่งบันทึกเสียงร้องมาลอยเด่นมากเป็นพิเศษ แม้ในขณะที่มีเสียงดนตรีอื่นๆ กำลังบรรเลงอยู่ในเลเยอร์ล่างๆ ด้วยความซับซ้อนและมีไดนามิก แต่เสียงร้องก็ (ต้อง) ยังคงลอยเด่นอยู่บนเลเยอร์บนสุดตลอดเวลา ซึ่ง E-480 ก็ทำให้ผมได้ยินอะไรแบบนั้นเช่นกัน

คุณภาพเสียงของบอร์ด DAC-50 กับบอร์ด AD-50

จริงๆ แล้ว เข็มมิเตอร์ VU บนหน้าปัดนั้นคือสัญลักษณ์ของ Accuphase ดูแล้วสวยดี แต่ในห้องสลัวๆ แสงสว่างจากมิเตอร์สองอันนี้จะเจิดจ้ามากเป็นพิเศษ คุณสามารถกดปิดไฟมิเตอร์ทั้งสองอันได้ จะเหลือแต่โลโก้สีเขียวติดสว่าง ดูแล้วคลาสสิกไปอีกแบบ แถมเสียงดีขึ้นนิดนึงด้วย แต่ถ้าคุณมีบอร์ดอัพเกรดตัว DAC-50 เสียบอยู่ในสล็อต และคุณใช้งานบอร์ดนี้ คุณต้องเลือกอินพุตไปที่ตำแหน่ง OPTION 1 และฟังท์ชั่นที่ปุ่ม DISPLAY จะเพิ่มขึ้นเป็น 3 สเตป คือ เปลี่ยนสลับไประหว่าง แสดงวอลลุ่ม, แสดงแซมปลิ้งควีเควนซี่ของสัญญาณดิจิตัลอินพุต และปิดทั้งหมดเหลือแต่โลโก้สีเขียว

ลักษณะวงจรบนบอร์ด DAC-50

ตัว roonlabs : nucleus+ มีช่อง USB มาให้ 2 ช่อง ผมมีสาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven อยู่ 2 เส้น ยาวเท่ากัน ผมนำมาใช้เชื่อมต่อระหว่างช่อง USB type A ของ nucleus+ ทั้งสองช่อง แล้วแยกปลายด้าน USB type B ไปเข้าที่อินพุต USB ของบอร์ด DAC-50 ที่แผงหลังของ E-480 หนึ่งเส้น ส่วนอีกเส้นที่เหลือ ผมเอาไปเสียบที่ช่องอินพุต USB ของ dCS : Rossini DAC ที่ผมนำมาฟังเทียบกับบอร์ด DAC-50 ของ Accuphase ที่เสียบมาบน E-480

ช่วงแรกผมจะฟังเฉพาะ DAC-50 อย่างเดียว วัดผลไปเรื่อย จนเก็บข้อมูลครบแล้วจึงค่อยลองฟังเทียบกับ Rossini DAC ในช่วงท้าย

ตัวบอร์ด DAC-50 นี้ผ่านการพัฒนามาเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว ความสามารถสูงกว่าบอร์ด DAC-40 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นก่อนหน้า โดยเฉพาะทางด้านความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุต และความสามารถในการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอก ซึ่งช่อง USB ของบอร์ด DAC-50 รองรับสัญญาณ PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 32/384 และรองรับสัญญาณ DSD ไดสูงถึงระดับ DSD128 ในขณะที่บอร์ด DAC-40 รองรับได้เฉพาะ PCM อย่างเดียว และได้สูงสุดแค่ 24/192 ส่วนชิป DAC ที่ใช้ในบอร์ด DAC-40 ก่อนหน้านี้เป็นของ TI เบอร์ PCM1796DB ในขณะที่บอร์ด DAC-50 เปลี่ยนมาใช้ชิป DAC ระดับพรีเมี่ยมของ Asahi Kasei Micro Electronics เบอร์ AKM4490EQ แยกข้างละตัวสำหรับแชนเนลซ้ายและขวา เนื่องจากข้างในตัวชิป AK4490EQ แต่ละตัวมีภาค DAC อยู่ 2 ชุด วิศวกรของทาง Accuphase จึงจับ DAC ทั้งสองตัวในชิปมาต่อขนานกันด้วยเทคนิคพิเศษที่แอคคิวเฟสประดิษฐ์ขึ้นมาใช้นั่นคือ MDS (Multiple Delta Sigma) ซึ่งทำให้ได้สัญญาณที่มีเกนสูง/สัญญาณรบกวนต่ำ (S/N ratio สูง) และเพื่อรักษาคุณลักษณะที่ดีจากภาค DAC เอาไว้ วิศวกรของ Accuphase ยังได้ออกแบบภาค filter amp ขึ้นมารองรับเอ๊าต์พุตจากชิป DAC อีกทอดหนึ่ง เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่แอคคิวเฟสให้ชื่อเรียกว่า Accuphase Noise and distortion Cancelling Circuit (ย่อว่า ANCC) ทำงานโดยใช้วงจรโลว์พาส (LPF) ออเดอร์ที่ 4 ในการลด noise จากภาค DAC ลงไปได้อีกระดับ

ผมไปตามค้นจนพบความเจ๋งของบอร์ด DAC-50 นี้ก็หลังจากทดลองฟังเสียงของมันแล้วเกิดอาการคันมากอยากรู้ เพราะก่อนเริ่มต้นฟังนั้น ผมบอกตรงๆ ว่าไม่ได้คาดหวังคุณภาพเสียงจากบอร์ดตัวนี้มากนัก อาจจะเพราะยังไม่ได้เข้าไปค้นข้อมูล และคิดว่ามันเป็นแค่บอร์ดเสริมที่ให้มา พอใช้ถูไถแก้ขัดไปเท่านั้น เพราะ Accuphase เองก็มี digital front-end แยกชิ้นขายอยู่ ไม่น่าจะใส่อะไรลงไปในบอร์ดตัวนี้มากนัก แต่ยอมรับว่าผิดคาดครับ.! หลังจากลงไปค้นข้อมูลถึงได้รู้ว่ามันเจ๋งมากขนาดนี้

บอร์ดตัวนี้ให้คุณภาพเสียงที่ดีมากๆ กับไฟล์ WAV ที่แพ็คสัญญาณ 16/44.1 ไปจนถึง 24/96 และไฟล์ DSF ที่แพ็คสัญญาณ DSD64 ซึ่งใครที่มีไฟล์/สัญญาณระดับนี้สะสมอยู่เยอะๆ และคุณเลือกลำโพงที่มีสเปคฯ ที่กำลังขับของ E-480 ขับไหวสบายๆ คุณจะได้เสียงที่ดีมากๆ จากบอร์ด DAC-50 ตัวนี้ ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก และตอนผมทดลองเล่นไฟล์ MQA ด้วย roon ผ่าน nucleus+ ไปที่บอร์ดนี้ ปรากฏว่า roon ช่วยดีโค๊ดเดอร์ MQA ให้ได้ด้วย ถ้าเนทีฟของตัวไฟล์อยู่ที่ 96kHz เข้ารหัส MQA มาโปรแกรม roon จะดีโค๊ดไปที่ DAC-50 ได้ถึง 96kHz เต็มที่เลย แต่กับไฟล์ที่มีเนทีฟ 352.8kHz เข้ารหัส MQA มาจะถอดให้ได้แค่ 88.2kHz เท่านั้น

ส่วนบอร์ด AD-50 สำหรับภาคขยายหัวเข็ม MM/MC นั้น ผมทดลองฟังด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง Acoustic Signature รุ่น Manfred เปลี่ยนอาร์มเป็น Rega RB600 ติดหัวเข็มเอ็มซี Benz Micro ‘Wood’ SM เอ๊าต์พุตระดับกลางๆ (0.8mV) ซึ่งไปกับภาคขยายในตัว AD-50 ได้ คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควร ไม่มีฟังท์ชั่นพิเศษอะไรมาให้มากเหมือนโฟโนสเตจแยกชิ้นตัวใหญ่ๆ ถ้าคุณไม่ได้เป็นเซียนแผ่นดำที่มุ่งหวังไปเอาดีทางสาย analog จริงๆ จังๆ แค่พอมีแผ่นเสียงไว้ประดับคอลเลคชั่นบ้าง แค่ติดบอร์ด AD-50 ตัวนี้เข้าไปเพิ่มในตัว E-480 ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าใช้เทิร์นฯ ขนาดใหญ่ประมาณว่าแท่น+หัวเข็มเกินแสนบาทขึ้นไป แนะนำให้ซื้อโฟโนสเตจแยกชิ้นดีกว่าครับ E-480 มีช่องบาลานซ์ analog input เหลือเผื่อมาให้แล้ว

คุณภาพเสียงของภาคขยายหูฟัง

ผมลองใช้หูฟังฟูลไซร้ Beyerdynamic รุ่น AMIRON HOME ฟังกับช่องหูฟังของ E-480 ปรากฏว่ากำลังขับของ E-480 สามารถขับดันหูฟังตัวนี้ออกมาได้เต็มที่ ใช้วอลลุ่มประมาณ 10-11 นาฬิกาเสียงก็ออกมาเต็มแล้ว รายละเอียดเสียงพรั่งพรูดี ไดนามิกมาเต็ม ขับหุฟังระดับ 10K – 30K ได้สบาย

สรุป

ถ้าคุณเคยใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Accuphase มาก่อน คุณจะทราบดีด้วยประสบการณ์ใช้งานด้วยตัวเอง และไม่สงสัยเลยว่า เพราะเหตุใด Accuphase จึงครองใจนักเล่นฯ มานานหลายสิบปีโดยไม่มีเสื่อมคลาย ผลิตภัณฑ์รุ่นเก่าๆ ของ Accuphase กลายเป็นของล้ำค่าที่นักเล่นฯ ต้องการ คุณค่าไม่เคยตก และเมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับ Accuphase รุ่นใหม่ๆ ผมก็พบว่า พวกเขาสามารถผสมผสานคุณค่าของสองสิ่งเข้าหากันได้อย่างกลมกลืนและแน่นแฟ้น สองสิ่งนั้นก็คือ เทคโนโลยีที่ทันสมัยกับ ความหรูเรียบเฉียบขาดของงานสร้างที่ปราณีตบรรจงไปทุกตารางเซนติเมตร.!!

ใครที่ยังไม่เคยเป็นเจ้าของ Accuphase มาก่อนในชีวิต ถ้าอยากสัมผัสกับความเลิศหรูของความเป็นไฮเอ็นด์จากแดนอาทิตย์อุทัย แนะนำให้เริ่มจากอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ครับ.. /

**************************
ราคา : E-480 = 260,000 บาท / ตัว (ไม่รวมบอร์ดอัพเกรด)
ราคา : DAC-5039,000 บาท / ชิ้น
ราคา : AD-50 = 34,000 บาท / ชิ้น

**************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
. HI-END AUDIO
โทร. 02-101-1988

facebook: Hi-End Audio@hiendaudiothailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า