Track Reference – ‘Angel Eyes’ เพลงโชว์ไดนามิก คอนทราสน์ของ Cheryl Bentyne จากอัลบั้มชุด Duets

เพลง Angel Eyesเป็นเพลงเก่าที่เกิดขึ้นมาในโลกตั้งแต่ปี 1946 เนื้อเพลงออริจินัลเขียนขึ้นโดย Earl Brent แต่งทำนองโดย Matt Dennis โลกได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Jennifer ในปี 1953

Cheryl Bentyne เป็นนักร้องเพลงแจ๊สที่เติบโตขึ้นมาในแวดวงดนตรีแจ๊สดิ๊กซี่และสวิง พร้อมกับศิลปินผู้ให้กำเนิดคือพ่อของเธอ รากเง้านี้ฝังลึกอยู่ในสายเลือด เมื่อโตขึ้น เธอจึงเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยดนตรีและการแสดง หลังจากนั้นช่วงปี ’70 เธอก็เริ่มร้องเพลงกับวง New Deal Rhythm Band และที่นั่นเองที่ทำให้เธอมีโอกาสรู้จักกับวงดนตรีประสานเสียง The Manhattan Transfer จากอัลบั้มเพลงที่มือทรอมโบนของวงคือ Gary McKaig ยื่นให้เธอลองฟัง ปี 1979 เธอก็ได้เข้าประจำหน้าที่เป็นสมาชิกหนึ่งในสี่นักร้องประสานเสียงของวง The Manhattan Transfer แทนที่สมาชิกคนเดิม Laurel Masse ซึ่งจำต้องลาออกจากวงไปเพราะประสบอุบัติเหตุ ซึ่งอัลบั้มแรกที่มีเธอเป็นสมาชิกคนใหม่คือ Extensions (1979) ได้รับรางวัลแกรมมี่อะวอร์ด ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงด้วยที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งถือว่าเป็นรางวัลที่ช่วยการันตีฝีมือของเธอได้ชิ้นหนึ่ง

Rob Wasserman เป็นมือเบสและนักแต่งทำนองชาวอเมริกัน เคยทำงานร่วมกับศิลปินใหญ่น้อยมาแล้วมากมาย เมื่อปี 1983 เขากับภรรยา Clare Wasserman ร่วมกันโปรดิวซ์อัลบั้มของตัวเองขึ้นมาชุดแรกชื่อว่า Solo เป็นงานเดี่ยวเบสของ Rob Wasserman เอง ก่อนจะตามมาด้วยชุด Duets ในปี 1988 ซึ่ง Rob Wasserman เล่นเบสร่วมกับศิลปินอื่นๆ คนละแทรครวบรวมออกมาเป็นอัลบั้มเต็ม และในปี 1994 ก็ออกงานอัลบั้มชุด Trios ตามมาด้วยคอนเซ็ปต์เล่นกัน 3 คน

งานเพลงชุด Angel Eyes ที่ขับร้องโดย Cheryl Bentyne เป็นผลงานแทรคที่ 8 ในอัลบั้มชุด Duets ของ Rob Wasserman


TITLE : ‘Angel Eyes
ALBUM : [1988] Duets (MCAD 42131)

เนื้อร้อง :

Try to thing that love’s not around
But it’s uncomfortably near
My old heart ain’t gaining no ground
Because my angel eyes ain’t here

Angel eyes, that old Devil sent
They glow unbearably bright
Need I say that my love’s misspent
Misspent with angel eyes tonight

So drink up all you people
Order anything you see
Have fun you happy people
Cause stink and laughs on me

Pardon me but I got to run
The fact’s uncommonly clear
I’ve gotta find who’s now number one
And why my angel eyes ain’t here

Excuse me, While I disappear

นักดนตรี :

Rob Wassermanอะคูสติกเบส
Cheryl Bentyneขับร้อง


เพลงนี้โชว์ทักษะการขับร้องด้วยศักยภาพอันเอกอุของ Cheryl Bentyne ออกมาได้อย่างชัดแจ้ง ความสามารถในการควบคุมเสียงร้องที่เยี่ยมยอดของเธอปรากฏออกมาในแทรคนี้ครบทุกประเด็น การบันทึกเสียงก็ทำออกมาได้ดี (ทำมาสเตอร์โดย Bernie Grundman) สามารถแสดงรายละเอียดและอารมณ์ของเพลงออกมาได้อย่างแจ่มแจ้ง

ตำแหน่งเสียง

คุณลักษณะของเสียงในแง่ของ dynamic ปรากฏเด่นชัดออกมาตั้งแต่เริ่มต้นอินโทรด้วยเสียงนิ้วดีดและกระตุกสายเบสของ Rob Wasserman (ตำแหน่ง A ในภาพข้างบน) ซึ่งซาวนด์เอนจิเนียร์สามารถเก็บบันทึกมาได้ครบถ้วน ในซิสเต็มเครื่องเสียงที่มีคุณภาพและถูกเซ็ตอัพอย่างถูกต้อง คุณจะสามารถติดตามเก็บรายละเอียดการเกิดขึ้น (หัวเสียง) และคงอยู่ (มวลบอดี้) จนถึงจางหาย (ฮาร์มอนิก) ของแต่ละโน๊ตเบสที่ Rob Wasserman บรรจงกระทำลงไปกับเครื่องดนตรีของเขา

กับซิสเต็มที่ดีมากๆ และอยู่ในสภาพ perfect setup คุณจะรู้สึกได้ถึง น้ำหนักของแรงนิ้วที่ Rob Wasserman ส่งออกไปที่สายเบสในแต่ละโน๊ตที่ใช้น้ำหนักนิ้วไม่เท่ากัน ในบริเวณรับฟังที่มีการจัดการกับสภาพอะคูสติกได้ดีจนได้ระดับ noise floor ที่ต่ำมากๆ และไม่มีปัญหา resonant ของ roommode คุณจะสามารถรับรู้ได้ถึงฮาร์มอนิกหรือหางเสียงที่กระจายตัวจากการ ดีด/กระตุก/ขยี้ สายเบสในแต่ละครั้งได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่า ซิสเต็มที่มี S/N ratio สูงๆ จะยิ่งรับรู้ถึงรายละเอียดเหล่านี้ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อนั่งฟังอยู่ในตำแหน่งเหนือจุด sweet spot ขึ้นมานิดนึง (จุดเขียวตรงเก้าอี้ ซึ่งดึงห่างปลายแหลมจุด sweet spot ออกมาประมาณ 1-2 ฟุต) ในการเซ็ตอัพที่ถูกต้อง คุณจะได้ยินเสียงเบสของ Rob Wasserman อยู่ในตำแหน่ง 13 นาฬิกา (จุด A) คือเยื้องไปทางด้านขวา ถอยลึกจากหลังระนาบลำโพงลงไป ส่วนฮาร์มอนิกที่เกิดขึ้นจากการกระตุกสายเบสจะแผ่ออกไปรอบจุด A นั้น ซึ่งในบางครั้งที่เขากระตุกสายเบสด้วยความแรง คุณจะได้ยินหางเสียงกังวานไปไกลเกือบถึงลำโพงด้านขวา และบางช่วงจะได้ยินเสียงสายเบสกระแทกลงบนฟิงเกอร์บอร์ดของตัวเบส อย่างในใน นาทีที่ 00:47 จะเป็นเสียงเปรี๊ยะสั้นๆ ออกมาตรงตำแหน่ง A

เมื่อ Rob เดินเบสด้วยนิ้วมาจนถึง นาทีที่ 01:16 เขารูดสายสั้นๆ แล้วปล่อย จากนั้นก็เปลี่ยนมาใช้คันชักสีสายเบสโดยเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 01:11 ด้วยการถูค้างอยู่ที่โน๊ตเดิม เป็นการเปิดส่งให้เชอร์ริลเริ่มปล่อยเนื้อร้องท่อนแรกออกมาใน นาทีที่ 01:16 ซึ่งผู้ฟังที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่ง sweet spot จะรับรู้ตำแหน่งของเสียงร้องได้ที่จุด B ซึ่งอยู่ใกล้กับตำแหน่งของเสียงเบส แต่ชิดเข้ามาทางซ้าย ใกล้กับจุดกึ่งกลางตรงตำแหน่ง 12 นาฬิกามากกว่าเสียงเบส ขนาดบอดี้ของเสียงร้องก็จะใหญ่กว่าเสียงเบสเล็กน้อย

หลังจากนั้น ระหว่างเสียงร้องของเชอร์ริลกับเสียงคันชักสีสายเบสของร๊อปก็ผลัดกันรุกผลัดกันรับไปตลอดทั้งเพลง บางช่วงนั้น เชอร์ริลก็เปล่งเสียงร้องของเธอออกมานำหน้าเสียงเบสอย่างชัดเจน นั่นคือช่วงตั้งแต่ นาทีที่ 03:55 ถึง นาทีที่ 03:25 ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ลดระดับไดนามิกเสียงลงไปแอบอยู่หลังเสียงเบสของร๊อปอีกครั้ง ซึ่งร๊อปก็เปลี่ยนมาใช้นิ้วดีดสายเบสอีกครั้งใน นาทีที่ 03:46 ก่อนจะกอดคอกันปิดแทรคไปด้วยคำร้อง disappear ของเชอร์ริลที่สวิงขึ้นสูงและลากยาวไปจนจบ

ความโดดเด่นของแทรคนี้อยู่ที่ dynamic ของเสียงที่มีมาให้สัมผัสครบทั้ง contrast dynamic (ความต่อเนื่องลื่นไหล) และ transient dynamic (ความฉับพลัน) โดยมีฮาร์มอนิกเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ถึงบรรยากาศในการบรรเลงที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนตัวเราเข้าไปนั่งฟัง Rob Wasserman กับ Cheryl Bentyne ดวลกันสดๆ กระนั้น!

สาระประเด็นของเสียงจากแทรคนี้จะถูกถ่ายทอดออกมาให้สัมผัสได้ในซิสเต็มตั้งแต่ระดับกลางๆ ขึ้นไป ลำโพงสองทางวางหิ้งคุณภาพสูงที่ใช้วูฟเฟอร์ไม่เล็กกว่า 6 นิ้วก็สามารถรับรู้ถึงรายละเอียดลึกๆ อย่างที่ผมกล่าวมาข้างต้นได้แล้ว ขอแค่เซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงให้ลงตัว และทำให้ซิสเต็มมี noise floor ต่ำๆ เท่านั้น

************************
* หมายเหตุ : อาจจะมีการอัพเกรดข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต

Track Reference : Isn’t She Lovely
——————-
Track Reference : Bird on the Wire 

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า