Track Reference – ‘Bird on the Wire’ เพลงเด่นของ Jennifer Warnes จากอัลบั้มชุด Famous Blue Raincoat

เพลง Bird on the Wireแต่งโดยนักร้องนักแต่งเพลงชาวแคนาเดี้ยนชื่อว่า Leonard Cohen ซึ่งนอกจากจะแต่งเพลงเก่งแล้ว เขาคนนี้ยังเป็นกวีที่มีความสามารถในการใช้ภาษาที่สละสลวยอีกด้วย เพลงส่วนใหญ่ที่เขาแต่งจึงได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์เสมอมา รวมถึงเพลง Bird on the Wire เพลงนี้ด้วย

เพลงนี้ถูกบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 กันยายน ปี 1968 บรรจุอยู่ในอัลบั้มชุด Song from a Room ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่เฉพาะตัวเพลง Bird on the Wire กลับได้รับความชื่นชมอย่างมากจากเหล่าศิลปินต่างๆ ถึงกับหยิบไปร้องคัฟเวอร์ออกมามากเกิน 30 เวอร์ชั่นแล้ว รวมถึงเวอร์ชั่นของ Jennifer Warnes ด้วยที่นำมาขับร้องไว้ในอัลบั้มชุด Famous Blue Raincoat ที่ออกมาเมื่อปี 1986

TITLE : ‘Bird on the Wire
ARTIST : Jennifer Warnes
ALBUM : [1986] Famous Blue Raincoat (20th Anniversary Edition)

  • เนื้อร้อง :

Like a bird on the wire
Like a drunk in a midnight choir
I have tried in my way to be free

Like a fish on a hook
Like a knight from some old-fashioned book
I have saved all my ribbons for thee

If I have been unkind (hm hm)
I hope that you could just let it go by (hm hm let it all go by babe)
And if I have been untrue
I hope you know it was never to you (no no oh)

For like a baby, stillborn
Like a beast with his horn
I have torn everyone who reached out for me

But I swear by this song
By all I have done wrong
I’ll make it all up to you (yes I will, yes I will)

I saw a beggar leaning on his wooden crutch
He called out to me, “don’t ask for so much”

And a young man leaning on his darkened door
He cried out to me, “hey, why not ask for more?”

Like a bird on the wire
Like a drunk in a midnight choir
I have tried in my way to be free

  • นักดนตรี :

Robben Fordกีต้าร์
Smitty Smithคีย์บอร์ด
Jorge Calderonเบส
Vinnie Colaiutaกลอง
Lenny Castroเครื่องเคาะ
Dave Boryffแซกโซโฟน
Bill Ginnคีย์บอร์ด
Larry Brownเครื่องเขย่า
Kal David, Willie Greene Jr, Jennifer Warnesร้อง / ประสาน
—————

เพลงนี้ในเวอร์ชั่นของ Jennifer Warnes แม้ว่าลีลาของเพลงจะออกไปทางเนิบช้า ผ่อนสบายตามสไตล์บัลลาด แต่ภาคดนตรีกลับมีเลเยอร์ที่สลับซับซ้อน โดยเฉพาะเลเยอร์ที่ปูซ้อนกันอยู่ด้านหลังของเสียงร้องของเจนนิเฟอร์ซึ่งมีทั้งเสียงร้องประสาน และเสียงคีย์บอร์ดกับเบสที่นัวเนียกันแทบจะแยกไม่ออก

เมื่อนั่งฟังที่จุด sweet spot จะได้ยินเสียงร้องของเจนนิเฟอร์ซึ่งถูกมิกซ์ให้ลอยเด่น up-front ออกมาข้างหน้าเหนือเสียงอื่นๆ เล็กน้อย โดยมีเสียงตอดกีต้าร์ของ Robben Ford ขนาบอยู่ทางด้านซ้ายและเสียงเครื่องเคาะของ Lenny Castro ขนาบอยู่ด้านขวา เสียงกลองของ Vinnie Colaiuta ถูกมิกซ์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ซ้อนลึกลงไปอยู่หลังเสียงร้องเป็นเลเยอร์ที่สอง โดยที่เสียงกลองทอม สแนร์ และไฮแฮท ถูกแยกมิกซ์ให้แผ่กระจายอยู่ด้านหลังของเสียงร้อง ในขณะที่เสียงประสานและเสียงคีย์บอร์ดต่ำๆ ถูกปูซ้อนกันอยู่ลึกลงไปเป็นเลเยอร์ที่สาม เป็นแบ็คกราวนด์ที่ช่วยอุ้มหนุนให้เพลงนี้มีลักษณะที่นัวและเมลโล

โจทย์ยากสำหรับเพลงนี้มีอยู่หลายจุด จุดแรกอยู่ที่เสียงกลองทอมที่ปรากฏขึ้นมาช่วงอินโทร ตั้งแต่วินาทีแรกไปจนกระทั่งเสียงร้องปรากฏขึ้นมา มือกลองก็ยังคงตีแพลทเทิ้นเดิมไปเรื่อยๆ จนเพลงดำเนินมาถึงนาทีแรก 01:00 มือกลองก็เปลี่ยนแพลทเทิ้น ซึ่งตอนเซ็ตอัพต้องพยายามเพ่งสมาธิลงไปตามจับเสียงแพลทเทิ้นการตีกลองของ Vinnie Coliauta ให้ได้ โดยเฉพาะเสียงกลองทอมที่มีความถี่อยู่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ ซึ่งเสียงของกลองทอมแต่ละใบที่ตีลงไปในแพลทเทิ้นจะต้องแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน ซึ่งจุดนี้จะเป็นโจทย์ยากสำหรับลำโพงสองทางขนาดไม่ใหญ่ที่ใช้วูฟเฟอร์แค่ตัวเดียว

ตำแหน่งเสียงกลอง

จากภาพกราฟฟิกด้านบนนี้ ตำแหน่ง B คือบริเวณพื้นที่อากาศที่ครอบคลุมเสียงกลองทอมทั้งหมด ในขณะที่ตำแหน่ง A นั้นเป็นเสียงสแนร์และ C คือเสียงไฮแฮท ซึ่งปรากฏขึ้นมาตอนที่เพลงดำเนินไปถึงเวลา 02:19 เป็นการเปลี่ยนแพลทเทิ้นการตีกลอง และตีแบบนั้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะส่งเข้าสู่แพลทเทิ้นเดิมอีกครั้งเมื่อเพลงเดินมาถึงเวลา 03:00 พอดีเปะ หากคุณเริ่มแยกประสาทในการฟังไปโฟกัสที่เสียงกลองได้แม่นยำมากขึ้น คุณจะเห็นได้ชัดเลยว่า มือกลองในแทรคนี้สอดใส่อารมณ์ลงไปในเพลงด้วยการกระแทกไม้กลองลงไปบนหนังกลองแต่ละครั้งด้วยน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน และมีช่วงหยุดตีตอนท้ายๆ เพลงด้วย

อีกจุดหนึ่งที่ยากในการโฟกัสและจัดการเซ็ตอัพลำโพงกับชุดเครื่องเสียงเพื่อดึงมันออกมา นั่นคือเสียงร้องประสานที่ปูเป็นแบ็คกราวนด์อยู่ในเลเยอร์ต่ำสุดของเพลงนี้ ไกลจากจุดนั่งฟังออกไปมากที่สุด ห่างจากระนาบวางลำโพงลงไปทางผนังด้านหลังมากกว่าเสียงอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้ห่างลงไปมากนัก เพราะคนมิกซ์ต้องการใช้เสียงร้องประสานโทนต่ำๆ เหล่านี้ปูเป็นแบ็คกราวน์ ให้เพลงนี้ดูแน่นและออกโทน dark นิดๆ นัวหน่อยๆ ซึ่งทำให้เพลงนี้มีความกลมกล่อมมากขึ้น

สุดท้ายไฮไล้ท์ก็คือเสียงร้องของ Jennifer Warnes ซึ่งต้องเด่นชัดและหลุดลอยเป็นอิสระโดยไม่มีอาการแกว่ง ไม่ถูกเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ เข้ามารบกวน ใครที่ใช้ลำโพงสองทางขนาดเล็ก วูฟเฟอร์ตัวเดียว ใหญ่ไม่เกิน 6 นิ้วครึ่ง ถ้าเปิดดังๆ มีโอกาสที่เสียงร้องจะเกิดอาการวูบวาบ ยิ่งถ้าขับด้วยแอมป์หลอดวัตต์ต่ำยิ่งมีโอกาสมากขึ้นอีกที่จะทำให้เสียงร้องมีอาการจมลงไปชิดอยู่กับเสียงประสานและเสียงเบสต่ำๆ ที่อยู่ด้านหลัง ส่วนลำโพงใหญ่ก็อาจจะออกมาแย่ได้เหมือนกันถ้าลำโพงใหญ่แต่คุณภาพไม่ดี หรือแม็ทชิ่งไม่ลงตัว

เคล็ดลับในการเซ็ตอัพเพลงนี้ต้องพยายามเคลียร์เสียงทุ้มออกไปจากเสียงร้องให้ได้ เสียงทุ้มต้องมีมวล โดยเฉพาะเสียงกลองทอม ต้องรู้สึกถึงอาการทอดตัวลงไปลึกๆ สัมผัสหางเสียงทุ้มต่ำได้บางๆ ต้องไม่หนาจนหนืด ต้องสามารถแยกกลองทอมแต่ละใบออกมาได้ชัดเจน แต่ต้องไม่ forward จนออกมาเบียดเสียงร้อง /

************************
* หมายเหตุ : จะมีการอัพเกรดข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต

Track Reference : Isn’t She Lovely
——————-
Track Reference : Angel Eyes

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า