Track Reference – ‘Walking on Sacred Ground’ หนึ่งในแทรคที่บันทึกและมิกซ์เสียงออกมาได้ดีที่สุดในโลก!

ไม่เกินเลยแน่นอนสำหรับคำพูดที่จั่วหัวไปแบบนั้น เพราะถ้าคุณเป็น นักเซ็ตอัพลำโพงที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์โชกโชนในการ สกัดเอาคุณภาพเสียงออกมาจากเพลงได้อย่างหมดจดจริงๆ คุณย่อมทราบดีว่า เพลงส่วนใหญ่ที่เราท่านฟังๆ กันอยู่ เมื่อชำแหละแต่ละเสียงที่ประกอบกันอยู่ในแทรคเพลงเหล่านั้นออกมาแผ่ออกให้หมดเปลือก คุณจะพบว่า คุณภาพของเสียงดนตรี (อาจจะรวมเสียงร้องด้วย) แต่ละเสียงที่ประกอบ (mixed) รวมกันอยู่ในเพลงนั้นๆ มันไม่ได้มีคุณภาพดีเท่าเทียมกันไปซะทุกเสียง

ซึ่งคำว่า คุณภาพดีในที่นี้ผมหมายรวมตั้งแต่ ฝีมือของศิลปิน, คุณภาพการบันทึกเสียง (basic track) และคุณภาพการมิกซ์เสียง ซึ่งผมมองว่า ในเพลงแต่ละเพลง เสียงทุกเสียงที่ประกอบกันอยู่ในเพลงนั้นๆ ล้วนปรากฏขึ้นอย่างมีเป้าประสงค์ มันไม่ได้ไปดังอยู่ตรงนั้นตรงนี้โดยบังเอิญ เจ้าของผลงานหรือโปรดิวเซอร์ต้องตั้งใจที่จะให้มีเสียงเหล่านั้นเกิดขึ้นอยู่ตรงนั้นตรงนี้ โดยที่มีมิกซ์ เอนจิเนียร์ทำหน้าที่หยิบเอาเสียงดนตรีนั้นไปจัดวางไว้ในสนามเสียงให้ลงตัว และยังคงลักษณะความเป็นธรรมชาติของเสียงเครื่องดนตรีนั้นๆ เอาไว้ด้วย

ภาพปกอัลบั้ม Breaking Silence ของ Janis Ian

ดังนั้น การที่จะสรุปว่า เพลงใดมีคุณภาพดี ผมจะพิจารณาลงไปที่ ทุกเสียงที่ปรากฏอยู่ในแทรคนั้น โดยแต่ละเสียงผมจะพิจารณาเจาะลึกลงไปในหลายๆ คุณสมบัติ ตั้งแต่ ตำแหน่งแหล่งที่ของมันในเวทีเสียง (focus), ลักษณะการเคลื่อนไหวของมัน (speed), ความดังของมันเมื่อเทียบกับเสียงอื่นๆ (dynamic), ลักษณของตัวเสียง (body/mass) ไปจนถึงลักษณะการรับส่งกันระหว่างเครื่องดนตรีต่างๆ ที่อยู่ในเพลงนั้น (motion)

—————
TITLE: Walking on Sacred Ground
SINGER: Janis Ian
ALBUM: [1993] Breaking Silence (Morgan Creek 2959-20023-2)

เนื้อร้อง :

I once was much like you
Had a nine-to-five, and a mortgage due

The rat race got to me
First it ate me up, then it set me free

One day it buried me alive
I snapped and almost lost my mind
I crawled out just in time to go

Walking, walking, walking
Walking on sacred ground
Walking, walking, walking
Walking on sacred ground

At first I lost my way
But I stumbled on until one day

I came across a stone
With the name of every soul I’d known

I edged around it carefully
’til it became a memory
That set my spirit free, to go

Walking, walking, walking
Walking on sacred ground
Walking, walking, walking
Walking on sacred ground

Mmm, we’re all afraid of going under

Honey, is it really any wonder?

Caught between the silence and the thunder

(solo)

I once was much like you

Always a lot to do

I ran so hard to stay in place
The wind took on a bitter taste
Now I don’t run that race – I go

Walking, walking, walking
Walking on sacred ground
Walking, walking, walking
Walking on sacred ground
—————

นักดนตรี :
Janis IanWriter, Guitars (Acoustic, electric), Piano, Primary Artist, Producer
Jeff BaldingProducer, Lead Engineer, Mix Engineer
Jim BrockDrums, Percussion
Jim HokeHarmonica
Chad WatsonBass
Dann HuffGuitar (Electric)
Doug SaxMastering
Jess LearyCo-writer
Kye (Rhonda) FlemingCo-writer
Jon VeznerCo-writer
Lisa PowersPhotography
Jerry JoynerDesign
Virginia TeamArt Direction
Steve BishirAssisting Engineer
Patrick KellyAssisting Engineer, Overdubs
Greg ParkerAssisting Engineer
John David ParkerAssisting Engineer
Christopher RichAssisting Engineer
Toby SeayAssisting Engineer
Carry SummersAssisting Engineer, Overdubs
—————

เพลง Walking on Sacred Ground บรรจุอยู่ในอัลบั้มชุด Breaking Silence เป็นลำดับที่ 7 ถ้าจะพิจารณาในแง่ของ คุณภาพเสียงแทรคนี้สามารถโชว์ให้เห็นถึงฝีมือมันเยี่ยมยอดทั้งในแง่ การบันทึกและ การมิกซ์ของทีมซาวนด์เอนจิเนียร์ที่สร้างงานเพลงชิ้นนี้ขึ้นมา คุณสมบัติแรกที่โดดเด่นมากๆ ของแทรคนี้ ซึ่งผมอยากจะแนะนำให้โฟกัสเป็นจุดแรกก็คือ “speedหรือ “ความช้าเร็วของการเคลื่อนไหวของตัวเสียง” ซึ่งแทรคที่พูดได้ว่าให้สปีดของเสียงที่ดี ในขั้นพื้นฐานคือต้องทำให้ผู้ฟังสามารถ รู้สึกได้ว่า เสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดที่อยู่ในแทรคนั้นมีการเคลื่อนไหวขยับตัวด้วยอัตราความเร็วที่ต่างกัน บางชิ้นเคลื่อนไหวช้า ในขณะที่บางชิ้นเคลื่อนไหวเร็วกว่า

ส่วนแทรคที่พูดได้ว่าให้สปีดของเสียงที่ดีเยี่ยมนั้น เมื่อผู้ฟังตั้งสมาธิ แยกฟังเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นไล่กันไป ในช่วงเวลาที่มีเสียงของเครื่องดนตรีบรรเลงพร้อมกันมากกว่า 2 ชิ้น จะต้องทำให้ผู้ฟังนั้น รับรู้ได้ว่า อัตราความเร็วในการขยับตัวเคลื่อนไหวของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นในแทรคนั้น มีความแตกต่างกันชนิดที่สามารถแยกออกได้เป็นหลายระดับ ไม่ใช่มีแค่ช้ากับเร็ว แต่สามารถแยกได้ว่ามีตั้งแต่ระดับ ช้ามาก > ช้า > เร็ว > เร็วมาก อยู่ในเพลงเดียวกันนั้น ซึ่งเพลง Walking on Sacred Ground ของ Janis Ian แทรคนี้ทำได้อย่างนั้น

ในแทรคที่สมบูรณ์ คุณสมบัติแต่ละข้อจะเกื้อหนุนกัน คุณสมบัติของเสียงอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ผู้ฟังสามารถแยกแยะสปีดได้ชัดก็คือ separation หรือการแยกแยะที่ดี เมื่อมี separation ที่ดี นั่นคือเสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดในแทรคนั้นถูกจัดวางองค์ประกอบในส่วนของ ระยะห่างระหว่างกันที่พอเหมาะ ไม่ว่าจะในแนวระนาบ ซ้ายไปขวา/ขวาไปซ้าย หรือแนวตื้นลึกที่มีการจัดเลเยอร์ไว้ห่างจากกันมากพอที่จะทำให้ตัวตนของแต่ละเสียงสามารถแสดงคุณลักษณะในแง่ เนื้อมวล + ไดนามิก + ฮาร์มอนิก ออกมาได้ครบถ้วน ซึ่งแทรคนี้จัดการในส่วนของ separation เอาไว้ได้ดีมาก และ separation ที่ดีก็นำมาซึ่งคุณสมบัติทางด้าน “sound stageหรือสนามเสียงที่ดีด้วย เป็นผลสืบเนื่องกันไป ซึ่งคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดปรากฏชัดอยู่ในแทรคนี้ นับเป็นผลงานชั้นเยี่ยมของมิกซ์ดาวน์ เอนจิเนียร์ ที่จัดวางตำแหน่งของแต่ละเสียงที่ประกอบอยู่ในแทรคเอาไว้ได้อย่างลงตัวมาก และยังกำหนด “dynamic rangeของแทรคนี้เอาไว้ได้ดีอีกด้วย

เนื่องจากก่อนจะทำการมิกซ์เสียงดนตรีทั้งหมดเข้ามาอยู่ในแทรคเดียวกัน เสียงของดนตรีแต่ละชิ้นที่ถูกบันทึกมา จะมีทั้ง ระดับความดังและ อัตราการสวิงของไดนามิกที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เสียงกีต้าร์กับเสียงกลอง ซึ่งในธรรมชาตินั้นเสียงกลองจะสวิงไดนามิกกว้างกว่าเสียงกีต้าร์มากๆ คือช่วงที่ศิลปินทำเสียงเบาๆ กลองกับกีต้าร์อาจจะไม่ต่างกันมาก แต่เมื่อเล่นกันแบบสุดกำลังจริงๆ แล้ว เสียงดีดกีต้าร์ก็ไม่มีทางดังได้มากเท่ากับเสียงหวดหนังกลองอย่างแน่นอน เมื่อมิกซ์ดาวน์ เอนจิเนียร์ต้องนำเอาเสียงกีต้าร์กับเสียงกลองมามิกซ์ลงในแทรคเดียวกัน สิ่งที่ต้องทำคือ พยายามรักษา คุณลักษณะทางด้านไดนามิกของทั้งเสียงกีต้าร์และเสียงกลองเอาไว้ให้ดีที่สุด คือต้องทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงทั้งสองเสียงในแทรคนี้แล้วจะต้อง รับรู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงกีต้าร์และเสียงกลอง ซึ่งในแทรคที่มีจำนวนเสียงดนตรีน้อยๆ ก็ไม่ยากนัก แต่ในแทรคที่มีเสียงเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้น เล่นพร้อมๆ กัน อย่างแทรค Walking on Sacred Ground นี้ก็จะยากหน่อย

การมิกซ์เสียงที่ทำให้เกิดความสมดุลในแง่ของไดนามิกเร้นจ์ ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้ถึงความมีตัวตนและสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของเสียงดนตรีได้ครบทุกชิ้น จำเป็นต้องอาศัยเทคนิค compression (ปรับลด) เข้ามาใช้ในการ ปรับเกลี่ยระดับไดนามิกเร้นจ์ของแต่ละเสียงเครื่องดนตรีไม่ให้ต่างกันมากจนเกิดการกลบทับกัน แต่ถ้าเครื่องดนตรีชิ้นใดถูก compress มากเกินไป ก็อาจจะส่งผลให้เสียงเครื่องดนตรีชิ้นนั้นสูญเสียความเป็นธรรมชาติลงไปได้เหมือนกัน เสียงกลองในแทรคนี้ ได้ถูก compress ไดนามิกลงไปจากตัวมาสเตอร์แทรคที่บันทึกมาอย่างแน่นอน เพื่อให้ผู้ฟังยังสามารถได้ยินเสียงกีต้าร์, เสียงเบส และเสียงร้องที่ชัดเจน เพราะเทียบกับธรรมชาติแล้ว เสียงกลองเป็นเสียงเครื่องดนตรีที่ให้ไดนามิกเร้นจ์กว้างที่สุดในจำนวนเครื่องดนตรีทั้งหมดที่มีอยู่ในแทรคนี้ และเมื่อพิจารณาจากลักษณะการหวดสแนร์ของ Jim Brock ที่ให้หัวอิมแพ็คทั้งเร็วและแรงขนาดนั้น ความดังจริงๆ คงไม่น้อย ถ้าไม่คอมเพรสไดนามิกเอาไว้บ้าง เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ในแทรคนี้คงจะถูกกลองแย่งซีนไปหมดอย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องปรบมือให้มิกซ์ เอนจิเนียร์ Jeff Balding ที่สามารถปรับสเกลระดับความดังของเสียงกลองลงไปได้ในระดับที่เหมาะสม ทำให้เสียงเครื่องดนตรีอื่นสามารถแสดงตัวออกมาได้ โดยไม่ทำให้สูญเสียความเป็นธรรมชาติของเสียงกลองลงไป ยังคงรับรู้ได้ถึงความกระชับ เร็ว และหนักของเสียงกลองได้ ถือว่าเป็นการรอมชอมที่ได้ผลสวยงาม

เทคนิค Compression ในส่วนของไดนามิกเร้นจ์ของเสียง ก็คล้ายกับการปรับลดขนาดของรูปภาพขนาดใหญ่ให้เล็กลง ซึ่งหากทำการปรับ scale ได้อย่างถูกสัดส่วน ภาพที่ได้ออกมาก็จะแค่ว่ามีขนาดที่เล็กลงเท่านั้น ในขณะที่คุณสมบัติอื่นๆ ก็ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  ซึ่งมิกซ์ เอนจิเนียร์ที่รู้จักวิธีการ มีความสามารถในการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และมีมุมมองที่ดี จะสามารถ ลดหรือ ขยายสเกลของไดนามิกเร้นจ์ของแต่ละเสียงให้สามารถแสดงตัวตนออกมาร่วมอยู่ในแทรคเดียวกันกับเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่มีสเกลไดนามิกแคบกว่าได้โดยไม่เสียหายต่อความเป็นธรรมชาติของมัน ทางด้านผู้ฟังเองก็ยังคงรับรู้ได้ว่ามันคือเสียงกลอง เสียงกีต้าร์ และเสียงร้อง ที่มีคุณสมบัติตามธรรมชาติอยู่ครบถ้วน

Jim Brock มือกลอง

* เสียงกลองของ Jim Broock ในแทรคนี้คือไฮไล้ท์ที่ผมแนะนำให้คุณตั้งใจฟัง เริ่มตั้งแต่เสียงเคาะขอบกลองที่ขึ้นต้นแทรคในนาทีที่ 00:08 เป็นต้นมา ให้สังเกตความกระชับคมของเสียงไม้กลองที่เคาะกระแทกลงบนขอบกลองที่เป็นโลหะ สังเกตความคมและความเร็ว (speed) ซึ่งนั่นคือสัญญาณทรานเชี้ยนต์ไดนามิกที่ทำให้เรานึกเห็นภาพการกระทำของมือกลองขึ้นมาในมโนภาพอย่างชัดเจน จากนั้น ให้ตั้งใจฟังเสียงสแนร์ที่เกิดขึ้นตรงช่วงเวลา 01:01 และที่เวลา 01:08 และหลังจากนั้น นาทีที่ 01:48 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นท่อนฮุค ก็มีเสียงหัวไม้กลองกระแทกหนังกลองสแนร์ตามมาอีกเป็นชุด ให้โฟกัสเสียงเคาะสแนร์ให้ดี ถ้าทุกอย่างถูกต้อง คุณจะต้องรับรู้ได้ถึง speed ของเสียงหัวไม้กลองกระแทกหนังกลองสแนร์ที่ฉับไวและคมกระชับมากๆ ลำโพงราคาถูกๆ ที่ใช้ไดเวอร์คุณภาพต่ำ เมื่อเทียบกับลำโพงรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ไดเวอร์สมัยใหม่จะเห็นความต่างได้ชัด เสียงหัวไม้กระแทกหนังกลองของแทรคนี้จะออกมาต่างกันชัดเจนมาก ประสิทธิภาพในการจ่ายกำลังของแอมป์ก็มีผล ถ้ามีโอกาสลองฟังดู /

***********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า