รีวิวเครื่องเสียง : Dynaudio รุ่น Evoke 20 ลำโพงสองทาง วางขาตั้ง ขนาดกลาง

พูดถึงผู้ผลิตลำโพงในโลกนี้ ต้องบอกว่ามีอยู่มากมายนับพันนับหมื่นแบรนด์ มีทั้งแบรนด์ผู้ผลิตสเกลขนาดเล็กที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงระดับบนๆ กับแบรนด์ที่มีสเกลการผลิตขนาดใหญ่ที่กวาดไปแทบจะทุกระดับของตลาด ถ้าเอ่ยชื่อ Dynaudio ขึ้นมา ผมเชื่อเหลือเกินว่า 99.99% ของคนที่อ่านบทความนี้จะต้องรู้จักแบรนด์นี้อย่างแน่นอน เพราะ Dynaudio เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่มีกิจกรรมการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง มีผลิตภัณฑ์หลายแคตากอรี่ ผลิตสินค้าออกมาป้อนตลาดในหลายกลุ่ม ทั้งวงการรถยนต์และวงการเครื่องเสียงบ้าน

Evoke อนุกรมใหม่ของ Dynaudio

เฉพาะในแคตากอรี่ของลำโพงโฮมยูส Dynaudio ยังแบ่งย่อยออกเป็นกลุ่ม 3 กลุ่ม คือ Classic เป็นกลุ่มของลำโพงพาสซีฟที่ออกมาป้อนให้กับตลาดผู้บริโภคที่ใช้ชุดเครื่องเสียงแนวทางดั้งเดิมแบบแยกชิ้น ส่วนอีก 2 กลุ่มที่เหลือคือ Digital กับ Music ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี streaming ซึ่งเป็นเทรนด์สมัยใหม่ ลักษณะของผลิตภัณฑ์สองกลุ่มหลังนี้ จะเป็นลำโพงแอ๊คทีฟกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ใช้งานร่วมกัน

ในกลุ่ม Classic ซึ่งเป็นลำโพงพาสซีฟที่มีผลิตภัณฑ์แยกกันอยู่ทั้งหมด 7 ซีรี่ย์ (ไม่รวม Subwoofers) ก่อนที่จะมี Evoke เข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มนี้เป็นซีรี่ย์ที่ 8 แทรกอยู่ระหว่าง Special Forty ที่ใหญ่กว่า กับ Excite ที่เล็กกว่า ถ้าไล่ตามลำดับขั้นจากใหญ่ลงมาเล็กแล้ว ก็ต้องบอกว่า Evoke จัดอยู่ในลำดับที่ 6 จากทั้งหมด 8 ระดับ คือเล็กกว่าระดับกลางคือซีรี่ย์ Special Forty ลงมาระดับนึง

จนถึงปัจจุบัน ในอนุกรม Evoke ด้วยกัน มีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 5 รุ่น เป็นแบบตั้งพื้นสองรุ่นคือ Evoke 50 กับ Evoke 30 เป็นรุ่นวางขาตั้งสองรุ่นคือ Evoke 20 กับรุ่น Evoke 10 และรุ่นที่ห้าคือ Evoke 25C เป็นลำโพงเซ็นเตอร์ ดังนั้นแอพลิเคชั่นที่รุ่น Evoke รองรับได้ก็คือทั้งดูหนังด้วยระบบเสียงเซอร์ราวนด์ มัลติแชนเนล ซึ่งคุณสามารถเลือกผสมลำโพงแต่ละรุ่นเข้าด้วยกันตามความเหมาะสมของขนาดห้องได้ หรือจะเลือกรุ่นใดรุ่นหนึ่งในจำนวนสี่รุ่นคือ Evoke 50, Evoke 30, Evoke 20 หรือ Evoke 10 มาใช้ฟังเพลงด้วยระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนลก็ได้

มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ กับภายนอกที่ดั้งเดิม

Evoke 20 เป็นลำโพง Bookshelf หรือลำโพงวางหิ้งรุ่นใหญ่ในจำนวน 2 รุ่นของตระกูล Evoke มาในตัวตู้สี่เหลี่ยมทรงสูงแบบดั้งเดิม พิกัดหน้า กว้าง 215 .. x สูง 380 .. x ลึก 307 .. แผงหลังลู่เล็กกว่าแผงหน้าเล็กน้อย ผิวตู้ติดวีเนียร์ไม้จริงรอบตัว คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบปะผิวลาย “Blonde Woodสีครีมนวลตา ซึ่งลายไม้จะเข้มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของไม้เมื่อใช้ไปนานๆ

แผงด้านหลังแคบกว่าแผงด้านหน้าเล็กน้อย มีผลทำให้ผนังตู้ด้านข้างซ้ายขวาไม่ขนานกัน ช่วยลดปัญหา standing wave ภายในตัวตู้ลงไปได้ระดับหนึ่ง

ถ้ามองเผินๆ แค่ผ่านๆ จะเห็นว่า ทั้งรูปร่างและหน้าตาของ Evoke 20 คู่นี้ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากลำโพงรุ่นอื่นๆ ที่ Dynaudio เคยทำออกมา มันดูเหมือนกันไปหมด ทว่า ภายใต้ความเหมือนนั้นมันมีความต่างซ่อนอยู่ โดยเฉพาะที่ตัวไดเวอร์ทั้งสอง ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของระบบลำโพง

ตัวไดเวอร์ที่ใช้ทำวูฟเฟอร์ในรุ่น Evoke 20 มีชื่อเรียกว่า Esotec+ มันมีความพิเศษหลายอย่าง ไดอะแฟรมทรงกรวยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 18 .. หนา 0.4 .. ทำมาจาก แม็กนีเซียม ซิลิเคต โพลีเมอร์ (MSP) ซึ่งเป็นวัสดุพิเศษที่ Dynaudio คิดค้นขึ้นมาใช้ในลำโพงของพวกเขามานานนับสิบปีแล้ว ทว่า ตัวที่ใช้ใน Evoke 20 เป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่ใช้ระบบแม่เหล็กสตรอนเตี้ยม คาร์บอเนต เฟอร์ไร้ท์+ เซรามิก

แผ่นไดอะแฟรมของตัววูฟเฟอร์ทำขึ้นมาจากแผ่น MSP ทั้งชิ้น ไม่มีการใช้กาวเชื่อมต่อดัสแค๊ปกับไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์เหมือนกับวูฟเฟอร์ทั่วๆ ไป แต่ใช้วิธี ล็อคดัสแค๊ปเข้ากับไดอะแฟรมด้วยการทำเป็นเดือยที่ฐานของดัสแค๊ปแล้วเสียบเข้าไปในร่องเล็กๆ ของไดอะแฟรม ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ได้ความแน่นหนามากกว่า และยังทำให้ตัวไดอะแฟรมเชื่อมต่อกับกระบอกว๊อยซ์คอยได้อย่างแน่นหนามากกว่าด้วย ส่งผลไปถึงการส่งผ่านกำลังจากกระบอกว๊อยซ์คอยมาที่แผ่นไดอะแฟรมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วูฟเฟอร์ที่ใช้ในอนุกรม Evoke แต่ละตัวมีรายละเอียดแตกต่างกัน อย่างเช่น มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ขนาด 18 .. ที่ใช้ในรุ่น Evoke 20 ใช้วอยซ์คอยขนาด 52 .. ซึ่งพันด้วยลวดอะลูมิเนียม และใช้แม่เหล็กเฟอร์ไร้ท์+สตรอนเตี้ยม คาร์บอเนต เป็นตัวสร้างพลังขับดันวอยซ์คอย ในขณะที่วูฟเฟอร์ที่ใช้ในรุ่น Evoke 50 กลับใช้วอยซ์คอยที่พันด้วยลวดทองแดง และขับดันด้วยแม่เหล็กนีโอไดเมี่ยม ซึ่งในเว็บไซต์ของ Dynaudio ก็มีแจงเหตุผลของการทำแบบนี้เอาไว้ด้วย คือเพื่อให้เหมาะสมกับการออกแบบลำโพงแต่ละรุ่นนั่นเอง

แม้ว่าดูภายนอกจะคุ้นตา แต่จริงๆ แล้ว ทวีตเตอร์ที่ใช้ใน Evoke 20 ตัวนี้คือไฮไล้ท์ เพราะภายใต้ซอฟท์โดมสีดำๆ นั้น มันมีเทคโนโลยีใหม่ซ่อนอยู่ ..

เอกสารในเว็บไซต์ระบุว่า ทีมวิศวกรของ Dynaudio ใช้เวลาส่วนใหญ่ของปี 2018 ในการพัฒนาทวีตเตอร์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Cerotar อย่างเงียบๆ จนกระทั่งสำเร็จและเริ่มนำทวีตเตอร์ตัวนี้มาใช้กับลำโพงซีรี่ย์ Evoke เป็นซีรี่ย์แรก เทคนิคพิเศษที่วิศวกรของ Dynaudio นำมาใช้ในการออกแบบทวีตเตอร์ Cerotar ตัวนี้มีอยู่ 2-3 อย่าง อาทิเช่น เลือกใช้ระบบแม่เหล็ก กับจัดการพื้นที่ด้านหลังโดมทวีตเตอร์ให้มีการระบายอากาศ (airflow) ได้ดียิ่งขึ้น

มีการสร้างวัสดุพิเศษเข้าไปเสริมด้านหลังของโดมทวีตเตอร์ เรียกว่า Hexis มีลักษณะเป็นโครงโค้งไปตามความโค้งของโดมทวีตเตอร์ มีรูพรุนที่ตั้งใจเจาะด้วยแพลทเทิ้นที่ช่วยถ่ายเทอากาศด้านหลังโดมทวีตเตอร์ให้คล่องตัวและมีความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น (ศรชี้ในภาพด้านบน) ทำให้เกิดผลดีคือลดแรงต้านบนผิวด้านในของโดมทวีตเตอร์ลง ทำให้โดมทวีตเตอร์ขยับเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งดีกว่าเดิมที่ใช้วัสดุที่มีรูปทรงวงแหวนเข้าไปติดตั้งอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันนี้ แต่ใน เอกสาร ของ Dynaudio ระบุไว้ว่า Alex Newman อะคูสติกเอนจิเนียร์ที่ดูแลโปรเจคพัฒนาทวีตเตอร์ตัวนี้ พบว่าเมื่อใช้เครื่องวัดผลการทำงานของทวีตเตอร์ตัวใหม่นี้แล้ว มันยังมีเรโซแนนซ์เกิดขึ้นอีกเล็กน้อย จนที่สุดเขาจึงพบวิธีขจัดเรโซแนนซ์ที่ว่าให้หมดไป ด้วยการเสริมชิ้นส่วนของโฟมที่ช่วยดูดซับเรโซแนนซ์เข้าไปอยู่ด้านหลังของวัสดุ Hexis ซึ่งทำให้เรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นจากการขยับตัวของโดมทวีตเตอร์ลดต่ำลงอย่างมาก คืออยู่ที่ความถี่ราวๆ 700Hz (เมื่อใช้แม่เหล็กเฟอร์ไร้ท์+สตรอนเตี้ยม คาร์บอเนต) สามารถกำหนดให้ตัวทวีตเตอร์ทำงานที่ระดับความถี่ที่ต่ำลงมาได้โดยไม่มีความเพี้ยนจากเรโซแนนซ์ของตัวโดมเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขั้วต่อสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์

เมื่อตัวไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ถูกพัฒนาให้มีช่วงชักที่ยาวขึ้น ปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแรงมากขึ้น ก็เพื่อให้สามารถเปิดได้ดังมากขึ้นเพื่อรองรับได้นามิกของเสียงได้กว้าง เข้าใกล้ธรรมชาติมากขึ้น การถ่ายเทมวลอากาศภายในตัวตู้ที่ดีและเร็วจึงมีความจำเป็น นั่นคือที่มาของท่อระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนแผงด้านหลัง โดยมีโครงสร้างของผนังด้านข้างซ้ายขวาที่บีบผายจากด้านหน้าให้ลู่แคบลงมาทางด้านหลัง ช่วยควบคุมการไหลเวียนของมวลอากาศให้รีดตัวออกไปทางท่อระบายอากาศได้เร็วขึ้น

เพื่อควบคุมพฤติกรรมทางด้านอิมพีแดนซ์ของวงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คไม่ให้สวิงมากเกินไป ทางผู้ผลิตจึงเลือกใช้ขั้วต่อสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ ควบคุมให้สัญญาณเข้าสู่วงจรครอสโอเวอร์ฯ แค่ทางเดียว ซึ่งในแง่ของนักเล่นฯ ต้องถือว่าเป็นจุดเด่นตรงที่สามารถอัพเกรดคุณภาพของสายลำโพงได้ง่ายขึ้น ไม่เปลืองงบประมาณมาก

แม็ทชิ่ง

กำลังขับสูงสุดที่ Evoke 20 รองรับได้อยู่ที่ 180W ที่อิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม ด้วยระดับความไวอยู่ที่ 86dB โดยวัดที่ 1 เมตร และป้อนอินพุตด้วยความแรงสัญญาณ 2.83V

เข้าสูตรคำนวนหยาบๆ เพื่อดูว่า Evoke 20 ต้องการกำลังขับของแอมป์ อย่างน้อยกี่วัตต์ จึงจะพอมั่นใจได้ว่าขับออก ด้วยการคำนวนตามสูตร 75 x 180 หารด้วย 100 ผลคือ 135W ต่อข้างที่โหลด 6 โอห์ม ซึ่งผมใช้อินติเกรตแอมป์ของ Cambridge Audio รุ่น EDGE A ทดลองขับ Evoke 20 ปรากฏว่าขับออก เนื่องจากกำลังขับของ EDGE A อยู่ที่ 100W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้ 200W ที่ 4 โอห์ม เมื่อคำนวนไปที่ 6 โอห์ม จึงได้กำลังขับอยู่ที่ 150W ที่โหลด 6 โอห์ม ซึ่งสูงกว่าระดับ 75% ของกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงรับได้

ผมใช้อินติเกรตแอมป์อีกตัวในการทดสอบ Evoke 20 คู่นี้ นั่นคือ Accuphase รุ่น E-480 ซึ่งให้กำลังขับ 180W ที่โหลด 8 โอห์ม และอัดเพิ่มได้อีก 80W เมื่อโหลดลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม ดังนั้น ถ้าคำนวนหยาบๆ ที่โหลด 6 โอห์มก็ได้กำลังขับออกมาประมาณ 220W ซึ่งสูงกว่าระดับ 75% ของกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงรับได้เช่นกัน สรุปคือ อินติเกรตแอมป์ทั้งสองตัวนี้มีสมรรถนะสูงพอที่จะขับ Evoke 20 ให้ได้เสียงออกมาน่าพอใจ

เซ็ตอัพ

จากการทดลองฟัง Evoke ในเบื้องต้นก่อนจะเซ็ตอัพ ผมพบว่า ลำโพงคู่นี้ให้โทนเสียงกลางลงมาทางต่ำที่โดดเด่นเตะหูมากกว่ากลางขึ้นไปสูง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ลำโพงที่มีแนวเสียงแบบนี้หายาก และเป็นแนวเสียงที่กลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์สูงๆ ชอบ เพราะมันจะให้รายละเอียดเสียงในย่านกลางออกมาได้มากกว่าลำโพงที่มีโทนเสียงค่อนไปทางกลางขึ้นสูง

ดังนั้น ด้วยลักษณะโทนเสียงที่ปรับจูนมา บวกกับคุณสมบัติที่สามารถรองรับการเปิดได้ดังโดยที่มีความเพี้ยนต่ำ ทำให้สามารถวางลำโพงทั้งสองข้างไว้ห่างกันมากๆ ได้ จากการทดลองเซ็ตอัพบนขาตั้งโลหะสูง 24 นิ้วของ Taget (มากับลำโพง Totem Acoustics) ผมพบว่า สามารถวางลำโพง Evoke 20 ห่างจากกันได้มากถึง 220 .. โดยที่ตรงกลางไม่โหว่ จากการทดลองใช้แท่งไม้ที่สูงประมาณหนึ่งนิ้วมาวางรองใต้ลำโพงข้างละ 3 แท่ง เพื่อยกลำโพงให้สูงขึ้นอีกหนึ่งนิ้ว รวมขาตั้งเดิมเป็น 25 นิ้ว พบว่า เสียงเบสมีลักษณะที่เบาบางลงเล็กน้อย บรรยากาศภายในเวทีเสียงมีความโปร่งโล่งมากขึ้น ถือว่าเป็นการปรับจูนโทนเสียงโดยที่ยังไม่ถึงกับทำให้ดุลเสียงเสียไป

ในกรณีที่เซ็ตอัพฟังในลักษณะ nearfield ภายใต้พื้นที่จำกัดประมาณ 40 ตารางเมตร ผมได้ระยะลงตัวของลำโพงข้างซ้ายและข้างขวาอยู่ที่ 156 .. ห่างผนังด้านหลังออกมาเท่ากับ 143 .. ลำโพงทั้งสองตัวเอียงหน้ายิงเข้าหาจุดนั่งฟังประมาณ 15 องศา ความสูงของชั้นวางอยู่ที่ 26 นิ้ว จุดนั่งฟังห่างจากระนาบลำดพงออกมาประมาณ 1.7 เมตร ซึ่งเป็นระยะการเซ็ตอัพที่ลงตัวพอสมควร แต่เมื่อฟังไปสักระยะ ผมมีความรู้สึกว่า ดุลเสียงย่านทุ้มจะล้ำหน้าเสียงแหลมอยู่นิดๆ แต่ตรงจุดนั่งฟังนั้น ผมพบว่า คุณสมบัติทางด้านมิติเวทีเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจแล้ว จึงหาวิธีปรับลดปริมาณของเสียงทุ้มลงอีกนิด ซึ่งภายใต้สภาพพื้นที่ที่จำกัด การขยายระยะห่างของลำโพงทั้งสองข้างออกไปจะทำให้ต้องปรับระยะนั่งฟังตามออกไปด้วย ซึ่งจะทำให้ จุดนั่งฟังอยู่ใกล้กับผนังด้านหลังมากเกินไป เสียงที่พุ่งเข้าสู่ผนังด้านหลังจะสะท้อนมาเข้าหู มีอยู่เทคนิคหนึ่งในการปรับจูนเสียงทุ้มให้สมดุลกับกลางแหลมโดยไม่ต้องเพิ่มระยะห่างของลำโพงทั้งสองข้างออกไป นั่นคือ ยกหน้าลำโพงทั้งสองข้างให้เอียงเฉียงยิงขึ้นด้านบนสักเล็กน้อย ซึ่งผมทดลองใช้ก่้อนไม้เนื้อพรุนที่มีขนาดและรูปทรงต่างกันมารองที่ขอบของแผงหน้าลำโพงทั้งสองข้าง ผมพบว่า เมื่อยกแผงหน้าของ Evoke 20 ขึ้นมาข้างละ 1 นิ้ว ที่ตำแหน่งฟังเดิมซึ่งห่างออกมาจากระนาบของลำโพง 1.7 เมตร ผมได้ดุลเสียงที่ดีขึ้น ลงตัวมากขึ้นระหว่างทุ้มกลางแหลม ในขณะที่ตำแหน่งของชิ้นดนตรีในเวทีเสียงมีความชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะในแง่ของมิติตื้นลึก ณ จุดนี้ลงตัวมากที่สุดสำหรับการฟังแบบ nearfield บนพื้นที่ในห้องรับแขกของผม

ข่้อดีของ Evoke 20 คือมันเป็นลำโพงที่ให้ความยืดหยุ่นในการเซ็ตอัพใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตอัพห่างๆ เพื่อการฟังแบบ far field ที่ต้องวางลำโพงห่างกันเกินสองเมตร ซึ่งเหมาะกับห้องฟังที่มีขนาด 4 x 6 ตร.. หรือเซ็ตอัพใกล้ๆ โดยวางห่างกันไม่ถึงเมตรแปดสิบ เพื่อการฟังแบบ nearfield

เสียงของ Evoke 20

เคล็ดไม่ลับในการปรับจูนเสียงของลำโพงสองทางมีหลักใหญ่ๆ อยู่แค่ 2 แนวปฏิบัติ นั่นคือ ดึงการทำงานของตัวมิด/วูฟเฟอร์ขึ้นไปผสานกับเพอร์ฟอมานซ์ของทวีตเตอร์ที่ขับเสียงกลางสูง/แหลม กับอีกแนวทางที่ตรงกันข้ามก็คือดึงเรสปร้อนของทวีตเตอร์ลงมาผสานกับเพอร์ฟอมานซ์ของตัวมิด/วูฟเฟอร์ ซึ่งดูจากแนวทางที่อ่านมาจากเอกสารของ Dynaudio ดูเหมือนพวกเขาเลือกแนวทางที่สอง เพราะจากการทดลองฟังด้วยเพลงหลากหลายแนว ผมไม่พบรอยต่อระหว่างความถี่ในย่านกลางสูง ซึ่งมักจะพบจากลำโพงสองทางส่วนใหญ่

จุดตัดความถี่ของวงจรครอสโอเวอร์ฯ ที่อยู่ในตัว Evoke 20 ถูกกำหนดไว้ที่ 3.2kHz ด้วยอัตราลาดชันอยู่ที่ 12dB/octave ซึ่งเป็นจุดตัดที่อยู่ในโซนที่หูของมนุษย์มีความไวต่อการรับรู้ถึงความผิดปกติมากที่สุดคือช่วงตั้งแต่ 2.5kHz – 5kHz และเสียงเครื่องดนตรีที่เหมาะสมที่จะใช้ในการทดสอบหาตำหนิตรงรอยต่อมากที่สุดก็คือไวโอลินกับแมนโดลิน

album : Mozart 3 Violins Concerto
artist : Andrew Manze & The English Concert

รอยต่อบนจุดตัดระหว่างมิด/วูฟเฟอร์กับตัวทวีตเตอร์อยู่ตรงโน๊ตสูงๆ ของไวโอลิน ซึ่งในอัลบั้มนี้มีโอกาสที่จะได้ยิน ความผิดปกติค่อนข้างแน่ ถ้ามีอยู่ในลำโพงคู่นี้จริงๆ เพราะผมใช้หูฟังฟูลไซร้ของ Beyerdynamic รุ่น AMARON HOME ฟังประกบไปด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว ผมฟังอัลบั้มนี้ไม่บ่อยมาก แต่ก็เคยฟังมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะแทรค Violin Concerto No.3 in G major, K. 216 ซึ่งมีสามท่อน เร็วช้าเร็ว ฟังเพลินมากกับลีลาของแอนดริว แมนเซ่ที่สีได้เฉียบขาดมาก กับการบันทึกเสียงของค่าย Harmonia Mundi ที่ออกแนวเปิดกระจ่าง ทำให้โน๊ตสูงๆ ของไวโอลินในอัลบั้มนี้มีความหมิ่นเหม่กับโอกาสที่จะเกิดอาการเฟี๊ยวเข้าหูมากถ้าเจอกับทวีตเตอร์ที่ให้เสียงจี๊ดจ๊าด ซึ่งผมไม่พบอาการที่ว่านั้นจาก Evoke 20 คู่นี้ มันให้เสียงไวโอลินและเสียงของหมู่เครื่องสายของวงแชมเบอร์ในอัลบั้มนี้ออกมาในโทนอบอุ่น กลางขึ้นสูงเปิดเผยดี ไม่เจิดจ้ามาก ปลายเสียงไวโอลินมีลักษณะเก็บตัวนิดๆ เมื่อเทียบกับ Totem Acoustics รุ่น The One ที่ผมใช้อยู่

จุดที่สะดุดหูของผมกลับไปอยู่ที่โน๊ตต่ำๆ ของเครื่องสายที่มีมวลหนาและข้นดี แสดงว่ามันให้รายละเอียดของเสียงกลางกลางต่ำทุ้มต้นๆ ที่หนาแน่น เต็มไปด้วยเนื้อมวลและรายละเอียด ซึ่งทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ในบทความบนเว็บไซต์ของ Dynaudio เองตอนที่พูดถึงการออกแบบตัวมิด/วูฟเฟอร์ Esotec+ พวกเขาเอ่ยถึง Black Sabbath กับ Judas Priest ผมเลยเปลี่ยนไปค้นอัลบั้มของ Black Sabbath ขึ้นมาฟัง

album : Black Sabbath
artist : Black Sabbath

ว้าวว… แค่โน๊ตแรกของเพลง Warning (แทรคที่ 7 ในอัลบั้มชุดแรก Black Sabbath) ดังผ่านลำโพงออกมาเท่านั้น พื้นที่อากาศข้างหน้าของผมก็กลายสภาพเป็นเวทีแสดงคอนเสิร์ตเฮฟวี่ เมทัลไปในทันที เสียงกีต้าร์, เบส และกลอง ถาโถมออกมาเต็มพลัง เสียงกระเดื่องกลองของ Bill Ward กับเสียงเบสของ Geezer Butler แยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะต่างคนต่างอัดพลังเข้าใส่กันอย่างสุดฤทธิ์ก็ตาม ช่วงที่ฟังแล้วสะใจมากคือช่วงที่เริ่มต้นโซโล่ ตั้งแต่นาทีที่ 03:18 เป็นต้นไป ทั้งเสียงกลอง, เบส และกีต้าร์โชว์ออฟกันเต็มที่ ซึ่งจากที่ผมเคยฟังแทรคนี้มาแล้วหลายร้อยครั้งกับลำโพงวางหิ้งทั่วไปที่คุณภาพไม่ผ่านเกณฑ์ ผมมักจะเจอปรากฏการณ์อยู่ 2 อย่าง คือถ้าได้เสียงเบสดี กลองและเบสของแทรคนี้สามารถแสดงตัวออกมาได้อย่างเต็มที่ เต็มพลัง ผมก็มักจะเจอกับเสียงฉาบกับไฮแฮทที่ออกมาหยาบกร้านและเสียดแทงรูหูเสมอ แต่กับลำโพงบางคู่ที่เสียงฉาบกับไฮแฮทออกมาไม่หยาบกร้าน คือทวีตเตอร์ roll-off เร็ว เสียงแหลมไม่แยงหู แต่ในขณะเดียวกัน โทนเสียงโดยรวมก็จะออกไปทางอึมครึม เสียงทุ้มออกแนวขุ่น ขาดรายละเอียด เสียงกลองกับเบสซึ่งเป็นจุดเด่นของแทรคนี้จะขาดความชัดเจนและไร้พลัง

Evoke 20 สามารถแสดงพลังของเสียงเบสและกลองในแทรคนี้ออกมาได้อย่างสมใจนึกบางลำภูจริงๆ โดยเฉพาะเสียงกลองมันออกมาใหญ่โต เต็มพื้นที่ เหมือนนั่งฟังอยู่ในห้องบันทึกเสียง แอมเบี้ยนต์ยอดเยี่ยมมาก เบสก็เด้งดึ๋ง มีพลังดีดตัว ไม่ยวบยาบ ไม่บานเบลอ เก็บรวบหางเสียงได้ดี เสียงกีต้าร์ของ Tony Lommi ก็บาดกรีดได้อารมณ์ มันมีเสียงแตกซ่านที่มาจากเอ็ฟเฟ็กต์ที่ลอมมี่ใช้ ซึ่งเป็นเสียงซ่านที่สะอาด ได้ฟังแล้วเลือดฉีดแรง แต่ไม่รู้สึกแยงหูเลย น่าแปลกมาก!!

album : MTV Unplugged
artist : Eric Clapton

อารมณ์ต่อเนื่องจากฟังอัลบั้มของ Black Sabbath แล้วทำให้ผมนึกถึงงานแสดงสดชุดนี้ของเทพเจ้ากีต้าร์ Eric Clapton เพราะทุกครั้งที่ผมพบลำโพงคู่ไหนที่ให้เสียงในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มที่มีคุณภาพสูงมากๆ ผมมักจะได้ยินอะไรดีๆ จากอัลบั้มชุดนี้เสมอ ซึ่งครั้งนี้ Evoke 20 คู่นี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวัง มันฉายภาพของบรรยากาศงานแสดงสดของเอริค แคลปตันออกมาอย่างกับภาพยนตร์สามมิติ ทั้งเสียงกีต้าร์, เสียงเบส, เสียงกลอง, เสียงร้องของเอริค, เสียงผู้คนปรบมือและกรีดร้อง ทั้งหมดนั้นปรากฏออกมาจาก Evoke 20 ด้วยลักษณะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสียงทุ้มเบาๆ ที่เกิดจากการตบเท้าแผ่กังวานต่ำๆ ออกไปโดยรอบ คอยโอบอุ้มบรรยากาศทั้งหมดเอาไว้ เมื่อเพลง Before You Accuse Me เริ่มต้น ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งฟังอยู่ในสตูดิโอบันทึกเสียงขนาดใหญ่ เสียงกีต้าร์ของเอริคหลุดออกมาจากลำโพงลอยล่องอยู่ในอากาศพร้อมเสียงร้องที่สั่นครืออยู่ในคอ แม้ว่ารายละเอียดเหล่านี้จะทับซ้อนเป็นเลเยอร์อยู่เบื้องหน้า แต่ Evoke 20 กลับทำให้ความชัดเจนของแต่ละเลเยอร์ปรากฏออกมาให้ได้ยินโดยไม่มีการกลบทับกัน

เสียงปรบมือของผู้ชมในอัลบั้มนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของทวีตเตอร์ Cerotar ได้เป็นอย่างยิ่ง ในแง่ของความเพี้ยนที่ต่ำมากของมัน เพราะหลังจบเพลง Before You Accuse Me จะมีเสียงปรบมือยาว ซึ่งเสียงที่บันทึกมามีปลายเสียงแตกๆ ติดมาด้วย บางครั้งที่เล่นกับลำโพงที่เสียงแหลมมี distortion สูงๆ จะรู้สึกได้ว่าปลายเสียงมันมีอาการหยาบกร้านมาก แต่กับ Evoke 20 คู่นี้ ผมยังคงได้ยินปลายเสียงที่แตกซ่านเบาๆ แต่กลับไม่รู้สึกหยาบหูมาก คือรู้ว่ามันมีข้อตำหนิเกิดขึ้นในการบันทึกเสียง แต่ไม่มากถึงขนาดรบกวนการฟัง ผมสามารถนั่งฟังอัลบั้มนี้ไปจนจบได้โดยไม่รู้สึกล้าหูเลย เยี่ยมมาก!

กับเพลงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเศร้าอย่าง Tears In Heaven ก็ยังคงได้อารมณ์ที่ดิ่งลึก และรับรู้ได้ถึงเสียงของดนตรีประกอบที่หนาแน่น เป็นอีกครั้งที่ผมฟังอัลบั้มนี้ด้วยความรู้สึกแฮ้ปปี้มากๆ

album : Divide
artist : Ed Sheeran

album : Tales of America
artist : J.S. Ondara

album : For Centennial Reasons – 100 Year Salute to Nat King Cole
artist : John Pizzarelli Trio

หน้าตาลำโพงดูออกแนวคลาสสิกแบบดั้งเดิม จะฟังเพลงสมัยใหม่ได้มั้ย ผมเลยเปลี่ยนอินพุตของโปรแกรม roon เข้าไปที่ TIDAL : Master MQA เลือกเพลงของ Ed Sheeran มาลองฟัง ทันทีที่เสียงกีต้าร์ในแทรคแรก Eraser ดังออกมาจาก Evoke 20 บรรยากาศในห้องฟังของผมก็เปลี่ยนไปทันที ความสด กระจ่าง แผ่กระจายเต็มห้อง ปลุกความคึกคัก กระฉับกระเฉงขึ้นมาในบัดดล

ขณะฟังผมเปิดฟังท์ชั่นโชว์เนื้อร้องของ roon ไปด้วย ฟังไปร้องตามไปด้วย มันส์ในอารมณ์มาก ทุกเสียงเปิดกระจ่างออกมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเบสของอัลบั้มนี้ ใครเคยฟังจะรู้ว่ามันบึ้มมาก หลังจากนั้น ผมก็เพลิดเพลินไปกับสารพัดสารพันเพลงจาก TIDAL : Master MQA นานนับชั่วโมงด้วยความหฤหรรษ์อย่างยิ่งยวด ขจัดข้อสงสัยของผมไปได้อย่างเด็ดขาด สรุปเลยว่า Evoke 20 เป็นลำโพงสำหรับฟังเพลงได้ทุกยุค ทุกสมัย และทุกสไตล์

สรุป

ตลอดการทดสอบ ผมพบว่า เสียงแหลมของ Evoke 20 มันไม่ได้พยายามกระโดดออกมาดึงดูดความสนใจของผมตลอดเวลาเหมือนลำโพงสองทางบางคู่ที่ผมเคยฟังมา แต่มัน (เสียงแหลมของ Evoke 20) ทำตัวกลมกลืนไปกับเสียงกลางสูงได้อย่างแนบเนียนจนรู้สึกเหมือนเสียงแหลมของมันไม่โดดเด่น แต่เมื่อเจอกับเพลงที่ตั้งใจโชว์เสียงแหลมออกมาโดดๆ มันก็สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงแหลมเหล่านั้นออกมาได้โดยไม่รู้สึกว่าขาดตกบกพร่องอะไรไป

หลังการทดสอบเสร็จ ขณะนั่งเขียนบทสรุปนี้ ผมพยายามนึกหาเหตุผลว่าเพราะอะไร.? ลำโพงคู่นี้ถึงได้สามารถแอบซ่อน เสียงของทวีตเตอร์เอาไว้ได้อย่างมิดชิดมากขนาดนี้ เมื่อย้อนกลับไปอ่านข้อมูลในการออกแบบและผลิตทวีตเตอร์ Cerotar ตัวนี้อย่างละเอียด ผมคิดว่าผมเจอคำตอบต่อสิ่งที่ผมสงสัยแล้ว น่าจะเป็นเพราะว่า ทวีตเตอร์ตัวนี้สามารถขจัดเรโซแนนซ์ของตัวมันออกไปได้อย่างหมดจดนั่นเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เราจะได้ยินเสียงของสิ่งใดก็จากเสียงที่เกิดจากการสั่นของวัตถุชิ้นนั้น ซึ่งก็คือความถี่ resonant point ของวัตถุนั้น

หลังได้ทดลองฟังแล้ว ผมไม่แปลกใจเลย ถ้า Evoke 20 จะเป็นลำโพงวางหิ้งอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักเล่นฯ เพราะคุณภาพเสียงที่มันให้ออกมานั้น มีความพิเศษในตัวเองที่สัมผัสได้ไม่ยากนั่นเอง.!! /

***********************
ราคาตั้ง : 97,000 บาท / คู่
***********************
นำเข้าและจำหน่ายโดย :
บริษัท บลูด็อกออดิโอ จำกัด
โทร. 02-321-0385

ออนไลน์ :
website : www.dynaudio.com
facebook : facebook.com/bulldogaudiothailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า