รีวิวเครื่องเสียง : Life Audio รุ่น Gold Limited สายสัญญาณอะนาลอก แบบอันบาลานซ์

Life Audio ยังคงรักษา มาตรฐานของแบรนด์ไทย ที่มีรูปลักษณ์ของสินค้าดูเป็นอินเตอร์มาก ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของคุณภาพเสียงของผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัวก็อยู่ในระดับที่ดีมาก อันนี้สรุปได้จากการทดสอบสายไฟเอซีรุ่น Essence 1 กับรุ่น Reference 1 ที่เคยผ่านหูผ่านตาของผมไปแล้ว

แล้วก็มาถึงสายสัญญาณ

นี่เป็นสายสัญญาณของ Life Audio รุ่นแรกที่ผมได้มีโอกาสทดสอบ ชื่อรุ่นคือ “Gold Limitedคำว่า “Goldนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทคนิคในการเคลือบตัวนำที่ใช้ในสายรุ่นนี้ ซึ่งตัวนำที่ใช้ก็คือทองแดง OFC (Oxygen Free Copper) ที่เคลือบทับผิวด้วยโลหะทองนั่นเอง ส่วนคำว่า “Limitedนั้นก็เพราะต้องการสื่อให้รู้ว่า พวกเขาจะผลิตสายสัญญาณรุ่นนี้ออกมาจำหน่ายจำนวน 999 ชุดเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะเลิกสายการผลิต

รูปร่างภายนอก

ข้อมูลจากผู้ผลิตแจ้งว่า ตัวนำทองแดงที่เคลือบทองถูกหุ้มห่อด้วยเทฟล่อน แล้วตีเกลียวเพื่อหักล้างโอาสที่จะเกิดสนามแม่เหล็ก จากนั้นจึงหุ้มห่อด้วยฉนวนอีก 4 ชั้น เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ไม่ให้แทรกซึมเข้าไปถึงตัวนำด้านใน และช่วยลดปัญหาไฟฟ้าสถิตย์ด้วย สุดท้ายจึงหุ้มห่อทั้งหมดนั้นไว้ภายในท่อฉนวนสีดำที่สานขึ้นมาเป็นเส้น ทำให้สายทั้งเส้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้เกือบหนึ่งเซนติเมตร

แจ๊ค RCA ที่ติดอยู่บนส่วนปลายทั้งสองข้างบากเป็นซี่เล็กๆ เพื่อช่วยเพิ่มความกระชับในการจับยึดกับขั้วต่อตัวเมีย ส่วนการเชื่อมต่อกับเส้นตัวนำใช้ตะกั่วยี่ห้อ WBT ในการบัดกรี

ขั้วต่อแกนในของแจ๊คที่เชื่อมสัญญาณบวก กับปลอกนอกที่เกาะกับหน้าสัมผัสขั้วลบทำด้วยทองแดง เคลือบด้วยทอง 24 เค

ปลอกโลหะที่ปิดขั้วต่อทำด้วยทองเหลือง ชุบทับด้วยสีดำ ส่วนโลโก้ชื่อยี่ห้อ Life Audio และชื่อรุ่น Gold Limited ที่ปรากฏอยู่บนปลอกนั้น ผู้ผลิตให้ข้อมูลมาว่า เกิดจากการใช้เลเซอร์กัดเอาสีดำที่ชุบอยู่บนผิวออก ไม่ได้สกรีนด้วยสีทองอย่างที่ผมเข้าใจในตอนแรกที่เห็น งานเนี้ยบมาก และทางผู้ผลิตยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาด้วยว่า เนื้อทองเหลืองที่ใช้ทำปลอกนั้นมีส่วนช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนและด้วยคุณสมบัติของเนื้อโลหะทองเหลืองซึ่งส่งผลต่อลักษณะของโทนเสียงที่ออกมาในแนวที่ผู้ผลิตต้องการด้วย ข้อมูลตรงจุดนี้ถือว่าเป็นรายละเอียดที่สะท้อนถึงความละเอียดของผู้ออกแบบ

ทดสอบ

ที่ปลอกของตัวขั้วต่อสำหรับแชนเนล R จะมียางเส้นเล็กๆ สีแดงรัดอยู่ในร่องตรงส่วนปลายของปลอก เป็นที่สังเกต ส่วนเส้นที่เป็นแชนเนลซ้าย L จะมียางเส้นเล็กๆ สีดำรัดไว้ในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งผมก็เลือกเชื่อมต่อไปตามสัญญลักษณ์นี้

ส่วนเรื่องทิศทางของสาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตสายนำสัญญาณ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ บางแบรนด์ที่เชื่อถือเรื่องนี้อย่างมาก จะทำเครื่องหมายกำกับทิศทางของสายมาอย่างชัดเจน อย่างเช่น สกรีนรูปลูกศรชี้กำหนดทิศทางฝั่งที่สัญญาณเข้า และฝั่งที่สัญญาณออกจากตัวสาย ในขณะที่บางผู้ผลิตซึ่งอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีเครื่องหมาย หรือสัญญลักษณ์ใดๆ กำกับไว้ ทิ้งไว้ให้เป็นประเด็นของผู้ใช้เองที่จะเลือกเช่ือมต่อลักษณะไหนก็ได้

ในไอเดียของผมเอง ผมจะพิจารณา ณ จุดเริ่มต้นก่อนว่า ผู้ผลิตได้มีการกำกับทิศทางของสายเอาไว้หรือเปล่า.? ถ้ามีสัญญลักษณ์หรือเครื่องหมายกำกับทิศทางไว้ชัดเจน ผมจะเลือกปฏิบัติตามนั้น แต่ถ้าไม่มีสัญญลักษณ์หรือเครื่องหมายใดๆ กำกับไว้ ผมจะเลือกเอาด้านที่เริ่มต้นตัวอักษรเรียงลำดับตามชื่อยี่ห้อ หรือชื่อรุ่นของสายสัญญาณเป็นด้านที่สัญญาณเข้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีชื่อของ Life Audio พิมพ์อยู่บนตัวสาย ผมจะเอาแจ๊คด้านที่ใกล้กับตัว “Lเสียบเข้าที่ขั้วต่อสัญญาณของเครื่องต้นทาง (ยกตัวอย่างเช่นเอ๊าต์พุตของเครื่องเล่นซีดี หรือ ext.DAC) และเอาแจ๊คของด้านตรงข้ามที่อยู่ใกล้กับตัวอักษร “oเสียบเข้าที่ขั้วต่อของเครื่องปลายทาง (ยกตัวอย่างเช่นอินพุตของอินติเกรตแอมป์)

เหตุผลที่ผมเลือกปฏิบัติเช่นนั้น ก็เพื่อให้ผมจำได้ว่า ผม เริ่มต้นใช้งานสายสัญญาณเส้นนั้นโดยให้สัญญาณเสียงวิ่งเข้าจากทางไหนและวิ่งออกไปทางด้านไหนของสายนั่นเอง ซึ่งประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า ถ้าผู้ผลิตไม่ได้กำหนดทิศทางของสายเอาไว้ คุณจะเริ่มต้นใช้งานสายสัญญาณเส้นนั้นแบบไหนก็ได้ เอาด้านไหนเป็นต้นทางและด้านไหนเป็นปลายทางก็ได้ แต่เมื่อเริ่มต้นแบบนั้นแล้ว ครั้งต่อไป ถ้ามีการถอดสายออกมาทำความสะอาด ก่อนเสียบสายสัญญาณกลับเข้าไป ขอให้เสียบให้เหมือนเดิม คือด้านที่เคยอยู่ทางอินพุตก็ให้เสียบไว้ทางฝั่งอินพุต และด้านที่เคยอยู่ทางเอ๊าต์พุตก็ให้เสียบไว้ทางฝั่งเอ๊าต์พุตเหมือนตอนแรก ห้ามสลับเพราะเมื่อสัญญาณ (กระแสอิเล็กตรอน) วิ่งไหลผ่านตัวนำซ้ำๆ กันเป็นเวลานาน มันจะเหนี่ยวนำให้โมเลกุลของเส้นโลหะตัวนำในสายสัญญาณนั้น เรียงตัวไปตามเส้นทางที่กระแสอิเล็กตรอนวิ่งไป ซึ่งส่งผลต่อการเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็กรอบๆ ตัวนำที่ลงตัวของมันอยู่แล้ว ถ้าคุณไปสลับด้าน ทุกอย่างจะแปรปรวนไปหมด ส่งผลต่อเสียงด้วย (ทดลองทำได้)

ฝั่งเอ๊าต์พุต ต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตออกจาก external DAC ของ dCS รุ่น Rossini DAC

ฝั่งอินพุต ต่อสัญญาณเข้าที่อินพุตของอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE A

บนปลอกของแจ๊คที่อยู่ตรงปลายสายสัญญาณทั้งสองด้านจะมีตัวอักษรที่เป็นชื่อแบรนด์และชื่อรุ่นซึ่งสกัดด้วยเลเซอร์กำกับอยู่ เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่า ด้านหนึ่งตัว “Lซึ่งเป็นชื่อของ Life Audio ชี้ออกไปทางขั้วต่อ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของสายเส้นเดียวกัน บนปลอกที่สกัดชื่อแบรนด์นั้นตัว “Lกลับชี้เข้าที่ตัวสาย (ดูภาพประกอบด้านบน)

ในการทดลองฟังเสียง ผมใช้สายสัญญาณ Life Audio : Gold Limited เชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุตของ ext.DAC สามตัว คือ Cambridge Audio รุ่น CXN v2, MyTek รุ่น Liberty DAC และ dCS รุ่น Rossini DAC ไปที่อินติเกรตแอมป์สองตัวคือ Cambridge Audio รุ่น EDGE A กับยี่ห้อ Accuphase รุ่น E-480 สลับกันขับลำโพง 3 คู่ ได้แก่ Wharfedale : Denton 85th Anniversary, Dynaudio : Evoke 20 และ Totem : The One โดยทดลองฟังไฟล์เพลงทุกประเภทและทุกความละเอียด ทั้ง CD Quality, PCM Hi-Res, DXD Hi-Res และ DSD Hi-Res

ช่วงแรกของการทดลองฟัง ผมจะฟังเฉพาะสายสัญญาณตัวนี้ตัวเดียว โดยเปลี่ยน source กับเปลี่ยนแอมป์ฟังไปประมาณสองอาทิตย์เพื่อเก็บข้อมูล หลังจากนั้น อีกอาทิตย์ก่อนสรุปผลการฟัง ผมทดลองฟังสายสัญญาณตัวนี้เทียบกับสายบาลานซ์ XLR ของ Nordost รุ่น Valhalla ที่ผมใช้งานอยู่ด้วย (ราคาสูงกว่า Gold Limited กว่าสิบเท่า) และท้ายสุด ผมได้ทดลองใช้สายสัญญาณตัวนี้เชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุตของ MyTek : Liberty DAC กับเพาเวอร์แอมป์หลอดของ VTL รุ่น MB125 โดยใช้ภาคปรีในตัว Liberty DAC ด้วย

เทียบอันบาลานซ์ Gold Limited
กับบาลานซ์ Nordost : Valhalla

ผมขอสรุปประเด็นเปรียบเทียบคุณภาพของ Gold Limited กับสายบาลานซ์ Nordost : Valhalla ก่อน ซึ่งผมไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่า Gold Limited ตัวนี้จะไปหาญสู้ Valhalla ได้ แต่อยากจะรู้ว่า เมื่อเทียบกับสายที่ราคาสูงกว่ามากๆ ตัว Gold Limited มันด้อยกว่าตรงจุดไหน.? และต้องการดูผลของเสียงที่เกิดจากความแตกต่างระหว่าง unbalanced กับ balanced ด้วย

ผลการทดลองฟังเทียบกับ Valhalla ปรากฏว่า Gold Limited เป็นรองชัดเจนอยู่ 2 ประเด็น คือในแง่ ความกว้างใหญ่ของเวทีเสียงกับ รายละเอียดซึ่งในแง่เวทีเสียงนั้น Valhalla ให้สนามเสียงแผ่กว้างกว่า วงใหญ่กว่า เสียงดนตรีแต่ละชิ้นมีช่องไฟมากกว่า ในขณะที่เวทีเสียงที่ได้ยินจาก Gold Limited จะมีลักษณะที่แคบลงมาหน่อย แต่กับการเซ็ตอัพลำโพงฟังแบบ nearfield ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเวทีแคบแต่อย่างใด การจัดรูปวงออกมาสวยงามมาก มีความเป็นสามมิติครบ ทั้งซ้ายขวา, หน้าหลัง และสูงต่ำ การแยกเลเยอร์ระหว่างเครื่องดนตรีแถวหน้ากับแถวกลางและแถวหลังมีความชัดเจนพอสมควร

ในแง่รายละเอียดนั้น จุดต่างที่ชัดเจนมากที่สุดไปอยู่ที่ปลายเสียงตั้งแต่ย่านกลางขึ้นไปถึงแหลม ซึ่ง Valhalla ทอดปลายหางเสียงออกไปได้ยาวกว่า โดยเฉพาะในย่านแหลมบนๆ จะออกพลิ้วมากกว่า ในขณะที่ Gold Limited ทอดหางเสียงในย่านแหลมบนๆ ได้ไม่ยาวเท่า แต่มาเด่นที่บอดี้ของเสียงที่มีมวลอิ่มแน่น เสียงกลางติดนุ่มนิดๆ แต่ก็ทำให้ได้บุคลิกที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกสบายหูดี เพลงช้าๆ เนี่ยเข้าทางเขาเลย อย่างพวกเสียงร้องจะออกมาติดหวานและอิ่มหน่อยๆ ซึ่งจุดนี้ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสาย Gold Limited เส้นนี้

สรุปคือ ถ้าอุปกรณ์เครื่องเสียงของคุณออกแบบวงจรขยายเป็นบาลานซ์แท้ ทั้งต้นทางและปลายทาง แนะนำให้คุณใช้การเชื่อมต่อผ่านสายบาลานซ์ จะให้ผลลัพธ์ดีกว่า อย่างเช่นต่อเชื่อม ext.DAC ของ dCS : Rossini DAC กับอินติเกรตแอมป์ Accuphase : E-480 ซึ่งผมพบว่า ต่อเชื่อมผ่านขั้วต่อบาลานซ์ XLR ให้เสียงออกมาดีกว่าช่องอันบาลานซ์ (RCA) อย่างชัดเจน

เสียงของ Gold Limited
กับการใช้งานในซิสเต็มที่ดีไซน์เป็น Unbalanced

เสร็จจากจับ Gold Limited ไปชนช้าง Nordost มาแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก รอบนี้จึงเป็นการทดสอบประสิทธิภาพเสียงของ Gold Limited แบบเจาะลึกตัวตนของมันจริงๆ ด้วยการเซ็ตอัพ source ที่ให้เอ๊าต์พุตแบบ unbalanced อย่างเดียวขึ้นมาเป็นต้นทาง นั่นคือ ใช้ roonlabs : nucleus+ เป็นตัวเล่นไฟล์เพลง แล้วส่งสัญญาณเสียงดิจิตัลไปแปลงเป็นอะนาลอกผ่าน MyTek : Liberty DAC ซึ่งให้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตออกมาเป็นสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ผ่านขั้วต่อ RCA อย่างเดียว แล้วอาศัยภาคปรีแอมป์ของ Liberty DAC ในการควบคุมเกนสัญญาณ ส่งผ่านสาย Gold Limited ไปเข้าที่อินพุตของเพาเวอร์แอมป์ VTL : MB125 ขับลำโพงทั้งสามคู่ คือ Denton 85th Anniversary, The One และ Evoke 20 สลับกัน

album : Come A Little Closer
artist : Margaret Whiting

ก่อนหน้าทดสอบสายสัญญาณตัวนี้ ผมได้ยินเพลง “Come A Little Closerในรายการเพลงจาก internet radio สถานีหนึ่ง ทำให้นึกอยากฟังเพลงนี้ขึ้นมา ซึ่งผมมีเวอร์ชั่นที่ขับร้องโดย Margeret Whiting อยู่ในฮาร์ดดิส เป็นไฟล์ WAV ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีของผม เป็นงานบันทึกเสียงของค่าย Audiophile (เบอร์แผ่น ACD173) บันทึกเสียงออกมาเคลียร์ใส ความคมชัดสูง การแยกแยะดีมากตามมาตรฐานของงานบันทึกเสียงของสังกัดออดิโอไฟล์ทั่วไป แต่โดยส่วนตัว ผมติว่า เสียงของค่ายนี้โดยรวมยังมีความแข็งกระด้างอยู่หน่อยๆ ต้องแม็ทชิ่งซิสเต็มที่ให้เสียงนุ่มนวลมากหน่อย ได้แอมป์หลอด VTL เข้ามาช่วยลดความแข็งไปได้ระดับหนึ่ง และเจอกับสายสัญญาณตัวนี้ มันทำให้ความแข็งกระด้างที่ว่าลดน้อยลงไปได้อีกพอสมควร แม้ว่าความคมชัดจะลดดีกรีลงมาหน่อย แต่เมื่อบวกลบคูณหารกับความนุ่มนวลของเสียงที่ได้มาแล้วถือว่าคุ้ม อีกอย่าง แนวเสียงของตัว Liberty DAC ก็ให้ความคมชัดของเสียงที่ดีมากอยู่แล้ว และยิ่งใช้ภาคปรีแอมป์ซึ่งเป็นดิจิตัลของตัว Liberty DAC ต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์แบบที่ผมทำอยู่ด้วย ลักษณะนี้ สายสัญญาณที่มีโทนเสียงนุ่มนวลมีส่วนช่วย เกลาให้เสียงมีความนุ่มนวลมากขึ้นได้ ซึ่งสายสัญญาณตัวนี้น่าจะให้บุคลิกมาทางนี้ เพราะคราวนี้ผมรู้สึกว่าเสียงร้องของมากาเร็ตมีความนุ่มนวลแฝงอยู่ในเนื้อเสียงมากกว่าที่เคย แต่เสียงเพอร์คัสชั่นตอนขึ้นต้นแทรคนี้ ยาวประมาณสิบกว่าวินาทีแรกเหมือนจะใสกระจ่างน้อยกว่าที่เคย ปลายเสียงกังวานน้อยกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน อาการแข็งๆ ที่เคยรู้สึกก็ลดน้อยลงไปมากด้วย

album : Scott Hamilton With Strings
artist : Scott Hamilton

หลังจากฟังอัลบั้มของมากาเร็ตไปแล้ว ผมจับอะไรได้อีกจุด นั่นคือเสียงร้องของมากาเร็ตซึ่งคราวนี้ผมรู้สึกว่า ขนาดของตัวเสียงร้องของมากาเร็ตมันค่อนข้างอวบใหญ่กว่าที่เคยฟัง ฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายๆ ทำให้ผมนึกถึงเสียงแซ็กโซโฟนที่ออกแนวอบอุ่นสบายๆ ขึ้นมาทันที มันน่าจะเหมาะกับโทนเสียงแบบนี้ คิดได้ดังนั้น ผมรีบค้นเลือกในฮาร์ดดิสของผม พบอัลบั้มนี้เข้า เลือกกดฟังทันที แค่โน๊ตแรกของเสียงแซ็กโซโฟนจากแทรค “My Foolish Heartดังขึ้นมา ห้องทั้งห้องของผมก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นคละคลุ้งไปด้วยเสียงแซ็กฯ ของสก๊อต แฮมิลตันที่มีลักษณะโอ่อ่า อิ่ม และติดฉ่ำๆ ฟังลื่นหูมากเป็นพิเศษ จบแทรคนี้ไป ผมคิดว่าผมเริ่มมองเห็นแนวเสียงของสายสัญญาณตัวนี้ขึ้นมาเลาๆ แล้วล่ะ ผมว่าเสียงกลางของสายสัญญาณตัวนี้จะออกไปทางแนวอวบอิ่ม เนื้อเนียน และให้บอดี้ที่ขยายใหญ่ ลอยเด่น โอ่อ่า และจากอัลบั้มนี้ ผมสังเกตว่า เสียงแหลมที่ได้ออกมาจะมีแนวคล้ายตอนที่ฟังอัลบั้มของมากาเร็ตอยู่เหมือนกัน คือเป็นเสียงแหลมที่ให้บอดี้ที่มีเนื้อ มีมวลนุ่มๆ ไม่บาง แต่ตรงปลายเสียงแหลมไม่ได้ทอดหางยืดออกไปยาวมากอย่างที่เคยฟังอัลบั้มนี้กับซิสเต็มอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่ฟังดูดีๆ อีกที จะว่าไม่มีความกังวานก็ไม่เชิงนะ คือหลังจากตัวเสียง (อิมแพ็ค) เกิดขึ้นแล้ว มันก็ยังให้ฮาร์มอนิกที่ทอดกังวานต่อเนื่องไปได้อีกระยะหนึ่ง ทว่า ไม่ได้ทอดออกไปยาวมากอย่างที่คุ้นเคย และลักษณะของปลายเสียงแหลมที่ทอดออกไปก็ออกมาในลักษณะโรยตัวลงไปแบบนุ่มๆ เนียนๆ ไม่ได้แตกเป็นพลุระเบิดกระจายออกไปในอากาศ

album : Back To Beck
artist : Joe Beck

ฟังเสียงแหลมของสองอัลบั้มที่ผ่านมากับสายสัญญาณตัวนี้ เมื่อเทียบกับที่เคยฟังผ่านๆ มา ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า เสียงแหลมของสายสัญญาณตัวนี้มันออกไปทางนุ่มๆ เนียนๆ รึป่าวหว่า.? แบบนี้แล้วถ้าฟังเพลงที่บันทึกเสียงแหลมมาสดๆ หน่อย สายสัญญาณตัวนี้จะไปทำให้ความสดของเสียงแหลมหายไปหรือเปล่า.?

เสียงกีต้าร์โปร่งของ Joe Beck ในแทรคแรกที่ชื่อว่า “Won’t Be Backจากอัลบั้มชุด Back To Beck นี้ ถูกบันทึกสดมาด้วยระบบไดเร็กต์ทูดิจิตัล โดยซาวนด์เอนจิเนียร์ Tom Jung ซึ่งใช้ two-track digital recorder ของ Mitsubishi X-80 เก็บเสียงดีดตัวของสายกีต้าร์โลหะมาได้ดีมาก อาการของสายโลหะที่ถูกดีดด้วยพิคแบบเน้นกดสายให้ดิ้นสะเด่ากระแทกกับหย่องจนดังเปรี๊ยะๆ ออกมานั้น อัลบั้มชุดนี้ทำได้เหมือนจริงมาก คือได้ทั้งความสด กระจ่าง และเร็ว ผมตั้งใจเลือกอัลบั้มนี้ทดสอบสายสัญญาณตัวนี้ในแง่ความสดของเสียงกลางและแหลม ซึ่งน่าแปลก ที่ผมก็ยังคงได้ยินเสียงกีต้าร์จากแทรคนี้ออกมาดีดตัวเปรี๊ยะๆ เหมือนอย่างที่เคยฟัง สเปีดของเสียงก็ไม่ได้ช้าลงไป มีอยู่แค่อย่างเดียวที่ฟังดูผิดหูไปจากเดิม นั่นคือเนื้อเสียงกีต้าร์ที่ฟังดูนวลหูกว่าเดิมๆ ที่เคยฟัง ประมาณว่า เหมือนกับโจ เบคเขาดีดสายกีต้าร์แบบระมัดระวังมากขึ้น สุขุมมากขึ้น อัตราความสดของเสียงไม่มากเท่าที่ผมเคยฟังกับสายที่แพงกว่านี้มากๆ อย่าง Nordost : Valhalla ของผม ซึ่งสายตัวนั้นให้ทั้งความสด และเนื้อมวลที่อิ่มแน่น ซึ่งเทียบกันในแง่โทนเสียงแล้ว ดูเหมือนคนจูนสายสัญญาณ Gold Limited ตัวนี้จะเลือกไปทางเนื้อมวลที่เนียนและอิ่มมากหน่อย ยอมลดความสดลงบางส่วน ทำให้แนวเสียงของสายตัวนี้ไปกันได้ดีกับเพลงที่มีจังหวะปานกลางลงไปถึงช้า เพราะฟังแล้วได้อารมณ์มากเป็นพิเศษ

สรุป

คุณภาพเสียงโดยรวมของสายสัญญาณรุ่น Gold Limited ตัวนี้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมากทีเดียว เป็นสายสัญญาณอะนาลอก อันบาลานซ์ที่น่าสนใจมากสำหรับงบประมาณ 10,000 บาท +/- 20%

ผมพยายามนึกถึงต้นเหตุที่ทำให้เสียงของสายสัญญาณตัวนี้มันแสดงบุคลิกของเสียงที่ต่างไปจากสายสัญญาณตัวอื่นๆ ที่เคยได้ยิน ซึ่งในอดีตนั้น สายสัญญาณที่ให้บอดี้อิ่มๆ โทนเสียงอบอุ่น มักจะ roll-off ที่ปลายเสียงแหลม ในขณะที่เสียงทุ้มจะออกหนา ติดทึบ ทำให้ดุลเสียงโดยรวมจของสายสัญญาณเหล่านั้นเอนเอียงไปทางกลางลงต่ำมากกว่ากลางขึ้นสูง ซึ่ง Gold Limited ตัวนี้ก็ให้โทนเสียงออกมาคล้ายๆ แนวนั้น แต่ที่ผมว่ามันต่างไปจากสายเสียงอุ่นๆ ในอดีตก็คือความโปร่งใสในย่านเสียงทุ้ม ทำให้โทนเสียงของ Gold Limited ออกไปทางอบอุ่น แต่เบสไม่หนาทึบ

เสียงของสายสัญญาณ Gold Limited ตัวนี้เหมาะมากสำหรับ source ดิจิตัล อย่างพวก ext.DAC, network streamer หรือ CD Player ใครที่มีความรู้สึกว่า เสียงของ source ดิจิตัลแข็ง กระด้าง และหยาบ (ซึ่งก็อาจจะจริง ถ้าคุณคุ้นเคยกับ source อะนาลอกราคาแพงๆ แต่ลงทุนกับ source ดิจิตัลราคาถูกๆ) สายสัญญาณตัวนี้น่าจะเหมาะกับคุณ มันจะช่วย เกลาเสียงของ source ดิจิตัลให้มีความนวลหูมากขึ้น น่าฟังมากขึ้น /

************************
ราคา : 9,990 บาท / คู่ (ความยาว 1 เมตร)

************************
จัดจำหน่ายโดย :
Life Audio
โทร. 084-596-6262
Line ID: lifeaudio
Facebook : @lifeaudioshop

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า