Training@Home#1 ไปช่วยเซ็ตอัพ และสอนการฟังให้คุณโจ้ ณ บางบัวทอง ที่ห้องฟังของเขาเอง

คุณโจ้ เป็นนักเล่นรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจะก้าวเดินไปบนถนนสายไฮไฟฯ อย่างแน่วแน่ ต้องการเข้าให้ถึงศาสตร์และศิลปของการเล่นเครื่องเสียงอย่างจริงๆ จังๆ เขาตัดสินใจเข้าโครงการ Training@Home ด้วยการเรียนคอร์ส ear-training กับ speaker & systemset-up กับผมด้วยวิธีสอนตัวต่อตัวถึงบ้าน

จุดเริ่มต้น

เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นจากการพูดคุยสอบถามปัญหาเครื่องเสียงกันทาง LINE ซึ่งต้นตอของปัญหามันเริ่มมาจากห้องฟังของเขาเอง

นี่คือรูปทรงและสัดส่วนห้องฟังของ คุณโจ้ บางบัวทอง ซึ่งแค่ตัวเลขสัดส่วนที่เห็นก็พอจะมองเห็นปัญหามาเลาๆ แล้วล่ะครับ จากคำบอกเล่าทาง LINE คุณโจ้ บอกผมว่า เขามีปัญหากับเสียงทุ้มมาก ทำอย่างไรก็แก้ไม่หาย ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะถ้าวางลำโพงทางฝั่งที่มี ความกว้าง 2.9 เมตร อย่างภาพล่าง คลื่นเสียงจะต้องเดินทางไปตามระยะทางเท่ากับความลึกของห้องคือ 5.9 เมตร เกือบจะเท่ากับ 2 เท่าของความกว้างพอดี ซึ่งเป็นสัดส่วนต้องห้าม ต้นเหตุของ roommode ที่ทำให้เกิดหลุมลึกและยอดภูเขาสูงในบางความถี่ ไม่ราบเรียบ ซึ่งผมก็เดาว่า ปัญหาที่คุณโจ้ประสบอยู่น่าจะมาจากสาเหตุนี้ ผมเลยแนะนำให้เขาย้ายตำแหน่งวางลำโพงสลับไปอีกด้านตามภาพข้างล่าง

และแนะนำให้หาอุปกรณ์ปรับอะคูสติกมาช่วยแก้ปัญหาบางจุดด้วย ซึ่งตอนคุยกันทาง LINE ผมก็ยอมรับว่าแอบคิดเอาไว้ในใจเหมือนกันว่าเจ้าของห้องไม่น่าจะโอเคกับการแก้ปัญหาแบบนี้ เพราะระยะนั่งฟังมันใกล้มาก ประมาณว่า very nearfield เลย ถ้าเซ็ตอัพไม่ลงจริงๆ จะอึดอัดมาก แต่วิธีแก้ปัญหาแบบอื่นก็ยังนึกไม่ออก ต้องไปดูสถานที่จริงเท่านั้น

หลังจากคุณโจ้ สมัครเข้าเรียนคอร์ส Training@Home กับผมแล้ว เมื่อถึงวันนัด ผมก็ขนอุปกรณ์ไปที่ห้องฟังของคุณโจ้ หลังจากใช้เวลาสำรวจสภาพแวดล้อมในห้องฟังอยู่ชั่วครู่ ผมก็พบว่า ห้องฟังนี้มีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก และสัดส่วนไม่สวยเอาเลย แต่โชคดีที่คุณโจ้ ได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์ปรับแต่งสภาพอะคูสติกเอาไว้มากพอสมควร และมีอยู่จุดหนึ่งที่ถูกใจผมมาก ตรงกับที่ผมคิดไว้ในใจก่อนจะมาที่ห้องนี้ นั่นคือการติดอุปกรณ์ปรับอะคูสิตกชิดเข้าที่มุมห้องด้านที่วางลำโพงในลักษณะปิดมุมฉากทั้งซ้ายและขวา

จุดที่ลูกศรชี้ในภาพข้างบนนี้คือแผงปรับอะคูสติกของยี่ห้อ Vicoustic ของประเทศโปรตุเกส (Link) รุ่นที่คุณโจ้ใช้ที่มุมห้องเป็นรุ่น Wavewood ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ที่มุมห้องแก้เบส ยี่ห้อนี้เขามีรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อแก้เบสที่มุมห้องโดยเฉพาะอยู่แล้ว ชื่อรุ่นว่า Super Bass Extreme ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในย่าน 60-125Hz ส่วนตัว Wavewood ที่คุณโจ้ใช้ปิดมุมอยู่นั้นจะซับเสียงในย่านกลางมากกว่า

จากที่ผมทดลองฟังดู พบว่า การเอาแผง Vicoustic ไปติดที่มุมห้องทั้งสองด้านมีผลทำให้เสียงย่านกลางลงไปถึงกลางต่ำถูกดูดกลืนไปพอสมควร แต่ก็อาจจะกลายเป็นโชคดีก็ได้ เพราะด้วยขนาดของห้องที่ค่อนข้างเล็ก เมื่อเจอกับลำโพง Dynaudio รุ่น Special 40 ที่ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 41Hz ไปจนถึง 23kHz เมื่อเปิดดังๆ เพื่อดึงไดนามิกเร้นจ์ออกมา ทำให้มีโอกาสมากที่จะเกิดปัญหาในย่าน 60-125Hz บูมขึ้นมาในห้องได้เหมือนกัน และยิ่งขับด้วยแอมป์หลอดอีก ยิ่งไปเพิ่มโอกาสที่จะเกิดกลางต่ำบวมขึ้นมาอีก เมื่อลองขยับเข้าไปยืนฟังใกล้ๆ ผนังห้องด้านที่ใช้วางลำโพง ผมก็ไม่รู้สึกว่าเสียงกลางต่ำจะบวม ณ บริเวณนั้น แสดงว่า การเอาแผง Vicoustic ไปปิดมุมฉากของมุมห้องด้านหลังตำแหน่งวางลำโพงมีส่วนแก้ปัญหาได้เหมือนกัน

หลังจากสำรวจพื้นที่ ประเมินสถานการณ์เสร็จแล้ว ผมก็จัดการเซ็ตอัพขึ้นมา 2 ลักษณะ เพื่อตรวจเช็คดูความเป็นไปได้ในห้องนี้

ภาพข้างต้นเป็นการเซ็ตอัพแบบแรก ตำแหน่งวางลำโพงและตำแหน่งนั่งฟังที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งเซ็ตอัพเดิมที่คุณโจ้ฟังอยู่ ผมแค่ขยับตำแหน่งลำโพงกับโซฟาที่ใช้นั่งฟังนิดหน่อย เพื่อให้อยู่ในตำแหน่ง “1/3 x ความยาวของห้องซึ่งจากที่ผมได้ยินก็คือเสียงทั้งหมดมีลักษณะที่ กลวงคือส่วนของ nucleus หรือเนื้อมวลที่อยู่ใจกลางของอิมเมจของเสียงแต่ละเสียงมันไม่ควบแน่น โดยเฉพาะเสียงทุ้ม มีผลให้ไดนามิกทรานเชี้ยนต์ไม่เฉียบคม อิมแพ็คไม่กระชับเร็วและขาดน้ำหนัก ความชัดเจนของจังหวะดนตรีขาดหายไป การย้ำเน้นจังหวะกระพ่องกระแพ่ง ไม่สม่ำเสมอ การเกาะกลุ่มของเสียงทุกเสียงในเพลงขาดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การรับส่งของเครื่องดนตรียังไม่ลงล็อค

หลังจากปล่อยให้คุณโจ้ทดลองฟังตำแหน่งข้างต้นจนจับแนวได้แล้ว ผมก็เปลี่ยนการเซ็ตอัพใหม่หมด ทำตามแผนที่ผมคิดไว้ นั่นคือ ขยับลำโพงลงไปชิดผนังด้านหลังที่กว้างแค่ 2.9 เมตร โดยเริ่มต้นให้แผงหน้าของลำโพงทั้งสองข้างอยู่ห่างจากผนังด้านหลังขึ้นมาประมาณ 150 .. ซึ่งเท่ากับ 1/3 ของความลึกห้องที่ 4.5 เมตร (เส้นหนาๆ สีแดงคือแผงไม้ที่พยายามหามากั้นพื้นที่ในห้อง) สัมพันธ์กับความกว้างของห้องที่ 2.9 เมตร (ปัดเศษเป็น 3 เมตร) พูดง่ายๆ คือ ยึดตามสูตรสัดส่วนห้องที่ดีคือ ความยาว (ลึก) ของห้อง = ความกว้าง x 1.5 สำหรับห้องที่มีสัดส่วนไม่พอดีตามนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเอายึดด้านกว้างของห้อง หรือยึดด้านลึกของห้องเป็นตัวตั้ง ซึ่งการเซ็ตอัพตามตำแหน่งเดิมนั้นคือยึดเอาความลึกของห้องคือ 5.9 เมตร เป็นตัวตั้ง แต่ความกว้างไม่ตรงกับสูตร (ตามสูตรนั้น ถ้าห้องลึกประมาณ 6 เมตร ความกว้างที่ลงตัวต้องเป็น 4 เมตร) เสียงเลยออกมาไม่ดี แบบที่ผมลองเซ็ตอัพให้ใหม่ตามภาพข้างบนนี้คือยึดเอาด้านกว้างคือ 2.9 เมตรเป็นที่ตั้ง

ส่วนระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างก็เริ่มต้นไว้ที่ 180 .. แล้วดึงแผ่นพรมผืนสี่เหลี่ยมที่ใช้ซับเสียงหน้าลำโพงกับโซฟาที่ใช้นั่งฟังให้เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าจุด sweet spot ขึ้นมาประมาณเกือบสองฟุต ตามภาพด้านบน ซึ่งตำแหน่งนี้จะได้เสียงที่ดีกว่ามาก สามารถเร่งความดังได้มากขึ้น ไดนามิกสวิงได้กว้างขึ้น ทำให้รายละเอียดของเสียงที่เบามากๆ กับเสียงที่ดังมากๆ ถูกปลดปล่อยออกมาให้ได้ยินมากขึ้น ทรานเชี้ยนต์คม เร็ว และมีน้ำหนักมากกว่า

โดยรวมๆ เริ่มเข้าสู่แนวทางที่ดีแล้ว โดยเฉพาะเวทีเสียงที่จัดรูปวงออกมาได้ดีพอสมควร กว้างลึกสูง มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ที่ผมรู้สึกว่ายังไม่ดีมากคือไดนามิก โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางทั้งย่าน ซึ่งมีลักษณะที่ยังสวิงไดนามิกได้ไม่กว้างที่สุดเท่าที่ซิสเต็มควรจะให้ได้ ซึ่งปัญหาเหล่านั้นควรจะเบาบางลงไปได้อีกระดับหนึ่งเมื่อได้ทำการ fine tune ในจุดต่างๆ เพิ่มเติม อาทิเช่น ตำแหน่งของแผงอะคูสติก กับขยับตำแหน่งลำโพงอีกนิดหน่อย

อัลบั้ม The Man From God Knows Where
ศิลปิน Tom Russell

ผมใช้เพลง The Man From God Knows Where จากอัลบั้มชื่อเดียวกันของศิลปินที่ชื่อว่า Tom Russell ช่วยเป็นมอนิเตอร์ในการตรวจเช็คและทิ้งแทรคนี้ไว้เป็นโจทย์ให้คุณโจ้ใช้เป็นมอนิเตอร์ในการปรับจูน ซึ่งผมจะมาตรวจการบ้านอีกครั้งเมื่อตคุณโจ้พร้อมให้เข้าไปตรวจสอบ

จริงๆ แล้ว คุณจะใช้เพลงไหนในการไฟน์จูนเสียงก็ได้ เพราะความจริงนั้น เสียงเพลงทุกเพลงที่เราฟังเป็นงานที่ผ่านกระบวนการมิกซ์เสียงทุกเสียงที่อยู่ในเพลงนี้เอาไว้แล้ว ความหมายก็คล้ายกับการ merge layer ของโปรแกรม Photoshop นั่นเอง คือไม่ว่าในเพลงนั้นจะมีเสียงดนตรี เสียงร้อง หรือเสียงเอ็ฟเฟ็กต์อยู่สักกี่เสียงก็ตาม เมื่อเพลงนั้นถูกมิกซ์ออกมาเป็นระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนลลงมาในแผ่นซีดีแล้ว ทุกสิ่งในเพลงนั้นจะถูกผนึกคงที่ตลอดไป เมื่อคุณนำเพลงนั้นมาเล่นผ่านชุดเครื่องเสียง ที่เซ็ตอัพลำโพงทั้งสองข้างไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้องในห้องฟังของคุณ ทุกเสียงที่อยู่ในเพลงนั้น จะถูก คลี่คลายออกมาในอากาศได้ ตรงกับแผนภูมิที่มันถูกมิกซ์มาจากสตูดิโอ นั่นคือมีตำแหน่งของเสียงแต่ละเสียงที่ประกอบกันขึ้นเป็นรูปวงที่ตรงกับลักษณะรูปวงที่มิกซ์ดาวน์เอนจิเนียร์ทำการกำหนดมาในสตูดิโอนั่นเอง

ชิ้นไหนที่ซาวน์เอ็นจิเนียร์มิกซ์ไว้ทางขวา ก็จะปรากฏขึ้นทางขวามือของเรา ในขณะเดียวกัน ชิ้นไหนที่ถูกมิกซ์ไว้ทางซ้าย ก็จะปรากฏออกมาทางซ้าย ชิ้นไหนอยู่เยื้องมาด้านหน้า ชิ้นไหนอยู่ลึกเยื้องเข้าไปด้านหลังของลำโพง ก็จะปรากฏออกมาตามนั้นทั้งหมด เพราะสิ่งที่ถูก merge หรือมิกซ์ดาวน์ลงไปในเพลงนั้นไม่ได้มีเฉพาะข้อมูลของเสียงโน๊ต เสียงฮาร์มอนิก แต่ได้ผนึกรวมเอาคุณสมบัติทางด้าน phase ที่แสดงตำแหน่งในเวทีเสียง และคุณสมบัติทางด้าน dynamic range ที่แสดงอากัปกิริยาการเคลื่อนไหวขยับของเครื่องดนตรีเหล่านั้นในการถ่ายทอดตัวโน๊ตออกมาด้วย

ลักษณะของเก้าอี้ที่ใช้นั่งฟังเพลงของคุณโจ้ ภาพบนนั้นคือตัวเก่าที่ใช้ตอนผมไป หลังจากนั้นแค่สองสามวัน คุณโจ้ก็ไปหาเก้าอี้ตัวใหม่มาเปลี่ยน (ภาพล่าง) ซึ่งมีลักษณะที่ดีกว่าตัวเดิมอยู่ 2 จุด จุดแรกคือความสูงของพนักพิงหลังไม่สูงขึ้นมาถึงระดับหู ทำให้ไม่สะท้อนเสียง ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะของเก้าอี้นั่งฟังที่ดี ข้อดีอีกจุดก็คือรูปทรงที่ดูโปร่งกว่าตัวเดิม แม้ว่าวัสดุที่ใช้จะยังคงมีคุณสมบัติที่ดูดซับความถี่อยู่ แต่ก็น้อยกว่าตัวเก่า ซึ่งเก้าอี้นั่งฟังที่ดีไม่ควรจะทำตัวเป็น absorber เพราะจะดูดกลืนพลังงานเสียง ไดนามิกไม่เต็ม และทำให้เสียงขุ่น

การใช้เพลงใดๆ เป็นมอนิเตอร์ในการเซ็ตอัพลำโพงนั้น เราต้องมองหาคุณสมบัติที่โดดเด่นมากๆ ที่สามารถแสดงคุณสมบัติเด่นของเสียงด้านใดด้านหนึ่งออกมาให้ได้ จะด้านใดก็ได้ที่คุณฟังและจับรายละเอียดออกมาได้มากที่สุด เพราะอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า เพลงทุกเพลงถูกมิกซ์ดาวน์มาแล้ว ดังนั้น ถ้าคุณสามารถดึงจุดใดก็ได้ให้ออกมาตรงกับคุณสมบัติที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์มิกซ์มาจากสตูดิโอ คุณสมบัติด้านอื่นๆ ก็จะออกมาเหมือนกับที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์มิกซ์มาเช่นกัน จำไว้ว่า ทุกครั้งที่คุณเอื้อมมือไปขยับตำแหน่งลำโพงเพื่อปรับจูนให้ได้ลักษณะเสียงอย่างที่คุณจำได้ ตำแหน่งลำโพงที่เปลี่ยนไปมันไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงเฉพาะคุณสมบัติของเสียงด้านที่คุณกำลังพิจารณาเท่านั้น แต่มันเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้น แค่จำคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งของเสียงใดเสียงหนึ่งในเพลงให้แม่นๆ แล้วพยายามปรับจูนให้ได้ออกมาตรงตามที่คุณจำได้ เมื่อทำได้แล้ว คุณสมบัติทุกด้านที่เหลือจะแสดงตัวออกมาเองโดยอัตโนมัติ

คนที่ชำนาญแล้ว จะใช้วิธีจำลักษณะของเสียงในเพลงหลายๆ จุด เวลาเซ็ตอัพก็จะพิจารณาผลที่เกิดกับหลายๆ จุดนั้นไปพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถ ไกล่เกลี่ยคุณภาพเสียงในแต่ละจุดไปตามความสามารถของซิสเต็มและรสนิยมของคนฟังได้ หรือถ้าซิสเต็มดีมากๆ การที่มีจุดพิจารณาหลายจุด จะทำให้ปรับจูนเสียงได้แม่นยำมากขึ้น

เริ่มต้นของแทรค The Man From God Knows Where จะมีเสียงกีต้าร์โปร่งสองตัวดังขึ้นมาก่อน ซึ่งกีต้าร์ตัวที่อยู่ตรงตำแหน่ง A จะเล่นเมโลดี้ ในขณะที่ตัวข้างขวาที่ตำแหน่ง B จะเล่นคอร์ดด้วยวิธีพิคกิ้ง เสียงของกีต้าร์ตัวซ้ายจะมีความชัดเจนมากกว่าตัวขวา โทนเสียงสว่างกว่าและชี้ชัดตำแหน่งกับระบุรายละเอียดในตัวเสียงได้ชัดกว่าตัวขวา และตัวซ้ายจะมีตำแหน่งที่ลอยออกมาข้างหน้าระนาบลำโพงมากกว่า คือเข้ามาใกล้ตัวเรามากกว่าตัวขวาซึ่งถอยลงไปอยู่หลังระนาบวางลำโพงเยื้องไปทางลำโพงข้างขวา พอถึงวินาทีที่ 10 จะมีเสียงร้องดังขึ้นตรงตำแหน่ง C ซึ่งมีขนาดของอิมเมจที่แผ่กว้าง กินอาณาบริเวณพื้นที่อากาศมากกว่าเสียงกีต้าร์ทั้งสองตัวมาก

ลักษณะเสียงร้องของแทรคนี้คือประเด็นสำคัญที่ผมใช้มอนิเตอร์ในการเซ็ตอัพทุกครั้ง โดยเฉพาะครั้งนี้ เนื่องจากลำโพง Dynaudio รุ่น Special 40 ตัวนี้เป็นลำโพงสองทาง ซึ่งก็เหมือนกับลำโพงสองทางทุกตัว คือให้ความถี่เสียงออกมาไม่ครบทั้งย่าน 20Hz – 20kHz อยู่แล้ว จากสเปคฯ ของลำโพง ความถี่ต่ำในย่านตั้งแต่ 41Hz ลงไปถึง 20kHz จะถูกฟิลเตอร์ให้เบาบางลง ซึ่งบางคนที่ไม่จับประเด็นนี้ อาจจะพยายามเซ็ตอัพแบบดึงเสียงทุ้มลึกๆ ออกมา ซึ่งเป็นความถี่ที่ลำโพงไม่มีให้ หรือมีให้ไม่มาก เป็นการฝืนคุณสมบัติพื้นฐานของลำโพง ผลลัพธ์จะออกมาไม่ดี ทุกอย่างจะบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากรูปแบบที่เพลงนั้นถูกมิกซ์มาจากสตูดิโอ ในการเซ็ตอัพลำโพงใดๆ ก็ตาม ให้พยายามรักษา คุณภาพของเสียงกลางเอาไว้ให้มากที่สุดก่อน ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่มั่นใจได้ว่าลำโพงสองทางเกือบทุกคู่รวมทั้ง Special 40 สามารถตอบสนองออกมาให้ได้แน่ๆ ดีกว่าที่จะไปโฟกัสอยู่ที่เสียงทุ้มหรือเสียงแหลมเป็นหลัก

เสียงร้องของ Tom Russell ในแทรคนี้จะเป็นมอนิเตอร์ชั้นดีในการรีดเอาเสียงกลางที่มีคุณภาพออกมาจากลำโพงให้ได้ เมื่อทุกอย่างถูกต้อง คุณจะ (ต้อง) ได้ยินเสียงร้องที่ลอยเด่น มีรายละเอียดการเปล่งเสียงออกมากับทุกพยางค์ของคำร้อง และที่สำคัญคือหลุดพ้นจากการรบกวนของเสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดในเพลงนี้ ซึ่งพอพ้น วินาทีที่ 47 ไปแล้ว จะมีเสียงเครื่องดนตรีสาระพัดชิ้นดังเสริมขึ้นมาด้วยระดับความดังที่อื้ออึง โดยเฉพาะเสียงทุ้มจากเครื่องเคาะประเภทกลองที่กระแทกกระทั้น ถึงจุดนี้ให้พิจารณาความลอยเด่นของเสียงร้องว่ายังคงรักษาคุณสมบัติิไว้ได้เหมือนตอนขึ้นต้นหรือไม่ ถ้าพบว่า เสียงร้องมีอาการวูบวาบ หรือแกว่งไปตามเสียงทุ้มที่กระแทกหัวโน๊ตตุ้บตั้บๆ และเสียงทุ้มนั้นมีอาการบวมและมัว แต่ละอิมแพ็คไม่แยกตัวออกจากกัน ก็แสดงว่า ตำแหน่งลำโพงยังไม่ลงตัว วูฟเฟอร์ทั้งสองตัวของลำโพงซ้ายและขวายังไม่อยู่ในพิกัดที่ซ้อนทับกันสนิท

ถ้าสามารถขยับตำแหน่งลำโพงซ้ายขวาจนได้พิกัดที่ลงตัวแล้ว และมีการไฟน์จูนในจุดอื่นๆ จนลงตัวที่สุดแล้ว เสียงกลางจะลอยเด่นโดยไม่มีอาการหม่นหรือถูกรบกวนจากเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ เลย แม้จะเปิดดังแค่ไหนก็ตาม นอกจากนั้น เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่เบากว่าเสียงร้องและเสียงเบสก็จะปรากฏขึ้นมาให้ได้ยินด้วย ไม่ถูกเสียงทุ้มกลบทับหายไป อย่างเช่นเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าที่เล่นเอ็ฟเฟ็กต์กับเสียงเครื่องเป่าคล้ายฟรุ๊ท เหล่านี้คือโจทย์ที่ทิ้งไว้ให้คุณโจ้ปรับจูนต่อ.. จนกว่าจะพร้อมให้เข้าไปตรวจการบ้าน

ซิสเต็มที่คุณโจ้ใช้อยู่

Source

File Transport = Mac mini + โปรแกรมเล่นไฟล์เพลง roon
External DAC = MyTek รุ่น Liberty DAC+ กับภาคจ่ายไฟลิเนียร์ของ Clef Audio

Amplifier

Integated Amp = Octave รุ่น V70se + Black Box

Loudspeaker

Bookshelf = Dynaudio รุ่น Special 40

*************************

***********************

ไปดูห้องอื่นๆ กัน

– Training@Home #4 

Training@Home #3

Training@Home #2

Training@Home #1

– Training@Home # กติกา + ค่าใช้จ่าย

 

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า