Training@Home #2 – ไปจัดระเบียบให้ลำโพงขนาดกลาง Wilson Audio รุ่น Sophia บนพื้นที่เล็กๆ ในห้องนอน

เริ่มต้นกันแบบมวยวัด แต่หลังจากผ่านไปสองสามห้องฟัง* คำว่า รูปแบบการเริ่มเกิดขึ้น ซึ่งขั้นตอนมาตรฐานสำหรับการเข้าไปทำ Training@Home จะเริ่มด้วยการเข้าไป วิเคราะห์ลักษณะเสียงของซิสเต็มเดิมๆ ที่ผู้ใช้ฟังอยู่ทุกวัน ซึ่งผมจะเริ่มต้นโดยให้เจ้าของซิสเต็มเลือกแผ่นเพลง/หรืออัลบั้มเพลงที่เขาชื่นชอบและฟังอยู่บ่อยๆ ออกมาเปิดให้ฟังกับชุดเครื่องเสียงของเขา ด้วยระดับวอลลุ่มปกติที่ฟังประจำ จากนั้น ผมก็จะวิเคราะห์ให้เจ้าของซิสเต็มฟังว่าเสียงของซิสเต็มของเขา ณ จุดเซ็ตอัพเดิมนั้นมีจุดใดบ้างที่ยังมีปัญหาอยู่ สามารถทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง หลังจากอธิบายให้ฟังแล้ว ผมก็จะเลือกใช้แทรคที่เจ้าของห้องฟังบ่อยๆ และคุ้นเคยอยู่แล้วเป็นมอนิเตอร์ในการปรับเซ็ตให้เจ้าของซิสเต็มฟังโดยชี้แนะให้โฟกัสการฟังไปที่ปัญหานั้นจนเจ้าของห้องสามารถจับประเด็นได้

หลังจากนั้น ผมก็จะเริ่มทำการขยับตำแหน่งของลำโพงเพื่อแก้ไขปัญหาแรกที่พบ โดยชี้แนะให้เจ้าของซิสเต็มฟังความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปเป็นลำดับ บางซิสเต็มนั้น อาจจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการที่จะค่อยๆ คลี่คลายปัญหาไปทีละปม ซึ่งทุกครั้งที่ผมจะขยับลำโพง ผมจะชี้แนะให้เจ้าของซิสเต็มรู้ก่อนเสมอว่ากำลังจะทำอะไร.? หลังจากขยับไปแล้ว เราก็จะมาร่วมกันฟังและวิจารณ์เสียงที่เปลี่ยนไปเพื่อหาสรุปเป็นแนวทางในการไฟน์จูนกันต่อไป

* เจ้าของห้องบางห้องที่ให้ไปทำ Training@Home ไม่ประสงค์จะออกสื่อ

ลำโพงใหญ่ บนพื้นที่ฟังขนาดเล็ก

ความท้าทายสำหรับนักเซ็ตอัพลำโพงมีอยู่มากมายหลายประเด็น เริ่มจาก ซิสเต็มและห้องฟังที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน แต่ต้องจัดการเซ็ตอัพให้ได้ผลลัพธ์ของเสียงที่ ดีกว่าเดิมๆ ที่เจ้าของซิสเต็มฟังอยู่ ซึ่งมีอยู่ 2 – 3 สถานะการณ์ที่ทำให้นักเซ็ตอัพเหงื่อตก อย่างแรกที่น่ากลัวที่สุดคือ ขนาดลำโพงที่ใช้กับ ขนาดของพื้นที่ฟังเพลงไม่สมดุลกัน ซึ่งสถานะการณ์ที่ว่านี้มีโอกาสเป็นไปได้ 2 ทาง ทางแรกคือ ลำโพง เล็กกว่าปริมาตรของพื้นที่ที่ใช้ฟังเพลง กับอีกทางที่ตรงกันข้าม นั่นคือ ลำโพงที่ใช้มีขนาด ใหญ่กว่าปริมาตรของพื้นที่ที่ใช้ฟังเพลง!!

ถามว่า สถานะการณ์ไหนน่ากลัวมากที่สุด.? สำหรับผม กรณีแรกน่ากลัวกว่ากรณีหลัง ยิ่งถ้าลำโพงที่ใช้เป็นลำโพงที่อยู่ในระดับกลางๆ ไม่ใช่ลำโพงเล็กขั้นเทพ อย่างพวก Totem Acoustics หรือ Dynaudio ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานบนพื้นที่ฟังเพลงที่มีปริมาตรอากาศเยอะๆ ได้ มันก็ยากที่จะทำให้เสียงจากลำโพงเล็กๆ สามารถ fufill หรือเติมเสียงเพลงให้เต็มพื้นที่อากาศภายในห้องได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีอาการ overload เกิดขึ้นจนถึงกับทำให้อรรถรสของเพลงเสียไป ซึ่งลำโพงเล็กที่ดีจะต้องใช้ไดเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง และออกแบบตัวตู้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ จึงจะสามารถผลักดันเอ๊าต์พุตออกมาจากตัวลำโพงได้ทีละมากๆ (เปิดได้ดัง) โดยไม่มีอาการแปร๋น หรือสำลักซะก่อน

วิเคราะห์พื้นที่ฟังเพลงของคุณหลุยส์
เป็นแบบกรณีที่สอง นั่นคือ..
ลำโพงใหญ่ ในห้องเล็ก

พื้นที่ฟังเพลงของคุณหลุยส์ ระยอง ต้องนับว่าเล็กมาก เมื่อเทียบกับขนาดของลำโพง Wilson Audio รุ่น Sophia ที่เขาใช้อยู่

คือสะระตะแล้ว พื้นที่ใช้สอยในการเซ็ตอัพจริงๆ นั้นอยู่ที่ ความกว้างไม่เกิน 3 เมตร กับ ความลึกอยู่ที่ 3.9 เมตร (ตามภาพ) ซึ่งพื้นที่ฟังเพลงของคุณหลุยส์ เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของห้องที่มีขนาด กว้าง = 3.9 เมตร x ยาว = 5 เมตร ดังนั้น พื้นที่ฟังเพลงขนาด ความกว้าง 3 เมตร x ยาว = 3.9 เมตร ก็คือพื้นที่ที่คุณหลุยส์แบ่งส่วนมาจากห้องนอนนั่นเอง โดยจัดตั้งลำโพงกับจุดนั่งฟัง หันหน้าไปในแนวกว้างของห้อง ซึ่งภายในห้องก็จะมีเตียงขนาดสองคนนอน (A) กับตู้เสื้อผ้า (B) ทำด้วยไม้หนึ่งตู้ กับมีชั้นวางของเล็กๆ (C) ทำด้วยไม้ตั้งอยู่ด้านข้างของโซฟาที่ใช้เป็นจุดนั่งฟัง ประตูกับผนังด้านซ้ายมือของจุดนั่งฟัง (D) เป็นผนังกระจกโครงอะลูมิเนียมที่มีผ้าม่านสูงจากเพดานลงมาถึงพื้นปิดทับอยู่เต็มพื้นที่ ส่วนฝั่งตรงข้ามที่อยู่ชิดกับที่นอน (E) เป็นผนังปูนที่มีโครงกรอบหน้าต่างติดตั้งอยู่ ซึ่งเป็นรูปแบบของตึกแถวมาตรฐานนั่นเอง ส่วนพื้นห้องเป็นปูนฉาบโดยหินกรวดขัดมัน

สภาพการเซ็ตอัพตอนที่ผมไปถึง ตำแหน่งที่คุณหลุยส์นั่งฟังก็คือบนโซฟาหนังขนาดสองที่นั่ง (F) ซึ่งวางชิดติดกับผนังห้องซึ่งเป็นผนังปูน ในขณะที่ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งหมดวางอยู่ด้านหลังของตำแหน่งวางลำโพง โดยมีชั้นวางแยกส่วนกันอยู่

วิเคราะห์ซิสเต็มแม็ทชิ่ง

ลำโพงที่คุณหลุยส์ใช้อยู่วันนั้นคือ Wilson Audio รุ่น Sophia ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นเล็กของวิลสัน ดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ single cabinet ที่ประกอบด้วยไดเวอร์ 3 ตัวทำงานร่วมกัน

ได้แก่ทวีตเตอร์ invert dome ขนาด 1 นิ้วของโฟคัล + มิดเร้นจ์ขนาด 7 นิ้ว + วูฟเฟอร์ขนาด 10 นิ้ว ทำงานในตู้เปิดที่ยิงท่อออกด้านหลัง ไดเวอร์ทั้งสามตัวกับตัวตู้ช่วยกันสร้างความถี่เสียงครอบคลุม ตั้งแต่ 29Hz ขึ้นไปจนถึง 22kHz ก่อนจะเริ่มเบาลงด้วยอัตราลาดชันอ๊อกเตรปละ 3dB

ในอดีตนั้น นักเล่นเครื่องเสียงนิยมใช้แอมป์หลอด หรือแอมป์โซลิดสเตจ class A ขับลำโพงรุ่น Sophia คู่นี้ เพราะความไวไม่โหดมาก อยู่ระดับกลางๆ คือ 89dB และแนะนำกำลังขับต่ำสุดก็เริ่มต้นที่ 12W ต่อข้าง เท่านั้นเอง จึงไม่เป็นปัญหากับแอมป์หลอด โดยเฉพาะอินติเกรตแอมป์ Hegel รุ่น H300 ที่คุณหลุยส์ใช้อยู่นั้นต้องบอกเลยว่า เหลือๆเพราะแอมป์ตัวนั้นให้กำลังขับสูงถึง 250W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม (ไม่ได้แจ้งตัวเลขกำลังที่โหลด 4 โอห์ม แต่มากกว่า 250W แน่ๆ) ซึ่งข้อสังเกตที่คุณหลุยส์บอกว่ารู้สึกเหมือนแอมป์ขับไม่ออกจึงไม่น่าจะเป็นไปได้

แหล่งต้นทางสัญญาณ
ดิจิตัลไฟล์เป็นหลัก..

คุณหลุยส์ใช้ดิจิตัลไฟล์เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณหลักของซิสเต็ม โดยเก็บไฟล์เพลงไว้ในฮาร์ดดิสแบบ solid state แล้วเล่นไฟล์ด้วยโปรแกรม roon บน roonlabs : nucleus ส่งสัญญาณเสียงผ่านสาย USB ไปให้ external DAC ยี่ห้อ MyTek รุ่น Brooklyn DAC+ ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกและส่งเข้าไปขยายเกนสัญญาณที่ Hegel : H300 ผ่านช่องทางบาลานซ์ XLR

ตัวฮาร์ดดิส SSD เป็นของ Samsung เอามาใส่กล่องของ CalDigit แล้วเชื่อมต่อด้วยสาย USB ไปเข้าที่ช่อง USB-A ของ nucleus

นี่คือตัว roon : nucleus ที่ใช้เล่นไฟล์เพลง ควบคุมด้วย app : roon remote บน iPad

นี่คือ external DAC ยี่ห้อ MyTek Digital รุ่น Brooklyn DAC+ ที่ภาค DAC รองรับการแปลงสัญญาณได้ทั้งตระกูล PCM และ DSD และยังรองรับการถอดรหัสฟอร์แม็ต MQA ได้ด้วย

ซึ่งคุณหลุยส์ปรับตั้งเอ๊าต์พุตของ MyTek : Brooklyn DAC+ โดยบายพาสวอลลุ่มของตัว DAC ออกไปเพื่อให้สัญญาณเสียงอะนาลอกเอ๊าต์พุ่งตรงเข้าอินพุตของแอมป์ Hegel ทางช่องบาลานซ์ XLR โดยไม่ถูกดรอปเกน ซึ่งถือว่าเป็นการเซ็ตอัพช่องทางเชื่อมต่อสัญญาณ in/out ระหว่าง source กับ amplifier ที่ให้คุณภาพเสียงดีสุดของ DAC ตัวนี้ นอกจากนั้น คุณหลุยส์ยังใช้ Linear Power Supply กับตัว roon : nucleus กับ MyTek : Brooklyn DAC+ เพื่ออัพเกรดคุณภาพเสียงด้วย ซึ่งทุกอย่างในส่วนของ source นั้นโอเคอยู่แล้ว ผมจึงไม่แตะต้องในส่วนนี้

ตำแหน่งลำโพง ณ จุดเดิม
ก่อนการเซ็ตอัพ

ก่อนผมจะเริ่มต้นเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพง ผมได้ทำการตรวจวัดระยะแล้วพบว่า ลำโพงทั้งสองข้างถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่ห่างออกมาจากผนังด้านหลังไม่เท่ากัน คือข้างซ้าย ห่างผนังหลัง 1.23 เมตร ในขณะที่ข้างขวา ห่างผนังหลังเท่ากับ 1.27 เมตร ส่วนระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ระยะสองเมตรนิดๆ

จุดวิกฤตที่น่าจะส่งผลต่อคุณภาพเสียงก็คือผนังด้านซ้ายซึ่งอยู่ใกล้กับลำโพงข้างซ้ายมาก และเป็นผนังกระจกด้วย ดีหน่อยที่มีผ้าม่านหนากั้นไว้ ผนังด้านนี้อยู่ห่างจากลำโพงซ้ายไม่ถึงเมตร ในขณะที่ผนังด้านขวาอยู่ห่างจากลำโพงข้างขวาออกไปเกือบสามเมตร

ตำแหน่งลำโพง
หลังการเซ็ตอัพ

สิ่งแรกที่ผมทำคือ จัดการให้ ลำโพงทั้งสองข้าง (R/L) + ตำแหน่งนั่งฟัง (sweet sot)อยู่ในพิกัดที่ทำมุมร่วมกันเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าซะก่อน ซึ่งขั้นตอนก็คือ เริ่มด้วยกำหนดระยะวางลำโพงก่อน โดยเอาความลึกของด้านที่นั่งฟังคือ 3.90 เมตรไปหารด้วย 3 ออกมาได้ 1.30 เมตร (เส้นประสีแดงด้านบน) แล้วมาร์คไว้ จากนั้นก็ดึงลำโพงทั้งสองข้างขึ้นมาให้ระนาบของแผงหน้าลำโพงอยู่ในตำแหน่ง ตั้งฉากกับระยะ 1.30 เมตรที่ทำมาร์คไว้บนพื้น โดยรักษาระยะห่างของลำโพงทั้งสองข้างไว้เท่าเดิมก่อน ส่วนระยะนั่งฟังเดิมที่คุณหลุยส์ฟังอยู่นั้นเป็นตำแหน่งไม่ดี เพราะศีรษะอยู่ใกล้กับผนังปูด้านหลังมาก ทำให้มีเสียงสะท้อนย้อนกลับจากผนังปูนมาเข้าหู รบกวนเสียงจากลำโพงที่มาจากด้านหน้า เพื่อพิสูจน์ดูว่าเป็นไปตามที่เราวิเคราะห์หรือไม่ ผมกับคุณหลุยส์และทีมงานได้ช่วยกันใช้ผ้านวมหนามาทดลองปิดลงบนผนังด้านหลังจุดนั่งฟังเอาไว้ (แท่งสี่เหลี่ยมสีฟ้าบนผนังด้านหลังตำแหน่งนั่งฟังในภาพ) เพื่อให้ผ้านวมดูดซับพลังงานเสียงบนผนังไม่ให้สะท้อนกลับมาเข้าหู

จากการทดลองฟังคร่าวๆ ของผม ปรากฏว่า เสียงเคลียร์มากขึ้น ลำดับที่สอง ผมกับคุณหลุยส์และทีมงานจึงช่วยกันยกโซฟาหนังที่คุณหลุยส์ใช้นั่งฟังออกไปจากห้อง จากนั้นก็ใช้เก้าอี้ตัวเล็กๆ เข้าใช้นั่งฟังแทนโซฟาตัวเดิม โดยกำหนดตำแหน่งให้ห่างจากผนังด้านหลังออกมาโดยให้ตำแหน่งศีรษะขณะนั่งบนโซฟาอยู่ตรงกับระยะห่างจากผนังด้านหลังที่ 1.30 เมตรที่มาร์คไว้ (จุดสีเขียว ตัดกับเส้นประเส้นล่าง) เหตุผลที่ผมยกโซฟาออกไปก็เพราะว่า ภายใต้พื้นที่อากาศที่จำกัด เราต้องระวังโทนัลบาลานซ์ของเสียงจะหนักไปทางทุ้มมากกว่ากลางแหลม ซึ่งมีโอกาสมาก เพราะลำโพง Sophia มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับพื้นที่ในห้องฟัง ดังนั้น ต้องพยายามเคลียร์พื้นที่อากาศบริเวณโดยรอบพื้นที่ฟังเพลงให้โล่งๆ เข้าไว้เพื่อลดวัตถุที่มีลักษณะดูดซับความถี่ต่ำมากๆ ลงไปให้เหลือน้อยๆ เพื่อไม่ให้ต้องเร่งเสียงจากแอมป์มากเกินไปจนทำให้ทั้งแอมป์และลำโพงเกิดอาการเครียด ส่งผลกระทบไปถึงเสียงที่ออกมา

จากการเอาโซฟาออกไปจากห้องและใช้ผ้านวมไปติดบนผนังด้านหลังจุดนั่งฟัง (ตรงข้ามกับลำโพง) และเปลี่ยนระยะนั่งให้ห่างจากผนังด้านหลังออกมา ส่งผลให้เสียงโดยรวมมีลักษณะโปร่งกระจ่างมากขึ้น รายละเอียดกลางแหลมปรากฏลอยตัวออกมามากขึ้น ไดนามิกเร้นจ์ของเสียงสามารถสวิงได้กว้างขึ้น ทำให้เสียงเพลงมีความสดสมจริงมากขึ้น สปีดของเสียงตั้งแต่แหลมลงมาถึงเบสเร็วขึ้น ทรานเชี้ยนต์คมมากขึ้น โดยรวมๆ ได้เสียงที่มีความเป็นดนตรีสูงขึ้น

เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของคุณหลุยส์ที่ใช้ลำโพงคู่นี้ เนื่องจากแนวทางออกแบบของลำโพง Wilson Audio แบรนด์นี้เค้าให้ความสำคัญกับเรื่องของ phase สัญญาณมากเป็นพิเศษ สังเกตจากการติดตั้งไดเวอร์กลางแหลมให้มีลักษณะยิงเสียงเอียงเฉียงขึ้นด้านบน ซึ่งเป็นเสมือนกับการยืดระยะการเดินทางของความถี่ย่านกลางไปถึงแหลมให้มากกว่าทุ้ม และแบรนด์นี้ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบตัวตู้มากเป็นพิเศษอีกด้วย ผนังตู้ของลำโพงคู่นี้ผลิตจากวัสดุที่ผสมขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อขจัดเรโซแนนซ์ของตัวตู้ออกไป เราจึงได้ยินเสียงของไดเวอร์แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เสียงที่ได้จึงมีความสะอาด ได้เกนความดังสูงโดยไม่ต้องเร่งวอลลุ่มมาก ไดอะแฟรมของไดเวอร์มิดเร้นจ์และวูฟเฟอร์จึงสั่นไม่แรง ไม่ทำให้ตู้สั่นตาม จึงไม่มีเสียงของตู้เข้ามาปน

ไฟน์จูน

ในการ fine tune เพื่อค้นหาตำแหน่งนั่งฟังที่ให้สมดุลของความถี่เสียงที่ดีที่สุดในพื้นที่ฟังเพลงของคุณหลุยส์กับลำโพงคู่นี้ (จุด sweet spot สำหรับห้องนี้) ผมเริ่มด้วยการให้คุณหลุยส์ติดเส้นเทปในแนวตั้งฉากกับระนาบลำโพงขึ้นมาหนึ่งเส้น โดยลากยาวผ่านไปทางด้านหลัง

จากนั้นผมก็เลือกเพลงที่มีเสียงทุ้มกลางแหลม ออกมาครบๆ เปิดเอาไว้ที่ความดังเท่ากับระดับที่เจ้าของห้องใช้ฟังปกติ จากนั้นก็ให้คุณหลุยส์เข้าไปยืนตรงจุดมุมฉาก ให้เท้าทั้งสองข้างแนบชิดกันโดยขนาบเส้นเทปไว้ตรงกลาง ศีรษะตั้งตรง ตามองตรงเข้าไปตรงตำแหน่งกลางระหว่างลำโพงทั้งสอง จากนั้นให้ค่อยๆ ถอยหลังห่างจากระนาบลำโพงออกมาทีละนิดโดยที่เท้าทั้งสองยังคงขนาบเส้นเทปเอาไว้ และทุกระยะที่เคลื่อนตัวถอยหลังห่างออกมาจากแนวระนาบที่วางลำโพง ซึ่งเพลงยังคงเล่นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ (กด repeat ไว้) ผมแนะนำให้เจ้าของห้องลองฟังสองอย่างจากเพลงนั้น นั่นคือ เวทีเสียงกับ โทนัลบาลานซ์ในขณะที่เขยิบถอยหลังลงไปตามเส้นเทปเรื่อยๆ ก็ให้พิจารณาว่า ตำแหน่งไหนที่รู้สึกว่าได้ยินเสียงเพลงที่ให้เวทีเสียงชัดเจน แยกแยะชิ้นดนตรีได้ชัดที่สุด ตั้งแต่แหลมลงมาถึงทุ้ม และเป็นตำแหน่งที่ให้ปริมาณเสียงทุ้มกลางแหลมที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด เบสไม่บวม แหลมไม่พุ่ง เมื่อขยับเดือนหน้า-ถอยหลังไปตามแนวเส้นเทปจนเลือกตำแหน่งที่ได้ซาวนด์สเตจกับโทนัลบาลานซ์ที่ดีที่สุดแล้ว ก็ให้ลากเก้าอี้มานั่งลงตรงนั้นแล้วทดลองฟังเสียงโดยรวมเทียบกับตอนยืนอีกที ถ้านั่งลงฟังแล้วเสียงแย่กว่าตอนยืน ก็ให้ลุกขึ้นยินแล้วค่อยๆ ขยับเดินหน้าถอยหลังอีกนิด เป็นการไฟน์จูนเพื่อค้นหาจุดที่นั่งลงฟังแล้วได้ยินเวทีเสียงกับโทนัลบาลานซ์ที่ดีที่สุด ตรงนั้นคือจุด sweet spot สำหรับลำโพงคู่นั้น + ซิสเต็มนั้น ภายในห้องนั้น

กระบวนการ เซ็ตอัพ + ไฟน์จูน ของแต่ละห้องแต่ละซิสเต็ม จะเริ่มต้นด้วยหลักการเดียวกัน คือ “วิเคราะห์ปัญหาก่อน” จึงค่อยลงมือขยับลำโพงหรือปรับแต่งภายในซิสเต็ม ซึ่งในขั้นตอนปฏิบัติอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละห้องแต่ละซิสเต็ม ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพแวดล้อมของพื้นที่ฟังเพลงและรายละเอียดในซิสเต็มนั้นๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายที่เราพยายามค้นหาก็คือ เสียงที่มีความ เป็นดนตรีนั่นเอง /

VDO

**************************
ย้อนไปอ่าน –
Training@Home #1

**************************
สนใจใช้บริการ Training@Home อ่านเงื่อนไข  ที่นี่

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า