รีวิว Audiolab M-DAC nano ภาค DAC + ภาคขยายหูฟังที่รองรับสัญญาณด้วย Bluetooth

คำว่า “Portableมีความหมายว่า พกพาซึ่งก็หมายถึงคุณสมบัติของอุปกรณ์ที่สามารถนำติดตัวไปใช้งานที่ไหนก็ได้โดยไม่สร้างความยากลำบาก ดังนั้น เราจึงมองเห็นทิศทางในการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องเสียงแบบพกพาได้อย่างชัดเจน ว่าต้องเริ่มจาก ขนาดที่ต้องพัฒนาให้เล็กกระทัดรัดมาก่อน ซึ่งจะทำให้ได้ในเรื่องของ น้ำหนักที่เบาลงตามมา จากนั้นก็ไปเรื่อง เชื่อมต่อซึ่งต้องตัดการเชื่อมต่อด้วยสายออกไปในที่สุด ซึ่งถ้าติดตามพัฒนาการของอุปกรณ์เครื่องเสียงแบบพกพามาตลอด คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินมาตามลำดับขั้นตามที่ผมว่ามาข้างต้น

ทว่า ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าอุปกรณ์เครื่องเสียงพกพาจะพัฒนาตัวเองไปไกลแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ละเลยไม่ได้เลยก็คือเรื่องของ คุณภาพเสียง

M-DAC nano
นวัตกรรมใหม่จาก Audiolab

M-DAC nano เป็นผลิตภัณฑ์ในตระกูล M ที่มีสมาชิกอยู่ 6 ตัวคือ M-DAC, M-DAC+, M-DAC mini, M-DAC nano, M-One และ M-Ear โดยที่ตัว M-DAC nano มาในรูปของ DAC/HP Amp แบบพกพาตัวแรกของ Audiolab แม้ว่าจะเป็นตัวแรก แต่คุณสมบัติที่แพ็คมาให้นั้น บอกเลยว่า.. ล้ำมาก!

A : ปุ่มกดเพื่อเปิด/ปิดเครื่อง และใช้กดเลือกใช้งาน/ไม่ใช้ฟังท์ชั่น SRC (Sampling Rate Conversion)
B : ช่องเสียบแจ๊คหูฟังสเตริโอ
mini 3.5mm
C : ไฟแอลอีดีแสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่อง และเป็นช่องไมโครโฟนสำหรับรับสัญญาณเสียงพูดขณะสนทนาโทรศัพท์ด้วย
D : ปุ่มวงแหวนเอนกประสงค์ ทำหน้าที่ได้หลายอย่าง เช่น กดหนึ่งครั้ง > สั่งเล่น/หยุดเล่นเพลง, กดหนึ่งครั้ง > เพื่อรับสาย/วางสายโทรฯ เข้า, กดสองครั้งติดกัน > เป็นการข้ามไปเล่นเพลงถัดไป, กดสามครั้งติดกัน > เป็นการถอยหลังไปเล่นเพลงก่อนหน้า, กดค้างหนึ่งวินาที > เป็นการเปิดใช้ฟังท์ชั่น Siri/Google assistant และสุดท้ายคือใช้ควบคุมวอลลุ่มเพื่อกำหนดความดังของเสียงด้วยการหมุน ถ้าหมุนเข้าหาไฟแอลอีดีจะเป็นการเพิ่มความดัง ถ้าหมุนไปทิศตรงข้ามก็เป็นการลดความดัง

ต้องเรียกว่านวัตกรรมใหม่จริงๆ ครับ เพราะ DAC/HP Amp ตัวนี้มันพกความพิเศษใหม่มาหลายอย่าง เริ่มจากรับสัญญาณด้วยวิธีไร้สายโดยใช้คลื่น Bluetooth ซึ่งคุณอาจจะแย้งว่า DAC/HP Amp ที่รับสัญญาณอินพุตด้วย Bluetooth ไร้สายมีมาตั้งนานแล้ว นั่นก็ใช่.. แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะ DAC/HP Amp ที่เป็นแบบพกพา ไม่รวมประเภทตั้งโต๊ะ ก็ต้องยอมรับนะครับว่ายังมีไม่เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านับเฉพาะแบรนด์ของผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงก็จะยิ่งน้อยมาก เท่าที่ผมรู้ Audiolab น่าจะเป็นเจ้าแรกในกลุ่มของผู้ผลิตเครื่องเสียงนะครับที่ทำผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ออกมา

เชื่อมต่อด้วย Bluetooth v 4.2

เอาแจ๊ค mini 3.5mm ที่ติดมากับสายสัญญาณของหูฟัง AKG รุ่น K420 เสียบเข้าที่รูเสียบหูฟังขนาด 3.5mm ของ M-DAC nano ส่วนแอพฯ Onkyo HF Player บน iPhone 7 ในภาพ ทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสของ iPhone 7 ออกมาเป็นไฟล์เสียงฟอร์แม็ต AAC แล้วส่งออกไปให้กับ M-DAC nano ทางคลื่น Bluetooth

M-DAC nano ใช้คลื่นบลูทูธเวอร์ชั่น 4.2 ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในแง่ของสปีดในการรับส่งข้อมูลระหว่าง source (ตัวส่งข้อมูล) กับ sink (ตัวรับข้อมูล) ที่เร็วกว่า v. 4.1 ถึง 250 เท่า! และสามารถขนส่งแพ็คเกจของข้อมูลได้มากกว่าเวอร์ชั่น 4.1 ถึง 10 เท่า.! ซึ่งแน่นอนว่า Bluetooth v 4.2 จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเวอร์ชั่น 4.1 อย่างชัดเจนเมื่อใช้ในการรับส่งสัญญาณเสียงเพลง

ใช้ชิป DAC สเปคฯ สูงถึง 32bit/384kHz !

ความพิเศษประการที่สองของ M-DAC nano ที่ทำให้คนเล่นเครื่องเสียงอย่างผมถึงกับซู้ดปาก.. นั่นคือ ชิป DAC ที่ใช้รองรับการแปลงสัญญาณที่ใช้ในตัว M-DAC nano มีสเปคฯ สูงถึง 32bit/384kHz เป็นชิปยี่ห้อ Circus Logic เบอร์ CS43130 ซึ่งคุณอาจจะสงสัยว่ามันจะมีประโยชน์อะไรกับการใช้ชิป DAC ที่มีสเปคฯ สูงขนาดนี้ ในเมื่อภาคอินพุตของ M-DAC nano รองรับสัญญาณผ่านทาง Bluetooth ได้สูงสุดแค่ 16bit/44.1kHz เท่านั้น (นั่นคือฟอร์แม็ต aptX ซึ่งมีสเปคฯ สูงสุดในจำนวนทั้งหมด 4 ฟอร์แม็ตที่รับได้ นั่นคือ aptX, aptX LL, AAC และ SBC)

ในตัว M-DAC nano มีฟังท์ชั่นพิเศษตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Sampling Rate Conversion ย่อว่า SRC ซึ่งจะทำการ อัพเกรดสัญญาณอินพุต 16bit/44.1kHz ที่รับเข้ามา ให้กลายเป็นสัญญาณ 32bit/384kHz ก่อนจะป้อนเข้าสู่ชิป DAC ด้วยการกดปุ่ม f ตามภาพข้างบนเพื่อเปิดใช้งานฟังท์ชั่น SRC ซึ่งจะทำให้ได้เสียงที่มีลักษณะผ่อนคลาย เปิดกระจ่างมากขึ้น รายละเอียดหยุมหยิมพรั่งพรู เหมาะกับหูฟังที่ตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างๆ และสวิงไดนามิกเร้นจ์ได้กว้างๆ แต่ถ้าใครใช้หูฟังที่ตอบสนองความถี่ไม่กว้างมาก อย่างเช่น เสียงแหลมไปได้ไม่เกิน 20kHz คุณก็สามารถเลือก ปิดหรือ OFF คือไม่ใช้ฟังท์ชั่น SRC ก็ได้ ในกรณีนี้ ภาคอินพุตของ M-DAC nano จะไม่ทำการเปลี่ยนแปลงสัญญาณอินพุตที่รับเข้าไป และจัดส่งสัญญาณที่รับเข้ามาไปให้ชิป DAC ตามรูปแบบของสัญญาณอินพุต

คือถ้าคุณเล่นไฟล์เพลง 16bit/44.1kHz ด้วยแอพฯ เล่นไฟล์เพลงบนสมาร์ทโฟน แล้วส่งสัญญาณเอ๊าต์พุตจากสมาร์ทโฟนไปที่ M-DAC nano โดยไม่กดใช้งานฟังท์ชั่น SRC หลังจากได้รับสัญญาณเข้ามาแล้ว ภาคอินพุตของ M-DAC nano ก็จะจัดส่งสัญญาณ 16/bit/44.1kHz ไปให้ชิป DAC ตามนั้นเลย และตัวชิป DAC ก็จะทำการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอกไปตามลักษณะของสัญญาณที่รับเข้ามา คุณก็จะได้ยินเสียงที่ตรงตามอินพุต คือได้ความถี่สูงออกมาไม่เกิน 22,050Hz และได้อัตราสวิงของไดนามิกเร้นจ์อยู่ในช่วงไม่เกิน 96dB ซึ่งอาจจะแม็ทชิ่งกับหูฟังมากกว่า

สรุปคือ กรณีของฟังท์ชั่น SRC นี้ไม่ได้มีข้อห้ามอะไร ทางที่ดีที่สุด ไม่ว่าหูฟังของคุณจะมีสเปคฯ แบบไหน แนะนำให้ทดลองกดใช้และไม่ใช้ฟังท์ชั่นนี้ แล้วลองฟังด้วยตัวของคุณเอง ชอบแบบไหนก็เลือกฟังแบบนั้น

ชาร์จแบตฯ แบบไร้สาย.!!!

นี่ก็เป็นอะไรอีกอย่างที่สุดติ่งกระดิ่งแมวจริงๆ สำหรับ M-DAC nano ตัวนี้ คือมันใช้วิธีชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ในตัวด้วยวิธีไร้สาย โดยอาศัยหลักการ เหนี่ยวนำ” (inductive charging) ผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สร้างโดยขดลวดในแท่นชาร์จไปที่ขดลวดของตัวรับที่อยู่ตัว M-DAC nano ทำให้ไม่ต้องใช้สายชาร์จต่อเชื่อมไปที่ตัวเครื่อง M-DAC nano แต่อย่างใด..

การชาร์จแบตด้วยแท่นชาร์จโดยไม่ต้องต่อสายมาที่ตัวเครื่องแบบนี้ล้ำมากๆ เท่าที่ผมรู้ M-DAC nano ตัวนี้เป็นอุปกรณ์ประเภท DAC/HP Amp ตัวแรกที่ใช้เทคโนโลยีในการชาร์จแบตเตอรี่ด้วยวิธีไร้สายลักษณะนี้ ว้าวว! มาดูวิธีการกัน..

ตัวแท่นที่ใช้ชาร์จแบตฯ (หรือ charging pad) มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสบางๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเครื่องนิดหน่อย มีความหนาไม่ถึง 1 .. น้ำหนักเบา ด้านนอกหุ้มด้วยหนังสีดำ

บนตัวแท่นชาร์จมีไฟแอลอีดีดวงเล็กๆ อยู่ดวงหนึ่ง (ศรชี้) ซึ่งจะคอยแจ้งสถานะการชาร์จให้เรารู้

วิธีการชาร์จก็ง่ายมาก แค่เสียบสาย Micro USB ที่แถมมาในกล่องเข้ากับช่องเสียบที่ตัวแท่นให้แน่น.. สังเกตไฟแอลอีดีที่ใต้แท่นชาร์จจะสว่างขึ้นเป็นสีแดง

พร้อมชาร์จ..!!

ขดลวดที่ใช้รองรับการเหนี่ยวนำจากขดลวดในแท่นชาร์จถูกฝังอยู่ในตัวเครื่อง M-DAC nano ด้านที่อยู่ตรงข้ามกับด้านที่มีโลโก้ยี่ห้อ audiolab

เวลาชาร์จ ให้เอาด้านที่อยู่ตรงข้ามกับด้านที่มีโลโก้คว่ำลงไปบนแท่นชาร์จตามในภาพข้างบน เมื่อวางตัวเครื่องลงไปบนแท่นแล้ว ไฟแสดงผลบนตัว M-DAC nano จะสว่างขึ้นเป็น สีแดง แสดงสภาวะให้ทราบว่าแท่นชาร์จกำลังชาร์จไฟเข้าสู่ตัวเครื่อง

ช่วงแรกตอนที่ไฟแอลอีดีบนแท่นเป็นสีแดง และไฟบนตัว M-DAC nano เป็นสีแดง แท่นชาร์จจะทำการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ของ M-DAC nano ในโหมด “quick” (ด่วน) หรือชาร์จแบบเร็ว เมื่อชาร์จไฟเข้าไปในแบตเตอรี่ได้ประมาณ 80% ไฟแอลอีดีบนตัว M-DAC nano จะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า ในขณะที่ไฟแอลอีดีที่ตัวแท่นชาร์จยังเป็นสีแดง จากขั้นตอนนี้ แท่นชาร์จจะเปลี่ยนระบบการชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ของ M-DAC nano เป็นโหมด “slow” (ช้า)

เมื่อชาร์จไฟเข้าเต็มแบตเตอรี่ 100% ไฟแอลอีดีที่ตัวแท่นชาร์จจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า แสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์

มีปลอกหนังสำหรับพกติดตัวด้วย

เพื่อความสะดวกในการพกพาติดตัว ทาง Audiolab ได้มอบปลอกหนังสำหรับใส่ตัว M-DAC nano เพื่อพกติดตัวไปไหนต่อไหนได้สะดวกมากขึ้น

ในคือลักษณะของปลอกหนังที่ให้มา บนตัวปลอกหนังมีปั๊มลึกโลโก้ audiolab ลงไปในเนื้อหนังด้วย ชิ้นส่วนหนังของตัวปลอกเย็บติดกันด้วยความแข็งแรง

มีแหนบโลหะไว้ให้คล้องกับสายเข็มขัดด้วย

ด้านในของปลอกหนังมีลักษณะนุ่ม ไม่ทำให้เกิดรอยขูดขีดบนตัวเครื่อง

ทดลองใช้งาน

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการใช้งานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วย Bluetooth อยู่แล้ว จะพบว่า M-DAC nano เชื่อมต่อ (pair) กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ง่ายมาก แค่กดปุ่ม f ค้างไว้จนไฟแอลอีดีที่อยู่ข้างๆ รูเสียบแจ๊คหูฟังกระพริบเป็นสีแดงกับสีฟ้าสลับกันเร็วๆ จากนั้นก็เปิดฟังท์ชั่น Bluetooth บนอุปกรณ์เครื่องเล่น หรือคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเชื่อมต่อกับ M-DAC nano มองหาชื่อ “M-DAC nanoแล้วกด connect แค่นี้เอง

ตอนเปิดเครื่องเพื่อเชื่อมต่อ ถ้าคุณสวมหรือเสียบหูฟังไว้ที่หู ตอนกดปุ่ม f เพื่อเปิดเครื่อง จะมีเสียงผู้หญิงคอยบอก “Power Onและเมื่อกดปุ่มค้างไว้จนไฟแอลอีดีกระพริบแดงสลับฟ้าจะมีเสียงบอก “pairingและเมื่อคุณกดเชื่อมที่อุปกรณ์ของคุณ จะมีเสียงบอกว่า “Device is Connectedแสดงว่าอุปกรณ์ของคุณกับ M-DAC nano ได้เชื่อมต่อกันเรียบร้อยแล้ว

ตอนลองเล่นกับแอพ Onkyo HF Player บน iPhone 7 ของผม ผมพบว่า ปุ่มวอลลุ่มบนตัว M-DAC nano ไม่ได้พ่วงไปพร้อมกับวอลลุ่มของแอพฯ คือมันจะส่งผลแยกกัน หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะทำการปรับวอลลุ่มที่ตัว M-DAC nano หรือสไลด์เลื่อนปรับวอลลุ่มที่แอพฯ Onkyo HF Player จะส่งผลต่อความดังทั้งสองทาง ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือให้เลื่อนวอลลุ่มที่ตัวแอพฯ ไปให้ดังสุด แล้วใช้วิธีเพิ่ม/ลดความดังที่ต้องการฟังผ่านปุ่มวอลลุ่มบนตัว M-DAC nano ที่เดียว

อีกอย่าง ตอนเล่นด้วยแอพ Onkyo HF Player แนะนำให้ ปิดฟังท์ชั่น Upsampling Mode ลงซะก่อน และทำการเชื่อมต่อ Bluetooth กับ M-DAC nano ให้เสร็จก่อนจึงค่อยเปิดแอพฯ ขึ้นมาแล้วเลือกเล่นเพลง และไม่ว่าไฟล์เพลงที่คุณเลือกเล่นจะเป็นไฟล์ FLAC, WAV, AAC, MP3 หรือแม้แต่ DSF ก็สามารถเล่นบน iPhone หรือ iPad แล้วส่งให้ M-DAC nano ได้ทั้งหมด คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของฟอร์แม็ตหรือสเปคฯ ของสัญญาณในไฟล์เพลงเหล่านั้นเลย เพราะตัวแอพลิเคชั่น Onkyo HF Player จะทำหน้าที่แปลงให้ลงมาอยู่ในระดับที่ภาค DAC ของ M-DAC nano รองรับได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ซึ่งผมได้ทดลองเ่นไฟล์ DSF2.8MHz ดูแล้ว ปรากฏว่าตัวแอพฯ มันปรับสัญญาณ DSD2.8MHz ลงอยู่ที่ 44.1kHz ให้โดยอัตโนมัติก่อนจะจัดส่งให้กับ M-DAC nano ทาง Bluetooth และเสียงที่ออกมาก็ดีมากด้วย.. ดีมากอย่างน่าทึ่งทีเดียว!

เสียงของ M-DAC nano

ภาคขยายหูฟังของ M-DAC nano รองรับความต้านทานของหูฟังได้ตั้งแต่ 8 – 300 โอห์ม ด้วยกำลังขับ 30mW ต่อแชนเนล ที่โหลด 32 โอห์ม และลดลงเหลือ 7.5mW ต่อแชนเนล ที่อิมพีแดนซ์ 300 โอห์ม ซึ่งทางผู้ผลิตให้ข้อมูลไว้ว่า M-DAC nano เหมาะกับหูฟังแบบ on-ear กับแบบ in-ear ซึ่งน่าจะไม่เกินสมรรถนะของภาคขยายในตัว M-DAC nano ส่วนหูฟังแบบฟูลไซร้ก็ต้องเลือกรุ่นที่ความไวสูงๆ หน่อย ผมได้ทดลองใช้ M-DAC nano ขับหูฟังฟูลไซร้ของ beyerdynamic รุ่น AMIRON HOME ซึ่งเสียงที่ได้ออกมาก็อยู่ในระดับพอฟังได้ จะว่าขับไม่ออกก็ไม่เชิง มันฟังเอาเพลินได้ เพียงแค่ว่าในแง่น้ำหนักเสียงกับความย้ำเน้นของหัวโน๊ตยังไม่จะแจ้งเท่านั้นเอง

ส่วนหูฟังที่ผมทดลองฟังร่วมกับ M-DAC nano แล้วแฮ๊ปปี้มากก็มี AKG รุ่น K420 (on-ear) กับ Shozy รุ่น hibiki (in-ear) และคิดว่า หูฟังอินเอียร์ตัวอื่นๆ ที่จูนเสียงมาดีในแง่ของโทนัลบาลานซ์ และไม่กินวัตต์มาก (ความไวค่อนข้างสูง) ก็น่าจะไปกันได้ดีกับ M-DAC nano ตัวนี้ เพราะหัวใจสำคัญที่ทำให้เสียงของ M-DAC nano ออกมาดีไม่ได้อยู่ที่กำลังขับ แต่อยู่ที่ภาค DAC ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถถอดรหัสสัญญาณเสียงออกมาได้อย่างมีคุณภาพ ได้ความถี่ตอบสนองที่แผ่กว้าง ได้อัตราสวิงของไดนามิกที่ขยายได้กว้างตั้งแต่ช่วงเบาสุดไปจนถึงช่วงดังสุด และได้เกนขยายของสัญญาณที่แรงมากพอที่จะสามารถขุดเอารายละเอียดของเสียงดนตรีออกมาแสดงได้ครบถ้วน แม้แต่รายละเอียดในระดับความดังที่ต่ำมากๆ ก็ยังสามารถขุดคุ้ยออกมาได้อย่างหมดจดมาก

หลังจากผมทดลองใช้งาน M-DAC nano อยู่นานร่วมเดือน ตั้งแต่เริ่มต้นเบิร์นฯ ชั่วโมงแรกจนถึงชั่วโมงที่ 50 และจนเกือบถึง 100 ชั่วโมงตอนที่เริ่มต้นเขียนรีวิวนี้ ผมพบว่า M-DAC nano กับหูฟัง AKG รุ่น K420 เข้ากันดีมากๆ โดยเฉพาะเมื่อใช้ iPhone 7 เป็นฮาร์ดแวร์ source และใช้แอพ Onkyo HF Player เป็นซอฟท์แวร์ในการเล่นไฟล์ ซึ่งผมชอบเสียงที่ได้จากการฟังโดยไม่เปิดใช้ฟังท์ชั่น Upsampling ของ M-DAC nano

ส่วนหูฟังอินเอียร์ตัวเก่งของผมคือ Shozy : hibiki เมื่อเอามาเล่นกับ M-DAC nano ผมพบว่า กำลังขับของ M-DAC nano สามารถจัดการกับ hibiki ได้อย่างสบาย ส่วนโทนเสียงที่ออกมา ผมชอบตอนเปิดใช้ฟังท์ชั่น Upsampling ที่ตัว M-DAC nano มากกว่า* เสียงที่ออกมามีความกระจ่างใสมากกว่า ไดนามิกสวิงได้กว้างกว่า ปลายเสียงแหลมไม่เรียวบางเหมือนตอนที่ไม่ใช้ฟังท์ชั่นอัพแซมปลิ้งฯ แต่ผมคิดว่า ถ้าจับมา fine tune ด้วยสายหูฟังที่ดีกว่าสายที่แถมมากับตัว hibiki ก็น่าจะทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นไปอีกขั้นแน่ๆ เพราะทางด้านกำลังขับก็เพียงพอ ส่วนคุณภาพการแปลงสัญญาณของภาค DAC ที่ได้จาก M-DAC nano มันก็ออกมาดีมากอยู่แล้ว

* เป็นการพิสูจน์ว่า ฟังท์ชั่น Upsampling ของ M-DAC nano จะออกมาดีหรือไม่ดี มันขึ้นอยู่กับหูฟังด้วยจริงๆ

หูฟังให้เสียงไม่เหมือนกับลำโพงบ้าน เพราะหูฟังอยู่ใกล้กับหูของเรามากกว่า และไม่มีเสียงของห้องฟังเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ผมคาดหวังจากเสียงที่ได้จากหูฟังและอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้งานร่วมกับหูฟังก็คือ รายละเอียดของเสียงในระดับที่สามารถเจาะลงไปได้ลึกซึ้งมากกว่าเสียงที่ได้ยินจากลำโพงบ้าน ดังนั้น หูฟังที่ดี หรือ DAC/HP Amp ที่ดี จะต้องสามารถถ่ายทอด รายละเอียดในระดับที่ลึกซึ้งกว่าที่ผมได้รับจากลำโพงบ้านออกมาให้ได้ยิน เมื่อพูดถึงการแยกแยะรายละเอียด ความคาดหวังที่ผมต้องการได้ยินจากอุปกรณ์พกพาที่ใช้งานร่วมกับหูฟังจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่สามารถแยกเสียงทุ้มกลางแหลมออกจากกันเท่านั้น แต่ในย่านเสียงที่อยู่ใกล้กันมากๆ อย่างเช่น ในย่านทุ้มทั้งหมด ก็ต้องสามารถแยกแยะรายละเอียดของโน๊ตแต่ละตัวในย่านทุ้มด้วยกันออกมาให้รับรู้ได้ด้วยถึงจะนับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

M-DAC nano ทำให้ผมทึ่งจากความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดของโน๊ตดนตรีในย่านทุ้มของ แทรคที่ 7 ที่ชื่อเพลงว่า Company จากอัลบั้มชุด Modern Cool ของแพรติเซีย บาร์เบอร์ออกมาได้อย่างละเอียดหมดจดมาก ซึ่งเสียงกลองของ Mark Walker กับเสียงอะคูสติกเบสของ Michael Arnopol แสดงตัวเป็นพระเอก โดยมีเสียงร้องของตัวเธอกับเสียงทรัมเป็ตของ Dave Douglas คอยแทรกอยู่เป็นระยะ แทรคนี้ของผมเป็นไฟล์ DSF2.8MHz ซึ่งถูกแอพ Onkyo HF Player ทอนลงมาเป็นสัญญาณ PCM 16bit/44.1kHz ก่อนจะส่งออกไปให้ภาค DAC ของ M-DAC nano ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเพลง Company เพลงนี้เพลงเดียว อีก 11 เพลงที่เหลือในอัลบั้มนี้ก็ถูก M-DAC nano เจียรนัยออกมาได้เยี่ยมยอดไม่แพ้กัน

ผมอ่านพบข้อความส่วนหนึ่งในสเปคชีตของชิป CS43130 ซึ่งเป็นชิป DAC ที่ใช้ใน M-DAC nano ความว่า “The integrated ground-centered stereo headphone amplifiers are capable of delivering more than 30 mW into 32-Ω load or 5 mW into 600-Ω load per channel. Proprietary headphone impedance detection enables wide-band impedance detection for further digital post-processing.ตรงประโยคที่ผมทำเป็นสีส้มไว้นี่แหละ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสิ่งนี้รึเปล่าที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ตอนเปลี่ยนหูฟังตัวใหม่เข้ามาเสียบใช้งานกับ M-DAC nano เสียงมันอาจจะยังออกมาไม่ดีมาก แต่พอใช้งานไปนานสักพักหนึ่ง เสียงจะออกมาดีขึ้นมาก อะไรที่ฟังตอนแรกเหมือนจะขาดๆ เกินๆ ก็ออกมาดีขึ้น ไม่แน่ใจว่านี่คือความสามารถในการจัดการกับอินพุตอิมพีแดนซ์เพื่อรับมือกับ overall impedance ของหูฟังแต่ละตัวหรือเปล่า.? แต่จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณใช้หูฟังตัวไหนก็ตาม ทดลองฟังกับ M-DAC nano ตัวนี้แล้ว ขอให้ใช้เวลาลองฟังให้นานสักหน่อย อย่างน้อยก็ 15 นาทีขึ้นไป ถึงค่อยตัดสินคุณภาพเสียงของมัน

นี่เป็นอีกอัลบั้มที่ผมทดลองฟังกับ M-DAC nano แล้วรู้สึกแฮ๊ปปี้กับผลลัพธ์ที่ได้ยินมากเป็นพิเศษ แม้ว่าเพลงในอัลบั้มนี้จะไม่ได้มีรายละเอียดสลับซับซ้อน เลเยอร์ของชั้นดนตรีก็มีอยู่ไม่กี่ชั้น แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับอัลบั้มนี้กับไปอยู่ที่ลักษณะการถ่ายทอดจังหวะจะโคนของแต่ละเพลงในแทรคนี้ ซึ่งหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้มีการบรรเลงดนตรีด้วยลักษณะของจังหวะยกกับจังหวะตบที่ขัดกันอยู่ในที อย่างในแทรคแรกเพลง Show Biz Kids มีเสียงเคาะเหล็กสามเหลี่ยมที่ขัดกับจังหวะตบของกลองและเบส ถ้าเจอกับภาค DAC ที่ clock ไม่นิ่ง สปีดไม่แม่น จังหวะของเพลงนี้จะแกว่ง ส่งผลให้ฟังแล้วมึนๆ หาความไพเราะไม่เจอ เพราะเกาะจังหวะไปไม่ถูก แต่วันนี้มาลองฟังกับ M-DAC nano ตัวนี้ กลายเป็นว่า เพลงนี้มันออกมาน่าฟังมาก ฟังดูเท่ห์ จังหวะดนตรีลงตัว การรับส่งระหว่างชิ้นดนตรีมีความสัมพันธ์กันอย่างแม่นยำ ความขัดที่รักษาช่วงจังหวะเสมอกันไปได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อประสาทหูของเราตรวจจับแพลทเทิ้นมันได้แล้ว ความขัดกันนั้นก็กลับกลายเป็นความลงตัวไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนคอนทราสน์ระหว่างแดงกับเขียว ถ้าจับคู่แดงกับเขียวสลับไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นลวดลายที่แปลกตา เกิดเป็นความน่าสนใจขึ้นมาภายใต้ความขัดแย้งนั้น แต่ถ้าจังหวะของเพลงนี้ถูกทำให้แกว่งด้วย clock ที่ไม่เสถียร ประสาทหูจะไม่สามารถตรวจพบ pattern ของความขัดนั้นได้ ความขัดนั้นก็จะไม่สม่ำเสมอ เหมือนนักดนตรีที่ไม่แม่นจังหวะ ฟังแล้วก็จะไม่เกิดอรรถรสอย่างที่เพลงตั้งใจนำเสนอ

ในอดีตผมเคยเจอหลายครั้งในขณะที่ซิสเต็มไม่ลงตัว เมื่อฟังแทรคนี้ไปสักพักจะรู้สึกรำคาญ ไม่อยากฟังต่อ แต่คราวนี้ ผมฟังผ่าน M-DAC nano ขับหูฟัง AKG : K420 ได้เพลินมาก ฟังจนจบทั้งอัลบั้มโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย กลับค้นพบอะไรดีๆ ในอัลบั้มนี้เยอะมาก ซึ่งผมคิดว่า aptX Low Latency น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมได้ยินนี้บ้าง เพราะความต่อเนื่องของเสียงที่ได้ยินจาก DAC/HP Amp ตัวนี้มันแปลกและแตกต่างไปจากเสียงของเพลงที่ฟังผ่าน Bluetooth ตัวอื่นๆ ที่ผมเคยฟังมา อรรถรสที่มันให้ออกมานั้นทำให้ฟังเพลินมาก.. มากจนลืมไปเลยว่ากำลังฟังจากสัญญาณเสียงที่ฝากมากับคลื่นวิทยุ!

ที่แฮ๊ปปี้มากๆ อีกอย่างหนึ่งในการทดลองเล่น M-DAC nano ตัวนี้ ก็คือตอนที่ดลองฟังเพลงจาก TIDAL บนสมาร์ทโฟนด้วยแอพฯ TIDAL แล้วสตรีมไร้สายด้วย Bluetooth ผ่านมาที่ M-DAC nano ตัวนี้ มันทำให้เสียงของ TIDAL ดีขึ้นมาก

อีกตัวอย่างการใช้งานที่ผมได้มีโอกาสทดลองคือเอา M-DAC nano ไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ Mac mini ที่ผมใช้งานประจำอยู่ผ่านทาง Bluetooth จากนั้น ไม่ว่าจะฟังเสียงจากคลิป YouTube, ตรวจงานวิดีโอ หรือแม้แต่ฟังเพลงจากแอพฯ ที่เล่นบนคอมฯ M-DAC nano ก็ช่วยอัพเกรดคุณภาพเสียงให้ผมได้ทั้งหมด ให้ประสบการณ์ใช้งานที่แฮ๊ปปี้มาก..

นอกจากนั้น ผมยังได้ทดลองใช้สายสัญญาณ mini 3.5mm > RCA x2 (L+R) ต่อเชื่อมสัญญาณเอ๊าต์พุตของ M-DAC nano ไปเข้าที่ลำโพงแอ๊คทีฟ Edifier : S880DB เพื่อฟังบนโต๊ะทำงาน ก็ได้ผลน่าพอใจมากทั้งใช้งานและฟังเพลงเพื่อความบันเทิง

สรุป

การมาถึงของ M-DAC nano ตัวนี้ มันช่วยตอบโจทย์ให้กับคนที่คิดจะใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงแบบพกพาได้อย่างตรงประเด็นมากที่สุด.! เพราะมาร์ทโฟนทุกวันนี้ให้พื้นที่เก็บข้อมูลมาเยอะมาก อย่างต่ำๆ ส่วนใหญ่ก็คือ 128GB แต่โดยเฉลี่ยกำลังข้ามไปถึง 256GB512GB กันแล้ว บางรุ่นสามารถขยายไปถึง 1TB ก็มี (Samsung รุ่น Galaxy Note 9) ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า ข้อจำกัดในการเก็บไฟล์เพลงที่มีคุณภาพก็เริ่มถูกขจัดไปได้แล้ว

ปัญหาต่อมาคือแอพลิเคชั่นที่ใช้ในการเล่นไฟล์เพลงบนสมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นไฟล์ไฮเรซฯ คุณภาพสูงได้ก็มีออกมาเยอะแล้ว อย่างน้อยก็มี Onkyo HF Player ตัวหนึ่งล่ะ ซึ่งนอกจากจะเล่นไฟล์ไฮเรซฯ ได้ทั้ง PCM และ DSD แล้ว แอพฯ ตัวนี้ยังสามารถทำ scale down สัญญาณไฮเรซฯ เหล่านั้นให้ออกมาเป็น 16bit/44.1kHz เพื่อส่งผ่านทาง Bluetooth ได้อีกด้วย จึงทำให้ปัญหาของการรับส่งสัญญาณเสียงผ่านทาง Bluetooth ระหว่างสมาร์ทโฟนกับ M-DAC nano ถูกขจัดไปได้อย่างราบคาบ

ส่วนที่เหลือก็คือ คุณภาพเสียงซึ่งจากอดีตที่ Bluetooth เวอร์ชั่นแรกๆ เคยทำให้รู้สึกผิดหวังกับฟอร์แม็ต SBC มาถึงเวอร์ชั่น 4.2 กับฟอร์แม็ต aptX วันนี้ คุณภาพเสียงที่ได้ยินมันดีขึ้นมาก.. มากจนถึงระดับที่น่าพอใจแล้วสำหรับผม มีแค่อย่างเดียวที่คุณต้องทำคือ หาหูฟังดีๆ มาทดลองฟังกับ M-DAC nano ตัวนี้ ซึ่งหากว่าหูฟังตัวนั้นไม่ได้เลวร้ายอะไรมากและกำลังขับของสมาร์ทโฟนของคุณสามารถขับมันออก ผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าเอา M-DAC nano ตัวนี้ไปคั่นกลางระหว่างสมาร์ทโฟนกับหูฟังของคุณ คุณจะต้อง more than happy กับผลลัพธ์ที่ได้อย่างแน่นอน.!! /

*********************
ราคา
: 9,900 บาท / ตัว

*********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 02-881-7273-5
**********************
หาซื้อได้ที่ :
HifitowerShop | https://goo.gl/VzGvyn

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า