รีวิว Mission รุ่น Mission 770 ลำโพงสองทาง วางบนขาตั้ง

สำหรับวงการ Hi-Fi แล้ว ต้องถือว่า ประเทศอเมริกาเป็นแหล่งของการคิดค้นสำหรับนักประดิษฐ์ (inventors) ในขณะที่ประเทศอังกฤษเป็นแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงไฮไฟฯ ในระดับผู้บริโภค เนื่องจากอังกฤษมีแบรนด์สินค้าเครื่องเสียง ทั้งในกลุ่มของสินค้าอิเล็กทรอนิคส์และลำโพงถือกำเนิดขึ้นมาอย่างมากในช่วงปี ’70 เป็นต้นมา

ถึงแม้ว่า Mission Electronics จะไม่ใช่แบรนด์ที่ให้กำเนิดวงการไฮไฟฯ ขึ้นมาในโลกใบนี้ และตัวของ Farad Azima ก็ไม่ใช่นักประดิษฐ์ผู้คิดค้นระบบลำโพงกรวยไดนามิกคนแรกๆ ของโลกเหมือนอย่าง Edward W. Kellogg กับ Chester W. Rice แต่ถ้าจะให้กำหนดความหมายของสิ่งที่ Farad Azima ทำขึ้นมาในนามของแบรนด์ Mission Electronics ควรจะเรียกเขาว่า ‘Developerหรือนักพัฒนาระบบลำโพงให้มีสมรรถนะสูงขึ้น สามารถถ่ายทอดคุณภาพเสียงออกมาได้ดีขึ้น ผ่านออกมาทางเทคนิคการออกแบบที่ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Mission Electronics อย่าง Farad Azima รังสรรค์ขึ้นมา

ยุคที่ Mission Electronics ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ปี 1977 เป็นช่วงที่ธุรกิจไฮไฟฯ กำลังเฟื่องฟู เป็นยุคที่เริ่มนำเอาประดิษฐกรรมทางด้านลำโพงและอิเล็กทรอนิคส์มาพัฒนาต่อเพื่อผลเชิงพานิชย์ ทำเป็นสินค้าเครื่องเสียงออกมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งลำโพง Mission รุ่น Mission 770 คือ ต้นแบบที่ Farad Azima เริ่มต้นกับแบรนด์ Mission ด้วยการออกแบบโดยไม่มีข้อจำกัดทางต้นทุน (cost-no-object) เพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีที่เขาคิดขึ้นมาจะให้คุณภาพเสียงออกมาได้ดีแค่ไหน.? ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเกินคาดหมาย คุณภาพเสียงของ Mission 770 เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ถือว่าเป็นผลสำเร็จทางด้านการคิดค้นออกแบบ แต่ไม่เอื้อในเชิงพานิชย์ เพราะต้นทุนสูงมากสำหรับยุคนั้น …

คล้าย… แต่ไม่เหมือน.!

Farad Azima ให้กำเนิด Mission 770 ใน ปี 1978 ถัดมาอีก 44 ปี Peter Comeau ก็คืนชีพ Mission 770 ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

Peter Comeau คนนี้คือใคร.? ใน ปี 1978 ตอนที่ Farad Azima เริ่มทำตัวต้นแบบของ Mission 770 ออกมา ขณะนั้น Peter Comeau เขายังเป็นเด็กหนุ่ม ทำงานเป็นนักวิจารณ์เครื่องเสียงให้กับนิตยสารเครื่องเสียง เขาได้มีโอกาสไปได้ยินเสียงเพลง ‘Sultans of Swingของวง Dire Straits ที่เล่นผ่านลำโพงต้นแบบของ Mission 770 คู่นั้นเข้าและรู้สึกประทับใจกับเสียงของมันมาก นั่นคือภาพความทรงจำในอดีตของปีเตอร์ คอมมาว หลังจาก IAG (International Audio Group) เข้าซื้อธุรกิจของ Mission Electronics เมื่อ ปี 2005 และได้ว่าจ้าง Peter Comeau เข้ามาทำงานกับ IAG ในตำแหน่ง Director of Acoustics & Designer โดยมีหน้าที่ช่วยออกแบบลำโพง Mission และแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของ IAG ที่ซื้อเข้ามา

Clip VDO สัมภาษณ์ Peter Comeau

ข้างบนนั้นเป็นคลิปวิดีโอที่ Terry Ellis ซึ่งเป็นนักวิจารณ์เครื่องเสียงและเป็นผู้เชี่ยวชาญในการคาลิเบตระบบเสียง DIRAC LIVE ทำการสัมภาษณ์ Peter Comeau เกี่ยวกับการออกแบบลำโพง Mission 770 เวอร์ชั่นปัจจุบันปี 2022 ซึ่งในนั้น ปีเตอร์เล่าให้ฟังว่า การออกแบบลำโพงในยุคนั้น เป็นยุคที่อาศัยทั้งการวัดด้วยเครื่องมือและการฟังด้วยหูเข้ามาผสมผสานกัน เนื่องจากในยุคนั้น เครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดการทำงานของไดเวอร์แบบไดนามิกยังไม่มีใครออกแบบขึ้นมาใช้กันอย่างแพร่หลาย

แม้ว่าส่วนประกอบทุกชิ้นจะถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ แต่การผลิตและประกอบถูกทำในประเทศอังกฤษทั้งหมด ซึ่งปีเตอร์พูดถึงเหตุผลที่ทำการผลิตและประกอบรุ่นนี้ในประเทศอังกฤษ (ที่โรงงานเดิมของ Mission ในเมือง Huntingdon) แทนที่จะผลิตในเมืองจีนเหมือนรุ่น Mission 700 ก็เพราะว่าเขาต้องการให้รุ่น Mission 770 เป็นลำโพงที่สะท้อน ความเป็นอังกฤษออกมาให้มากที่สุด โดยเฉพาะคำว่า ‘British Soundซึ่งเป็นบุคลิกเสียงที่ลำโพงคู่นี้ถูกออกแบบและปรับจูนไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่ต้องแลกกับคุณสมบัติเด่นเหล่านั้นก็คือ ต้นทุนที่สูงลิบ.. มีผลให้ราคาขายของ Mission 770 สูงกว่า Mission 700 ถึงเกือบสามเท่า.!!!

รูปลักษณ์ภายนอก

เห็นได้ชัดว่า Peter Comeau พยายามรักษาภาพลักษณ์ดั้งเดิมของ Mission 770 เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะรูปแแบบดีไซน์ของตัวตู้ที่เริ่มด้วย ส่วนสัดกว้าง x ลึก x สูง ที่เท่ากัน ไปจนถึงคอสเมติคบนตัวตู้ที่เหมือนกัน ตั้งแต่แผงหน้าที่ทำเป็นสีขาวนวลๆ และมีโลโก้แบรนด์กับชื่อรุ่น Mission 770 พิมพ์ประทับอยู่ใต้ตำแหน่งของวูฟเฟอร์ และวิเนียร์ลายไม้จริงที่ปิดอยู่บนผิวตู้ทั้ง 5 ด้านที่เหลือ ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ทำให้ดูสะอาดเรียบร้อยตามสไตล์ของคนอังกฤษจริงๆ

ด้วยสัดส่วนความสูงเกินครึ่งเมตร บวกกับมิติความลึกและกว้างที่มากถึง 1 ฟุต ทำให้ไม่สามารถที่จะจำกัดความ Mission 770 ว่าเป็นลำโพงเล็กได้ ต้องเรียกว่าเป็นลำโพง วางขาตั้งขนาดกลางถึงจะถูกต้องกับความเป็นจริงมากกว่า และด้วยน้ำหนักตัวที่มากถึง 19.2 กิโลกรัม ต่อข้าง ทำให้มันเป็นลำโพงขนาดกลางที่มีน้ำหนักอยู่ในระดับมิดเดิ้ลเวทเช่นกัน

ดีไซน์

Mission 770 เวอร์ชั่น 2022 ก็ยังคงเป็นลำโพง 2 ทางที่ออกแบบให้ใช้ไดเวอร์ 2 ตัวช่วยกันทำงานภายในตู้ระบบ vented-box หรือตู้เปิด เพื่อสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 42Hz ขึ้นไปจนถึงความถี่สูงสุดที่ 20kHz โดยมีวงจรครอสโอเว่อร์เน็ทเวิร์คที่ทำหน้าที่ตัดแบ่งความถี่ตั้่งแต่ 2.9kHz ขึ้นไปจนถึง 20kHz ส่งให้กับทวีตเตอร์ และส่งความถี่ส่วนที่เหลือคือตั้งแต่ 2.9kHz ลงไปจนถึง 42Hz ให้กับไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์

ด้วยเหตุที่ Peter Comeau พยายามยึดรูปลักษณ์และดีไซน์หลักๆ ของ Mission 770 ที่เป็นแบบเดิมๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุดนี่เอง ทำให้เขาต้องใช้ตัวตู้ที่มีทั้งขนาดและสัดส่วนเท่าเดิม นั่นก็เท่ากับบังคับให้ใช้ไดเวอร์ที่มีขนาดเท่าเดิมด้วย แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้ Mission 770 เวอร์ชั่นใหม่ต่างจากเวอร์ชั่นออริจินัลมากที่สุดก็คือไดเวอร์ฯ ทั้งสองตัวนี่เอง

ในคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ Peter Comeau พูดถึงไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ใน Mission 770 ว่าเป็นหัวใจหลักที่กำหนดประสิทธิภาพของลำโพงรุ่นนี้ ซึ่งไดอะแฟรมของตัวมิด/วูฟเฟอร์ที่ใช้ใน Mission 770 เวอร์ชั่นออริจินัลทำมาจากวัสดุโพลีโพรไพลีนบริสุทธิ์ ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นยุคแรกที่เริ่มใช้วัสดุประเภทนี้ในการทำไดอะแฟรมของไดเวอร์ลำโพงแทนที่กรวยกระดาษที่นิยมกันมาก่อนหน้านั้น จากภาพประกอบด้านบนจะเห็นว่า สีของกรวยไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ของเวอร์ชั่นออริจินัลมีสีใสๆ เพราะเป็นสีของโพลีโพรไพลีนเพียวๆ ที่ไม่ได้ผสมอะไรเลย ในขณะที่กรวยไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ของเวอร์ชั่น 2022 เป็นสีขาวขุ่น ซึ่งปีเตอร์ คอมมาว ให้ข้อมูลว่า ในรุ่นดั้งเดิม Farad Azima ออกแบบวูฟเฟอร์ตัวนี้เพื่อให้รองรับกำลังขับอยู่ในช่วง 35 – 100W ต่อข้างซึ่งนับว่าเหมาะสมสำหรับยุคนั้น มาในยุคของเขา เขาคิดว่าการที่จะ อัพเกรดประสิทธิภาพของ Mission 770 ให้สูงขึ้นกว่าเดิม เทียบเท่ากับมาตรฐานปัจจุบัน จะต้องทำการปรับปรุงประสิทธิภาพของไดเวอร์ฯ เป็นอันดับแรก

สิ่งที่ปีเตอร์ฯ ทำลงไปกับไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ตัวใหม่มีอยู่หลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ ผสมผงแร่ลงไปในโพลีโพรไพลีนที่ใช้ทำไดอะแฟรมของตัวไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์เพื่อเพิ่มความแกร่ง จากนั้นก็ทำการปรับขนาดของวอยซ์คอยกับระบบแม่เหล็กที่ใช้ขับดันวอยซ์คอยให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้มีพลังมากพอสำหรับรองรับสัญญาณไดนามิกที่รุนแรงกว่าเดิมและเปิดได้ดังกว่าเดิม และถ้าสังเกตในภาพเปรียบเทียบไดเวอร์ข้างบนนั้นจะเห็นว่า ที่ขอบยางของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์เวอร์ช่นออริจินัลจะเป็นแบบเว้าเข้าด้านใน ในขณะที่ของเวอร์ชั่นใหม่จะเป็นแบบโค้งออกด้านนอกซึ่งจะให้ช่วงชักเข้าออกของไดอะแฟรมที่กินระยะยาวกว่า

ตัวทวีตเตอร์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเหมือนกัน จากเดิมที่ใช้โดมพลาสติกก็เปลี่ยนมาใช้โดมผ้าเคลือบน้ำยาที่ทนกับไดนามิกของเสียงได้มากกว่า แถมด้วยเทคนิคที่ก้าวล้ำกว่ายุคก่อนคือการเพิ่มช่องอากาศที่ด้านหลังของตัวทวีตเตอร์เพื่อช่วยระบายความร้อนและลดความตึงเครียดจากแรงต้านของอากาศที่อยู่ใต้โดมทวีตเตอร์ลงไปด้วย มีผลให้โดมทวีตเตอร์เคลื่อนตัวได้อย่างเป็นอิสระมากที่สุด รองรับสัญญาณได้เร็วและทนรับความรุนแรงของสัญญาณทรานเชี้ยนต์ได้ดีขึ้น

อีกจุดหนึ่งที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด นั่นคือ ท่อระบายอากาศของเวอร์ชั่นใหม่จะเห็นว่าถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นมาก เพราะการที่ตัวไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขยับเข้าออกดันอากาศได้มากขึ้น รุนแรงขึ้น จำเป็นต้องขยายท่อระบายอากาศให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้มวลอากาศภายในตัวตู้สามารถผ่องถ่ายเข้าออกตัวตู้ได้เร็วขึ้นด้วย

วงจรครอสโอเว่อร์เน็ทเวิร์คที่ใช้ตัดแบ่งความถี่ให้กับไดเวอร์ทั้งสองก็ถูกปรับปรุงขึ้นมาจากเวอร์ชั่นเก่าเยอะมาก ซึ่งในคลิปสัมภาษณ์ปีเตอร์เล่าให้ฟังว่า สมัยที่ Farad Azima ออกแบบ Mission 770 เวอร์ชั่นออริจินัลนั้น ฟารัดใช้วิธีปรับจูนเสียงด้วยการฟังแล้วเอาผลการฟังมาปรับจูนที่ครอสโอเว่อร์ฯ นั่นเป็นเหตุให้วงจรครอสโอเว่อร์ที่เป็นของเวอร์ชั่นออริจินัลจึงมีลักษณะที่เรียบง่าย มีส่วนประกอบไม่เยอะเพื่อให้ง่ายต่อการฟังเทียบอุปกรณ์แต่ละส่วน แต่ในยุคปัจจุบัน การออกแบบวงจรครอสโอเว่อร์ในลำโพงสมัยใหม่มีเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจวัดการทำงานของวงจรเน็ทเวิร์คฯ ที่มีความละเอียดซับซ้อนมากขึ้น ทำให้คุณปีเตอร์ฯ สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของวงจรครอสโอเว่อร์เน็ทเวิร์คที่ตัดสโลปได้แม่นยำมากขึ้น

จากภาพข้างบนจะเห็นว่า วงจรครอสโอเว่อร์ฯ ที่ใช้ใน Mission 770 เวอร์ชั่นใหม่ถูกแยกออกเป็น 2 แผงวงจร แผงใหญ่นั้นสำหรับตัวไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ ในขณะที่แผงเล็กสำหรับตัวทวีตเตอร์ ซึ่งเหตุผลที่คุณปีเตอร์ แกแยกวงจรเน็ทเวิร์คฯ ออกเป็นสองแผงก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดการรบกวนกันระหว่างขดลวดที่ใช้ในวงจรครอสโอเว่อร์ฯ ทั้งสองแผงนั่นเอง เนื่องจากคุณปีเตอร์ แกเปลี่ยนจากการใช้ขดลวดแกนเฟอร์ไร้ท์ที่เคยใช้มาเป็นขดลวดแกนอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ลวดที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเพื่อให้ได้ความต้านทานต่ำ มีผลให้ขดลวดมีขนาดใหญ่และมีเส้นแรงแม่เหล็กแพร่ออกมาเยอะ ถ้าขดลวดที่ใช้กับไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์กับขดลวดที่ใช้กับทวีตเตอร์อยู่บนแผงวงจรเดียวกัน อยู่ใกล้กัน สนามแม่เหล็กที่แผ่ออกมาจากขดลวดทั้งสองก็จะรบกวนกันเอง ส่งผลกับประสิทธิภาพการทำงาน

ภาพแสดงโครงสร้างภายในตัวลำโพง Mission 770 เวอร์ชั่นใหม่ จะเห็นว่ามีการบุภายในด้วยวัสดุซับเสียงจำนวนมาก มีการแบ่งพื้นที่ภายในตัวตู้ให้เหมาะสมกับไดเวอร์แต่ละตัวรวมถึงบริเวณที่ติดตั้งท่อระบายอากาศด้วย ในภาพนี้จะเห็นแผงวงจรเน็ทเวิร์คฯ ทั้งสองแผงด้วย

ขั้วต่อสายลำโพงให้มาชุดเดียว แต่ตัวขั้วต่อสวยมาก.. เป็นโลหะชุบด้าน ทำโดย Mission เอง.!

วิเคราะห์แม็ทชิ่ง

ข้อมูลจากสเปคฯ ของ Mission 770 แจ้งความไวไว้ที่ 88dB (แถบสีแดง) ซึ่งอยู่ในช่วงของ ความไวปานกลาง” (8890dB) ติดลงมาด้านต่ำ ซึ่งก็ไม่ถือว่าโหดสำหรับมาตรฐานของลำโพงในปัจจุบัน ส่วนตัวเลขกำลังขับที่ผู้ผลิตลำโพงแนะนำไว้คือระหว่าง 25 – 200W (แถบสีฟ้า) ถ้าคำนวนตัวเลขของกำลังขับที่ คาดหวังคุณภาพเสียงสูงสุดตามสูตรของผมคือ ไม่ต่ำกว่า 75% x กำลังขับสูงสุดที่แนะนำนั่นก็คือ ตั้งแต่ 150W ต่อข้าง ขึ้นไป ส่วนกำลังสำรองของแอมป์นั้น ต้องพิจารณาพฤติกรรมของอิมพีแดนซ์หรือความต้านทานรวมของลำโพงเข้ามาประกอบ พบว่ามันสวิงอยู่แค่ 2 โอห์ม คือจากปกติ 8 โอห์ม ลงมาต่ำสุดอยู่แค่ 6 โอห์ม ถือว่าค่อนข้างนิ่ง ซึ่งเป็นข้อดีคือทำให้ลำโพงไม่มีพฤติกรรมที่กระชากกำลังขับจากแอมป์ระดับรุนแรง นั่นก็คือจังหวะพีคไม่ได้ต้องการกำลังสำรองจากแอมป์เกิน 50% ที่แอมป์มีอยู่

ถ้ายึดมาตรฐานเดิมตามสูตรของผม กำลังขับของแอมป์ที่คาดหวังคุณภาพเสียงในระดับที่น่าพอใจขึ้นไปถึงระดับสูงสุดสำหรับ Mission 770 คู่นี้ต้องอยู่ที่ 150W ต่อข้างขึ้นไปจนถึง 200W ที่โหลด 8 โอห์ม ซึ่งพิจารณาจากแอมป์จำนวน 7 ตัวที่ผมมีอยู่ในห้องทดสอบขณะนั้น จะเห็นว่า ถ้าคาดหวังผลลัพธ์ทางเสียงในระดับน่าพอใจขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุด ซึ่งต้องใช้กำลังขับข้างละ 150W (ที่ 8 โอห์ม) ขึ้นไปจนถึง 200W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม จะมีแอมป์ที่เข้าข่ายอยู่ 3 ตัวคือ อินติเกรตแอมป์ Mola Mola Kula, เพาเวอร์แอมป์ Usher Audio R-1.5 และอินติเกรตแอมป์ McIntosh MAC7200

เซ็ตอัพ

Mission 770 มาพร้อมขาตั้งเหล็กสี่เสาที่ออกแบบมาให้ใช้ด้วยกัน มีลักษณะโปร่ง มวลเบา ความสูงอยู่ราวๆ 21 นิ้ว ที่มุมทั้งสี่ของขาตั้งมีเดือยแหลมที่สามารถหมุนปรับระดับความสูงได้มาให้ด้วย ขนาดใหญ่ดูแข็งแรง ใช้งานได้ดี

ผมเซ็ตอัพตำแหน่งของ Mission 770 ในห้องฟังของผมโดยเรื่มต้นที่ระยะห่างผนังหลังเท่ากับ 220 .. (ความลึกของห้องหารด้วย 3) และจัดระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 180 .. นั่งฟังที่จุดถอยห่างจากจุด Sweet Spot ออกมาประมาณ 2 ฟุต พบว่า เมื่อขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ คือระหว่าง 150 – 200W จะได้ระยะลงตัวอยู่ที่ห่างผนังหลังตรงตำแหน่งเดิมคือ 220 .. พอดีๆ เป็นระยะที่ให้โทนัลบาลานซ์สมดุลมากที่สุด ส่วนระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 170 .. เป็นระยะที่ได้โฟกัสของเสียงดีที่สุด

เมื่อเปลี่ยนไปขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังขับต่ำกว่าคือ 70 – 100W ต่อข้างผมพบว่า ต้องขยับลำโพงทั้งสองข้างลงไปชิดผนังหลังประมาณ 10 – 15 .. (อยู่ที่ระยะระหว่าง 210 – 205 ..) จึงได้เสียงที่แน่นและเกาะเป็นวงเดียวกัน ไม่กระจายหลวม

ทดสอบเสียงของ Mission 770

หลังจากทดลองฟังเพลงจำนวนหลากหลายกับ Mission 770 ช่วงเบิร์นฯ ผ่านไปแล้ว ผมเลือกเพลงที่จะใช้ทดสอบสมรรถนะของ Mission 770 มา 3 อัลบั้ม เริ่มด้วย

อัลบั้ม : Master of Chinese Percussion (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Yim Hok-Man
สังกัด : LIM (K2HD 033)

อัลบั้มนี้ใช้ทดสอบสมรรถนะทางด้านความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ในย่านต่ำของลำโพงได้เป็นอย่างดี แค่แทรคแรก Poem of Chinese Drumในอัลบั้มนี้ก็สามารถประเมินสมรรถนะของลำโพงคู่นี้ได้อย่างชัดเจนแล้ว เสียงกลองใหญ่ตอนต้นแทรคจะทำให้รู้ถึงลักษณะการรองรับไดนามิกทรานเชี้ยนต์ที่รุนแรงในย่านความถี่ต่ำของลำโพงคู่นี้ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน

อัลบั้ม : Same Girl (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Youn Sun Nah
สังกัด : ACT

ผมเลือกเสียงร้องของ Youn Sun Nah ในเพลง My Name Is Carnivalมาใช้เป็นตัวแทนในการทดสอบลักษณะการถ่ายทอดเสียงกลางของลำโพง Mission 770 คู่นี้ ซึ่ง Youn Sun Nah เธอร้องเพลงนี้ได้ดีมาก อารมณ์เพลงไหลลื่น มีมูพเม้นต์ของการร้องที่ปรับโทนไปตามลีลาของดนตรีที่สอดคล้อง เริ่มจากแผ่วๆ เบาๆ แล้วค่อยๆ ดังขึ้น แรงขึ้น จนถึงช่วงท้ายก็วกกลับลงมาแผ่วเบาอีกครั้งก่อนจบ ..

อัลบั้ม : Japanese Melody (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Yo-Yo Ma
สังกัด : Sony Classic (AQCD 2010 Remastered)

อัลบั้มนี้มีเสียงเครื่องดนตรีญี่ปุ่นที่อยู่ในกลุ่มของ percussion หรือเครื่องเคาะประกอบอยู่ทุกเพลง ใช้ทดสอบความสามารถในการตอบสนองความถี่สูง กับสปีดในการตอบสนองกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ในย่านความถี่สูงของลำโพงได้ดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเสียงเครื่องเคาะโลหะในแทรคแรกเพลง Matsushima-Ondoใช้วัดความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดในย่านแหลมของลำโพงได้ดี

ผมทดลองขับ Mission 770 ด้วยกำลังขับสูงสุดที่ผู้ผลิตลำโพงแนะนำไว้ก่อนเลย เพื่อจะได้รู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของลำโพงคู่นี้ จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนไปลองขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังขับต่ำลงไปตามลำดับเพื่อดูผลจากการใช้งานจริง

สำหรับเสียงทุ้มจากแทรค Poem of Chinese Drumนั้นถือว่า Mission 770 ทำออกมาได้ค่อนข้างดีในแง่ของ ความกระชับคือให้หัวเสียงสัมผัสแรกที่หัวไม้กระแทกหนังกลองที่หยุดตัวได้ดี มีหางเสียงต่ำๆ ที่เกิดจากหนังกลองกระเพื่อมตามออกมาด้วย แสดงว่ารวบหางเสียงได้ดี ไม่ฟุ้งกระจาย ที่ระดับความดังที่ค่อนข้างสูงเพื่อให้ได้เสียงออกมาเต็มห้อง ผมไม่พบว่ามีเบสล้นออกมาให้ได้ยิน

สมบูรณ์แบบ.? ถ้าเทียบกับลำโพงอื่นๆ ที่มีราคาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน คือในช่วงราคา 100,000 – 150,000 บาทต่อคู่ ก็ต้องถือว่าเสียงทุ้มที่ Mission 770 ให้ออกมาจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของกลุ่มนี้เลย แต่ถ้าเทียบกับเสียงที่ดีที่สุดของแทรคนี้ตามที่ผมเคยได้ยินมาพบว่า ก็ต้องบอกว่ายังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะเสียงทุ้มต่ำๆ ที่เป็นหางเสียงอ็อปเตรปล่างๆ ที่ Mission 770 ให้ออกมาจะมีลักษณะที่ นุ่มยวบไปหน่อย คือหัวเสียงกระชับดีแต่ส่วนปลายของบอดี้กับหางเสียงพุ่งตามออกมาไม่เร็วเท่ากับหัวเสียง จึงทำให้เสียงตีกลองใหญ่มีลักษณะที่ยั้งมือ ไม่เต็มเหนี่ยว โดยรวมจึงออกนุ่มไปนิด

เสียงกลองใหญ่ของแทรคนี้ที่ออกมาสมบูรณ์แบบมากกว่านี้ กระชับสดมากกว่านี้ที่เคยได้ยินมาจนจำได้ขึ้นใจคือตอนทดสอบลำโพง Wilson Audio รุ่น Sabrina X (REVIEW) ซึ่งมีราคาสูงกว่า Mission 770 หลายเท่า ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์ที่ Sabrina X ทำได้สำหรับเสียงกลองใหญ่ในแทรคนี้อยู่ที่ 100% ผมว่าที่ Mission 770 ให้ออกมาก็น่าจะอยู่ราวๆ 75 – 80%

สำหรับการทดสอบเสียงในย่านกลาง ผมพบว่า Mission 770 ถ่ายทอดเสียงร้องของ Youn Sun Nah ออกมาได้ดีมากๆ เนื้อมวลของเสียงร้องมีความอิ่มเข้มกำลังดี สปีดลีลาของการขับร้องก็ไม่หน่วงช้าและไม่ได้เร่ง ไทมิ่งดี ให้มูพเม้นต์ที่ดำเนินไปตามจังหวะลีลาของเพลงได้อย่างแม่นยำ อารมณ์เพลงออกมาครบ ในแง่ โทนเสียงก็ทำได้ดีเช่นกัน คือให้โทนเสียงที่ออกมาในโทนกลางๆ เนื้อเสียงไม่ได้ติดไปทางมืดทึบ (dark) หรือออกไปทางสว่างจ้า (bright) จนเกินไป ในท่อนที่ร้องแผ่วๆ กับท่อนที่โหนเสียงขึ้นไปสูงๆ ก็ยังรักษาโทนเสียงเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา ยังรับรู้ได้ว่าเป็นคนเดียวกันร้อง ไม่มีอาการวูบวาบ นอกจากเพลงนี้แล้ว ผมได้ลองเลือกเพลงร้องอีกหลายๆ เพลงที่คุ้นเคยมาลองฟังผ่าน Mission 770 ดูด้วยแล้ว ผลที่ออกมาก็ไปในทิศทางเดียวกัน แสดงว่า Mission 770 มีความสามารถในการรักษาอัตราสวิงของไดนามิกคอนทราสน์ของเสียงในย่านกลางที่เยี่ยมยอดมาก อันนี้ถือว่าเป็นไฮไล้ท์ของ Mission 770 โดยแท้.!

อย่างแรกที่รับรู้ได้จากการทดลองฟังอัลบั้มชุด Japanese Melody ผมพบว่า เสียงแหลมที่ได้จาก Mission 770 มีโฟกัสที่แม่นยำมาก.! สามารถชี้ตำแหน่งที่เกิดเสียงเครื่องเคาะโลหะได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้านซ้ายขวา, หน้าหลัง รับรู้ได้ชัดหมด ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้ส่งผลไปถึงลักษณะรูปวงเวทีเสียงด้วย ทำให้รู้สึกถึงความเป็นสามมิติของเวทีเสียงที่ชัดเจน รับรู้ได้ว่าเสียงดนตรีมีการจัดวางตัวที่แยกตำแหน่งกันเป็นที่เป็นทาง มีการเรียงเลเยอร์ตื้นลึกที่ชัดเจน ที่น่าประทับใจคือ รายละเอียดที่ระดับไมโครไดนามิก ที่เป็นเสียงเคาะเบาๆ ของเครื่องเคาะบางชิ้นที่มีลักษณะคล้ายกระพรวน มันปรากฏออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจนแม้ในจังหวะที่ผู้บรรเลงสั่นมันแค่เบาๆ เยี่ยมมาก.!

ลองขับด้วยอินติเกรตแอมป์ Mola Mola Kula

ลองขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ Usher Audio R-1.5 (จับกับปรีแอมป์ Ayre Acoustics K-5)

ผมเปลี่ยนมาใช้แอมป์ที่มีกำลังขับข้างละ 150W ทดลองขับ Misson 770 ดูด้วย โดยทดลองฟังทั้ง 3 เพลงเหมือนตอนขับด้วย McIntosh MAC7200 พบว่า โดยรวมที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นเสียงทุ้มเสียงกลาง และเสียงแหลม มันไม่ได้ด้อยไปกว่าตอนที่ขับด้วย MAC7200 เลย มิหนำซ้ำ ในบางจุดกลับออกมาได้ดีกว่าตอนขับด้วย MAC7200 ซะอีก อย่างเช่น เสียงกลองจีนของ Yim Hok-Man ในแทรค Poem of Chinese Drumตอนฟังผ่านอินติเกรตแอมป์ Kula มันให้รายละเอียดของหัวเสียงอิมแพ็คตอนไม้กระทบหนังกลองที่พุ่งออกมาก่อนที่บอดี้ที่เกิดจากการกระเพื่อมของหนังกลองจะพุ่งตามออกมา ซึ่งตอนขับด้วย MAC7200 หัวเสียงแรกมันไปเกาะติดอยู่ในกลุ่มเดียวกับส่วนที่เป็นบอดี้มากไป ความสดจึงเป็นรองตอนขับด้วย Kula แต่ตอนขับด้วย MAC7200 ให้มวลออกมาเยอะกว่า หนากว่า

คู่ปรี+เพาเวอร์ K-5 จับคู่กับ R-1.5 ให้เสียงกลองจีนในแทรค Poem of Chinese Drumออกมาดีที่สุด ทั้งในแง่ของความกระชับ ความหนักแน่น มวล และทรานเชี้ยนต์ของหัวเสียงสัมผัสแรก แอมป์คู่นี้ขับ Mission 770 ออกมาได้ดีที่สุดในจำนวนแอมป์ทั้งหมดที่ผมใช้ทดสอบ Mission 770 ครั้งนี้.!

ส่วนเสียงกลาง คู่แอมป์ K-5 กับ R-1.5 ก็ทำได้เยี่ยมยอดไม่แพ้ MAC7200 ถ้าให้คะแนนก็คงจะอยู่ในระดับสูสีกัน แต่โทนเสียงออกมาต่างกัน คือพอสลับมาใช้คู่ K-5 + R-1.5 ขับ ถึงได้รู้ว่า ตอนขับกับ MAC7200 เสียงกลางของ Mission 770 มันออกมาติดนุ่มและอมหวานนิดๆ คล้ายขับด้วยแอมป์หลอด แต่พอใช้คู่ K-5 + R-1.5 ขับ ความคมชัด, ไทมิ่ง และรายละเอียด ถือว่าไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันจะเป็นในแง่ของ โทนเสียงคือคู่ของ K-5 + R-1.5 ให้เสียงร้องของ Youn Sun Nah ออกไปทางสดกว่า จริงจังกว่า ความนุ่มและหวานไม่เท่ากับตอนขับด้วย MAC7200

เสียงแหลมก็ไปในทิศทางเดียวกับเสียงกลางคือ โดยรวมออกไปทางสดกว่าตอนขับด้วย MAC7200 นอกจากนั้น ตอนขับด้วยอินติเกรตแอมป์ Kula จะได้ทรานเชี้ยนต์ที่คมและมีน้ำหนักดีกว่าตอนขับด้วย MAC7200 ซะด้วยซ้ำไป และผมพบด้วยว่า ตอนขับด้วย Kula ยังได้ปลายเสียงแหลมที่มีความกังวานมากกว่า ทำให้รับรู้ถึงความเป็นโลหะวัตถุของเครื่องดนตรีได้ชัดกว่า

สรุปแล้ว ขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังขับ 150W ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาในระดับที่น่าพอใจ และถ้าเป็นแอมป์ที่มีราคาสูงกว่าลำโพงขึ้นไปประมาณ 2-3 เท่า จะยิ่งได้ รายละเอียดจาก Mission 770 ออกมาได้มากขึ้น ทำให้เสียงโดยรวมมีลักษณะของ ความสมจริงออกมามากขึ้น

ลองขับด้วย Marantz 40n

ลองขับด้วย Moonriver Audio Model 404 Reference

ตอนท้ายๆ ผมได้ทดลองยกอินติเกรตแอมป์ที่มีอยู่ในห้องทุกตัวมาทดลองขับ Mission 770 ซึ่งบางตัวนั้น ผมคาดหวังผลไว้ค่อนข้างต่ำ เพราะพิจารณาจากตัวเลขกำลังขับแล้วมันอยู่ในเกณฑ์ที่ ต่ำกว่าครึ่งของตัวเลขกำลังขับที่ลำโพงแนะนำไว้ ไม่ว่าจะเป็น Marantz 40n, LEAK Stereo 230 และ Moonriver Audio Model 404 Reference

แต่ผลที่ออกมามันแปลกไปจากที่ผมคิดนิดหน่อย คือรวมๆ แล้วมันออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ ยอมรับได้ไม่ได้เลวร้าย แม้แต่ตัว Moonriver Audio Model 404 Reference (REVIEW) ที่ระบุกำลังขับแค่ข้างละ 50W แต่มันก็ยังทำให้เสียงร้องของ Youn Sun Nah ที่ฟังผ่าน Mission 770 ออกมามีลักษณะที่น่าฟัง เนื้อเสียงเนียนนุ่ม มวลหนา ความต่อเนื่องดีมาก ถ้าห้องไม่ใหญ่มากและชอบฟังเพลงที่ไม่อึกกระทึกครึกโครมมากๆ ก็พอไปได้ หรืออย่างตอนขับด้วย Marantz 40n ที่มีกำลังขับข้างละ 70W หรือ LEAK Stereo 230 ที่มีกำลังขับ 75W ต่อข้าง เสียงที่ออกมาก็ดีกว่าที่คาดมาก ยกเว้นแค่เสียงกลองจีนของ Yim Hok-Man ที่ออกมาหลวมไปนิด นุ่มไปหน่อย นอกจากนั้นถ้าเป็นเพลงที่เน้นเสียงกลางและเสียงแหลม กับไดนามิกที่ไม่รุนแรงมาก ทั้ง 40n และ Stereo 230 ก็ถือว่าขับ Mission 770 ออกมาได้ค่าเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เลย เชื่อว่าถ้าเป็นคนที่ไม่ได้เป็นนักเล่นเครื่องเสียง แต่เป็นคนชอบฟังเพลงทั่วไปที่เน้นความไพเราะของเพลงมากกว่าความสมจริงของเสียงเครื่องดนตรีจะแฮ้ปปี้กับเสียงของ Mission 770 ที่ขับด้วย Marantz 40n หรือ LEAK Stereo 230 ได้สบายๆ

เซอร์ไพร้อีกตัวคืออินติเกรตแอมป์ของ Audiolab รุ่น 9000A (REVIEW) ซึ่งมีกำลังขับ 100W ต่อข้าง มันขับ Mission 770 ออกมาได้ดีพอสมควร เป็นแอมป์ที่ขุด รายละเอียดในย่านกลางแหลมออกมาจาก Mission 770 ได้ดีกว่า Marantz 40n และ LEAK Stereo 230 ทำให้เสียงกลางและเสียงแหลมของ Mission 770 มีลักษณะที่เปิดเผย ออกไปทางกระจ่างชัด ไม่คลุมเครือ ให่โทนเสียงโดยรวมออกไปทางสด นับว่าเป็นแนวทางของแอมป์ไฮเอ็นด์ฯ คือเน้น ความจริงของสัญญาณมากกว่าที่จะเกลี่ยให้ออกมาน่าฟัง นี่ถ้า 9000A มีกำลังขับสูงกว่านี้อีกหน่อย ถ้าสูงถึงข้างละ 150 หรือ 200W ต่อข้างน่าจะเป็นคู่แม็ทกับ Mission 770 ที่ลงตัวในทุกประเด็นของเสียงอย่างแน่นอน.. (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปตอนจับคู่กับ Mission 770 เอาไว้ ทางตัวแทนขอรับลำโพงคืนไปก่อน)

สรุป

รุ่น Mission 700 ดีมากในแง่ของโทนัลบาลานซ์และมิติเวทีเสียง ถือว่าเป็นลำโพงที่น่าสนใจมากที่สุดคู่หนึ่งในงบประมาณไม่เกิน 70,000 บาท (REVIEW) ในขณะที่รุ่น Mission 770 ก็คือ Mission 700 เวอร์ชั่นที่ถูกปรับปรุงประสิทธิภาพ ทุกด้านขึ้นมามากกว่าเท่าตัว..!!!

Mission 770 เป็นรุ่นที่ เสียงดีที่สุดดีกว่าทุกรุ่นที่ผมเคยฟังลำโพงยี่ห้อนี้มา ลักษณะเสียงของลำโพงคู่นี้วางตัวอยู่ตรงกลางระหว่าง เสียงที่เป็นดนตรีกับ เสียงที่สมจริงเมื่อลองฟังเพลงที่บันทึกเสียงมาไม่ค่อยดีกับลำโพงคู่นี้ มันจะทำให้เสียงของเพลงนั้นขยับขึ้นอยู่ในระดับที่พอฟังได้ คนที่นักฟังเพลงทั่วไปจะแฮ้ปปี้กับเสียงของลำโพงลักษณะนี้ พอลองฟังกับเพลงที่บันทึกและผลิตแผ่นโดยค่ายเพลงไฮเอ็นด์ เสียงที่อกมาจะได้ส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ ทั้งให้ความเป็นดนตรีที่ลึกซึ้งชวนฟัง และยังสามารถแจกแจงลักษณะความสมจริงของเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ออกมาให้ได้รับรู้ไปพร้อมกันด้วย

สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงแก่พรรษา ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ จะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ลักษณะของ เสียงที่ต้องการจริงๆ จะต้องเป็นเสียงที่ให้ ความเป็นดนตรีในระดับเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่า ความสมจริงเสมอ ถ้างบประมาณสำหรับลำโพงที่คุณกำลังค้นหาอยู่ในระดับไม่เกิน 150,000 บาทต่อคู่ แนะนำให้ไปหาโอกาสทดลองฟังเสียงของ Mission 770 คู่นี้ให้ได้… อาจจะเป็นลำโพงที่คุณควานหาอยู่ก็เป็นได้.!!! /

******************************
ราคา : 139,000 บาท (พร้อมขาตั้ง)
(* ราคาโปรโมชั่น จากราคาเต็ม = 175,000 บาท / คู่)
******************************
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่
. HiFi Tower
โทร. 02-881-7273-5

facebook: @hifitowerShop
LineID: @hifitower

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า