รีวิว KEF รุ่น LS LUXE ลำโพงไฮไฟ แบบไร้สาย ระดับพรีเมี่ยม

สมัยก่อน ถ้าเป็นลำโพงแอ๊คทีฟ หรือลำโพงไร้สาย หรือลำโพงที่มีคำว่า ไล้ฟ์สไตล์กำกับต่อท้ายมากับชื่อรุ่น ผมจะมองผ่านไปเลย เพราะลำโพงเหล่านั้นเขาทำออกมาเพื่อเป้าหมายขายให้กับคนที่เน้นความสวยงามเพื่อเอาไปแต่งบ้าน หรือต้องการความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยไม่ได้คำนึงถึง คุณภาพเสียงกันสักเท่าไหร่

แต่หลังจากเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Digital Audio, Network Audio และซอฟท์แวร์ DSP ที่นำมาใช้กับสัญญาณเสียงได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ประจวบกับมีแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงไร้สายบางแบรนด์ที่มีพื้นฐานทางด้านไฮไฟฯ มานานอย่าง KEF เริ่มต้นพัฒนาลำโพงไร้สายอย่างเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่ ปี 2015 และ KEF ได้พลิกประวัติศาสตร์ของวงการเครื่องเสียงไฮไฟฯ ด้วยการเปิดตัวลำโพงแอ๊คทีฟ+ไร้สายรุ่น LS50 Wireless ออกมาเมื่อ ปี 2016 โดยเอาแอมปลิฟายกับสตรีมเมอร์เข้าไปใส่ไว้ในบอดี้ของรุ่น LS50 เดิม ซึ่งเป็นลำโพงพาสซีฟรุ่นดังในขณะนั้น หลังจากนั้น ประวัติศาสตร์บทใหม่ของลำโพงไร้สายก็ถูกจารึกขึ้น..

LS50 Wireless คือผู้บุกเบิกวงการลำโพงไร้สายตัวจริง มันเป็นลำโพงไร้สายรุ่นแรกที่วางรากฐานของความเป็นลำโพงไร้สายที่เน้น คุณภาพเสียงระดับไฮไฟฯไว้เป็นบรรทัดฐานของวงการ จากนั้น การกำเนิดขึ้นของลำโพงไร้สายที่ให้คุณภาพเสียงระดับไฮไฟฯ รุ่นใหม่ๆ ก็ทะยอยตามกันออกมา เป็นประจักษ์พยานที่ชี้ให้เห็นว่า ลำโพงไร้สายที่เน้นคุณภาพเสียงระดับไฮไฟฯ จริงๆ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่ออกรุ่นใหม่ แต่ KEF แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาลำโพงไร้สายที่เน้นคุณภาพเสียงอย่างจริงจังด้วยการวิจัยและพัฒนาเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ส่งผลดีต่อคุณภาพเสียงออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นไดเวอร์ UniQ, ระบบขจัดเสียงรบกวนของไดเวอร์ที่มีชื่อเรียกว่า Metamaterial Absorption Technology หรือ MAT, ชิป DSP ที่ใช้ประมวลผล Music Integrity Engine (MIE) ไปจนถึงพื้นฐานของระบบสตรีมมิ่ง W2 Wireless Streaming เหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาลำโพงไร้สายของ KEF ได้เป็นอย่างดี

Ross Lovegrove

นอกจากจะพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการออกแบบแล้ว KEF ยังได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของความสวยงามของรูปร่างหน้าตาของลำโพงไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ พวกเขาอาศัยฝีมือของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกเข้ามาช่วยออกแบบตัวตู้ของลำโพง ยกตัวอย่างในรุ่น LSX, LSX II และรุ่น LS60 Wireless ก็ได้ Michael Young เข้ามาดูแลเรื่องรูปลักษณ์ให้ ส่วนในรุ่นล่าสุด LS LUXE นี้ เป็นการทำงานร่วมกันกับ Ross Lovegrove ซึ่งเป็นนักออกแบบแนวอินดัสเชี่ยล ดีไซน์สัญชาติเวลส์ที่มีชื่อเสียงในการนำเอารูปลักษณ์ที่พบเห็นในธรรมชาติเข้ามาใช้เป็นแรงบรรดาลใจในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูง ผลงานที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบให้กับแบรนด์ระดับโลกอาทิเช่น Apple, Sony, Kartell และ Airbus เป็นต้น

รูปร่างหน้าตาของ LS LUXE ฉีกออกจากแนวของ LS50 Wireless ไปคนละทิศทางเลย เคยมองว่ารุ่น LS50 Wireless ไม่มีเหลี่ยมมุมแล้ว พอมารุ่น LS LUXE มันดูโค้งมนปราศจากเหลี่ยมมุมมากกว่าไปอีก ถ้าให้เดาแรงบรรดาลใจของ Ross Lovegrove ผมว่าแกน่าจะไปเอารูปทรงของก้อนหินที่อยู่ตามลำธารมาเป็นต้นแบบนะ หลังจากถูกน้ำกัดเซาะนานๆ ก้อนหินเหล่านั้นก็จะมีลักษณะกลมเกลี้ยงคล้ายกับตัวตู้ของ LS LUXE ที่เห็นอยู่ตอนนี้ คือมันดูกลมมนไปทั้งตัว ส่วนสัณฐานภายนอกก็มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับรุ่น LS50 Wireless นั่นเอง

เทคโนโลยีเด่นๆ

โดยปรัชญาในการพัฒนาลำโพงของ KEF จะยึดเอาความสามารถในการถ่ายทอด ดนตรีที่เที่ยงตรงเป็นธรรมชาติและแม่นยำตามต้นฉบับมาเป็นเป้าหมายแรก ดังนั้น ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยนั้น ทุกจุดบนลำโพงคู่นี้ล้วนผ่านการพิจารณามาแล้วว่ามันส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อเสียง รวมถึงเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการออกแบบและผลิตด้วย

ไดเวอร์ UniQ เจนเนอเรชั่น 12 ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มาพร้อมเทคโนโลยี MAT

นี่เป็นความแปลกใหม่ของ LS LUXE เมื่อเทียบกับรุ่น LS50 Wireless และ LS50 Wireless II คือในรุ่น LS LUXE พวกเขาเปลี่ยนมาใช้ไดเวอร์ Uni-Q เจนเนอเรชั่น 12 ที่มีขนาดของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์อยู่ที่ 6.5 นิ้ว ใหญ่กว่าไดเวอร์ Uni-Q ที่ใช้อยู่ในรุ่น LS50 Wireless และ LS50 Wireless II ซึ่งมีขนาดของตัวมิด/วูฟเฟอร์อยู่ที่ 5.25 นิ้ว อันนี้ผมว่ามีนัยยะสำคัญกับเสียงของ LS LUXE อย่างมาก..

โครงสร้างของไดเวอร์ Uni-Q ที่ใช้ใน LS LUXE ก็ใช้พื้นฐานเดียวกับไดเวอร์ Uni-Q ที่ใช้ในรุ่น LS50 Meta และรุ่น LS50 Wireless II เพียงแต่ว่าไดเวอร์ Uni-Q ในรุ่น LS LUXE ใช้ตัวไดเวอร์สำหรับความถี่ LMF (Low-Mid Frequency) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีการขยายปริมาณของวอลลุ่มอากาศในตัวตู้ขึ้นมาอีกประมาณ 50% เมื่อเทียบกับรุ่น LS50 (*ทั้งที่ขนาดภายนอกจะดูไม่ต่างกันมาก.!)

Current Drive Amplification

อันนี้เป็นเชิงเทคนิคแบบเข้มๆ ที่พาดพิงถึงลักษณะการทำงานของภาคแอมปลิฟายที่อยู่ในตัว LS LUXE ซึ่งมีลักษณะการจ่ายกำลังขับเป็นแบบ Current-drive amplifier ไม่ใช่แบบ Voltage-drive amplifier เหมือนแอมป์ส่วนใหญ่ เนื่องจากวิศวกรของ KEF ค้นพบว่า มูพเม้นต์ในการขยับตัวของว้อยซ์คอยของตัวไดเวอร์มันจะไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมในการจ่ายกำลังขับของแอมป์ กรณีที่แอมป์ออกแบบลักษณะการจ่ายกำลังขับแบบ Voltage-drive จากรูป (A) ข้างบนนั้น จะเห็นว่า ลักษณะการปรับเปลี่ยนความต้านทาน (impedance) ของว้อยซ์คอย (เส้นกราฟสีแดง) จะสวิงสลับตรงข้ามไปกับลักษณะการจ่ายกำลังขับของแอมป์ ซึ่งอาศัยอิมพีแดนซ์ที่เกิดขึ้นจากการขยับตัวของว้อยซ์คอยเป็นตัวชี้นำ เอ็นจิเนียร์ของ KEF มองว่าพฤติกรรมแบบนี้เป็นต้นเหตุของเสียงที่ไม่ดี พวกเขาจึงเปลี่ยนมาออกแบบให้แอมป์ในตัว LS LUXE มีลักษณะการจ่ายกำลังขับแบบ Current-drive amplifier โดยเน้นจ่ายกำลังขับไปตามอิมพีแดนซ์ของลำโพง (ค่อนข้างสูงและคงที่ ศรชี้ภาพ B) มากกว่าที่จะแปรผันไปตามมูพเม้นต์ของว้อยซ์คอยที่สวิงสูงๆ ต่ำๆ ตลอด สรุปว่า ภาคขยายของแอมป์แบบ Current-drive ช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงที่เกิดขึ้นจากความไม่สอดคล้องในการขยับตัวของว้อยซ์คอยกับจังหวะการจ่ายกำลังขับของแอมป์ลงไปได้มาก

Velocity Control Technology (VECO)

แม้ว่าการใช้ Current-drive amplifier จะช่วยลดปัญหาในการจ่ายกำลังขับที่เหมาะสมมากขึ้น แต่มันก็ไปทำให้ปัญหาที่เกิดกับช่วงพีคของเสียงตอนเปิดดังๆ ปรากฏชัดเจนออกมาเพราะไม่มีกระแส Back-EMF คอยควบคุมพีคเอาไว้ (กระแส Back-EMF จะเกิดขึ้นกับการจ่ายกำลังขับของแอมป์แบบ Voltage-drive) จึงเป็นที่มาของเทคนิคพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่วิศวกรของ KEF คิดค้นมาใช้เพื่อแก้ปัญหานี้ นั่นคือเทคนิคที่พวกเขาเรียกว่า Velocity Control Technology หรือเรียกสั้นๆ ว่า VECO

VECO มีลักษณะเป็นแผงวงจรบางๆ ที่มีความยืดหยุ่นตัวได้ (flexible printed circuit board / FPCB) นำไปติดตั้งไว้บนแม่เหล็กและว้อยซ์คอย เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น เซ็นเซอร์” (sensing coil) ที่คอยตรวจเช็คขณะที่ว้อยซ์คอยเคลื่อนที่ ซึ่ง feedback gain ที่เซ็นเซอร์นี้วัดออกมาได้จะมีลักษณะเป็น electrical damping ที่ช่วยควบคุมการจ่ายกำลังขับของแอมป์ไปที่ว้อยซ์คอยของลำโพงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นด้วย

เหล่านั้นคือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่วิศวกรของ KEF ใช้ในการออกแบบ LS LUXE ซึ่งพิจารณาจากตัวเลขบางตัวในสเปคฯ ของ LS LUXE เทียบกับสเปคฯ ตัวเดียวกันของรุ่น LS50 Wireless II แล้ว จะเห็นความแตกต่าง (สีแดง) ในตัวเลขคุณสมบัติหลักๆ อาทิเช่น ความถี่ตอบสนองโดยที่รุ่น LS LUXE ให้เสียงทุ้มลงไปได้ลึกกว่า และ ความดังสูงสุดที่รุ่น LS LUXE เปิดได้ดังกว่าถึง 2 ดีบี ซึ่งผมว่าความแตกต่างทั้งสองประการนั้น มีแนวโน้มมากพอที่จะส่งผลต่อเสียงในระดับที่รับรู้ได้ไม่ยากจากการทดลองฟัง..

Advanced Connectivity
เชื่อมต่อได้รอบตัว.!!!

เรื่องความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ถือว่าเป็นจุดขายสำคัญของลำโพงไร้สายแบรนด์ KEF มาตั้งแต่รุ่น LS50 เวอร์ชั่นแรกแล้ว ซึ่งในรุ่น LS LUXE ก็ยังคงรักษาจุดเด่นอันนี้เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน และผมก็ดีใจที่ Ross Lovegrove เลือกรูปแบบการจัดวางช่องเสียบสัญญาณลักษณะเดียวกับรุ่น LSX คือกระจายช่องเชื่อมต่อสัญญาณแต่ละชนิดไว้บนพื้นที่บนแผงด้านหลัง ซึ่งช่วยให้ติดตั้งสายเชื่อมต่อได้ง่ายกว่าการเอาช่องเชื่อมต่อสัญญาณไปกระจุกอยู่บนพื้นที่แคบๆ ที่อยู่ด้านล่างของแผงหลังเหมือนตระกูล LS50 ซึ่งติดตั้งสายเชื่อมต่อยากกว่า และต้องชม Ross Lovegrove ที่ออกแบบลวดลายบนแผงหลังของ LS LUXE ได้สวยมาก สวยจนไม่อยากจะวางหันหลังเข้าหาผนังเลย.!

จุดเชื่อมต่อสัญญาณกับอุปกรณ์จากภายนอกถูกติดตั้งไว้ที่แผงหลังของลำโพงตัวหลัก (Primary) ทั้งหมด เชื่อมต่อกับอะไรได้บ้าง.? ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ตามภาพข้างบน จะเห็นว่า มีทั้งช่องเชื่อมต่อสัญญาณ analog และช่องเชื่อมต่อสัญญาณ digital ครบถ้วน แถมยังมีช่องเอ๊าต์พุตของสัญญาณอะนาลอกสำหรับลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ให้มาด้วย

ที่เหนือช่องอินพุตแต่ละช่องจะมีป้ายเขียนกำกับอุปกรณ์ไว้ให้ดู อย่างเช่น ช่องเสียบสาย HDMI eARC ก็บอกไว้ว่าให้รองรับสัญญาณเสียงจากทีวี, ช่องเสียบสาย digital optic กับช่องเสียบสาย digital coax มีไว้ให้เชื่อมต่อสัญญาณเสียงกับอุปกรณ์ได้หลายชนิด อาทิเช่น เครื่องเล่นซีดี, กล่องรับสัญญาณ ฯลฯ ส่วนช่องที่มีคำว่า AUX กำกับอยู่นั้น มีไว้ให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกที่ส่งมาเป็นสัญญาณอะนาลอก อย่างเช่น สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของภาคขยายหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียง, หรือสัญญาณอะนาลอกจากช่องหูฟังของคอมพิวเตอร์ก็ได้ ช่อง LAN (Ethernet) ที่ให้มา 2 ช่องนั้น ต้องเสียบให้ถูก ช่องที่กำกับด้วยตัวอักษร TO P/S นั้นเอาไว้เชื่อมโยงระหว่างลำโพงหลัก Primary (คือตัวนี้) กับลำโพงรอง Secondary ด้วยสายแลนที่แถมมาในกล่อง หรือจะใช้วิธีเชื่อมต่อผ่านคลื่นไร้สาย Bluetooth ก็ได้ อีกช่องที่เหลือที่เขียนกำกับว่า Network นั้นให้ไว้สำหรับเชื่อมต่อกับ Router ผ่านสายแลน ถ้าเชื่อมต่อช่อง LAN สองช่องนี้สลับกัน เครื่องจะไม่เปิดทำงาน อ้อ.. ลำโพงทั้งสองข้างต้องต่อสายไฟเอซีด้วย โดยมีสวิทช์เปิด/ปิดมาให้กดปิดถ้าไม่ได้ใช้งานนานๆ แต่ถ้าหยุดใช้งานช่วงสั้นๆ แนะนำให้กดสวิทช์ทิ้งไว้ที่ตำแหน่ง On เพื่อให้สะดวกตอนเปิดใช้งานเครื่องจะตอบรับโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปกดสวิทช์เปิด/ปิดเครื่องทุกครั้ง

แอพลิเคชั่น KEF Connect
กับการควบคุมสั่งงาน LS LUXE

แอพฯ KEF Connect ก็ยังคงเป็นแอพฯ หลักที่ใช้ควบคุมการทำงานของ LS LUXE เหมือนกับรุ่นอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นช่องทางในการปรับตั้งค่าต่างๆ แล้ว บนแอพฯ ตัวเดียวกันนี้ ยังถูกใช้เป็นที่รวมของต้นทางของไฟล์เพลงจากแหล่งต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้คุณสตรีมมาฟังผ่าน LS LUXE ด้วย สะดวกมาก แอพฯ ตัวเดียวจบทุกงาน.! หลังจากปรับตั้งค่าการทำงานของตัวเครื่องในครั้งแรกเสร็จแล้ว ถ้าคุณรู้สึกไม่สะดวกกับการควบคุมการใช้งานผ่านแอพฯ ตลอดเวลาก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะผู้ผลิตเขาให้รีโมทไร้สายมาด้วย ซึ่งบนรีโมทก็มีคำสั่งที่จำเป็นในการใช้งานครบ..

รีโมทไร้สายที่ให้มาสีเทาเข้มๆ ขนาดกำลังเหมาะมือ บนตัวรีโมทมีคำสั่งที่จำเป็นมาให้ครบ ทั้งเลือกอินพุต, คอนโทรลการเล่นไฟล์, ปรับวอลลุ่ม, ปุ่ม mute และปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง (ไม่สามารถปรับตั้งค่าในเมนูเครื่องผ่านทางรีโมทตัวนี้ได้ ต้องปรับตั้งผ่านแอพฯ เท่านั้น)

รูปร่างหน้าตาของแอพฯ KEF Connect ที่ใช้ควบคุม LS LUXE ตัวนี้และยังใช้ควบคุมลำโพงไร้สายของ KEF รุ่นอื่นๆ ได้ด้วย

ที่หน้า Home ซึ่งเป็นหน้าแรกของแอพตัวนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น 5 หมวด ตามรูปด้านบน ไล่จากบนลงล่างคือ

KEF HIGHLIGHTS
เชื่อมต่อกับข่าวสารและบทความน่าสนใจที่ส่งตรงมาจากเซิร์ฟเวอร์ของ KEF

REMOTE
เลือกอินพุตที่ต้องการใช้งาน

MUSIC IN THE CLOUD
ผู้ให้บริการสตรีมไฟล์เพลงจากเซิร์ฟเวอร์บนอินเตอร์เน็ต

RADIO AND PODCASTS
รวมสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ต และพอดคาส

MUSIC ON YOUR NETWORK
แหล่งเก็บไฟล์เพลงในฮาร์ดดิส UPnP บนเน็ทเวิร์ค

แถวล่างสุดของหน้า Home จะเป็นช่องทางลัดที่จะนำไปสู่หมวดต่างๆ ทั้ง 5 หมวด ข้างบนนั้น โดยแสดงเป็นไอค่อน ซึ่งนอกจากจะเข้าไปที่แหล่งเก็บไฟล์เพลงกับรีโมทฯ แล้ว ไอค่อนสองตัวข้างขวานั้นเป็นทางเข้าไปที่เมนู ปรับตั้ง EQกับเข้าไปที่เมนู ปรับตั้ง Speakerด้วย

ขณะที่ LS LUXE อยู่ในโหมดสแตนด์บาย ไฟ LED ที่อยู่ตรงส่วนฐานของลำโพงหลัก (ศรชี้ภาพข้างบน) จะสว่างขึ้นเป็นสีแดง เมื่อมีการกดเลือกอินพุตใดอินพุตหนึ่ง (ไม่ว่าจะเลือกบนรีโมทไร้สาย หรือกดเลือกบนแอพ KEF Connect)(ในภาพล่าง ด้านบนคือภาพของรีโมทบนแอพ KEF Connect) ขณะที่ LS LUXE อยู่ในโหมดสแตนด์บาย LS LUXE จะทำการเชื่อมต่อกับอินพุตที่เราเลือกทันที

เมื่อเชื่อมต่อกับอินพุตที่เราเลือกสำเร็จ ไฟ LED ดวงนั้นจะเปลี่ยนสีไปตามอินพุตที่ถูกเลือก (ดูสี ที่สัมพันธ์กับความหมายจากภาพข้างบน) และขณะใช้งานอินพุตนั้นๆ เวลาคุณกดปุ่มปรับความดังบนตัวรีโมทหรือผ่านแอพ ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลด ไฟดวงนั้นก็จะกระพริบไปตามจังหวะที่มีการกดปุ่มปรับวอลลุ่มไปด้วย ทำให้รู้ว่าตัว LS LUXE มันตอบสนองกับการสั่งงานของเรา

แหล่งเก็บไฟล์เพลงสำหรับการสตรีม

เมื่อกดลงไปบนไอค่อนรูปตัวโน๊ต (ศรชี้ ภาพข้างบน) บนแอพ ซึ่งเป็นช่องทางเลือกแหล่งต้นทางของไฟล์เพลงที่ถูกรวบรวมเอาไว้ในหมวดนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เพลงจากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งที่ KEF จัดมาให้ครอบคลุมการใช้งานเกือบครบ ขาด Apple Music ที่ไม่ได้ฝังมาในแอพ แต่คุณก็สามารถเล่นไฟล์เพลงบนแอพ Apple Music เอง แล้วเลือกวิธีส่งสัญญาณมาที่ LS LUXE ผ่านทาง Bluetooth หรือทาง AirPlay และทาง Google Cast แทนได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเล่น Apple Music บนอุปกรณ์ Android หรือ iOS นอกจากนั้นยังมีวิทยุบนอินเตอร์เน็ต (Internet Radio) ให้เลือกฟังมากมายมหาศาล และสุดท้ายสำหรับคนที่เก็บไฟล์ของตัวเเองไว้บน NAS ที่รองรับมาตรฐาน UPnP ก็สามารถดึงมาฟังกับ LS LUXE ได้ผ่านทางโหมด Media Servers (ล่างสุด) ซึ่งคุณสามารถกดเลือกฟังจากแหล่งต้นทางที่มีอยู่ในเมนูนี้ได้โดยตรง..

อย่างเช่น ภาพด้านบนนั้นเป็นหน้าจอแอพ KEF Connect ขณะที่เลือกฟังเพลงจากสตรีมมิ่งของ TIDAL ซึ่งที่หน้าจอบนแอพนั้น นอกจากจะมีตัวหนังสือระบุแหล่งต้นทาง (ในวงรีสีแดง) แล้ว ส่วนที่เหลืออื่นๆ ไล่จากบนลงล่างตั้งแต่ ภาพปกอัลบั้มที่กำลังเล่น, ชื่อเพลง, ชื่อศิลปินชื่ออัลบั้ม, ระยะเวลาของเพลงที่เล่นไฟ, คำสั่งที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลง และล่างสุดคือกลไกที่ใช้ในการปรับเพิ่ม/ลดระดับความดังของเสียง

ปรับ EQ

เมื่อกดลงไปบนไอค่อนของโหมด EQ settings (ศรชี้ ภาพบน) ที่อยู่ในแอพ KEF Connect จะปรากฏฟังท์ชั่นที่ KEF ออกแบบมาให้ใช้ในการปรับแต่งเสียงโผล่ขึ้นมาหลายหัวข้อให้ทำการปรับ แต่ด้วยความฉลาดหลักแหลมในการออกแบบ พวกเขาเลือกใช้วิธีตั้งคำถามง่ายๆ ให้ผู้ใช้เลือกคำตอบที่เตรียมไว้ซึ่งเป็นการปรับตั้งค่าทางเทคนิคสำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเทคนิคก็สามารถปรับตั้งได้โดยไม่รู้สึกว่ายุ่งยากใดๆ อันนี้ต้องขอชมเชย คำสั่งเหล่านั้นก็มี Where is your speaker?, Distance from the wall, How is your room, How large is your room, Balance control, How many subwoofers are you using? คุณแค่เลือกคำตอบที่พวกเขาเตรียมไว้ให้ โดยพิจารณาคำตอบให้ตรงกับลักษณะการใช้งานจริงเท่านั้น เป็นวิธีปรับตั้งเสียงที่ง่ายๆ แต่ได้ผล

แต่กระนั้น KEF ก็ยังมีแอบเก็บเมนูการปรับตั้งค่าที่ลงลึกกว่าแบบแรกไว้อีกหนึ่งโหมด เรียกว่า EXPERT MODE ซึ่งในโหมดนี้จะมีอ๊อปชั่นให้ปรับแต่งเสียงได้มากขึ้นหลายหัวข้อ แต่ผู้ปรับแต่งก็ต้องมีความเข้าใจฟังท์ชั่นที่ให้มาด้วย อาทิเช่นฟังท์ชั่น Treble trim ซึ่งเป็นฟังท์ชั่นที่เปิดโอกาสให้คุณทำการปรับเพิ่ม/ลด ความดังของความถี่ในย่านแหลม โดยมีเร้นจ์ให้ปรับแต่งอยู่ทั้งหมด 6dB แบ่งเป็นปรับเพิ่มได้ +3dB และปรับลดได้ -3dB ซึ่งฟังท์ชั่นนี้จะมีประโยชน์ในกรณีที่คุณรู้สึกว่าเสียงแหลมมากเกินไป อยากจะลดความดังของเสียงแหลมลงเพื่อให้โทนเสียงฟังสบายหูมากขึ้น คุณก็สามารถปรับลดความดังของเสียงในย่านแหลมได้ ความละเอียดคือขั้นละ 0.5dB หรือในกรณีที่รู้สึกว่าเสียงแหลมโดยรวมมันน้อยไป เสียงไม่ใสดใส คุณก็สามารถเพิ่มความดังของเสียงแหลมขึ้นมาได้ ความละเอียดก็อยู่ที่ขั้นละ 0.5dB เช่นเดียวกัน

อีกฟังท์ชั่นที่มีประโยชน์ถ้าคุณพบว่า เสียงโดยรวมขาดความคมชัด ไม่มีความเป็นตัวตนของแต่ละเสียงที่เด่นชัด เหมือนกับว่าเสียงมันเบลอ ก็ให้ปรบตั้งโหมด Phase correction ให้เป็น On คุณจะได้เสียงที่มีโฟกัสมากขึ้น แต่ละเสียงจะมีความคมชัดมากขึ้น

เมนู Settings

ยังมีการปรับตั้งค่าอื่นๆ อีกมากที่เก็บอยู่ในเมนู Settings บนแอพ KEF Connect ซึ่งมีทั้งการปรับตั้งการทำงานของตัว LS LUXE, ปรับตั้งคุณสมบัติของตัวแอพเองไปจนถึงการปรับตั้งฟังท์ชั่นการทำงานของตัวรีโมทไร้สายด้วย ยกตัวอย่างการปรับตั้งที่จำเป็นซึ่งอยู่ในหัวข้อ Settings นี้ก็มีอาทิเช่น Speaker Update = ตรวจเช็คเวอร์ชั่น และอัพเดตเฟิร์มแวร์, Volume = ปรับได้หลายอย่าง เช่น บางคนที่ใช้วิธีปรับวอลลุ่มผ่านทางแอพ ถ้าไม่ชอบการปรับด้วยการเลื่อนสไลด์วอลลุ่ม ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นวิธีปรับด้วยการกดปุ่ม +/- ไปทีละนิดก็ได้ ฯลฯ

เชื่อมต่อระบบสำหรับทดลองการใช้งาน

ในการทดสอบประสิทธิภาพเสียงของ LS LUXE ผมเซ็ตอัพมันไว้ในห้องรับแขก โดยเน้นใช้งานร่วมกับทีวี ซึ่งพอเซ็ตอัพลงไปแล้ว ผมพบว่าขนาดของ LS LUXE มันช่างพอเหมาะพอดีกับขนาดของทีวี 65 นิ้ว มาก หลังจากการทดลองขยับหาตำแหน่งที่ลงตัวของลำโพงคู่นี้ ผมพบว่า ด้วยตัวตู้ที่โค้งมนตั้งแต่แผงหน้าลงไปถึงด้านหลัง มีผลให้ไม่มีปัญหา diffraction หรือคลื่นเสียงที่เปลี่ยนทิศทางกระจายเสียงเมื่อตกกระทบลงบนแผงหน้าตู้ที่สะท้อนกลับตรงๆ ที่มักจะเกิดขึ้นกับลำโพงตู้สี่เหลี่ยมทั่วไป นั่นทำให้มุมกระจาย off axis ของลำโพงคู่นี้ขยายกว้างออกไปจากตัวตู้ได้เยอะมาก ปกติแล้ว ถ้าเป็นลำโพงตู้สี่เหลี่ยมทั่วไปที่มีขนาดตัวตู้ใกล้เคียงกันนี้ มักจะวางระยะห่างซ้ายขวาได้ ไม่เกิน 165 – 170 .. จึงจะได้เสียงที่ in-phase กัน แต่กับ LS LUXE คู่นี้ มันสามารถฉีกระยะห่างซ้าย/ขวาออกไปได้มากถึง 210 .. โดยที่โฟกัสยังคงตรึงแน่น และให้เวทีเสียงที่ฉีกกว้างเลยขอบเขตของตัวลำโพงไปเลย.!!

เมื่อ LS LUXE คู่นี้ถูกติดตั้งอยู่ในห้องรับแขก มันได้กลายเป็น ดาวเด่นที่ดึงดูดทุกสายตาที่ผ่านเข้ามาในห้องรับแขกให้เข้ามาลูบคลำด้วยความสนใจ จากรูปร่างที่ดูแปลกตาในครั้งแรกที่หลายคนเห็น มากลายเป็นสวยถูกใจเมื่อพิจารณามันนานๆ โดยเฉพาะคู่ที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นสี Dusk Titanium โทนสีน้ำตาลปนทองที่ดูผุดผ่องและวาววับ สะดุดตาทุกคนที่ได้เห็น

เสียงของ LS LUXE

เมื่อทดลองฟังเพลงจากแหล่งอินพุตต่างๆ จนครบแล้ว ต้องขอฟันธงว่า LS LUXE เป็นลำโพงแอีคทีฟไร้สายที่ออกแบบมาเพื่อการสตรีมไฟล์เพลงอย่างแท้จริง.!!! ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คซึ่งให้เสียงออกมาดีมาก น่าพอใจมากที่สุด หรือสตรีมไฟล์เพลงจากอุปกรณ์ไปที่ LS LUXE โดยตรงผ่านทางคลื่น Bluetooth ก็ให้เสียงออกมาดี แถมยังเป็นการฟังเพลงที่ง่ายและสะดวก ได้คุณภาพเสียงระดับนี้ ผมก็ไม่ต้องการเครื่องเล่นใดๆ อีกแล้ว..

มีข้อสังเกตหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากการทดลองฟังเสียงของ LS LUXE คู่นี้ คือผมรู้สึกว่า เสียงของ LS LUXE มี ความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับเสียงของลำโพงแอ๊คทีฟไร้สายของ KEFทุกรุ่นที่ผมเคยทดสอบมา.!

ความแตกต่างที่ว่ามันปรากฏชัดใน ย่านเสียงกลางของ LS LUXE คู่นี้ เมื่อพิจารณาจากเสียงร้องของนักร้องชายหญิง ผมพบว่ามันให้เสียงร้องที่มี ขนาดใหญ่ และมี มวลที่อิ่มหนากว่าลำโพงไร้สายรุ่นอื่นๆ ของ KEF เอง ซึ่งรวมถึงเสียงของเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่ให้โทนเสียงครอบคลุมอยู่ในย่านเสียงกลางนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงกีต้าร์, แซ็กโซโฟน, ไวโอลิน, เปียโน ฯลฯ

ความอิ่มใหญ่ของเสียงกลางมีผลยังไงกับโทนเสียงโดยรวม.?

จริงๆ แล้ว เสียงกลาง” (mid-range) เป็นย่านความถี่ที่มีเสียงร้องของนักร้องชายหญิงและเสียงของเครื่องดนตรีอื่นๆ รวมกันอยู่ในย่านนี้มากกว่าย่านทุ้มและย่านแหลม ด้วยเหตุนี้ คุณภาพของเสียงกลางจึงส่งผลต่อ โทนเสียงโดยรวมของลำโพงอย่างมาก ซึ่งต้นเหตุของเสียงกลางที่อิ่มใหญ่และมีมวลหนาของ LS LUXE น่าจะมาจากไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ที่อยู่ใน Uni-Q ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว บวกกับปริมาตรอากาศในตัวตู้ที่มากขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่น LS50 Wireless II ซึ่งเป็นไดเวอร์ Uni-Q ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ KEF เคยทำมา และถูกนำมาใช้ในลำโพงไร้สายรุ่น LS LUXE คู่นี้เป็นครั้งแรก.!!! (*รุ่น LS50 Wireless ใช้ Uni-Q ขนาด 5.25 นิ้ว, รุ่น LS60 Wireless ใช้ Uni-Q ขนาด 4 นิ้ว ส่วนรุ่น LSX II และรุ่น LSX II LT ใช้ Uni-Q ขนาด 4.5 นิ้ว)

ช่วงที่ผมชอบมากคือตอนฟังเพลงจากช่อง YouTube บนทีวีโดยต่อเสียงจากทีวีมาผ่านลำโพง LS LUXE เข้าทาง HDMI (ปรับตั้งสัญญาณ signal output ของทีวีให้ออกมาเป็นฟอร์แม็ต PCM) กับเพลง Cry Me A River เวอร์ชั่นที่เรียบเรียงและโปรดิวซ์โดย David Foster ขับร้องโดย Michael Buble เสียงที่ออกมาแผ่ใหญ่ ภาคดนตรียิ่งใหญ่มาก ทั้งกระชับ หนักแน่นและมีพลัง เสียงทุ้มมีปริมาณพอเหมาะ สมดุลกับกลางแหลม โดยรวมๆ ฟังสนุกมาก เสียงร้องลอยเด่นและมีพลัง รู้สึกได้ถึง ความต่อเนื่องของเสียงร้องที่ลื่นไหลเป็นพิเศษ แม้ว่าจะเปิดดังๆ ก็ไม่รู้สึกว่าเสียงทั้งหมดถูก ดันออกมา จึงฟังแล้วไม่รู้สึกอึดอัด แต่กลับได้ความอิ่มแน่นของมวลเสียงที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างจากลำโพงไร้สายรุ่นอื่นๆ ของ KEF ที่เคยฟังมา คือเสียงมันไม่มีอาการ กระทุ้งพุ่งดันออกมาให้ฟังแล้วรู้สึกอึดอัด ซึ่งผมคิดว่านี่น่าจะเป็นข้อดีของเสียงที่ได้มาจากคุณสมบัติของภาคขยายแบบ Hi-Current บวกกับเทคโนโลยี Velocity Control ที่วิศวกรของ KEF นำมาใช้กับ LS LUXE คู่นี้ มีผลให้เสียงของ LS LUXE มีความละเมียดละมัยมากขึ้น มีความต่อเนื่องมากขึ้น เป็นบุคลิกที่แตกต่างไปจากแนวเสียงเดิมๆ ของลำโพงไร้สายของ KEF ที่ผ่านมา ใครชอบฟังเพลงร้องน่าจะชอบโทนเสียงของ LS LUXE คู่นี้มากเป็นพิเศษ

สรุป

ส่วนตัวผมชอบ LS LUXE มากกว่าลำโพงไร้สายของ KEF รุ่นอื่นๆ คือผมว่ามันลงตัวมากทั้งในแง่ ฟังท์ชั่นใช้งานที่ครบถ้วน, ในแง่ ดีไซน์ของรูปร่างหน้าตาที่ดูสวยเหมือน งานศิลปะมากกว่าเป็นแค่ลำโพง และสุดท้ายคือ คุณภาพเสียงที่ปรับจูนมาใหม่ ซึ่งช่วย ยกระดับความเป็นไฮเอ็นด์ฯ ของลำโพงไร้สายให้สูงขึ้นไปอีกขั้น

ถ้าคุณมีห้องรับแขกที่มีพื้นที่ ไม่เกิน 24 ตรม. ต้องการลำโพงไร้สายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสักคู่หนึ่งเอาไว้สร้างบรรยากาศความบันเทิงในห้องรับแขกของคุณ KEFLS LUXEคือตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุดในขณะนี้ แนะนำให้หาโอาสไปลองสัมผัสตัวจริงของ LS LUXE คู่นี้ให้ได้.!!!

ส่วนตัวผมนั้น หลังจากทำรีวิวลำโพง KEFLS LUXE‘ คู่นี้ไปแล้ว บอกคำเดียวเลยว่า.. อยากได้ๆๆๆ!!

***********************
ราคา : 199,000 บาท / คู่
***********************
ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ติดต่อที่
บริษัท วีแกตซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
โทร. 02-692-5216
Line ID: @kefthailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า