ในอดีตผมเคยเดินทางไปเยี่ยมโรงงานผู้ผลิตเครื่องเสียงมาแล้วหลายแบรนด์ แต่ครั้งนี้ต้องนับว่าเป็นครั้งที่ทำให้ผมรู้สึก “เนื้อเต้น” มากที่สุด.! เพราะเป็นการเดินทางไปเยี่ยมโรงงานของผู้ผลิตเครื่องเสียงระดับสุดยอดไฮเอ็นด์ฯ ในยุคปัจจุบัน พร้อมกันถึง 3 แบรนด์ ในเวลาเดินทางหนึ่งอาทิตย์
Part:1 – โรงงาน Innuos ประเทศโปรตุเกส
———-
โรงงานแรกที่ผมกับกลุ่มผู้เข้าร่วมไปเยี่ยมชมเดินทางไปถึงก็คือโรงงานของแบรนด์ Innuos อยู่ในเมือง Faro ประเทศโปรตุเกส เป็นโรงงานขนาดกลางๆ ตั้งอยู่ในโซนอุตสาหกรรม ซึ่งที่นี่เป็นทั้งโรงงานผลิต และเป็นทั้งสำนักงานใหญ่ที่รวบรวมงานโอเปอเรชั่นทุกอย่างไว้ที่เดียวกัน รวมถึงยังมีคลังสต็อกอะไหล่อยู่ในนั้นด้วย ภายในโรงงานจึงมีการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ สามารถเดินวกไปวนมาถึงกันได้หมดอยู่ภายในโรงงานเดียวกัน

> ทีมงานบริหารของแบรนด์ Innuos มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนเลย หลักๆ ก็มีผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Innuos สองคน คือคุณ Amelia Santos (ผู้หญิงคนซ้าย) ซึ่งควบตำแหน่ง CEO ด้วย กับอีกคนคือคุณ Nuno Vitorino (ผู้ชายคนกลาง) ส่วนที่เหลืออีก 3 คน เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลฝ่ายการตลาด ซึ่งมีคุณ Steven Gomes เป็นหัวหน้าทีม ตำแหน่ง Head of Sales ดูแลการขายของทั้งโลก โดยมีเจ้าหน้าที่อีก 2 คน แยกกันดูแลการตลาดในแต่ละภูมิภาค คนแรกชื่อว่า Yaohan Yang (ผู้ชายคนทางขวามือในภาพ) คนนี้เจอกันบ่อย เพราะเขาดูแลการตลาดโซนตะวันออกกลาง, แอฟริกา และโซนเอเซียแปซิฟิค ส่วนอีกคนคือ Stephen Healy ดูแลการตลาดทางโซนยุโรปเป็นหลัก ซึ่งวันที่ผมกับทีมเข้าเยี่ยมโรงงานวันนั้น มีคุณ Amelia, คุณ Nuno และคุณ Yaohan พร้อมกับเจ้าหน้าที่ภายในโรงงาน ร่วมกันให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นมาก ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
พื้นที่ภายในโรงงานถูกจัดสรรสำหรับงานแต่ละส่วน หลักๆ ก็ได้แก่ ส่วนของการออกแบบ ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ทั้งออกแบบรูปร่างหน้าตาภายนอก ไปจนถึงออกแบบเลย์เอ๊าต์ของวงจรการทำงานแต่ละภาคภายในตัวเครื่อง พื้นที่ส่วนใหญ่ในโรงงานจะถูกจัดสรรให้เป็นส่วนของการผลิต ซึ่งมีระบบป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ (ESD = Electrostatic Discharge) อย่างเป็นระบบ ส่วนของการทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ผลิตเสร็จแล้วด้วย



> ด้านหน้าของโรงงานกับป้ายชื่อแบรนด์ซึ่งอยู่ติดกับที่จอดรถก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ของโรงงาน เมื่อเดินผ่านประตูที่อยู่ด้านข้างเข้าไป จะเจอพื้นที่เล็กๆ ที่เรียกว่าเป็น “ห้องรับแขก” ของโรงงานก็ได้ ตรงนั้นเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่มีผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ของ Innuos ตั้งโชว์อยู่ ในภาพคุณ Nuno กำลังอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ตั้งโชว์อยู่ให้พวกเราฟัง ซึ่งโดยมากจะเป็นตัวต้นแบบที่ม็อคอัพขึ้นมาใช้ในขั้นตอนปรับจูน..
ยกแรกเข้าห้องฟังก่อนเลย..!!

> การเข้าเยี่ยมโรงงานผู้ผลิตเครื่องเสียงไม่ได้มีใครกำหนดแพลทเทิ้นมาตรฐานเอาไว้ แต่ละโรงงานเขาก็ออกแบบขั้นตอนการพรีเซ้นต์กันไปตามแต่สมควร ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วยการพรีเซ้นต์ข้อมูลอะไรต่อมิอะไรก่อน แต่ที่ Innuos เขาเริ่มด้วยการชวนเข้าห้องฟังเพื่อทดลองฟังเสียงของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ซึ่งจริงๆ แล้ว ห้องฟังของพวกเขาก็น่าโชว์ เพราะเป็นห้องฟังที่ออกแบบไว้ดีมาก ทั้งสัดส่วนและการจัดการกับสภาพอะคูสติกทำได้ดีมาก อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ก็เป็นของที่มีคุณภาพสูงทั้งนั้น เพราะทั้งคุณ Amelia และคุณ Nuno เขามีพื้นฐานมาจากคนเล่นเครื่องเสียงก่อนจะมาทำธุรกิจนี้ จึงมีความเข้าใจเรื่องเสียงมาก ห้องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกว่าใช้วิธีตรวจสอบแบบที่นักเล่นเครื่องเสียงฟังกันจริงๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาตามมาตรฐานที่นักเล่นฯ ยอมรับ

^ ลักษณะการปรับสภาพอะคูสติกของผนังห้องด้านขวา (ยืนหันหน้าเข้าหาลำโพง)

^ ลักษณะการปรับสภาพอะคูสติกของผนังห้องด้านซ้าย (ยืนหันหน้าเข้าหาลำโพง)

^ ลักษณะการปรับสภาพอะคูสติกของผนังห้องด้านหลังจุดนั่งฟัง

^ ลักษณะการปรับสภาพอะคูสติกของเพดานด้านบน

^ คุณ Nuno อธิบายให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมทั้งสาธิตให้ทดลองฟังเสียงอย่างเต็มที่ นับเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก.! ภาษาและท่าทีปฏิสัมพันธ์ก็เหมือนคนเล่นฯ สื่อสารกัน พูดภาษาเดียวกัน..!!
> ห้องฟังของ Innuos เสียงดีมาก ผมรู้สึกประทับใจกับห้องฟังนี้มาก เป็นห้องฟังในโรงงานของผู้ผลิตเครื่องเสียงที่ดีที่สุดที่ผมเคยฟังมา ลักษณะการจัดการกับสภาพอะคูสติกทำได้ดี สามารถลดปัญหาผลกระทบจากห้องลงไปได้เยอะมาก ตอนที่คุณ Nuno ทดลองเปรียบเทียบให้เราฟังถึงผลที่เกิดขึ้นจากการทำงานของผลิตภัณฑ์ที่เป็นชุด Nazare สแต๊ค 3 ชั้น สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างได้ชัดเจน ซึ่งคุณ Nuno ได้ทดลองให้เราฟังเทียบระหว่างการเล่นไฟล์เพลงด้วยตัว Nazare Streaming Transport ตัวเดียว แล้วส่งสัญญาณไปที่ external DAC ของ EMM Labs ผ่านทางอินเตอร์เฟซ USB จากนั้นก็เพิ่มตัว NazareFLOW ซึ่งทำหน้าที่ในการ reclock สัญญาณใหม่ก่อนส่งไปที่ ext.DAC ซึ่งได้ยินชัดเลยว่าเสียงดีขึ้นมาก ไทมิ่งนิ่งและให้ทรานเชี้ยนต์ไดนามิกที่คมมากขึ้น โฟกัสเป๊ะขึ้นมาก สุดท้ายเพิ่มตัว NazareNET ซึ่งทำหน้าที่เป็น network switch เพื่อช่วยลด noise ในระบบเน็ทเวิร์คออกไปจากระบบ ซึ่งรู้สึกได้ว่าเสียงโดยรวมมีลักษณะที่เปิด ลอย และลื่นไหลมากขึ้น เป็นพรีเซ็นเตชั่นที่น่าประทับใจมาก และเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสได้ลองฟังการสาธิตชุด Nazare ที่ stack สามชั้นครบทีมแบบนี้.!
ยกสองบุกโรงงานผลิต !!!
> ใครไม่รู้จะบอกให้นะว่า “ไฟฟ้าสถิตย์” คือศัตรูร้ายของวงจรอิเล็กทรอนิคส์เลยแหละ โรงงานที่ผลิตและประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่มีส่วนประกอบจำพวกชิปไอซีทั้งหลาย จะต้องมีระบบป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ทั้งนั้น เพราะไฟฟ้าสถิตย์เพียงแค่เล็กน้อยก็สามารถทำให้ชิปไอซีเกิดความเสียหายได้ ซึ่งที่โรงงานของ Innuos เขามีระบบป้องกันแน่นหนามากสำหรับคนที่จะผ่านเข้าไปในโรงงานผลิตของพวกเขาทุกคนจะต้องสวมชุดป้องกันไฟฟ้าสถิตย์และต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า ESD strap ที่มีลักษณะเป็นเส้นที่นำไปติดที่พื้นรองเท้าและสอดอีกปลายเข้ามาแตะที่ผิวหนังตรงโคนเท้าเพื่อให้คายประจุไฟฟ้าลงพื้น..

^ ข้อปฏิบัติเพื่อป้องกัน ESD (Electrostatic Discharge) ที่ติดอยู่หน้าห้องที่จะเข้าไปในโรงงานผลิต ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติ

^ คุณ Amelia กำลังติดตั้ง ESD Strap ที่รองเท้าให้กับพวกเราคนหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปในโรงงาน

^ หลังจากสวมเสื้อกราวนด์ และติดตั้งอุปกรณ์เสร็จ ก่อนเข้าห้องยังต้องดีสชาร์จไฟฟ้าสถิตย์ในตัวให้เป็นศูนย์ก่อน..
> ตลอดเส้นทางที่คุณ Nuno กับคุณ Amelia พาเราเดินเข้าไปในโรงงานนั้น เราจะเห็นถึงความละเอียดพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนประกอบจะใช้มนุษย์ทำด้วยมือ โดยเรียงลำดับงานเป็นขั้นๆ ไหลไปตามสายพาน พนักงานแต่ละคนจะมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการทำงานที่ชัดเจน ทำในส่วนของตัวเองเสร็จก็ส่งต่อไปที่ขั้นตอนต่อไปตามสายงาน..

^ แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ทำด้วยมือมนุษย์ทั้งหมด..

^ ความละเอียดมีให้เห็นตลอด แม้กระทั่งตะกั่วที่ใช้เชื่อมในแต่ละจุดบนแผงวงจร ไม่ใช่แค่เลือกใช้แบบที่มีความบริสุทธิ์สูงเท่านั้น แต่ยังมีหลายขนาดให้เลือกใช้ตามขนาดของจุดเชื่อมต่ออีกด้วย..!!!

^ ภาคจ่ายไฟที่อาจจะส่งผลรบกวนการทำงานของวงจรก็มีการออกแบบกล่องอะลูมิเนียมหนามาใช้แยกบรรจุเพื่อป้องกันการรบกวน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังคิดค้นวัสดุที่นอกจากจะป้องกันการรบกวนแล้ว ยังช่วยลดเรโซแนนซ์อีกด้วย..!!

^ คุณ Nuno โชว์ให้ดูว่าพวกเขาใส่ใจกับการป้องกันการรบกวนและเรโซแนนซ์มากแค่ไหน ในภาพคือระบบการยึดหม้อแปลงที่ใช้ในตัวสตรีมมิ่ง Nazare ซึ่งประกอบด้วยหม้อแปลงเทอรอยด์ขนาดใหญ่ 2 ลูก ซึ่งถูก “ล็อค” อยู่กับเบ้าอะลูมิเนียมหนาๆ ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเห็นแล้วสิ้นสงสัยในเรื่องของความแน่นหนา และเชื่อตามคำบอกเล่าของคุณ Nuno ที่ว่าระบบนี้ไร้ซึ่งเรโซแนนซ์อย่างเด็ดขาด.!
> ขั้นตอนสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งที่ Innuos ให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ นั่นคือขั้นตอน “การตรวจสอบ” ซึ่งเป็นส่วนของการทำงานที่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์สูง และต้องใช้เครื่องมือในการตรวจวัดค่าที่แม่นยำจำนวนมาก จากภาพที่เห็นยอมรับเลยว่าละลานตาไปหมด แต่ละสเตชั่นมีเครื่องวัดยุบยับ ซึ่งอุปกรณ์ที่โรงงานแห่งนี้ผลิตออกมาก็มี สตรีมมิ่งทรานสปอร์ต, ระบบเซิร์ฟเวอร์, ระบบ reclocker และเน็ทเวิร์ค สวิทช์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์ที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำทั้งสิ้น ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ทาง Innuos จะให้ความสำคัญกับขั้นตอนการตรวจเช็คที่ละเอียดมากขนาดนั้น..

^ คุณ Amelia กำลังอธิบายขั้นตอนการตรวจเช็คความถูกต้องของบอร์ด PhoenixDAC ที่เป็นบอร์ดอัพเกรดสำหรับตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต รุ่น STREAM3 ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุดในอนุกรม STREAM Series ของ Innuos เพื่อทำให้ตัว STREAM3 เปลี่ยนจาก “สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต” เป็น “สตรีมเมอร์” ที่มีภาค DAC ในตัว..



^ ทั้ง 3 ภาพ ข้างบนนั้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการตรวจเช็คความแม่นยำ, ความถูกต้อง และความเสถียร ในการทำงานของแผงวงจรแต่ละภาคส่วน ก่อนจะผ่านไปสู่ขั้นตอนประกอบเป็นตัวเครื่อง..

^ เผอิญว่าในโรงงานขณะนั้นมีไลน์การผลิตของซีรี่ย์ Nazare อยู่ด้วย และได้แอบเห็นว่า ใต้ท้องเครื่องของผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ท็อปของ Innuos ทุกตัวเลือกใช้ขารองเครื่องของแบรนด์ IsoAcoustics ซะด้วย.!!
> เพื่อให้กระบวนการผลิตมีความต่อเนื่อง และเพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจว่าทางแบรนด์ได้วางแผนรองรับการบริการไปได้อีกยาวนาน พวกเขาจึงต้องจัดพื้นที่ในโรงงานส่วนหนึ่งเพื่อใช้เป็นสต็อกอะไหล่ต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งพร้อมสำหรับการผลิตในปัจจุบันและอนาคต

^ คุณ Amelia พาไปชมคลังสต็อกอะไหล่ของพวกเขา ซึ่งมีอยู่เยอะมาก.!!!

^ ระหว่างเดินชมห้องสต็อกอยู่นั้น สายตาเหลือบไปเห็นลังใส่อะไหล่ที่มีสติ๊กเกอร์กำกับไว้ว่า “Sub – NazareFLOW CH-Link” ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่คุณ Nuno บอกไว้ตอนอยู่ในห้องทดสอบเสียงว่า พวกเขากำลังพัฒนาช่องดิจิตัล เอ๊าต์พุตแบบ Hi-Res ให้กับผู้ผลิต DAC แบรนด์ดังๆ เพื่อให้ใช้งานร่วมกับสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตรุ่น Nazare ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งอะไหล่ที่เห็นนี้คือชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ช่อง ดิจิตัล เอ๊าต์พุต ของ Nazare กับช่องดิจิตัล อินพุตของภาค DAC ของแบรนด์ CH Precision สามารถส่ง/รับสัญญาณดิจิตัลไฮเรซฯ ระหว่างกันได้อย่างราบรื่น และให้ประสิทธิภาพของเสียงสูงสุดเท่าที่ไฟล์เพลงนั้นจะให้ได้
เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น.? ถ้าเทียบกับการที่สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Nazare ส่งสัญญาณเอ๊าต์พุตไปให้ DAC ของ CH Precision ผ่านทาง USB ทางฝั่ง DAC ของ CH Precision จะต้องมีภาระการแตกโค๊ด USB ออกมาเป็นสัญญาณ PCM หรือ DSD ขึ้นมาขั้นตอนหนึ่ง ก่อนจะส่งเข้าภาค DAC ซึ่งภาระขั้นตอนที่ว่านั้นจะส่งผลให้ภาค DAC ต้องทำงานหนักขึ้น ไม่ใช่แค่แปลงสัญญาณ PCM หรือ DSD ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกเท่านั้น อีกอย่าง ถ้าผู้ผลิต DAC จะทำให้การแตกโค๊ด USB ออกมาเป็นสัญญาณ PCM หรือ DSD ที่มีคุณภาพ ผู้ผลิต DAC เจ้านั้นจะต้องลงทุนกับระบบ clock ที่มีคุณภาพสูงๆ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ทำให้ราคาของภาค DAC พุ่งสูงขึ้นไปมาก แทนที่จะเป็นแบบนั้น ทาง Innuos จึงดึงเอาภาระการแตกโค๊ด USB ให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM หรือ DSD เข้ามาเป็นหน้าที่ของอุปกรณ์ชิ้นที่สองที่อยู่ในซีรี่ย์ Nazare นั่นคือตัว NazareFLOW ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีระบบ reclock ที่มีคุณภาพสูง เพื่อใช้ในการ “จัดเรียง” สัญญาณที่มีความถูกต้องแม่นยำตรงตามอัตราแซมปลิ้งของสัญญาณต้นฉบับมากที่สุด ก่อนจะจัดส่งไปให้ภาค DAC ที่ปลายทาง โดยผ่านเข้าไปทางอินเตอร์เฟซชนิดพิเศษที่ทาง Innuos กับผู้ผลิต DAC แบรนด์นั้นๆ ร่วมกันออกแบบขึ้นมา ซึ่งพาสอะไหล่ที่เห็นนั้นก็คือชิ้นส่วนฮาดร์แวร์ที่เป็นอินเตอร์เฟซ CH-Link ที่จะนำมาประกอบลงบนตัว Nazare ทรานสปอร์ตที่จะทำงานร่วมกับ DAC ของแบรนด์ CH Precision นั่นเอง..!!
โอ้วว.. แล้วเสียงมันจะดีกว่าการรับ/ส่งสัญญาณผ่านทางอินเตอร์เฟซ USB มากแค่ไหน.? ทางบริษัท Deco2000 ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ของทั้งสองแบรนด์คือ Innuos กับ CH Precision แจ้งว่า ตอนนี้ ตัว NazareFLOW ที่มีเอ๊าต์พุต CH-Link กับ DAC ของ CH Precision ที่มีอินพุต CH-Link ได้เข้ามาประจำการอยู่ในห้องทดสอบเสียงที่อ๊อฟฟิศของ Deco2000 แล้ว ใครอยากจะรู้ว่า เสียงของการส่งผ่านสัญญาณด้วยอินเตอร์เฟซไฮเรซฯ CH-Link จะให้เสียงออกมาเลอเลิศแค่ไหน ก็สามารถติดต่อขอเข้าไปทดลองฟังเสียงกันได้เลย.. (โทร. 089-870-8987)
ก่อนจะลาจากโรงงาน Innuos คุณ Nuno ชวนเราเข้าไปในห้องทดสอบเสียงอีกครั้ง แล้วเขาก็แสดงให้พวกเราดูวิธีการตรวจเช็คความถูกต้องของการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ในตัวเครื่องของผลิตภัณฑ์ที่ประกอบเสร็จแล้ว ก่อนทำการบรรจุลงกล่อง ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอน QC ครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นการตรวจเช็คความถูกต้อง “ภายในตัวเครื่อง” ที่ปิดฝาเครื่องเรียบร้อย ด้วยวิธีที่ “ไม่ต้องขันน็อตเปิดฝาเครื่อง” ออกมาดู อ๊ะ.. ทำได้ไง.??


^ สรุปคือคุณ Nuno แกใช้แว่น VR ที่รันโปรแกรมพิเศษ เข้าไปตรวจเช็คการเชื่อมต่อภายในตัวเครื่องผ่านจอวีอาร์นั่นเอง.! เห็นแล้วว้าวว.. เลย ไม่เสียแรงที่เก่งซอฟท์แวร์ เห็นเจ้าของแบรนด์เก่งแบบนี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจกับสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตรุ่น STREAM1 ของ Innuos ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ในซิสเต็มทดสอบของผมมากขึ้นไปอีกหลายเท่า..!!!
Part:2 – โรงงาน Nagra ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
———-
จบจากเยี่ยมโรงงาน Innuos คณะของเราต้องบินต่อจากสนามบินฟาโร แอร์พอร์ตไปยังสนามบินนานาชาติเจนีวา เพื่อเข้าเยี่ยมโรงงานผลิตของแบรนด์ Nagra ซึ่งอยู่ในเมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

สถานที่ตั้งของโรงงาน Nagra อย่างเป็นทางการเรียกว่า Romanel-sur-Lausanne ซึ่งเป็นเขตชานเมืองของโลซาน อยู่ในรัฐ Vaud ห่างจากตัวเมืองโลซานออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณห้ากิโลนิดๆ ไม่ไกลจากทะเลสาบเจนีวา ซึ่งจากตัวเมืองโลซานเราใช้วิธีเดินทางโดยนั่งรถไฟไปเพลินๆ ไม่กี่นาทีก็ถึง..
Nagra ชื่อนี้, คือ “ตำนาน.!!!”
คุณ Matthieu Latour ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและตัวแทนองค์กรของแบรนด์ Nagra รับหน้าที่พาคณะของเราทัวร์ไปในโรงงานวันนั้น เขาเริ่มด้วยการพรีเซ้นต์ข้อมูลให้พวกเราทราบว่าแบรนด์เครื่องเสียง Nagra ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารโดยบริษัท Audio Technology Switzerland SA ซึ่งแยกตัวออกมาจาก Kudelski Group เมื่อ ปี 2012 เพื่อดูแลการออกแบบและผลิตสินค้าสำหรับกลุ่มเครื่องเสียงระดับอัลตร้าไฮเอ็นด์ฯ โดยเฉพาะ
หมุดหมายแรกที่คุณแมทธิวนำพาพวกเราเข้าไปในห้องๆ หนึ่งที่อยู่บนชั้นสองของโรงงานซึ่งถูกจัดไว้ให้เป็นห้องรับแขก ซึ่งที่นี่ ถ้าคุณไม่เคยรู้จักชื่อ Nagra มาก่อน คุณจะถูกดึงดูดให้เกิดความซาบซึ้งไปกับประวัติที่น่าทึ่งของแบรนด์ Nagra เพราะในห้องนี้มีตู้กระจกขนาดใหญ่ที่จัดโชว์ผลิตภัณฑ์ของ Nagra ตั้งแต่ยุคแรกมาจนถึงยุคปัจจุบันเอาไว้ให้คุณเชยชม..

^ คุณ Matthieu Latour รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทัวร์พากลุ่มของเราเข้าชมโรงงาน Nagra ครั้งนี้

^ Stefan Kudelski คือผู้ให้กำเนิดผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อแบรนด์ Nagra ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกที่เขาสร้างสรรมันขึ้นมาก็คือ Nagra I เป็นเครื่องบันทึกเสียงระบบโมโนแบบพกพาเครื่องแรกของโลก ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ น้ำหนักเบา หลังจาก Nagra I ตัวนี้ปรากฏตัวออกมา มันได้สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นกับวงการภาพและเสียงในยุคนั้นเป็นอย่างมาก เพราะเจ้า Nagra I ตัวนี้มันทำให้การบันทึกเสียงนอกสตูดิโอสามารถเกิดขึ้นได้จริงเป็นครั้งแรก แม้ในพื้นที่จำกัด และห่างไกล ซึ่งถือว่าเป็น “ความมหัศจรรย์” ที่เกิดขึ้นบนโลกในเวลานั้น และความมหัศจรรย์ยิ่งทวีคูณหนักเข้าไปอีก เมื่อคนที่คิดประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมา ในขณะนั้น เขาเป็นเพียงนักศึกษาที่มีอายุแค่ 22 ปี เท่านั้น (Stefan Kudelski มีเชื้อสายโปแลนด์)
เครื่องบันทึก Nagra I ที่เห็นอยู่ในรูปข้างบนนั้น เป็นหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของวงการภาพและเสียงของโลก ถือเป็นบุญตาของผมอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้พบเห็น “ตัวเป็นๆ” ของ Nagra I ตัวนี้.!!!

^ นอกจาก Nagra I แล้ว ในตู้กระจกนั้นยังมี “สิ่งประดิษฐ์” ที่เกิดจากมันสมองของ Stefan Kudelski ตั้งโชว์อยู่อีกหลายสิบชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นมีสตอรี่ที่ไล่เรียงไปตามช่วงเวลาชีวิตของเขา พิจารณาจากผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นมาในวาระต่างๆ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะในแง่ของนักประดิษฐ์ที่น่าทึ่งมาก แต่ละชิ้นที่เขาคิดสร้างขึ้นมามันเกิดจากความคิดสร้างสรรที่มองเห็นอนาคต สามารถจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และนำเอาจินตนาการนั้นมาบวกกับความสามารถเชิงวิศวกรรมของเขา สร้างให้สิ่งที่อยู่ในจินตนาการกลายร่างออกมาเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ และสามารถใช้งานได้จริง
> หลังจากเพลิดเพลินอยู่กับความสามารถอันน่าทึ่งของผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Nagra ไปแล้ว (* Nagra เป็นภาษาโปแลนด์ แปลว่า “จะบันทึก” หรือ will records) คุณแมทธิวก็พาพวกเราลงมาที่ชั้นล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของฝ่ายผลิตและออกแบบ ซึ่งลักษณะโรงงานผลิตของ Nagra ก็ดูไม่เคร่งครัดเหมือน “โรงงาน” ผลิตเครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์ทั่วไป แต่ละแผนกจะถูกแบ่งพื้นที่กันแบบหลวมๆ อยู่ไม่ห่างกันมาก..


^ ลักษณะของพนักงานและสถานที่จะดูเซอร์ๆ หน่อย ไม่ได้เน้นเป็นระเบียบเรียบร้อยมากเหมือนโรงงานของ Innuos ในภาพข้างบนเจ้าหน้าที่กำลังทำงานออกแบบเลย์เอ๊าต์วงจรบนคอมพิวเตอร์ เทียบกับตัวงานจริงให้เราดู

^ อาจจะเป็นเพราะผลิตภัณฑ์ของ Nagra มีความเกี่ยวข้องอยู่กับสัญญาณที่มีความแรงต่ำๆ ระดับ low level signal ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะต้องมีความแม่นยำสูง ความเพี้ยนต้องต่ำ ความผิดพลาดต้องไม่มี ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่พบเห็นจนชินตาไปทั่วทั้งโรงงานของ Nagra จึงเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการ “ตรวจวัด” ด้วยเครื่องมือหลากหลายชนิด กว่าจะผ่านออกมาเป็นเครื่องเสียงสักชิ้น มี QC ยาวเป็นหางว่าว.!!



^ มาถึงขั้นตอนสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของ Nagra นั่นคือ “หม้อแปลง” หรือ transformer ที่ใช้ในแต่ละจุดของตัวเครื่องเสียง Nagra ทุกตัว จะถูกออกแบบและพันด้วยมือขึ้นมาในโรงงานแห่งนี้ทั้งหมด ซึ่งพนักงานที่ดูแลรับผิดชอบในส่วนนี้ก็เป็นคนที่ผ่านการฝึกปรือมาอย่างดี มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และที่สำคัญคือเป็นคนที่มีความอดทนสูง เพราะงานพันหม้อแปลงที่ต้องคอยนับรอบของเส้นทองแดง และคอยจัดระยะห่างของแต่ละเส้นให้อยู่ในพิกัดที่ถูกกำหนดออกแบบไว้เป๊ะๆ เป็นงานที่ไม่ใช่ใครก็ทำได้ และลองดูภาพของหม้อแปลงขนาดเล็กจิ๋วที่อยู่ในมือของคุณแม็ทธิว ที่มีเส้นทองแดงขนาดเล็กพันทบกันเป็นสิบๆ ชั้นดูซิ.. แค่นึกก็สยองแล้ว.!!!

^ คุณแม็ทธิว พาพวกเราเดินซอกแซกไปชมทั่วทั้งโรงงาน ครบทุกแผนก ในภาพข้างบนกำลังเข้าเยี่ยมชมแผนกที่กำลังประกอบชิ้นส่วนให้กับปรีแอมป์ของ Nagra
ห้องฟังที่เป็นเหมือนแล็ป..!!!

^ สิ่งที่น่าประทับใจมากสำหรับการเยี่ยมชมโรงงานของ Nagra ครั้งนี้ นอกจากประวัติศาสตร์ระดับตำนานแล้ว ยังมี “ห้องฟัง” อีกอย่างที่น่าประทับใจ คือพวกเขาทำห้องฟังเอาไว้ทดสอบเสียงถึง 2 ห้อง ห้องแรกที่เขาพาเราเข้าไปชมออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเหมือนแล็ปที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์บันทึกเสียงที่พวกเขาออกแบบและผลิตขึ้นมา ซึ่งภายในห้องฟังนี้จะมีกลอง, กีต้าร์ และขาไมโครโฟนสำหรับเสียงร้องวางอยู่ การใช้งานคือพวกเขาจะใช้ไมโครโฟนบันทึกเสียงเครื่องดนตรีจริงๆ แล้วเอาเสียงที่บันทึกได้นั้นมาเล่นกลับ (playback) ด้วยเครื่องเล่นและแอมป์ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาเพื่อดูว่ามันสามารถ “คืน” เสียงที่บันทึกไว้ออกมาได้เหมือนต้นฉบับหรือไม่.. ว้าวว.! เป็นวิธีการทดสอบที่เมคเซ้นต์มาก..!!! (*ห้องแรกนี้มอนิเตอร์ด้วยลำโพง Wilson Audio)


^ ส่วนอีกห้องเป็นห้องฟังที่ออกแบบไว้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่พวกเขาผลิตออกมาจำหน่าย ซึ่งเป็นการทดสอบด้วยการฟังเพลงจากแหล่งต้นทางทั่วๆ ไป อาทิเช่น สตรีมมิ่ง, แผ่นเสียง และซีดี ซึ่งห้องนี้ก็ใช้ลำโพง Wilson Audio เป็นลำโพงอ้างอิงเหมือนกัน
แต่ห้องนี้มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือหน้าห้องเขาจะมีภาพเขียนลายเส้นของผู้ชายคนหนึ่งพิมพ์อยู่ เขาคนนี้มีชื่อว่า Claude Nobs ซึ่งความสำคัญของเขาก็คือเป็นผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรีแจ๊สที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกขึ้นมาเมื่อ ปี 1967 ชื่อว่าเทศกาล Montreux Jazz Festival ซึ่งจัดให้มีการแสดงดนตรีขึ้นที่ริมทะเลสาบเจนีวา ทุกๆ ต้นเดือนกรกฎาคม ของทุกปี เนื่องจากคุณ Claude Nobs แกมีสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์ Nagra มานาน หลังจากแบรนด์ Nagra แยกตัวจาก Kudelski Group ออกมาอยู่ใต้การดูแลของ Audio Technology Switzerland SA เมื่อ ปี 2012 ทางบริษัท Audio Technology Switzerland SA ได้เลือก Claude Nobs ให้เข้ามาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการของบริษัทด้วย ห้องฟังห้องนี้สร้างขึ้นอุทิศให้กับ Claude Nobs นี่เอง..

^ คณะของเราต้องขอขอบคุณ คุณ Mattieu Latour กับเจ้าหน้าที่ของ Nagra ทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น..
Part:3 – โรงงาน CH Precision ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
———-

โรงงานที่สามที่คณะของเราเดินทางไปเยี่ยมในทริปนี้คือโรงงานของแบรนด์ CH Precision ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาล Preverenges ของเมืองโลซาน ห่างจากที่ตั้งของโรงงาน Nagra ออกไปประมาณ 18 กิโลเมตร ขับรถแค่ ไม่เกิน 20 นาที ก็ถึง..

แบรนด์ CH Precision ก่อตั้งเมื่อ ปี 2009 โดยผู้ก่อตั้ง 2 คน คือ Florian Cossy (คนในรูปข้างบนนี้) กับ Thierry Heeb ซึ่งตัวต้นของชื่อแบรนด์ CH ก็มาจากตัวย่อของนามสกุลของทั้งสองผู้ก่อตั้งนี่เอง ลองเช็คประวัติการทำงานของทั้งสองคนนี้ดูแล้ว นับว่าไม่เบาเลยทีเดียว คือช่วง ทศวรรต 1990 พวกเขาทั้งสองเริ่มต้นทำงานอยู่กับแบรนด์ Goldmund ดูแลการออกแบบวงจรที่ทำงานด้วยแบนด์วิธสูงๆ จากนั้นพอถึงช่วง ทศวรรต 2000 พวกเขาสองคนก็ลาออกมาจาก Goldmund มาเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเอง ชื่อว่า Anagram Technologies ซึ่งใครที่ใช้ภาค DAC ของแบรนด์ Cambridge Audio ของอังกฤษอยู่น่าจะคุ้นๆ ตากับชื่อของ Anagram Technologies มาบ้าง เพราะบริษัทนี้ร่วมพัฒนา DSP ที่ใช้ในการทำอัพแซมปลิ้ง และเทคโนโลยี Adaptive Time Filtering (ATF) ที่ใช้อยู่ในภาค DAC ของ Cambridge Audio รุ่น DACMagic และใช้ในภาค DAC ของตัวสตรีมเมอร์รุ่น CXN นั่นเอง แต่หลังจากร่วมมือกับ Cambridge Audio ได้ไม่นาน ทาง Cambridge Audio ก็เข้าซื้อกิจการของ Anagram Technologies เข้ามาเป็นของตัวเอง ทำให้ทั้ง Florian Cossy และ Thierry Heeb ต้องสละเรือ กอดคอกันออกมาตั้งแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า CH Precision ใน ปี 2009
ไฮเทคโนโลยี.. ไฮพรีซิชั่น.!!!
จะว่าไปแล้ว.. ในจำนวนโรงงานของทั้ง 3 แบรนด์ ที่พวกเราเข้าไปเยี่ยมเยียนมาครั้งนี้ มีโรงงานของ CH Precision นี่แหละที่ดูแล้ว “ไม่เหมือนโรงงานผลิต” มากที่สุด.! เหตุผลก็เพราะว่าผมไม่เห็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ อย่างเครื่อง CNC อยู่ในโรงงานของ CH Precision สักเครื่องเดียว ทั้งๆ ที่ดูก็รู้ว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นของแบรนด์นี้ใช้ชิ้นส่วนโลหะที่ผลิตด้วยเครื่อง CNC เยอะมาก รวมถึงไม่เห็นส่วนของโรงงานที่ทำการพันหม้อแปลงด้วย ทั้งๆ ที่เป็นชิ้นส่วนที่ใช้จำนวนเยอะมากเช่นกัน หลังจากเดินสำรวจกันจนทั่วแล้ว ผมว่าโรงงานของ CH Precision น่าจะมีเฉพาะส่วนของการประกอบ, และทดสอบซะมากกว่า ส่วนงานผลิตหนักๆ อย่างพวก CNC ชิ้นส่วนประกอบของตัวเครื่อง และทำหม้อแปลง พวกเขาใช้บริการของโรงงานจากภายนอกที่เป็นพันธมิตรกัน


^ พื้นที่ส่วนใหญ่ในโรงงานถูกใช้เป็นที่จัดวางโต๊ะขนาดใหญ่เรียงกันหลายตัว ใช้สำหรับวางอุปกรณ์เครื่องเสียงที่จะทำการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ลงไป


^ ใครเคยใช้เครื่องเสียงของแบรนด์ CH Precision คงรู้ว่าเครื่องเสียงของแบรนด์นี้มีน้ำหนักเยอะมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทรานฟอร์เมอร์ที่พวกเขาใช้มัน “โอเว่อร์ไซร้” มาก ในภาพข้างบนนั้น คุณ Florian Cossy แกโชว์ให้ดูหม้อแปลงที่จะใช้ประกอบในเครื่องเล่น CD/SACD Player / Transport รุ่น D1.5 กับรุ่น D10 ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ลองนึกภาพดูซิว่า ถ้าเป็นหม้อแปลงที่ใช้ในเพาเวอร์แอมป์มันจะใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน.??


^ เมื่อนึกถึงผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงของแบรนด์ CH Precision จะมีคำจำกัดความโผล่ขึ้นมาในหัว 2 คำ คือ “แม่นยำ” กับ “แข็งแรง” เพราะออกแบบในสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความแม่นยำของระบบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของแมคคานิกหรือซอฟท์แวร์ ส่วนความแข็งแรงนั้นก็มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากระบบขับเคลื่อนหัวอ่านสัญญาณจากแผ่นซีดี/เอสเอซีดี ซึ่งพวกเขาเลือกใช้หัวอ่านของแบรนด์ Denon แต่เอามาแกะโครงนอกออกหมด แล้วออกแบบขึ้นมาใหม่ด้วยชิ้นส่วนที่ทำด้วยอะลูมิเนียมที่ตัดด้วย CNC จึงมีความแข็งแรงมากกว่าโครงเดิมของ Denon มหาศาล.. ซึ่งนอกจากจะทำให้ชุดหัวอ่านเคลื่อนที่เพื่อแทรคกิ้งสัญญาณบนแผ่นได้อย่างแม่นยำมากขึ้นแล้ว โครงสร้างรอบๆ ชุดหัวอ่านที่มีความแข็งแรงแน่นหนายังช่วยลดเรโซแนนซ์ที่จะแทรกเข้าไปรบกวนการแทรคกิ้งข้อมูลของหัวเลเซอร์ที่ใช้อ่านสัญญาณบนแผ่นอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สัญญาณดิจิตัล ออดิโอที่อ่านออกมาจากแผ่นก็จะมี “คุณภาพ” ที่สูงขึ้นด้วย




^ ความน่าประทับใจอีกอย่างที่พบเห็นในโรงงานของ CH Precision ก็คือ วัตถุดิบที่พวกเขาเก็บสต็อกไว้ แต่ละอย่างรวมๆ กันเยอะมาก ซึ่งคุณฟลอเรน บอกกับเราว่า อะไหล่ที่พวกเขาเก็บสต็อกไว้นี้สามารถนำมาใช้ประกอบเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงเพื่อส่งมอบตามออเดอร์ได้นานนับปีทีเดียว.! เรื่องความทึ่งต่อจำนวนที่เห็นนั่นเรื่องหนึ่ง แต่ความทึ่งอีกอย่างก็คือ “มูลค่า” จำนวนเงินที่ลงทุนไปกับสต็อกน่าจะมหาศาลมาก.
ห้องฟังใหญ่มาก..!!!
พวกเขาใช้ลำโพงตั้งพื้นของ Wilson Audio รุ่น XVX เป็นลำโพงเรฟเฟอเร้นจ์ในการฟังเพื่อตรวจสอบสมรรถนะของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่พวกเขาทำขึ้นมา และยังมีซับวูฟเฟอร์ทำงานร่วมกันอยู่อีกหนึ่งคู่ ห้องฟังจึงต้องมีขนาดใหญ่มากเพื่อให้ลำโพงหายใจได้เต็มที่



^ ลำโพงวางห่างมาก.. แล้วเอียงหน้าลำโพงยิงเข้าหาตำแหน่งนั่งฟัง เพาเวอร์แอมป์วางอยู่บนพื้นห้องระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง ในขณะที่เครื่องเสียงส่วนที่เป็นแหล่งต้นทางกับปรีแอมป์ทั้งหมดวางอยู่บนชั้นวางที่อยู่ด้านข้างซ้ายมือ


^ พูดถึงการเซ็ตอัพในห้องนี้ ดูก็รู้ว่าพวกเขาต้องสู้กับปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากเสียงทุ้ม เนื่องจากสัดส่วนของห้องใกล้เคียงจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส คุณฟลอเรนเดินไปเปิดผ้าม่านบางสีขาวที่ปิดคลุมพื้นที่บางส่วนของห้องให้พวกเราดูว่า ที่มุมห้องซ้าย–ขวาฝั่งที่อยู่ด้านหลังลำโพงมี bass trap ขนาดใหญ่วางซุกอยู่ข้างละสองก้อน ซ้อนกันสูงเกือบเท่าความสูงของลำโพง แต่จากเสียงที่ได้ยิน เข้าใจว่าพวกเขาคงยังต้องมีการปรับจูนกันอีกเยอะ..
ทริปเยี่ยมชมโรงงานเครื่องเสียงทั้ง 3 โรงงาน ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกครั้งในชีวิตการเล่นเครื่องเสียงของผม มีอะไรหลายๆ อย่างที่ช่วยเสริมให้มีความเข้าใจในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ได้ไปเห็นกระบวนการเบื้องหลังการออกแบบและผลิตแล้ว ทำให้รู้สึกว่า เครื่องเสียงเหล่านั้นมันมีคุณค่าเพิ่มขึ้น เกิดความภูมิใจมากขึ้นที่ได้เป็นเจ้าของ.. ต้องขอบคุณทีมงานของบริษัท Deco2000 รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกท่านจากทั้ง 3 โรงงาน ที่ให้การต้อนรับขับสู้อย่างดี..
ถ้าคุณสนใจผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Innuos, Nagra หรือ CH Precision รุ่นไหน สามารถสอบถามได้ที่ บริษัท Deco2000 (เบอรโทรฯ 089-870-8987) ซึ่งเป็นผู้นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้โดยตรง..



