รีวิว Pulito รุ่น ΣOne ตัวกรองไฟ

เคยมี FC ถามผมตรงๆ ว่า เวลารีวิวเครื่องเสียงที่คนไทยทำ มีเอาใจช่วยกันเองรึเปล่า.? ถ้าตอบว่า “ไม่” ก็คงจะมีบางคนประนามว่าไม่รักชาติ ถ้าตอบว่า “มี” ก็จะถูกมองว่าไม่ซื่อตรงกับการทำรีวิว ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมมีเอาใจช่วยผู้ผลิตเครื่องเสียงที่เป็นคนไทยเสมอ อยากให้ทำเครื่องเสียงออกมามีคุณภาพในระดับที่สามารถสู้ชาติไหนๆ เขาได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลด “มาตรฐาน” ในการทดสอบให้กับเครื่องเสียงของไทย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียงผลิตในประเทศหรือมาจากต่างประเทศ ผมจะใช้ “ความเข้มข้น” ในการทดสอบเท่าเทียมกัน เพราะผมมองว่า ถ้าของที่ทำออกมาไม่ดีจริง ซูเอี๋ยกันไปก็ไม่รอด คุณภาพของสิ่งที่ทำออกมามันจะฟ้องตัวมันเองเวลาที่มีนักเล่นฯ ซื้อไปใช้

ยกตัวอย่าง “ตัวกรองไฟ” แบรนด์ Pulito ซึ่งเจ้าของแบรนด์เป็นคนไทย ชื่อ คุณปัญญา ธัญจิตปิยานนท์ เป็นเจ้าของ บริษัท แสงทองวิทยุ (2494) หรือ บริษัท ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส จำกัด (Saengthong Transformers) ในปัจจุบัน บริษัทนี้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำหม้อแปลงมานาน 60 กว่าปี และเมื่อเจ้าของบริษัทฯ ในปัจจุบันคือคุณปัญญาหันมาออกแบบและผลิต “ตัวกรองไฟ” ที่เจาะจงให้ใช้กับวงการเครื่องเสียงและโฮมเธียเตอร์ออกมาจำหน่าย แล้วส่งตัวอย่างมาให้ผมทดสอบ ซึ่งเวอร์ชั่นแรกที่คุณปัญญาทำออกมา ผมลองฟังแล้วก็ส่งคืนกลับไปและไม่ได้ทำรีวิวให้ พร้อมทั้งฟีคแบ็คให้คุณปัญญาทราบว่าเนื่องจากเสียงมันยังมีบางประเด็นที่ขัดกับความเป็นดนตรี คุณปัญญานำกลับไปพัฒนาเพิ่มเติมอยู่นาน จนมาถึงเวอร์ชั่นปัจจุบัน เสียงของตัวกรองไฟ Pulito ก็ถูกปรับจูนมาจนอยู่ในแนวทางที่ดี คือมีความเป็นดนตรีมากพอที่จะทำให้ผู้ใช้ได้รับความเพลิดเพลินจากเพลงที่พวกเขาชอบ ผมจึงเริ่มทำรีวิวออกไป รุ่นแรกก็คือ µ0.6hr ลงโพสต์ไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2024 (REVIEW) รุ่นถัดมาก็คือ β 0.3 & TYTAN (REVIEW)

มีความเชี่ยวชาญสูง แต่ทำไมถึงทำสินค้าออกมาแล้วเสียงยังไม่ดี.?

เนื่องจากเนื้อแท้ของ “เพลง” ก็คือ “ศิลปะ” ส่วนอุปกรณ์เครื่องเสียงที่นำมาใช้เล่นเพลงจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่เป็น “ศาสตร์” ในการออกแบบและผลิต ซึ่งไม่สามารถสรุปง่ายๆ ได้ว่า ผู้ผลิตที่มีความรู้ในแง่ศาสตร์ทางด้านอิเล็กทรอนิคส์ระดับสูงจะสามารถออกแบบและผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ให้ “คุณภาพเสียง” ที่สามารถถ่ายทอด “ศิลปะ” ของเพลงออกมาได้โดยอัตโนมัติ เพราะการที่อุปกรณ์เครื่องเสียงจะสามารถถ่ายทอดความเป็น “ศิลปะ” ออกมากับเสียงเพลงได้ จำเป็นต้องมีอีกขั้นตอนเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือการ “ปรับจูน” อุปกรณ์เครื่องเสียงที่สร้างขึ้นด้วยศาสตร์เหล่านั้น ให้มันมีชีวิต จนสามารถถ่ายทอดส่วนที่เป็น “ศิลปะ” ของเพลงออกมาพร้อมกับ “เสียง” ที่อุปกรณ์เหล่านั้นได้

ซึ่งคนที่มีพื้นฐานทางด้านหม้อแปลงอย่างคุณปัญญา และเป็นคนเล่นเครื่องเสียงด้วย ครบทั้งสองด้านอยู่ในตัว ทำให้การปรับจูนตัวกรองไฟให้ได้เสียงที่ดีจึงไม่ยาก ง่ายกว่าคนทั่วไปที่ไม่มีทั้งความรู้ความเข้าใจทั้งสองด้านนั้น..!

ตัวกรองไฟ Pulito รุ่น Σone

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างตัวกรองไฟที่คุณปัญญาทำออกมารุ่นก่อนๆ กับรุ่นใหม่ Σone ตัวนี้ก็คือรูปร่างหน้าตาของรุ่นใหม่ Σone นี้ออกมาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมที่มีความสูงกับความกว้างใกล้เคียงกัน และติดตั้งเต้ารับไว้ด้านบนให้เสียบสายไฟในแนวดิ่ง ไม่ได้ทำตัวถังออกมาเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆ ที่ติดตั้งเต้ารับไว้ด้านข้างให้เสียบสายไฟในแนวระนาบขนานไปกับพื้นเหมือนรุ่นเก่าอย่าง µ0.6hr ซึ่งแบบเก่านั้นสะดวกสำหรับคนที่ต้องการวางตัวกรองไฟไว้ในชั้นวางเครื่องเสียงเหมือนอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นอื่นๆ ในขณะที่การติดตั้งเต้ารับให้เสียบสายไฟทางด้านบนนั้นเหมาะกับการวางไว้นอกชั้นวาง ซึ่งจะเสียบสายไฟได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะสายไฟของใครที่ใช้หัวปลั๊กใหญ่ๆ เพราะใช้น้ำหนักกดลงไปตรงๆ และหัวปลั๊กจะติดแน่นอยู่กับเต้ารับได้ดีกว่า ไม่เคลื่อนหลุดง่าย (* ซึ่งจริงๆ แล้ว เต้ารับของตัวกรองไฟที่คุณปัญญาทำมาแต่ละรุ่นจะแน่นมาก.!)

ถ้ามองจากด้านข้าง จะเห็นว่ารูปทรงของตัวกรองไฟ Σone ตัวนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู คือความกว้างของพื้นที่หน้าตัดด้านบนที่ติดตั้งเต้ารับอยู่ที่ 14.8 x 43.3 ตารางเซนติเมตร ในขณะฝั่งตรงข้ามคือส่วนที่เป็นฐานติดกับพื้นจะมีพื้นที่หน้าตัดกว้างกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ 20.3 x 43.3 ตารางเซนติเมตร ซึ่งส่วนฐานที่แผ่กว้างกว่าด้านบนนี้ บวกกับน้ำหนักของตัวเครื่องที่หนักเอาเรื่อง ช่วยทำให้ตัวเครื่องวางอยู่บนพื้นได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าสายไฟของคุณจะมีความแข็งขืนมากแค่ไหน และต่อให้เสียบใช้งานพร้อมกันทั้ง 12 ช่อง ก็ไม่ต้องกลัวว่าเจ้า Σone จะล้มเอียง (* ยิ่งเสียบใช้งานพร้อมกันทุกช่อง จะยิ่งช่วยจัดสมดุลให้กับเจ้า Σone ซะด้วยซ้ำไป)

กรองได้ทั้งแหล่งต้นทาง และแอมป์.!

Σone ติดตั้งเต้ารับแบบ duplex receipt (สองช่องเสียบในเซ็ตเดียวกัน) มาให้ทั้งหมด 6 เซ็ต รวม 12 ช่องเสียบ ตัวเต้ารับเป็นแบบ IEC 3 ขา แยกบวก–ลบ และกราวนด์ มาตรฐานอเมริกัน ตัวบอดี้สีดำ คุณภาพดี ให้การยึดหัวปลั๊กที่แน่นหนามากเป็นพิเศษ

เต้ารับทั้ง 12 ช่อง นั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ช่องเสียบ ทุกช่องเสียบผ่านกระแสได้สูงสุด 20A เมื่อมองจากมุมที่เรียงไปตามตัวหนังสือของชื่อรุ่น ช่องเสียบ 2 กลุ่ม (8 ช่องเสียบ) ที่อยู่ทางซ้ายมือจะมีตัวอักษรคำว่า BAC+HR กำกับไว้ด้านล่าง ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีในการกรอง noise ที่ใช้ในสองกลุ่มนี้ ส่วนด้านบนมีเขียนกำกับไว้ว่า 200VA ซึ่งก็คือขีดความสามารถของช่องเสียบแต่ละกลุ่ม ในการยอมให้กระแสไหลผ่านได้เต็มที่ ส่วนกลุ่มที่สามที่อยู่ทางขวามือสุด จะมีตัวหนังสือกำกับไว้ต่างออกไปจากสองกลุ่มแรก ด้านบนมีคำว่า HI-CURRENT ตัวหนังสือสีแดงกำกับอยู่ ซึ่งระบุว่าสี่ช่องเสียบนี้สามารถจ่ายกระแสได้สูงเพราะต่อตรง ส่วนด้านล่างมีคำว่า NiQR ตัวหนังสือสีแดงกำกับอยู่ บอกให้รู้ว่าข้างในมีโมดูลพิเศษที่ชื่อว่า NiQR ติดตั้งอยู่ ซึ่งคุณปัญญาบอกว่าโมดูล NiQR นี้จะช่วยทำให้เสียงของแอมป์ที่เชื่อมต่อที่สี่ช่องนี้มีลักษณะที่ไม่อั้น และปราศจาก noise รบกวน

พื้นฐานของเทคโนโลยีที่คุณปัญญานำมาใช้ในการออกแบบเพื่อขจัด noise ออกไปจากระบบไฟเอซีก็คือเทคนิคที่เรียกว่า (super) isolated transformer โดยเอาทรานฟอร์เมอร์ หรือหม้อแปลงไฟ AC-to-AC ที่มีอัตราขยายเท่ากับ 1:1 ไปขวางทางเดินของไฟเอซี ซึ่งที่ผ่านมาคุณปัญญาใช้หม้อแปลงเทอรอยด์ (Toroidal) ที่มีลักษณะเป็นวงแหวนเหมือนโดนัทมาโดยตลอด เพราะมันให้ noise ต่ำกว่าหม้อแปลงแกน EI แต่ในรุ่น Σone ตัวใหม่นี้ คุณปัญญาเปลี่ยนมาใช้หม้อแปลงแบบ Cut Core หรือ C-Core เป็นครั้งแรก ซึ่งหม้อแปลงชนิดนี้จะมีข้อดีกว่าหม้อแปลงแบบแกน E-I อยู่ 2 ข้อ อย่างแรกคือ “ให้ประสิทธิภาพสูง” คือมีความสูญเสียในแกนเหล็กต่ำกว่าหม้อแปลงแบบแกน E-I มาก อย่างที่สองคือ “เสียงรบกวนต่ำ” โครงสร้างของตัวหม้อแปลง C-Core ช่วยลดการสั่นของแกนเหล็กขณะทำงานลงไปได้มาก ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากเมื่อนำมาใช้ทำอุปกรณ์เครื่องเสียง เพราะเมื่อหม้อแปลงสั่นน้อยลงก็จะทีผลให้ noise ต่ำลง ช่วยทำให้แบ็คกราวนด์ของเสียงสงัดมากขึ้น ได้ยินรายละเอียดของเสียงชัดขึ้น..

นอกจากนั้น ในตัว Σone ยังมีวงจร HR (Harmonic Resonance) กับโมดูล DC Block ช่วยกรอง noise อยู่ด้วย ส่วนเต้ารับสายไฟเอซีเข้าเครื่องเป็นแบบ 20A เพื่อไม่ให้เกิดการอั้นกระแสตรงต้นทาง ผู้ใช้สามารถอัพเกรดคุณภาพของสายไฟเอซีได้

ทดลองใช้งาน
กับผลลัพธ์ทาง “คุณภาพเสียง” และ “ลักษณะเสียง” ที่ได้

คุณปัญญา ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเอาชนะ “อาการอั้น” ของเสียงที่เกิดจากการเอาเพาเวอร์แอมป์ไปเสียบผ่านตัวกรองไฟ ซึ่งแม้ว่าตัวเลข “อัตราบริโภคไฟ” หรือค่า power consumption ของเพาเวอร์แอมป์บางตัวที่นำไปเสียบผ่านตัวกรองไฟจะ “น้อยกว่า” ความสามารถในการปล่อยผ่านกระแสไฟของตัวกรองไฟก็ตาม แต่พอเปิดเพลงฟังแล้วมักจะพบว่า เสียงที่ออกมามีอาการอั้น ตื้อ มาก–น้อย แตกต่างกันไป เมื่อเทียบกับเสียบสายไฟเอซีของเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นตรงออกมาจากเต้ารับบนผนังห้องกลับได้เสียงที่ปลดปล่อย มีอิสระมากกว่า ยิ่งเป็นเพาเวอร์แอมป์ตัวใหญ่ที่มีอัตราบริโภคไฟสูงๆ ยิ่งรู้สึกถึงอาการอั้นได้ชัดมากกว่าเพาเวอร์แอมป์ตัวเล็กๆ นั่นเป็นเหตุให้หลายๆ คนเลือกที่จะเสียบสายไฟของเพาเวอร์แอมป์ตรงไปที่เต้ารับบนผนังห้องมากกว่า แม้ว่าจะยอมรับว่า เสียบผ่านตัวกรองไฟได้เสียงที่สะอาดกว่าก็ตาม

มีผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมประเภทตัวกรองไฟหลายแบรนด์ที่สามารถเอาชนะปัญหา “เสียงอั้น” ตอนเสียบเพาเวอร์แอมป์ได้แล้ว แต่ทั้งหมดนั้นมีราคาสูงมาก ส่วนแบรนด์อื่นๆ ส่วนใหญ่ที่ทำสินค้าราคาไม่สูงมากก็จะหลบไปเน้นกรอง noise จากไฟเอซีมากกว่า

ทดลองใช้กับแหล่งต้นทาง + ปรีแอมป์

ซิสเต็มที่ผมเซ็ตอัพขึ้นมาเพื่อใช้ทดสอบ Σone ตัวนี้ประกอบอด้วย Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต โดยมี external DAC ของ Accuphase รุ่น DC-500 (REVIEW) ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอก ก่อนจัดส่งไปขยายโดยปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Onkyo ซีรี่ย์ ICON รุ่น P-80 + M-80 เพื่อขับลำโพง Magnepan รุ่น MG1.7i REVIEW()

แต่เนื่องจากผมแยกเพาเวอร์แอมป์ออกไปวางไว้บนชั้นวาง Solid Tech ‘Rack Of Silence’ (REVIEW) อยู่ระหว่างลำโพง ผมจึงแยกการทดสอบ Σone ออกเป็นสองครั้ง ครั้งแรกทดสอบเฉพาะส่วนของแหล่งต้นทางสัญญาณกับปรีแอมป์ ส่วนครั้งที่สอง ทดสอบเฉพาะใช้กับเพาเวอร์แอมป์อย่างเดียว

ช่องเสียบที่มีวงจรกรองไฟทั้ง 2 กลุ่ม ของ Σone ระบุความสามารถในการส่งผ่านกระแสไฟของแต่ละกลุ่มไว้เท่ากับ 200VA (volt-ampere) คำนวนเป็น Watt คร่าวๆ ได้เท่ากับ 200 x 0.8 (ค่า Power factor ของอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 0.6 – 0.8) = 160 Watt นั่นคือ คุณสามารถเสียบใช้งานอุปกรณ์ที่มีอัตราบริโภคไฟฟ้า “รวมๆ กัน” ไม่เกิน 160 วัตต์

จริงๆ แล้วความสามารถในการส่งผ่านกระแสไฟที่ระดับ 160 วัตต์ ถือว่าเยอะมาก เพราะอุปกรณ์เครื่องเสียงในส่วนของแหล่งต้นทางสัญญาณ หรือ source ต่างๆ จะบริโภคไฟต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น ตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของ Innuos รุ่น STREAM1 ที่ผมใช้อยู่บริโภคไฟอยู่แค่ ไม่เกิน 10 วัตต์ เท่านั้น ซึ่งตัวลิเนียร์ฯ LPS1 ที่ใช้จ่ายไฟให้กับ STREAM1 ต้องการกระแสไฟ AC ขาเข้า ไม่ต่ำกว่า 120 วัตต์ เพื่อนำมาสร้างเป็นกระแสไฟแบบลิเนียร์เพื่อป้อนให้กับ STREAM1 ขณะทำงานในอัตราระหว่าง 3 – 10 วัตต์ สรุปว่า อัตราบริโภคไฟของ STREAM1 + LPS1 จะขึ้นอยู่กับอัตราบริโภคไฟของตัว STREAM1 เป็นหลัก นั่นคือ ไม่เกิน 10 วัตต์ เท่านั้น ในขณะที่ปรีแอมป์ของ Onkyo รุ่น ICON P-80 ที่ผมนำมาทดลองใช้กับตัว Σone ร่วมกับ STREAM1 + LPS1 ก็มีอัตราบริโภคกระแสไฟแค่ 35 วัตต์ และตัวที่สามคือ external DAC ของ Accuphase รุ่น DC-500 ที่ผมนำมาทดลองเสียบใช้งานที่ตัว Σone ก็บริโภคกระแสไฟแค่ 22 วัตต์ เท่านั้น

รวมๆ อัตราบริโภคกระแสไฟของอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้ง 3 ชิ้น รวมกันจะได้เท่ากับ 10W (Innuos ‘STREAM1 + LPS1’) + 35W (Onkyo ‘P-80’) + 22W (Accuphase ‘DC-500’) = 67W เท่านั้น.!!

ระบบไฟในห้องฟังที่บ้านผม ดึงมาจากตู้เมนหนึ่งเส้น ผ่านเบรคเกอร์ 30A ลากสายไฟขนาด 4 sqm แยกสามเส้นลงมาที่ตู้ย่อยที่อยู่ภายในห้องฟัง จากนั้นก็แยกออกเป็น 3 สาย โดยที่แต่ละสายผ่านเบรคเกอร์ 20A สายแรก ถูกแยกออกไปเข้าที่ 2 เต้ารับ ซ้าย-ขวาที่ฝังอยู่บนผนังด้านหลังลำโพง (ดูภาพประกอบข้างบน) ส่วนสายที่สอง ถูกแยกออกไปเข้าที่ 2 เต้ารับ ที่ฝังอยู่บนผนังด้านข้างใกล้ๆ ตำแหน่งวางลำโพงซ้าย–ขวา สายที่สาม ต่อตรงเข้าไปที่เต้ารับชุดเดียวที่ฝังอยู่ในผนังด้านข้างขวาใกล้ๆ ตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งเป็นจุดที่ผมติดตั้งชั้นวางสำหรับอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งต้นทางกับปรีแอมป์ ทุกจุดที่แยกออกไปนั้นใช้สายไฟไทยยาซากิแกนเดี่ยว แยกสามเส้น ขนาด 4 sqm ทั้งหมด

เบื้องต้น ผมทดลองฟังเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้ง 3 ชิ้น (STREAM1+LPS1, DC-500 และ P-80) โดยเสียบผ่าน Σone เทียบกับเสียบผ่านปลั๊กรางที่ต่อขึ้นมาจากเต้ารับของ Panasonic (ศรชี้ รูปบน) ซึ่งไม่มีวงจรกรองใดๆ ผลที่ออกมาแค่ฟังเพลงเดียวก็ได้บทสรุปแบบฟันธงได้ทันทีว่า เสียบทั้งสามชิ้นผ่านตัว Σone ได้เสียงออกมา “ดีกว่า” เสียบผ่านปลั๊กราง Panasonic ที่ต่อขึ้นมาเองเยอะมาก.!!

ถึงจะไม่เคยใช้ตัวกรองไฟมาก่อน เชื่อว่าคุณก็คงรับรู้ถึงผลลัพธ์ของมันได้ไม่ยาก แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ฟังเปรียบเทียบอุปกรณ์ประเภทตัวกรองไฟมาก่อน คุณอาจจะนึกไม่ออกว่าเวลาที่ระบบไฟปราศจากขยะมลพิษ (noise) เข้ามารบกวน มันจะส่งผลอย่างไรกับเสียงของชุดเครื่องเสียงบ้าง บางคนอาจจะคิดว่าเสียงโดยรวมน่าจะนิ่มนวลกว่าตอนที่ไม่มีตัวกรองไฟ ซึ่งจริงๆ แล้ว คำว่า “นิ่มนวล” อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก เพราะหลังจากผมเสียบอุปกรณ์เครื่องเสียงผ่านตัวกรองไฟ Σone ตัวนี้แล้ว ผมพบว่ามันส่งผลลัพธ์กับเสียงอยู่ 2 อย่าง ที่รับรู้ได้ชัดเจน..

ผลลัพธ์อย่างแรกคือ รู้สึกได้เลยว่า “ขยะมลพิษ” หรือ noise ของซิสเต็มลดต่ำลง ทำให้เสียงเพลงหลุดพ้นจาก “ม่านหมอก” ที่ครอบคลุมเสียงเพลงเอาไว้ ทำให้เราได้ยินเสียงเพลงที่ลอยและใส เหมือนกับต้นฉบับที่อยู่ในไฟล์เพลงหรือแผ่นเพลงมากขึ้น รู้สึกว่าเสียงเพลงที่เราได้ยินมันมี “อิสระ” มากขึ้น และลอยอยู่ในผืนอากาศที่มี “ความใส” (transparency) รองรับอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าตัวเรากับนักดนตรีที่กำลังบรรเลงเพลงนั้นต่างก็ร่วมอยู่ใน “บรรยากาศ” เดียวกัน กับซิสเต็มที่ใช้ทดสอบนี้ เมื่อปราศจากขยะมลพิษ (noise) ที่มากับไฟเอซี มันทำให้ผมรับรู้ได้ถึง “พลังงาน” (energy) ที่เกิดจากการที่นักดนตรี “กระทำ” ลงไปบนเครื่องดนตรีของพวกเขาแผ่มาถึงตัวได้ชัด ซึ่งเป็นประสบการณ์เดียวกับตอนที่เคยฟังดนตรีสดๆ อยู่ต่อหน้าวงดนตรี จะมีพลังงานที่แผ่มาถึงตัว อย่างเช่น พลังงานที่มือกลองออกแรงตีลงไปบนกลอง, พลังงานที่เกิดจากแรงสั่นของสายเปียโนที่โดนฆ้อนเคาะอย่างแรงตอนที่มือเปียโนใช้แรงกระแทกปลายนิ้วลงไปบนคีย์, พลังงานที่เกิดจากแรงสั่นของสายเบสไปกำธรกับปล่องบอดี้ของตัวเบสตอนที่มือเบสออกแรงกระตุกดึงสายเบส, เสียง pop เบาๆ จากลมปากของนักร้องไปกระแทกกับไมโครโฟนตอนที่นักร้องปล่อยเสียงออกมาจากท้องอย่างแรง ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีม่านหมอกที่เกิดจาก noise ของกระแสไฟเข้ามาขวางกั้นระหว่างเสียงเพลงจากลำโพงกับตัวเรา เมื่อไม่มี noise ที่มากับกระแสไฟผ่านเข้าไปรบกวนการทำงานวงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่อยู่ในตัวเครื่องเสียงทั้งส่วนที่เป็นแหล่งต้นทางและแอมป์ มันทำให้เรา “รับรู้” และ “รู้สึก” ถึงการมีตัวตนของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นรวมถึงเสียงร้องของนักร้องแต่ละคนที่เหมือนมีคนจริงๆ กำลังบรรเลงและกำลังร้อง ซึ่งก่อนที่จะเสียบสายไฟเอซีของอุปกรณ์เครื่องเสียงในซิสเต็มผ่านตัวกรองไฟ Σone ตัวนี้ ผมแค่ “ได้ยิน” เสียงดนตรีกับเสียงร้องที่ลอยอยู่ไกลๆ ทำให้การรับรู้ถึง “ตัวตน” ของเสียงเหล่านั้นเกิดขึ้นแค่ลางๆ เท่านั้น ความเข้มข้นของมวลเสียงน้อยมาก ครั้นพอจะเร่งวอลลุ่มขึ้นมาเพื่อหวังจะให้ได้เนื้อเสียงที่เข้มข้นมากขึ้น มันก็พาเอาเสียงที่อื้ออึงน่ารำคาญเพราะมี noise เกาะอยู่ออกมาด้วย แต่พอเสียบสายไฟเอซีของแหล่งต้นทางกับปรีแอมป์ผ่านตัว Σone ทั้งหมด ผมก็สามารถเร่งวอลลุ่มขึ้นไปได้อีกเยอะ ได้เสียงที่มีมวลหนาขึ้นและได้อัตราสวิงไดนามิกที่กว้างขึ้น โดยไม่มีอาการอื้ออึงน่ารำคาญเลย.. สุดยอด.! อันนี้ถูกใจมาก.!!!

ผลลัพธ์อย่างที่สอง ที่ตัวกรองไฟ Σone ตัวนี้ทำให้เกิดขึ้นกับเสียงเพลงที่ผมได้ยินจากซิสเต็มของผมก็คือว่ามันสามารถรักษา “โทนเสียง” จาก “ต้นฉบับ” ที่อยู่ในไฟล์เพลงและอยู่ในแผ่นเพลงเอาไว้ได้ โดยไม่ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนเกิดขึ้นกับ overtone ของเสียงต่างๆ คือมี THD (Total Harmonic Distortion) ต่ำมาก..!! 

ผลกระทบที่ตัวกรองไฟที่มี THD สูงๆ ทำให้เกิดผลกับ “โทนเสียง” เป็นเพราะชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบของตัวกรองไฟ อาทิเช่น เต้ารับของสายไฟที่ต่อจากเต้ารับบนผนังมาที่ตัวกรองไฟ และเต้ารับที่ส่งกระแสไฟออกไปให้อุปกรณ์เครื่องเสียง มันมี “บุคลิกเสียง” ติดตัวอยู่ ซึ่งเต้ารับแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น ต่างก็มีบุคลิกของ “โทนเสียง” เฉพาะตัวต่างกัน ถัดไปก็คือคอมโพเน้นต์ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นวงจรฟิลเตอร์ที่ใช้กรองความถี่ที่เป็น noise ออกไปจากกระแสไฟก็มีบุคลิกเสียงของมันเอง ถึงแม้ว่า “จุดประสงค์” ของวงจรกรองไฟจะเหมือนกัน แต่คอมโพเน้นต์แต่ละชิ้นบนวงจรฟิลเตอร์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น ก็มีบุคลิกของ “โทนเสียง” เป็นของตัวเอง ฯลฯ ซึ่งกระแสไฟจากเต้ารับบนผนังห้องจะต้อง “เดินทาง” ผ่านส่วนประกอบที่กล่าวถึงข้างต้นมาทั้งหมด นั่นทำให้กระแสไฟต้อง “ซึมซับ” เอาโทนเสียงของคอมโพเน้นต์เหล่านั้นเข้ามาและนำส่งไปถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เสียบใช้งานอยู่กับตัวกรองไฟนั้นๆ ด้วย ซึ่งตัวกรองไฟที่จะพูดได้ว่ามี “คุณภาพดี” นั้น ผู้ออกแบบจะต้องใส่ใจกับการ “เลือกคอมโพเน้นต์” แต่ละชิ้นเข้ามาใช้ในแต่ละจุด คือต้องเลือกและลองฟังไปด้วย เพื่อผสมผสานให้ได้โทนเสียงที่มี “ความเป็นกลาง” (neutral) ให้มากที่สุด คือมีความเบี่ยงเบนเกิดขึ้นกับโทนเสียงของเพลงน้อยที่สุด สรุปคือ คนที่ออกแบบตัวกรองไฟที่ให้ “โทนเสียง” เป็นกลางได้ ต้องเป็นคนที่ “ฟังเป็น” ด้วย และไม่ใช่แค่คอมโพเน้นต์เท่านั้น ยังต้องเข้าใจเรื่อง resonance อีกด้วย ซึ่งต้องจัดการควบคุม resonance ของหม้อแปลงไม่ให้แทรกเข้ามารบกวนด้วย..

ถ้านึกภาพไม่ออกว่า “โทนเสียง” ของคอมโพเน้นต์ที่ใช้อยู่ในตัวกรองไฟแต่ละตัวมันเข้าไปทำให้โทนเสียงของเพลง (ที่สร้างขึ้นโดยอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เสียบใช้ไฟจากตัวกรองไฟนั้นๆ) เปลี่ยนไปแบบไหน จะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับภาพข้างบน ซึ่งมีภาพที่เหมือนกันอยู่ 3 ภาพ เรียงจากซ้ายไปขวา ให้สังเกตภาพตรงกลางที่มีคำว่า neutral อยู่ด้านล่าง นั่นคือภาพต้นฉบับ ซึ่งเปรียบเทียบเหมือนเสียงเพลงต้นฉบับที่อยู่ในไฟล์เพลง หรือในแผ่นซีดี หรือในแผ่นเสียง ถ้าอุปกรณ์หลักทั้งซิสเต็ม (เครื่องเล่น + แอมป์ + ลำโพง) ไม่มีกระบวนการขจัด noise ที่เกาะมากับกระแสไฟออกไปจากระบบเลย เสียงของซิสเต็มที่ออกมาจากลำโพงก็จะมีความเบี่ยงเบนของโทนเสียงไปจากต้นฉบับ (neutral) ไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ทางซ้าย คือเพี้ยนไปทาง อมฟ้า (bluish = ถ้าเป็นเสียงก็คือออกไปทางนัว เบลอ เย็น) ก็เพี้ยนไปทางขวาคือ อมแดง (reddish = ถ้าเป็นเสียงก็คือคม จัด) มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัวในซิสเต็ม รวมถึงความแม็ทชิ่งระหว่างอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านั้นด้วย เมื่อมีตัวกรองไฟเข้ามาช่วยขจัดขยะมลพิษ (noise) ที่มากับไฟเอซีออกไป ก็จะทำให้เสียงของซิสเต็มที่เคยเบี่ยงเบนไปด้านใดด้านหนึ่ง ถูกชะล้างให้กลับมาใกล้เคียงกับ neutral ที่เป็นเสียงจากต้นฉบับที่อยู่ในไฟล์เพลงหรืออยู่ในแผ่นเพลงมากขึ้น ยิ่งตัวกรองไฟมีคุณภาพมากแค่ไหน (ใช้เทคนิคในการออกแบบ และเลือกใช้คอมโพเน้นต์ที่มีความแม่นยำ และมีเที่ยงตรงสูง มีความเพี้ยนต่ำ) เสียงของซิสเต็มที่ออกมาก็จะเข้าใกล้กับ neutral หรือต้นฉบับที่อยู่ในไฟล์เพลงหรือแผ่นเพลงมากขึ้นเท่านั้น

กรณีที่ซิสเต็มของเราให้เสียงเพลงที่มีความเบี่ยงเบนของโทนเสียงอยู่ ถ้าเราไม่มีโอกาสทดลองฟังในขณะที่ซิสเต็มนั้นปราศจากขยะมลพิษ (noise) รบกวน เราก็แทบจะไม่รู้เลยว่าชุดเครื่องเสียงของเราให้โทนเสียงของเพลงที่ผิดเพี้ยนอยู่.. เหมือนซื้อทีวีมาเปิดดูโดยไม่ผ่านการ calibrate สีมาก่อน แม้ว่าโทนสีจะเพี้ยน ไม่เป็นกลาง ถ้าไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญอยู่ในวงการปรับแต่งภาพและวิดีโอ เราก็อาจจะไม่รู้ถึงความเพี้ยนนั้น แต่ถ้ามีมืออาชีพเข้ามาทำการปรับจูนภาพของทีวีของเราให้เข้าใกล้กับความเป็นกลาง (neutral) มากขึ้น เราจะรู้สึกได้ทันทีว่าสีสันของภาพดีขึ้น ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากขึ้น และภาพโดยรวมจะมีความใสกระจ่างมากขึ้นด้วย.. ซึ่งตัวกรองไฟ Σone ตัวนี้ก็สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ฉายภาพได้ มันก็ให้ผลลัพธ์กับภาพออกมาดีขึ้นแม้ว่าจะไม่ได้ปรับจูนภาพ แต่เป็นเพราะ Σone ตัวนี้มันช่วยกรองขยะมลพิษ (noise) ที่รบกวนการทำงานของวงจรภาพของทีวีออกไปนั่นเอง

Benny Carter อัลบั้ม Jazz Giant (DSD)

ผมใช้เพลง I’m Coming Virginia แทรคที่สองในอัลบั้มชุด Jazz Giant ของศิลปิน Benny Carter เวอร์ชั่นที่เป็นไฟล์ฟอร์แม็ต DSD64 ในการทดสอบความสามารถในการถ่ายทอด “โทนเสียง” ของตัว Σone กับซิสเต็มที่ใช้ทดสอบครั้งนี้ ผลคือ มันทำให้ผมสะดุ้งกับเสียงทรัมเป็ตตอนขึ้นต้นเพลงนี้ เพราะเสียงมันเหมือนจริงมาก อารมณ์เหมือนตัว Benny เข้ามายืนเป่าอยู่ในห้อง.!! เทียบกับตอนเสียบอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งหมดผ่านปลั๊กรางที่ไม่มีตัวกรอง รู้สึกได้เลยว่า เสียงทรัมเป็ตและเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ในเพลงนี้มันมีอาการ “มัวลง” โดยเฉพาะเสียงทรัมเป็ตมันขาดความสดลงไปเยอะเลย เสียงเป่ามันไม่พุ่งเปิดเหมือนตอนเสียบอุปกรณ์ทั้งหมดผ่าน Σone

นอกจากนั้น ตอนเสียบผ่าน Σone ผมพบว่า เสียงอัลโต้แซ็กโซโฟน, เสียงกีต้าร์แจ๊ส (ไฟฟ้า) และเสียงดับเบิ้ลเบสในเพลงนี้ก็เปิดเผยออกมาด้วยโทนเสียงที่สด เหมือนเสียงจริงๆ ของเครื่องดนตรีเหล่านี้มากขึ้น พื้นเสียงใสและเปิดโล่ง ปราศจากม่านหมอก ฟังแล้วเข้าถึงอารมณ์ได้มากขึ้นเยอะ

ทดลองใช้ Σone กับแอมป์

ผมมีแอมป์อยู่ 4 ตัว ที่ใช้ทดสอบกับ Σone ตัวนี้ เป็นอินติเกรตแอมป์ 2 ตัว คือ LEAK รุ่น Stereo 230 (อัตราบริโภคไฟสูงสุดประมาณ 200 วัตต์) กับ Onkyo รุ่น A-50 (อัตราบริโภคไฟสูงสุดอยู่ที่ 350 วัตต์) ส่วนอีกสองตัวเป็นเพาเวอร์แอมป์คือ QUAD รุ่น Artera Stereo (อัตราบริโภคไฟสูงสุดอยู่ที่ 350 วัตต์) กับ Orisun Acoustics รุ่น OA-600H (อัตราบริโภคไฟสูงสุดอยู่ที่ 500 วัตต์)

ในการทดลองฟังเสียง ผมย้ายตัว Σone จากด้านข้างจุดนั่งฟัง ไปที่ด้านหลังลำโพง โดยเอา STREAM1+LPS1, DC-500 และ P-80 ไปเสียบผ่านปลั๊กราง Panasonic ที่ประกอบขึ้นเอง ไม่มีฟิลเตอร์ใดๆ ส่วนการลองฟังแอมป์ทั้ง 4 ตัว กับ Σone ก็ใช้วิธีเสียบสายไฟเอซีของแอมป์เข้าที่ช่องเสียบกลุ่มที่ 3 ของ Σone ซึ่งเป็นช่อง direct ต่อตรงโดยไม่มีฟิลเตอร์ไอโซเลตฯ คั่นอยู่ มีแต่วงจรที่ชื่อว่า NiQR ช่วยจูนเสียง โดยผมเริ่มจากการทดลองฟังด้วยอินติเกรตแอมป์ LEAK ‘Stereo 230’ เป็นตัวแรก จากนั้นก็ต่อด้วย A-50 ของ Onkyo เสร็จแล้วตามด้วยเพาเวอร์แอมป์ M-80 ของ Onkyo โดยใช้สัญญาณจากปรีแอมป์ P-80 จับคู่กัน สุดท้ายคือใช้เพาเวอร์แอมป์ Orisun Acoustics ‘OA-600H’ จับคู่กับปรีแอมป์ Onkyo ‘ICON P-80’ ส่วนลำโพงที่ใช้ลองฟังมี 2 คู่ ช่วงแรกที่เป็นอินติเกรตแอมป์ ผมใช้ลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ (REVIEW) ส่วนช่วงทดลองฟังด้วยเพาเวอร์แอมป์ ผมใช้ลำโพง Magnepan ‘MG1.7i’

เป็นการทดสอบที่ระทึกใจมาก เพราะผมลุ้นว่าตัว Σone มันจะสอบผ่านมั้ย.? ลุ้นว่าช่องต่อตรงของมันเมื่อใช้กับแอมป์จะมี “อาการอั้น” เหมือนตัวกรองไฟหลายๆ ตัวที่เคยเจอมั้ย.? หลังจากทดลองฟังด้วยเพลงหลายแนว จำนวน 5 เพลง ที่ผมเลือกมาจาก TIDAL ทำเพลย์ลิสไว้ ปรากฏว่า เมื่อลองฟังอินติเกรตแอมป์ทั้งสองตัวกับช่องต่อตรงของ Σone ผมพบว่า เสียงมันดีกว่าต่อตรงในแง่ของ “ไทมิ่ง” ของเพลงที่มีลีลาการเคลื่อนไหวที่ไม่เร่งเหมือนต่อเข้าเต้ารับบนผนังโดยตรง และที่สำคัญคือ ไม่มีอาการอั้นเลยด้วย อ๊ะ.. เป็นอะไรที่เกินคาดหมายแฮะ.!!

ผมทดลองเสียบๆ ถอดๆ อยู่หลายรอบจนมั่นใจว่าไม่ได้หูฝาดแน่ๆ คือตอนเสียบผ่าน Σone เสียงโดยรวมมันดูสงบมากขึ้น การเคลื่อนไหวของตัวโน๊ตดูมีลีลามากขึ้น มีย้ำหนักย้ำเบา มีการลากหางเสียงที่ทอดยาวขึ้นๆ ลงๆ ตัวเสียงมีความเข้มขึ้นเล็กน้อย ที่สำคัญและเซอร์ไพร้มากก็คือ ไม่ปรากฏว่ามีอาการอั้นเกิดขึ้น ช่วงสวิงไดนามิกก็มีทั้งความเร็วและน้ำหนักที่ดีกว่าต่อตรงเข้าไปที่เต้ารับบนผนัง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็น่าจะดีขึ้นราวๆ 10 – 15% ซึ่งผมให้ผ่านได้.!!!

ส่วนเพาเวอร์แอมป์อีกสองตัวคือ Artera Stereo กับ OA-600H มีประเด็นครับ ตอนลองฟังตัว Artera Stereo นั้น ผมพบว่ามันให้ผลลัพธ์ออกไปในแนวทางที่ดีกว่าต่อตรงเข้าเต้ารับบนผนัง คล้ายๆ ตอนลองฟังกับอินติเกรตแอมป์รุ่น A-50 ของ Onkyo คือทั้งในแง่ของ “ไทมิ่ง” ของเพลงที่ดีขึ้น คล้ายกับว่าแอมป์มันควบคุมลำโพงได้ดีขึ้น จังหวะกระชับขึ้น ไม่ย้วย รายละเอียดชัดขึ้น พื้นเสียงใสกว่าต่อตรงเข้าเต้ารับบนผนังอยู่ราวๆ 10 – 15% ซึ่งผมยอมรับได้.. แต่ตัวที่เริ่มมีอาการอั้นก็คือตัวเพาเวอร์แอมป์ OA-600H ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมคาดการณ์ไว้ เพราะเพาเวอร์แอมป์ของ Orisun Acoustics กินกำลังสูงถึง 500 วัตต์ เมื่อทำงานกับโหลด 8 โอห์ม และทะลุขึ้นไปเกิน 1000 วัตต์ เมื่อโหลดลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม ซึ่งตอนฟังเพลงจริง มันมีลักษณะของเพลงกับระดับวอลลุ่มที่ใช้เป็นตัวแแปรที่ทำให้อัตราบริโภคไฟที่ดึงผ่านช่องต่อตรงของ Σone สวิงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในระดับ 200 – 1800 วัตต์ ซึ่งถือว่าสูงมาก..

สรุปคือ เมื่อต่อตรงแอมป์ทั้ง 4 ตัว ที่ใช้ทดสอบกับช่องต่อตรงของตัว Σone ครั้งนี้ มี “สอบผ่าน” คือให้ผลลัพธ์ในเกณฑ์ที่ดีน่าพอใจอยู่ 3 ตัว คือ อินติเกรตแอมป์รุ่น Stereo 230, รุ่น A-50 และเพาเวอร์แอมป์รุ่น Artera Stereo (โดยมีโหลดของลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ เป็นตัวทดสอบ)

สรุป

ต้องขอปรบมือให้กับคุณปัญญา ที่ฝ่าฟันจนสามารถผ่าด่าน “เสียงอั้น” จากการใช้เพาเวอร์แอมป์ต่อผ่านช่องต่อตรง (direct) ของตัวกรองไฟได้สำเร็จขึ้นมาระดับหนึ่ง ทำให้ช่องต่อตรงของ Σone สามารถรับมือกับแอมป์ “ขนาดเล็ก” ที่มีอัตราบริโภคไฟ ไม่เกิน 350 วัตต์ ได้ในที่สุด.!

ส่วนช่องเสียบอีก 2 กลุ่ม รวม 8 ช่อง ที่ออกแบบมาให้ใช้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท “แหล่งต้นทาง” อาทิเช่น เครื่องเล่นซีดี, สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต, สตรีมเมอร์, external DAC, เครื่องเล่นบลูเรย์, ภาคขยายหัวเข็มแบบ standalone และสามารถใช้กับ ทีวี, ลำโพงแอ๊คทีฟตัวเล็กๆ ฯลฯ ก็สามารถใช้งานได้ดี แค่เช็คอัตรา power consumption ของอุปกรณ์เหล่านั้นว่า เสียบรวมๆ กันสี่ช่องได้ไม่เกิน 200VA ในแต่ละกลุ่ม (สองกลุ่มรวมกัน 8 ช่องเสียบ ก็ได้มากถึง 400VA)

ที่ผมชอบมากคือ Σone ให้จำนวนช่องเสียบมามากพอกับการใช้งานกับซิสเต็มระดับกลางๆ มีการแยกกลุ่มของช่องเสียบออกเป็น 2 กลุ่ม ใครใช้ทั้งแหล่งต้นทาง Digital และ Analog อย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียง อยู่ในซิสเต็มก็สามารถแยกเสียบอุปกรณ์ออกเป็นสองกลุ่มให้อยู่ห่างกันได้

ตัวกลองไฟ Σone ตัวนี้เหมาะกับคนที่ไม่ได้ทำระบบไฟที่แยกออกมาจากระบบไฟของบ้าน จะช่วยลด noise ได้มาก แนะนำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ตามคอนโด ซึ่งใช้ระบบไฟร่วมกันเป็นคัสเตอร์ใหญ่ๆ จะมี noise ไหลเวียนอยู่ในระบบจำนวนมาก โอกาสที่จะทำระบบไฟแยกออกมาจากระบบไฟหลักที่คอนโดจัดไว้ก็ทำได้ยาก วิธีการใช้ตัวกรองไฟแบบ Σone นี่แหละคือทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยขจัด noise ออกไปจากชุดเครื่องเสียงและทีวีของคุณอย่างได้ผล..!!

**************************
ราคา : 37,500 บาท / เครื่อง
**************************
ออกแบบและผลิตโดย
บริษัท แสงทองวิทยุ 2494 จำกัด
****************************
สนใจติดต่อที่
คุณปัญญา ธัญจิตปิยานนท์
โทร. 081-870-0840

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า →