ทุกครั้งที่มีคำถามเกิดขึ้นทำนองว่า ส่วนไหนของซิสเต็มที่ส่งผลกับเสียงโดยรวมมากที่สุด ระหว่าง แหล่งต้นทาง – แอมป์ – ลำโพง.? คำตอบที่ออกมามักจะแตกต่างกันไป ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน บ้างก็ตอบว่าลำโพง ในขณะที่บางคนเลือกแหล่งต้นทางสัญญาณ และบางคนก็อาจจะมองไปที่แอมป์ หลากหลายความเห็น
แต่ถ้ามาถามคำถามนี้กับผม ผมขอรื้อฟื้นประสบการณ์มาตอบ คือจากการที่ทดลองแม็ทชิ่งซิสเต็มหลายชุดตอนทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมพบข้อสรุปกับตัวเองว่า “แหล่งต้นทางสัญญาณ” หรือ source นี่แหละมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งที่จะทำให้เสียงของซิสเต็มเครื่องเสียงออกมา “ดีได้มากแค่ไหน”
เหตุผลที่ไม่ใช่แอมป์หรือลำโพงก็เพราะผมมักจะพบว่า “แอมป์” กับ “ลำโพง” มันมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน “อย่างแน่นแฟ้น” ในลักษณะที่ต้องมีคุณสมบัติที่ “ไปด้วยกัน” ที่เราเรียกว่าต้อง “แม็ทชิ่ง” กันนั่นแหละ เพราะต่อให้แอมป์ดี แต่ถ้าจับคู่กับลำโพงไม่ดี ผลรวมของเสียงก็จะออกมาไม่ดี ในทางกลับกัน ลำโพงดี ถ้าจับคู่กับแอมป์ไม่ดี เสียงก็ออกมาไม่ดีเหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าแอมป์ดีจะจับคู่กับลำโพงดี แต่ถ้า “แหล่งต้นทาง” ไม่มีคุณภาพ เสียงโดยรวมก็ออกมาไม่ดีอยู่ดี ดังนั้น การสร้างซิสเต็มที่ให้เสียงดีจึงควรจะต้องตั้งหลักกับ “แหล่งต้นทาง” ที่ดีเอาไว้ก่อน เพราะผมเชื่อในหลักการ garbage in, garbage out (GIGO) คือ ถ้าคุณเริ่มต้นซิสเต็มด้วยขยะ เสียงที่ออกมาในขั้นตอนสุดท้ายก็คือขยะ ต่อให้แอมป์กับลำโพงจะไม่แม็ทชิ่งกัน 100% แต่ถ้าแหล่งต้นทางดีซะอย่าง ยังไงซะ.. เสียงโดยรวมก็ยังพอหวังผลได้บ้างล่ะ
แหล่งต้นทางของระบบดิจิตัล
สำหรับผม ผมจะแยกองค์ประกอบของคำว่า “แหล่งต้นทาง” ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. ตัวเพลง
2. เครื่องเล่น
3. ภาค DAC
ซึ่งการที่จะทำให้ได้ “แหล่งต้นทางที่ดี” นั้น จำเป็นที่ “ตัวเพลง > เครื่องเล่น > ภาค DAC” จะต้องมีคุณภาพที่ดีด้วย คือ “ตัวเพลง” จะต้องถึงพร้อมด้วยคุณภาพในการแต่งเพลง เรียบเรียงเสียงประสาน และในขั้นตอนโปรดักชั่นก็ต้องผ่านกระบวนการ “บันทึก > มิกซ์ > มาสเตอร์” มาอย่างดี มีความปราณีตพิถีพิถันทุกขั้นตอนถึงจะเรียกว่าเป็นเพลงที่ดี ส่วน “เครื่องเล่น” นั้น สำหรับระบบดิจิตัลก็หมายถึงเครื่องเล่นซีดี กับสตรีมเมอร์ ซึ่งเครื่องเล่นทั้งสองชนิดนั้นประกอบขึ้นด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนของ Transport คือถ้าเป็นเครื่องเล่นซีดีก็ได้แก่ส่วนที่ใช้ในการดึงสัญญาณ PCM ออกมาจากแผ่นซีดีหรือดึงสัญญาณ DSD ออกมาจากแผ่นซุปเปอร์ ออดิโอ ซีดี ถ้าเป็นสตรีมเมอร์ก็คือส่วนของฮาร์ดแวร์+ซอฟท์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการดึงไฟล์เพลงจากเซิร์ฟเวอร์เข้ามาในตัวเครื่อง แล้วทำการถอดรหัสไฟล์เพลงนั้นให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM หรือ DSD ก่อนจะจัดส่งให้กับ “ภาค DAC” ทำการแปลงสัญญาณ PCM หรือ DSD ที่รับเข้ามาให้ออกมาเป็นสัญญาณเสียงอะนาลอก
Accuphase ‘DC-500’
ภาค DAC แบบแยกชิ้นระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์.!!!

ในจำนวนองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน ของแหล่งต้นทางสัญญาณสำหรับระบบดิจิตัลนั้น ภาค DAC มีความสำคัญมากที่สุด เพราะมันเป็นด่านสุดท้ายในการทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ก่อนส่งให้แอมป์รับไปขยายออกลำโพง
มีการทำงานหลายขั้นตอนภายในภาค DAC ที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงของ DAC ตัวนั้นๆ และในบางขั้นตอนก็มีอยู่หลายเทคนิคที่ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์คิดค้นขึ้นมาใช้ในการออกแบบ โดยเฉพาะขั้นตอนสำคัญที่สุดคือขั้นตอนการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ซึ่งทีมวิศวกรของ Accuphase เลือกใช้วิธีเอา ภาค DAC จำนวน 8 วงจร ที่ฝังอยู่ในตัว ชิป DAC เบอร์ ES9028PRO ของค่าย ESS Technology มา “ต่อขนานกัน” เพื่อทำให้ได้ S/N ratio สูงๆ ซึ่งมีผลทำให้ noise กับความเพี้ยนที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลงสัญญาณลดต่ำลง
MDS++ & MDSD

เส้นทางสัญญาณภายในตัว DC-500

ขั้นตอนการทำงานของชิป DAC ที่ใช้เทคนิค Delta-Sigma
เมื่อสัญญาณดิจิตัลมาตรฐานต่างๆ (S/PDIF, USB และ Accuphase HR) ผ่านเข้ามาจากช่องดิจิตัลอินพุต สัญญาณเหล่านั้นจะถูกส่งตรงมาผ่านภาค Fomats Decoder (ศรชี้ สีเขียว) เพื่อดึงเอาสัญญาณเสียงที่แพ็คอยู่ในมาตรฐานเหล่านั้นออกมาก่อนส่งให้ภาค DAC ต่อไป ซึ่งภาค DAC ในตัว DC-500 ได้ถูกออกแบบให้แยกการแปลงสัญญาณอินพุตออกเป็น 2 เส้นทาง คือถ้าสัญญาณที่รับเข้ามา (จากทุกอินพุต) ผ่านการถอดรหัสออกมาเป็นสัญญาณ PCM (ศรชี้ สีฟ้า) พวกเขาจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า MDS++ (Multiple Delta-Sigma) เข้ามารองรับ ด้วยการจัดเส้นทางสัญญาณ PCM ให้วิ่งตรงไปเข้าที่อินพุตของชิป DAC ทั้ง 8 วงจร พร้อมกัน คล้ายๆ การแบ่งไฟล์ดาวน์โหลดด้วยโปรเซสเซอร์แบบ multi-core นั่นแหละ ซึ่งสัญญาณดิจิตัล PCM แบบมัลติบิตที่เข้ามาจะถูกอัพแซมปลิ้งขึ้นไปที่ระดับบิตสูงๆ (เช่นจาก 16-bit ขึ้นไปเป็น 24-bit) และอัตราแซมปลิ้งสูงๆ (เช่นจาก 44.1kHz ขึ้นไปเป็น 352.8kHz) ก่อนจะนำไปแปลงเป็นฟอร์แม็ตที่มีอัตราบิตต่ำ (1-bit) แต่มีความถี่แซมปลิ้งสูงๆ ด้วยกระบวนการ Delta-Sigma ภายในชิป ES9028PRO จากนั้นจึงค่อยแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีแบนด์วิธสูงลิบ ก่อนจะถูกส่งไปผ่านวงจร analog low-pass filter ที่ชื่อว่า ANCC (Accuphase Noise and distortion Canceling Circuit) ซึ่งออกแบบเป็นพิเศษเพื่อกรองเอา noise ที่ความถี่สูงมากๆ ออกไป ให้เหลือแต่สัญญาณอะนาลอกสะอาดๆ ที่ต้องการ
แต่กรณีที่คุณเล่นไฟล์ DSF หรือไฟล์ DFF แล้วส่งสัญญาณไปที่อินพุต USB หรืออินพุต HR ของตัว DC-500 สัญญาณนั้นจะถูกถอดรหัสออกมาเป็นสัญญาณ DSD (ศรชี้ สีแดง) ซึ่งจะถูกจัดเส้นทางเดินสัญญาณไปอีกทางหนึ่ง คือไปผ่านกระบวนการจัดการกับสัญญาณที่เรียกว่า MDSD (Multiple Double Speed DSD) ซึ่งจะทำการจัดเรียงบิตข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของสัญญาณ DSD ก่อนจะส่งไปที่ DAC เพื่อแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีแบนด์วิธสูง และไปผ่านขั้นตอนสุดท้ายคือวงจรอะนาลอก โลว์พาส ฟิลเตอร์ เพื่อกรอง noise ที่ระดับความถี่สูงๆ ที่ติดมาจากขั้นตอน DAC ออกไป ให้เหลือแต่สัญญาณอะนาลอกที่สะอาด นั่นก็เท่ากับว่า ถ้าสัญญาณอินพุตเข้ามาเป็นฟอร์แม็ต DSD ภาค DAC ของ DC-500 ก็จะทำการแปลงให้เป็นสัญญาณอะนาลอกโดยไม่ต้องไปผ่านขั้นตอน Delta-Sigma ในตัวชิป ES9028PRO นั่นเอง
สวยสง่า ตามมาตรฐานของ Accuphase

เห็นหน้าตาของ DC-500 ตัวนี้แล้ว บางคนอาจจะรู้สึกว่าคุ้นๆ ตา ซึ่งก็ใช่ครับ.. เพราะตัวถังของ DC-500 ก็เป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในรุ่น DC-37 นั่นเอง ซึ่งไม่ใช่แค่หน้าตา ตำแหน่งปุ่มปรับ และหน้าจอ เท่านั้นที่เหมือนกัน แม้แต่ส่วนสัดรอบตัวก็เท่ากันด้วย

บนหน้าปัดของ DC-500 มีแต่ปุ่มปรับและปุ่มกดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น นั่นคือ ปุ่มเพาเวอร์ ที่ใช้กดเปิด/ปิดเครื่อง, ปุ่มกด 6 ปุ่ม สำหรับเลือกช่องอินพุต และปุ่มกดอีก 2 ปุ่ม เพื่อปรับระดับความแรงของสัญญาณ (level) ส่วนหน้าจอแสดงผลมีอยู่ 2 ช่อง ทางซ้ายมือนั้นแสดงด้วยตัวเลข 2 กลุ่ม กลุ่มหน้าแสดงระดับ “แซมปลิ้ง” ของสัญญาณอินพุต ซึ่งจะลิ้งค์กับไฟ LED ที่อยู่ด้านบนที่สลับไปตามระดับความถี่ของแซมปลิ้งเรตระหว่าง kHz (44.1, 48, 88.2, 96, 176.4, 192, 352.8, 384) กับ MHz (2.8, 5.6, 11.2 ) ส่วนกลุ่มที่ถัดมาทางขวาจะแสดงอัตราบิตของสัญญาณ เช่น 16, 24, 32 และ 1 ในขณะที่จอแสดงผลช่องขวามือจะแสดง ระดับความแรง (level) ของสัญญาณ ซึ่งมีช่วงเบาสุดไปถึงดังสุดอยู่ระหว่าง 0 – 80 หน่วยเป็น dB (ดีซิเบล)
แผงหลัง

ที่แผงหลังของ DC-500 มีขั้วต่ออยู่ 2 กลุ่ม ทางซ้ายมือในภาพข้างบนนั้นเป็นกลุ่มของขั้วต่อสำหรับสัญญาณอินพุต ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 6 ช่อง ให้เลือกใช้งาน แยกเป็นขั้วต่อ Coaxial = 1 ช่อง, ขั้วต่อ Optical = 2 ช่อง, ขั้วต่อ USB = 2 ช่อง และขั้วต่อ HS-Link อีกหนึ่งช่อง

อินพุตที่ออกแบบมาให้มีความสามารถรองรับสัญญาณได้กว้างและสูงที่สุดก็คือช่องอินพุต USB ซึ่งสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัล อินพุตที่เป็นฟอร์แม็ต PCM ได้สูงสุดถึงระดับแซมปลิ้ง 384kHz ด้วยความละเอียดตั้งแต่ 16-bit ขึ้นไปจนถึง 32-bit และสามารถรองรับสัญญาณอินพุตที่อยู่ในฟอร์แม็ต DSD ได้ตั้งแต่ระดับ DSD64 (2.8MHz) ขึ้นไปจนถึงระดับ DSD256 (11.2MHz) ด้วยฟอร์แม็ต DoP (DSD-over-PCM) รองลงมาก็เป็นอินพุต HS-Link ส่วนอินพุตที่รองรับสัญญาณได้ต่ำสุดก็คืออินพุต Optical ที่รับได้สูงสุดเท่ากับ 96kHz
ส่วนขั้วต่อกลุ่มที่อยู่ทางขวามือของภาพข้างบนนั้นเป็นกลุ่มของขั้วต่อสำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต ซึ่งเขามีมาให้เลือกใช้งานทั้งขั้วต่อสัญญาณแบบ RCA ที่ส่งออกสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ และขั้วต่อสัญญาณแบบ XLR ที่ส่งออกสัญญาณบาลานซ์ ซึ่งสัญญาณ อะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ส่งออกไปทางขั้วต่อ XLR และขั้วต่อ RCA มีความแรง (level) เท่ากันคือ 2.5V / 50Ω

ที่แผงหลังข้างๆ ขั้วต่อ XLR จะมีสวิท์โยกเล็กๆ อยู่ตัวนึง (วงกลมสีแดง) ใช้โยกเพื่อเลือกปรับตั้ง phase ของขา (pin) ของเต้ารับสัญญาณ XLR บนตัวเครื่อง DC-500 ระหว่าง pin#2 กับ pin#3 ให้สลับกันเป็น Positive หรือ hot (+) กับ negative หรือ cold (–) คือถ้านำ DC-500 ไปใช้กับเครื่องเสียงญี่ปุ่นจะต้องปรับให้ pin#3 เป็น positive (hot) แต่ถ้านำ DC-500 ไปใช้กับเครื่องเสียงของทางฝั่งอเมริกัน ก็ต้องโยกสวิทช์ไปทางขวาให้ pin#2 เป็น positive (hot) ซึ่งต้องไม่ลืมการปรับตั้งตรงจุดนี้ด้วย เพราะถ้าปรับตั้งผิด เฟสของสัญญาณที่ออกมาจาก DC-500 กับ เฟสของสัญญาณทางช่องอินพุตของแอมป์จะไม่ตรงกัน สลับเฟสกัน ซึ่งทำให้เสียงออกมาไม่ดี คือหางเสียงฮาร์มอนิกหดสั้น, เวทีเสียงหดแคบ ไม่โปร่งลอยเป็นสามมิติ โทนเสียงจะออกทื่อๆ ขาดชีวิตชีวา
ดีไซน์ภายใน

Accuphase ยังไงก็ยังเป็น Accuphase ที่มีความเนี้ยบให้เห็นเสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะทำอุปกรณ์ประเภทไหน จะเป็นเครื่องเล่นซีดีหรือแอมป์ หรือแม้แต่ external DAC อย่าง DC-500 ตัวนี้ การจัดวางแผงวงจรด้านในก็ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวมาก มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับคอมโพเน้นต์เอาไว้อย่างเป็นระเบียบ หม้อแปลงสำหรับการทำงานของภาคอะนาลอกกับภาคดิจิตัลแยกลูกกันเด็ดขาด และวางไว้ห่างกันมาก นัยว่าเพื่อลดการรบกวนระหว่างกัน
เซ็ตอัพซิสเต็มเพื่อทดสอบเสียง

DC-500 เหมือนจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใช้คู่กับสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของแบรนด์ Innuos กระนั้น เพราะหลังจากจับ DC-500 เข้าไปฟีเจอริ่งกับ STREAM1 + LPS1 ของผมแล้ว พบว่า มันเป็นคู่ที่ลงตัวกันมาก.!
ตัว DC-500 ไม่มีอินพุต Ethernet เน้นที่อินพุต USB ในขณะที่ STREAM1 + LPS1 นั้น ถึงแม้ว่ามันจะมีสถานะเป็น “สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต” แต่ก็เน้นเอ๊าต์พุต USB เหมือนกัน ในการทดสอบครั้งนี้ผมพบว่า STREAM1 + LPS1 ทำงานร่วมกับ DC-500 ได้อย่างลื่นไหลลงตัว ตลอดการทำงานร่วมกันแรมเดือนไม่ปรากฏปัญหาติดขัดตรงไหนเลย และที่สำคัญมากก็คือ “คุณภาพเสียง” ที่ได้ออกมาจาก Streaming Transport + exrernal DAC คู่นี้มันอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมมาก ที่สำคัญคือให้ความเป็นดนตรีสูง โดยเฉพาะในช่วงแรกของการทดสอบ ผมจับเอาอินติเกรตแอมป์รุ่น E-800S ของ Accuphase ที่คุณฉัตรกับคุณปุ้ย สองหนุ่มของสำนักไฮเอ็นด์ ออดิโอ ยกมาให้ลองฟังด้วยกัน เสียงที่ออกมามันก็ยิ่งตอกย้ำอัตลักษณ์ของ Accuphase ให้สัมผัสได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นโทนเสียงที่หลอมรวมอยู่ระหว่าง “ความละเอียด แม่นยำ + ความนุ่มเนียน ลื่นไหล” ที่ลงตัวสุดๆ ใครที่ไม่ชอบเสียงที่นุ่มเกินไป กลัวเสียรายละเอียด ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากได้เสียงที่เน้นคมมากไป แนะนำให้ลองฟังเสียงของ DC-500 + STREAM1/LPS1 คู่นี้เลย..!!! (*ถ้าจับคู่ DC-500 กับ STREAM3 ที่ผมเคยทดสอบไป REVIEW คุณจะได้คุณภาพเสียงที่ก้าวข้ามขึ้นไปอีกระดับ.!!)
บาลานซ์ (XLR) หรือ ซิงเกิ้ล เอ็นด์ (RCA) ???

ตอนที่อยู่ในช่วงเบิร์นฯ ก่อนถึง 100 ชั่วโมง ผมทดลองฟังการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่าง DC-500 กับ E-800S เทียบกัน 2 แบบ แบบแรกคือใช้สายสัญญาณ XLR > XLR เชื่อมต่อระหว่าง DC-500 กับ E-800S แบบที่สองก็เปลี่ยนมาใช้วิธีเชื่อมต่อสัญญาณระหว่าง DC-500 กับ E-800S ด้วยสายสัญญาณที่ติดขั้วต่อ RCA > RCA โดยที่ผมมีสายสัญญาณของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 ที่ยาว 6 เมตร ทั้งคู่ ซึ่งหลังจากทดลองฟังเทียบกัน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแง่ของ “ความดัง” เพราะ output level ของขั้วต่อ XLR และ RCA ของ DC-500 ให้ออกมาเท่ากัน คือ 2.5V ที่อิมพีแดนซ์ 50Ω สายสัญญาณก็เป็นของแบรนด์และรุ่นเดียวกัน แต่ผมพบว่า ในแง่ของ “บุคลิกเสียง” ที่ได้จากการเชื่อมต่อทาง RCA กับ XLR ออกมาต่างกัน คือ ต่อผ่านขั้วต่อ XLR จะได้เสียงที่มีโทนออกไปทาง “สด” ในขณะที่เชื่อมต่อผ่านขั้วต่อ RCA จะได้โทนเสียงออกไปทาง “ลื่นไหล” ซึ่งเป็นระดับความแตกต่างที่ไม่มากนัก แต่ก็สามารถรับรู้ได้ ซึ่งน่าแปลก เพราะ gain ของเอ๊าต์พุตทั้งสองช่องเท่ากัน แต่เสียงของช่องเอ๊าต์พุต XLR ฟังดูเหมือนจะแรงกว่านิดๆ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟังเอ๊าต์พุต XLR แล้วรู้สึกว่าเสียงออกไปทางสดกว่าเอ๊าต์พุต RCA เป็นไปได้ว่า ต้นเหตุของความแตกต่างทางเสียงที่ว่านี้อาจจะเป็นผลมาจาก E-800S ก็ได้ที่จูนเสียงของอินพุต XLR กับอินพุต RCA ไว้ต่างกัน ใครที่ซื้อ DC-500 ตัวนี้ไปใช้ร่วมกับปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ที่มีอินพุตให้เลือกทั้ง XLR และ RCA แนะนำให้ลองเชื่อมต่อเอ๊าต์พุตระหว่างแอมป์ของคุณกับ DC-500 ตัวนี้ดูว่า ระหว่างต่อเชื่อมผ่าน XLR กับ RCA คุณชอบเสียงของแบบไหนมากกว่ากัน ส่วนกรณีของผมที่เชื่อมต่อระหว่าง DC-500 กับ E-800S ผมชอบเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อผ่านทาง RCA มากกว่า ดังนั้น คุณภาพและลักษณะเสียงที่จะสรุปต่อจากนี้เป็นเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อระหว่าง DC-500 กับ E-800S ผ่านทางขั้วต่อ RCA
ทดสอบลองฟังเสียง 4 ขั้นตอน

ลองฟังขั้นตอนแรก

ลองฟังขั้นตอนที่สอง
ตอนทดลองฟังเพื่อสรุป บุคลิก+คุณภาพเสียง ของ DC-500 ผมเตรียมซิสเต็มไว้ทดสอบสองชุด แบ่งการทดลองฟังออกเป็น 4 ขั้นตอน เริ่มด้วยขั้นตอนแรกจับคู่ DC-500 เข้ากับอินติเกรตแอมป์ของแบรนด์เดียวกันคือ Accuphase รุ่น E-800S ขับลำโพง Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) แล้วฟังเก็บข้อมูล จากนั้นก็ยกลำโพง Magnepan รุ่น MG1.7i (REVIEW) เข้ามาแทนที่ Classic 8 ฟังเก็บข้อมูลไปอีกรอบ

ลองฟังขั้นตอนที่สาม
ก่อนจะขยับมาลองฟังรอบที่สามด้วยการเปลี่ยนอินติเกรตแอมป์ E-800S ออกแล้วยกปรี+เพาเวอร์แอมป์ของ Onkyo ซีรี่ย์ ICON รุ่น P-80 + M-80 เข้ามาแทนที่ (Onkyo ‘ICON’ P-80 + M-80 ราคา 85,900 บาท + 85,900 บาท รวม = 171,800 บาท) โดยยังคงลำโพง MG1.7i ไว้ จากนั้นก็เป็นการทดลองฟังสรุปผลรอบที่สี่โดยการยกลำโพง Classic 8 กลับเข้าไปแทนที่ MG1.7i
เสียงของ Accuphase ‘DC-500’
ผมเคยสงสัยมาตลอดว่า แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องเสียงที่ทำธุรกิจมานานๆ เวลาพวกเขาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เขารู้ได้อย่างไรว่าจะต้องปรับปรุงตรงไหน รู้ได้อย่างไรว่า รุ่นก่อนหน้านั้นมีจุดอ่อนตรงไหน ถ้าเขารู้จุดก่อนของรุ่นก่อนหน้า ก็จะมีคำถามว่า รู้ตอนไหน.? ถ้ารู้มาก่อนทำไมไม่ปรับแก้ก่อนจะทำรุ่นก่อนหน้านั้นออกมา.??
ในใจผมคิดมาเสมอว่า จริงๆ แล้ว เบื้องหลังข้อสงสัยเหล่านั้นมันจะต้องมีคำตอบซ่อนอยู่ ซึ่งบางคำตอบก็พอจะคาดเดาด้วยคอมม่อนเซ้นต์ได้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น DC-500 ตัวนี้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ประเภท external DAC ที่มีชิป DAC เป็นส่วนประกอบหลักที่กุมหัวใจของ “คุณภาพเสียง” เอาไว้ ด้วยเหตุนี้ เวลามี external DAC รุ่นใหม่ออกมา ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าเป็นเพราะตัวชิป DAC มันมีรุ่นใหม่ออกมา ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นที่ใหม่กว่า และมีประสิทธิภาพสูงกว่าชิป DAC ที่ใช้อยู่ในอุปกรณ์ external DAC รุ่นก่อนหน้าที่เคยทำออกมา ทำให้ผู้ผลิตต้องทำการปรับปรุง external DAC ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยการนำเอาชิป DAC เบอร์ใหม่ๆ มาทำการออกแบบเป็น external DAC รุ่นใหม่ออกมา อันนี้พอจะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่เหมือนแอมป์กับลำโพงที่แทบจะไม่ได้มีเทคโนโลยีหลักใหม่ๆ ออกมา ทำให้คาดเดาได้ยากว่าผู้ผลิตออกแอมป์กับลำโพงรุ่นใหม่มา “เพราะอะไร.?”
ผมเคยเอา external DAC ของ Accuphase รุ่น DC-37 มาทดลองเล่นกับสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตไปครั้งหนึ่งเมื่อ ปลายปี 2019 (บทความ) เหตุผลที่ไม่ได้เอามาทำรีวิวเต็มๆ ก็เพราะว่าตอนนั้นตัว DC-37 ออกมาประมาณ 5 ปีแล้ว (DC-37 ออกมาครั้งแรกเมื่อ ปี 2014) ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับเวลานั้น
ถ้าไล่ตั้งแต่ Accuphase เริ่มทำ external DAC ออกมาครั้งแรกเมื่อ ปี 1986 เป็นต้นมา จะพบว่า external DAC ที่ทำออกมานั้น พวกเขาตั้งใจทำออกมา “จับคู่” กับซีดี/เอสเอซีดี ทรานสปอร์ตมากกว่าที่จะทำออกมาเพื่อขายเดี่ยวๆ ตัวที่เป็น standalone สำหรับนำไปใช้กับทรานสปอร์ตอื่นๆ ได้จริงๆ นั้น เริ่มต้นเมื่อ ปี 1996 ชื่อรุ่น DC-61 ซึ่งพวกเขาตั้งใจทำออกมาให้สามารถบันทึกได้ด้วย ไม่ใช่เล่นกลับอย่างเดียว และจากนั้น external DAC ที่ Accuphase ทำออกมาก็จะมาพร้อม CD/SACD ทรานสปอร์ต มาตลอด จนถึง ปี 2014 จึงมี external DAC แบบ standalone ตัวที่สองของ Accuphase ก็คือ DC-37 คลอดออกมา และจากวันนั้น ทิ้งช่วงนานถึง 12 ปี จึงเปิดตัว DC-500 ออกมาเมื่อ ต้นปี 2026 ที่ญี่ปุ่น ก่อนจะเริ่มจัดส่งออกมาจำหน่ายเมื่อช่วง กลางปี 2026 นี่เอง
แต่ถ้าพูดถึงการพัฒนาภาค DAC แล้ว Accuphase ก็เกาะติดกับการพัฒนาภาค DAC มาตลอด เพราะพวกเขามีทำเครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดี ออกมาอย่างสม่ำเสมอ มีทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ด้วย นอกจากนั้น พวกเขายังมีทำภาค DAC ออกมาในลักษณะที่เป็นโมดูลเอาไว้เสียบอัพเกรดให้กับอินติเกรตแอมป์ด้วย

ถ้าเทียบกับรุ่น DC-37 ผมก็พอจะมองเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างระหว่าง external DAC สองรุ่นนี้ ถึงแม้ว่าชิป DAC ที่ใช้ใน DC-37 คือเบอร์ ES9018 กับชิป DAC ที่ใช้ในรุ่น DC-500 คือเบอร์ ES9028PRO จะมีความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตได้ “เท่ากัน” แต่สเปคฯ อื่นๆ ต่างกันพอสมควร ชิป DAC เบอร์ ES9028PRO มีสมรรถนะสูงกว่าทุกด้าน เพราะสถาปัตยกรรมที่ใช้ออกแบบข้างในของเบอร์ ES9028PRO มันล้ำกว่าเยอะ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโครงสร้างหลักหรือ core ที่รองรับการออกแบบทั้งหมดมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก ทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของภาคดิจิตัลฟิลเตอร์ที่ดีขึ้น ทำให้ได้ความเพี้ยน THD ที่ต่ำลง, ระบบ clock ที่ใช้ก็ดีขึ้น ทำให้ล็อคการทำงานของภาค DAC และการรับ/ส่งข้อมูลสัญญาณได้แม่นยำมากขึ้น ใช้เวลาล็อคน้อยลง ส่งผลให้ปัญหา jitter ลดต่ำลง ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลดีต่อ “คุณภาพเสียง” ของ DC-500 ทั้งสิ้น.!
สดขึ้น และ “สมจริง” มากขึ้น..!!
ว่าไปแล้ว.. พัฒนาการของภาค DAC สามารถรับรู้ได้ง่ายที่สุด ในซิสเต็มเดิมๆ ของคุณ ถ้าคุณเปลี่ยน DAC คุณจะรับรู้ถึงความแตกต่างของเสียงได้ง่ายกว่าเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ แม้ว่าการเปลี่ยนลำโพงจะให้ความแตกต่างของเสียงออกมามากกว่าเปลี่ยน DAC ก็จริง แต่การเปลี่ยน DAC จะทำให้โครงสร้างหลักของซิสเต็มไม่ถูกเปลี่ยนแปลงไปมากเท่ากับการเปลี่ยนลำโพง การเปลี่ยน DAC จะทำให้ฟังจับความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการเปลี่ยนภาพใต้แบรนด์เดียวกันจะยิ่งฟังออกง่ายมาก
ผมเคยฟังเสียงของ external DAC รุ่น DC-37 มาแล้ว พอมาได้ยินเสียงของรุ่น DC-500 ก็รับรู้ได้ถึงความแตกต่างทันที ความแตกต่างแรกที่แผ่มากระทบโสตประสาทก็คือ “ความสด” ของเสียง ซึ่งรุ่น DC-500 แสดงออกมาได้ชัดเจนกว่ารุ่น DC-37 มาก ฟังเพลงที่คุ้นๆ หูดูแล้วรู้สึกได้ว่า DC-500 ให้เสียงที่มีลักษณะ “ปลดปล่อย” มากกว่ารุ่น DC-37 เป็นเสียงที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ฉับไว บวกกับอัตราสวิงของไดนามิกที่เปิดกว้าง ทำให้ลีลาของเสียงฟังดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
จริงๆ แล้ว ถ้าติดตาม Accuphase มาอย่างต่อเนื่อง จะพบว่า ทีมออกแบบของ Accuphase ได้ปรับเปลี่ยนลักษณะการจูนเสียงของพวกเขา ที่เคยเน้นออกไปทางนุ่มเนียน ลื่นไหล มีโทนที่ปนหวานนิดๆ ซึ่งเป็นโทนเสียงที่เป็นอัตลักษณ์ของ Accuphase มาตั้งแต่อดีต มาสักพักแล้ว โดยเริ่มคลี่คลายบุคลิกเฉพาะตัวแบบนั้นออกมา แล้วปล่อยให้เสียงที่ออกมาในยุคหลังๆ มีความเป็นอิสระ โอนอ่อนไปตามลีลาของเพลงมากขึ้น

อัลบั้ม : What A Difference A Day Makes (DSD64)
ศิลปิน : Ingram Washington
สังกัด : STS Digital
นี่เป็นอัลบั้มที่ทำให้ผมกล้าฟันธงว่า เสียงของ DC-500 คือโทนเสียงของ Accuphase ยุคใหม่ ที่ให้ “ความสด” ของน้ำเสียงมากขึ้นกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความลื่นไหลของเสียงร้องและ “รายละเอียด” เล็กๆ น้อยๆ ที่ประกอบกันออกมาพร้อมกับเสียงร้อง อาทิเช่น เสียงลมรอดไรฟันตอนเขาออกเสียงคำร้องที่ลงท้ายด้วยตัวเอส, ลักษณะการกระแทกน้ำหนักลงไปกับบางคำร้อง รวมถึงลักษณะการลากหางเสียงในบางช่วงให้พลิ้วเป็นระลอกด้วยลูกคอ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ บวกกับสปีดในการเคลื่อนย้ายจังหวะของเพลงที่มีความกระชับและฉับไว (แต่ไม่ได้เร่ง) ทำให้น้ำเสียงโดยรวมของ DC-500 มีลักษณะที่คล้ายฟังจากการบรรเลงของคนจริงๆ มากกว่าฟังจากไฟล์เพลงที่ผ่านขั้นตอน reconstruction ขึ้นมาจากซากของไฟล์ด้วยภาค DAC
ผมคุ้นเคยกับอัลบั้มนี้มาก เพราะเปิดฟังบ่อย โดยเฉพาะช่วงที่ใช้เบิร์นฯ อุปกรณ์เครื่องเสียง เนื่องจากเมื่อก่อนผมว่าลักษณะของเพลงในอัลบั้มนี้มันไปเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่มีเสน่ห์พอให้นั่งฟังแบบตั้งใจปลดปล่อยอารมณ์ไปด้วย เพราะไม่มีอะไรให้ค้นหา แต่พอเปิดผ่าน DC-500 ตัวนี้ตอนเบิร์นฯ เสียงที่ออกมาทำให้ผมต้องหยุดตั้งใจฟัง เพราะเสียงมันออกมาต่างจากเดิมมาก ไทมิ่งของเพลงมันมีความกระชับฉับไวมากขึ้น ไม่เรื่อยๆ เฉื่อยๆ อย่างที่เคยได้ยิน ทุกเสียงที่อยู่ในเพลง ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ มันมี “ลีลา” มากขึ้น เคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่แยกจากกัน ไม่ได้เกาะกันไปเป็นก้อนเหมือนที่เคยฟัง DC-500 ทำให้ผมฟังแยกสปีดในการบรรเลงของเบส, กลอง, เปียโน, ไวโอลิน และเสียงร้องออกจากกันได้อย่างชัดเจนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน สรุปแล้ว DC-500 ทำให้แต่ละเพลงในอัลบั้มนี้มี “อรรถรส” ที่ดีขึ้น ฟังสนุกขึ้น เสียงร้องของ Ingram ถอยหลังลงไปนิดนึง เปิดช่องให้เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ขยับขึ้นมาโชว์ลีลาได้มากขึ้น จากที่ผมเคยได้ยินเสียงร้องของเขายึดซีนเป็นพระเอกอยู่คนเดียว ในขณะที่เสียงของเครื่องดนตรีอื่นถูกบดบังรัศมี แต่มาตอนนี้ DC-500 ช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด เกลี่ยหน้าที่ให้แต่ละเสียงได้มีโอกาสแสดงบทบาทได้อย่างเต็มที่ ทำให้รู้สึกว่า แต่ละเพลงในอัลบั้มนี้มีความไพเราะน่าฟังมากขึ้น สามารถนั่งฟังแบบตั้งใจปลดปล่อยอารมณ์ไปตามเพลงได้มากขึ้น และทำให้รู้ว่า นักดนตรีทุกคนที่เล่นแบ็คอัพให้มีฝีมือไม่เบาเลย..

หรือว่านี่คือผลที่ได้จากการออกแบบให้ภาค DAC ของ DC-500 ทำการแปลงสัญญาณจากฟอร์แม็ต DSD “โดยตรง” ในลักษณะที่ไม่ต้องแปลงเป็นฟอร์แม็ต PCM ก่อน ตอนเล่นไฟล์เพลงในอัลบั้มนี้ ผมไปสังเกตบนหน้าจอของ DC-500 พบว่ามันแสดงแซมปลิ้งของสัญญาณอยู่ที่ 2.8MHz และแสดงบิตของสัญญาณอยู่ที่ 1-bit ซึ่งเป็นสเปคฯ ของสัญญาณ DSD64 (2.8MHz) ตรงกับต้นฉบับสัญญาณที่รับเข้ามาจากเอ๊าต์พุต USB ของสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ นั่นเอง..

อัลบั้ม : Modern Cool (DSD128)
ศิลปิน : Patricia Barber
สังกัด : NativeDSD
อัลบั้มนี้ผมกดซื้อมาจากเว็บไซต์ NativeDSD เป็นฟอร์แม็ต DSD128 (5.6MHz) หรือที่เรียกกันว่าฟอร์แม็ต Double DSD นั่นแหละ..

ผมลองเล่นอัลบั้มนี้กับ DC-500 เพื่อทดสอบดูว่า..
หนึ่ง: DC-500 รองรับไฟล์เพลงฟอร์แม็ต DSD128 ได้จริงมั้ย.?
สอง: ถ้ารับได้.. อยากรู้ว่า DC-500 รองรับฟอร์แม็ต DSD128 ด้วยวิธีไหน.?
สาม: ถ้ารับได้.. เสียงจะออกมาเป็นอย่างไร.?


ผมเล่นไฟล์ฟอร์แม็ต DSD128 ชุดนี้ด้วย Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ โดยใช้แอพฯ SENSE ของ Innuos โดยตรง ปรากฏว่าเล่นได้.! ที่ลำโพงมีเสียงออก และบนหน้าจอของ DC-500 ระบุแซมปลิ้งของสัญญาณอยู่ที่ 5.6MHz / 1-bit ตรงกับต้นฉบับของสัญญาณ ทีนี้ผมลองเข้าไปในแอพ SENSE ของ STREAM1 เพื่อดูว่าแอพฯ SENSE ส่งสัญญาณอะไรไปให้ DC-500 ปรากฏว่า แอพฯ SENSE ส่งสัญญาณ DSD128 ไปให้ DC-500 ด้วยวิธีแพ็คสัญญาณ DSD128 ลงไปในกล่องที่ใส่สัญญาณ PCM (ก็คือเป็นเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า DoP นั่นเอง) เพื่อหลอกอินพุตของ DC-500 ว่าสัญญาณที่ส่งไปเป็นสัญญาณฟอร์แม็ต PCM ผมทดลองเปลี่ยน DSD Mode บนแอพฯ SENSE เป็น ‘Native DSD’ ปรากฏว่าไม่มีเสียง ลองเลือกเป็น ‘DSD Not Support’ ปรากฏว่าช่องแสดงอัตรา Sampling สัญญาณอินพุตบนหน้าจอของ DC-500 เปลี่ยนเป็น 352.8kHz ในขณะที่ช่องแสดงระดับบิตของสัญญาณอินพุตบนหน้าจอของ DC-500 แสดงเป็น 0-bit แอพฯ SENSE เล่นเพลงแต่ไม่มีเสียงออก.?
เอ.. เกิดไรขึ้นหว่า..??


ผมลองเปลี่ยนโหมดการทำงานของ Innuos ‘STREAM1’ จากการใช้ OS ของ Innuos เอง มาใช้ OS ของ Roon ปรากฏว่า OS ของ Roon มีอ๊อปชั่นการเล่นฟอร์แม็ต DSD เพื่อส่งไปที่ DC-500 ให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ (กรอบสีเขียว ภาพข้างบน) คือ
1. Convert to PCM
2. DSD over PCM v1.0 (DoP) และ
3. Innitial dCS method
ซึ่ง อันที่ 3 ใช้ไม่ได้ จะเป็นเสียงซ่าๆ ออกลำโพงเบาๆ ใช้ได้แค่ วิธีที่ 1 กับ วิธีที่ 2 ซึ่งวิธีที่สองคือเล่นด้วยฟอร์แม็ต DoP จะได้เสียงคล้ายๆ กับตอนเล่นด้วย OS ของ Innuos


แต่พอเลือกเป็นโหมด Convert to PCM ปรากฏว่า Roon แปลง DSD128 ของเพลงนี้ออกมาเป็นฟอร์แม็ต PCM ที่ระดับ 352.8kHz / 32-bit ก่อนส่งไปที่ DC-500 ซึ่งอินพุต USB ของ DC-500 ก็รับสัญญาณ PCM 352.8/32 จาก STREAM1 (Roon Core Mode) เข้าไปแล้วส่งต่อไปที่ภาค DAC ให้แปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยสเปคฯ ที่รับเข้ามาแบบเต็มๆ คือ 352.8kHz / 32-bit โดยไม่มีลดทอน (สังเกตตัวเลขบนหน้าจอของ DC-500) ซึ่งเสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก โฟกัสชัด แยกแยะเด็ดขาด ไดนามิกสวิงกว้าง เนื้อแน่น โทนเสียงโดยรวมจะออกไปทางตึงตังกว่าตอนเล่นด้วยฟอร์แม็ต DoP ซึ่งจะออกไปทางนุ่มนวล กลมกล่อมกว่า ดีทั้งคู่ อันนี้ต้องแล้วแต่ชอบ..
จากการทดลองสลับไป–มาระหว่างการเล่นไฟล์เพลงที่เป็นสัญญาณ DSD128 ระหว่าง OS ของ Innuos กับ OS ของ Roon ก็ไดเ้ข้อสรุปว่า ทำไมตอนแปลงเป็น PCM ด้วย OS ของ Innuos แล้วไม่มีเสียง นั่นเป็นเพราะ OS ของ Innuos ไม่ใช่ข้อจำกัดของ DC-500 เพราะพอเปลี่ยนมาเล่นด้วย OS ของ Roon ก็สามารถเล่นได้ ทั้งๆ ที่เป็นไฟล์เพลงเดียวกัน และ Roon ก็แปลงออกมาเป็นระดับแซมปลิ้งเดียวกันคือ 352.8kHz โดยมีระดับบิตอยู่ที่ 32-bit ซึ่งภาค DAC ในตัว DC-500 ก็สามารถแปลงออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกได้ แสดงว่า DC-500 สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลฟอร์แม็ต PCM ได้ถึง 352.8/32 และรองรับสัญญาณดิจิตัลฟอร์แม็ต DSD ได้สูงถึง DSD128 จริงๆ และเสียงที่ออกมาก็ดีจนน่าขนลุกด้วย.!!!

อัลบั้ม : Glimmer Of Gold (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Ba Ba Blues
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/110723674/u)
โดยมากแล้ว ภาค DAC ที่มีสเปคฯ สูงๆ สามารถเล่นไฟล์ที่มีความละเอียดสูงๆ อย่างฟอร์แม็ต DSD ได้ มักจะเล่นไฟล์ที่มีความละเอียดต่ำลงมาได้ดีมากด้วย โดยเฉพาะไฟล์เพลงที่มีความละเอียดระดับ CD Quality PCM 16/44.1 ก็มักจะออกมาดี ผมทดลองฟังเพลง St. James Infirmary ในอัลบั้มชุดนี้โดยสตรีมจาก TIDAL เป็นไฟล์ FLAC 16/44.1 เสียงก็ออกมาดีมาก อารมณ์ของนักร้องออกมาเต็ม เสียงกีต้าร์สะอาด เสียงโซโล่แซ็กโซโฟนช่วงกลางๆ เพลงเปิดกระจ่างไปได้สุดเสียงโดยไม่มีอาการแตกพร่า โทนเสียงของเพลงนี้เมื่อฟังผ่าน DC-500 ผมพบว่ามันมีความเนียนละมุนเจืออยู่ในน้ำเสียงมากกว่าที่เคยฟังนิดนึง แต่ในขณะที่ “ความสดดิบ” ของน้ำเสียงร้องก็ยังคงอยู่ แต่ดูเหมือน DC-500 จะเก็บเล็ม noise ที่เคยเกาะอยู่ตรงขอบๆ ของโน๊ตสูงๆ ออกไป เสียงโดยรวมจึงมีความละมุนละม่อม ซึ่งทำให้ได้ข้อดีตามมาคือสามารถเร่งวอลลุ่มได้ดังขึ้น ทำให้ไดนามิกเร้นจ์ขยายออกไปได้สุดาสเกลมากขึ้น อัตราสวิงของไดนามิกคอนทราสน์ก็กว้างขึ้น ช่วงพีคไม่มีอาการอั้น ไม่ชนเพดาน ฟังแล้วได้อารมณ์ที่ปลดปล่อยเต็มที่ ซึ่งความละมุนละม่อมที่รู้สึกจาก DC-500 ได้มาเพราะ “ความปลดปล่อย” ของไดนามิกที่เป็นอิสระนี่เอง ซึ่งตรงข้ามกับการ “กด” ไดนามิกให้สวิงแค่ช่วงแคบๆ ที่ทำให้ฟังดูเผินๆ เหมือนนุ่มเพราะไม่มีช่วงพีคล้นๆ แต่จริงๆ แล้ววิธีนั้นทำให้เสียงไม่เปิดกระจ่างและไม่สด ซึ่งน่ายินดีที่ DC-500 หลุดพ้นสิ่งเหล่านั้นมาได้

อัลบั้ม : Dreaming (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Amanda McBroom
สังกัด : Gecko Records
ผมลองย้อนกลับไปฟังอัลบั้มเก่าสมัยที่จำได้ว่าฟังจากแผ่นซีดีโดยเล่นกับเครื่องเล่นซีดีของ Accuphase รุ่น DP-70V ที่ผมเคยใช้งานอยู่ช่วงหนึ่ง (CD Player รุ่นนั้นออกมาตั้งแต่ ปี 1990) เทียบกับเล่นจากไฟล์เพลง WAV 16/44.1 ที่ผมริปออกมาจากซีดีแผ่นเดียวกันด้วยสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ จับคู่กับ DC-500 ครั้งนี้ รู้สึกได้ชัดเลยว่า เล่นจากไฟล์เพลงผ่าน DC-500 ครั้งนี้ให้เสียงออกมา “สด” กว่า เหมือนฟังอะแมนด้าตัวเป็นๆ มายืนร้องให้ฟัง.! ทุกเสียงมีพลัง มีความเข้ม และมีมูพเม้นต์ที่เข้าใกล้ “เสียงที่เกิดขึ้นจริง” มากขึ้น ฟังแล้วเข้าถึงอารมณ์ของเพลงมากขึ้น ไม่ช้าและเนิบนาบ-นุ่มนิ่มเหมือนสมัยก่อน..
สรุป
นี่คือเสียงของ Accuphase ที่รอมานาน.! ซึ่งเสียงของ Accuphase ดั้งเดิมนั้นจะโดดเด่นที่ความนุ่มเนียน สะอาด และติดหวาน ฟังเพลงร้องและเพลงบรรเลงช้าๆ จะได้อารมณ์ดีมาก แต่ฟังเพลงที่มีจังหวะเร็วๆ จะขาดความกระฉับกระเฉงไปหน่อย โดยรวมคือไม่สด แต่มาถึงยุคนี้ (จริงๆ แล้วแนวเสียงแบบนี้เป็นมาสาม–สี่ปีแล้ว แอมป์ของเขาก็เปลี่ยนแนวเสียงมาโทนที่สดขึ้นแล้ว) เสียงของ DC-500 มีทั้งความสะอาดและความสดที่พรั่งพรูมาพร้อม “รายละเอียด” ของชิป DAC เบอร์ ES9028PRO ทำให้เสียงของ DC-500 มีความลงตัวมากในทุกด้าน
ผมชอบ DC-500 ตัวนี้มาก.!! เพราะผมเก็บสะสมไฟล์เพลงที่เป็นฟอร์แม็ต DSD เอาไว้เยอะ เอามาฟังผ่าน DC-500 ตัวนี้แล้วได้เห็นตัวตนที่เยี่ยมยอดของฟอร์แม็ต DSD ชัดๆ ซะที..! ส่วนไฟล์ฟอร์แม็ต PCM มันทำออกมาได้ดีมากเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ใครที่กำลังเล็งๆ จะอัพเกรด external DAC ในงบประมาณไม่เกิน 3.5 แสนบาท แนะนำให้พิจารณา DC-500 ตัวนี้ด้วยความมั่นใจ..!!!

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
external DAC ระดับราคา *** ไม่เกิน 350,000 บาท / เครื่อง ***
***************************
ราคา : 320,000 บาท / เครื่อง
***************************
สนใจติดต่อที่
HI-END AUDIO
โทร. 062-551-2410
facebook: @hiendaudiothailand



