วิธีและขั้นตอนการใช้งานแอพลิเคชั่น “Headphone Connect” ของ Sony

แอพลิเคชั่น “Headphone Connectตัวนี้พัฒนาโดย Sony Home Entertainment & Sound Products Inc. ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานร่วมกับหูฟังไร้สายของ Sony โดยเฉพาะ มีทั้งเวอร์ชั่น iOS (โหลดได้ฟรีจาก App Store) และ Android (โหลดได้ฟรีจาก Google Play) เมื่อคุณดาวน์โหลดและติดตั้งแอพฯ ตัวนี้ไว้บนสมาร์ทโฟนของคุณแล้ว ถ้าต้องการใช้งานฟังท์ชั่นต่างๆ ของแอพฯ ตัวนี้ คุณต้องทำการเชื่อมต่อหูฟังของ Sony ที่รองรับกับแอพฯ ตัวนี้ อย่างเช่นรุ่น WF-1000XM3 เข้ากับสมาร์ทโฟนของคุณ จึงจะสามารถปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ได้

หน้าตาของแอพฯ “Headphone Connect

บนแอพฯ Headphone Connect มีฟังท์ชั่นให้คุณปรับใช้งานมากมาย มาดูกันว่ามันถูกออกแบบมาให้เราทำอะไรได้บ้าง.?

นี่คือฟัง์ชั่นทั้งหมดบนแอพฯ ตัวนี้

Status
Adaptive Sound Control
Equalizer
Now Playing
Pause when headphones are taken off
Sound Quality Mode
DSEE HX
Change function of left side button
Change function of right side button
Automatic Power Off
Notification & Voice Guide
Automatic download of software


Status

เมื่อแอพฯ เชื่อมต่อกับหูฟังได้แล้ว จะปรากฏหน้าเมนูของแอพฯ ขึ้นมา โดยมีฟังท์ชั่นต่างๆ ไล่เรียงลงไปในแนวดิ่ง เริ่มต้นด้วย Status หรือแสดงสถานะของหูฟังในตอนนั้นตามภาพด้านบน มีชื่อรุ่นกำกับไว้ให้รู้ (ตัวอย่างใช้งานร่วมกับหูฟังอินเอียร์ไร้สายรุ่น WF-1000XM3), มีปุ่ม power ไว้ให้จิ้มสั่งปิดการทำงานของหูฟัง, แจ้งระบบเสียงที่รองรับ ในภาพคือ AAC (ศรชี้สีฟ้า) เมื่อใช้บน iOS + มีการเลือกใช้โหมดปรับปรุงคุณภาพเสียง DSSEE HX, บอกสถานะของแบตเตอรี่ของหูฟังทั้งสองข้าง และมีปุ่มเมนูเพิ่มเติม (ศรชี้สีแดง)

เมื่อใช้นิ้วจิ้มไปที่เมนูเสริม จะปรากฏหน้าต่างคำสั่งเพิ่มเติมขึ้นมาตามภาพบน ผมลองจิ้มเข้าไปดูหัวข้อ “WF-1000XM3 Tutorial” (เป็นข้อมูลแนะนำการใช้งานหูฟัง WF-1000XM3 ที่ถูกต้อง)

ในนั้นมีรายละเอียดแนะนำอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือแนะนำวิธีการสวมหูฟังที่ถูกต้อง คือหลังจากสวมหูฟังเข้ากับร่องหูแล้ว ให้หมุนตรงปลายของตัวบอดี้ให้ชี้ไปด้านหน้าของเรานิดนึง ตัวหูฟังจะแนบเข้ากับสรีระของใบหูและร่องหู ไม่หลุดล่วงง่ายๆ และทำให้เสียงดีด้วย เพราะท่านี้จะทำให้ท่อนำเสียงของตัวหูฟังชี้เข้าไปตรงกับรูหูของเราพอดี ส่วนคำแนะนำอย่างที่สองคือให้เลือกขนาดของจุกยางที่เหมาะสมกับสรีระหูของคุณ ถ้าพบว่า ฟังท์ชั่น noise cancelling ตัดเสียงรบกวนไม่สนิท เป็นไปได้ว่า จุกที่ใช้อาจจะเล็กเกินไป เกิดช่องว่างระหว่างรูหู ทำให้เสียงจากภายนอกเล็ดลอดเข้าไปได้

อีกหัวข้อที่สำคัญคือ “Launch Music Centerหัวข้อที่สามจากบน ซึ่งเป็นคำสั่งเพื่อเปิดแอพฯ “Music Centerขึ้นมาใช้ในการฟังเพลง ซึ่งคุณต้องดาวน์โหลดแอพฯ Music Center มาติดตั้งลงบนสมาร์ทโฟนของคุณด้วย

หน้าตาของแอพฯ Music Center

หน้าตาของแอพฯ Music Center ขณะเล่นไฟล์เพลงบน iPhone 7


Adaptive Sound Control

ตรงตำแหน่งที่ลูกศรสีฟ้าชี้เป็นสวิทช์เปิดใช้/ปิดการใช้งานฟังท์ชั่น “Adaptive Sound Controlทุกครั้งที่เลือกเปิดใช้งานหลังจากปิดไว้ ตัวแอพฯ จะทำการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของเสียงและเปิดใช้งานฟังท์ชั่น Noise Cancelling ให้ ตรงจุดที่ลูกศรสีเขียวชี้เป็นจุดที่ให้คุณยืนยันการใช้งาน ถ้าต้องการใช้งานจิ้มลงไปที่ “OKของถ้าต้องการเข้าไปปรับตั้งลักษณะการทำานของฟังท์ชั่น Noise Cancelling ให้จิ้มลงไปที่รูปเฟือง (ศรชี้สีแดง) เพื่อไปที่หน้า “Ambient Sound Control

Ambient Sound Controlเป็นฟังท์ชั่นที่ใช้ในการปรับตั้งลักษณะการทำงานของระบบ Noise Cancelling ให้ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของคุณในขณะนั้นๆ ร่วมกับลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกายของคุณ อย่างเช่น นั่งอยู่กับที่, เดิน, วิ่ง, หรืออยู่ในรถ เมื่อคุณเลือก ใช้ฟังท์ชั่นนี้ ตัวแอพฯ จะทำการตรวจจับเสียงรอบๆ และลักษณะการเคลื่อนไหวของคุณ ซึ่งคุณสามารถเลือกปรับตั้งแยกกันได้อิสระ อย่างเช่น ตอนเดิน คุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้ฟังท์ชั่น Noise Cancelling ทำงานถึงระดับไหน คือถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ผู้คน ไม่ได้เดินอยู่บนฟุตบาทริมถนน คุณอาจจะเลือกให้ฟังท์ชั่น Noise Cancelling โฟกัสเฉพาะเสียงสนทนารอบข้างเท่านั้น ซึ่งวงจร Noise Cancelling จะทำงานเฉพาะย่านเสียงกลาง แต่ถ้าคุณลงไปเดินอยู่บนฟุตบาทที่มีรถวิ่งอยู่บนถนน คุณก็สามารถสั่งให้วงจร Noise Cancelling โฟกัสมากขึ้นไปถึงเสียงรถที่วิ่งอยู่ใกล้ๆ ด้วย โดยเลือกเอาเครื่องหมายถูกในช่อง “Focus on Voiceออก วงจร Noise Cancelling จะทำงานที่ระดับความถี่ที่ต่ำลงไปถึงเสียงย่านทุ้ม ซึ่งเป็นความถี่ในย่านเดียวกับเสียงเครื่องยนต์ของรถ แต่วิธีปรับตั้งที่ง่ายที่สุดคือใช้นิ้วรูดปรับเลื่อนระดับการตัดเสียงรบกวนได้เลย (ศรชี้สีเขียว) ถ้าคุณรูดไปทางซ้ายมือจนสุด วงจร Noise Cancelling จะทำงานเต็มที่ ตัดเสียงรบกวนได้มากที่สุด (นั่งฟังเพลงอยู่กับที่ เลือกตั้งไว้ที่ตำแหน่งนี้จะได้เสียงดีที่สุด) ถ้าเลื่อนมาทางขวาจะเริ่มตัดเสียงน้อยลง คือคุณจะเริ่มได้ยินเสียงแวดล้อมมากขึ้น หลังจากเลือกปรับตั้งเสร็จแล้ว อย่าลืมจิ้มไปที่ “Doneที่มุมขวาบนของหน้าจอด้วย (ศรชี้สีม่วง) เป็นการยืนยันการปรับตั้ง


Equalizer

ฟังท์ชั่น “Equalizerมีไว้ให้ปรับตั้งลักษณะเสียง ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ “Offคือไม่ได้เปิดใช้ ถ้าต้องการเปิดใช้งานให้จิ้มที่ลูกศรชี้ลงที่มุมขวาล่าง (ศรชี้สีแดง)

เมื่อใช้งานแอพฯ นี้กับหูฟังรุ่น WF-1000XM3 จะมีรูปแบบอีควอไลเซอร์ที่ปรับแต่งสำเร็จมาให้เลือกใช้ทั้งหมด 8 รูปแบบ (ลำดับที่ 2-8 ด้านล่าง) บวกกับเมมโมรี่ไว้ให้ผู้ใช้ปรับแต่งเองอีก 3 เมมโมรี่ (Custom 1, 2 และ Manual) และถ้าไม่ต้องการใช้การปรับแต่ง EQ ก็สามารถปิดฟังท์ชั่นนี้ได้โดยเลือกไปที่ตำแหน่ง “Off

อ๊อปชั่น EQ ที่มีให้เลือก
• Off
• Bright
• Excited
• Mellow
• Relaxed
• Vocal
• Treble Boost
• Bass Boost
• Speech
• Manual
• Custom 1
• Custom 2

วิธีเลื่อนเพื่อเลือกรูปแบบของ EQ สำเร็จรูปค่าต่างๆ ก็ทำได้ง่ายๆ แค่ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่จุดที่ลูกศรสีฟ้าชี้อยู่ในภาพด้านบน จะเริ่มจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายก็ได้ ซึ่งการปรับเลือกค่า EQ นี้จะเป็นไปในลักษณะ realtime คือเปิดเพลงฟังไปด้วยขณะปรับเลือก จะได้ยินเสียงที่เปลี่ยนไปตามลักษณะของ EQ ทันที

กรณีที่ต้องการปรับตั้ง EQ ด้วยตัวเอง ให้จิ้มลงไปที่รูปเฟือง (ลูกศรสีแดง)

แอพลิเคชั่นจะพาคุณมาที่หน้านี้ ซึ่งมีให้ปรับตั้งอยู่ 2 ส่วน ส่วนบนเป็น EQ ที่แยกตามความถี่ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 แบนด์ คือ 400Hz, 1,000Hz (1kHz), 2,500Hz (2.5kHz), 6.300Hz (6.3kHz), 15,600Hz (15.6kHz) ซึ่งครอบคลุมย่านเสียงส่วนใหญ่ที่หูมนุษย์ได้ยินและส่งผลต่อเสียงอย่างชัดเจน แต่ละช่วง EQ สามารถปรับตั้งได้กว้างถึง 20dB (+/-10dB) โดยเลือกเพิ่ม/ลดได้ขั้นละ 1dB

ส่วนที่สองเป็นการปรับแต่งเสียง (fine tune) โดยเน้นไปที่ย่านเสียงทุ้มเป็นพิเศษ ซึ่งทางแอพฯ ตั้งชื่อส่วนนี้แยกออกมาว่า “CLEAR BASS” (ศรชี้สีฟ้า) สามารถปรับเพิ่ม/ลดได้ +/-20dB เช่นเดียวกับการปรับตั้งแบบแยกความถี่เป็นช่วงๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าเสียงกลางแหลมอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคแล้ว คุณสามารถใช้ฟังท์ชั่น “Clear Bassในการปรับสมดุลระหว่างทุ้มกับกลางแหลมได้ซึ่งจะปรับได้ง่ายกว่าสำหรับคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการปรับแบบแยกความถี่ละเอียด เมื่อคุณปรับตั้งด้วยโหมด Clear Bass นี้ โหมดการปรับตั้งเสียงจะไปอยู่ในเมมโมรี่ “Manualโดยอัตโนมัติ และหลังจากปรับตั้งเสร็จแล้ว อย่าลืมจิ้มปลายนิ้วลงไปที่ “OK” (ศรชี้สีแดง) เพื่อยืนยันด้วย


Now Playing

เป็นฟังท์ชั่นที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลง ซึ่งโดยหลักๆ แล้ว ถ้าใช้ร่วมกับแอพฯ เล่นไฟล์เพลงจากฮาร์ดดิสของสมาร์ทโฟนเองที่ชื่อว่า “Music Centerของ Sony เองจะลงตัวกันมาก แต่จากการทดลองพบว่า สามารถใช้ควบคุมแอพฯ ประเภทเดียวกันที่ไม่ได้เป็นของ Sony ก็ได้ อาทิเช่นแอพฯ Onkyo HF Player นอกจากนั้น แอพน ตัวนี้ยังใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงของแอพฯ ที่ใช้วิธีสตรีมไฟล์เพลงจากอินเตอร์เน็ตได้ด้วย อาทิ TIDAL และ Spotify เป็นต้น

ความสามารถในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงที่แอพฯ Headphone Connect ตัวนี้ทำได้แค่คำสั่งพื้นๆ ในการควบคุมการเล่น ได้แก่ เล่น/หยุดตรงจุดนั้นชั่วคราว (play/pause), ข้ามแทรค/ถอยหลัง (skip forward/skip backward) และปรับวอลลุ่ม (volume) เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนอัลบั้มได้ (ต้องเข้าไปเปลี่ยนอัลบั้มจากแอพที่ใช้เล่นไฟล์โดยตรง) เมื่อต้องการใช้ฟังท์ชั่นควบคุมนี้ ให้จิ้มลงไปที่สัญลักษณ์ลูกศรชี้ลง (ศรชี้สีแดงในภาพด้านบน) หรือจิ้มลงไปที่สัญญลักษณ์ที่มุมล่างด้านซ้ายโดยตรงก็ได้

วิธีปรับวอลลุ่มด้วยการเลื่อนตรงลูกศรชี้


Pause when headphones are taken off

ฟังท์ชั่นนี้ใช้หยุดเสียงของหูฟังชั่วคราวเมื่อผู้ใช้ดึงหูฟังออกมาจากหู ซึ่งค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ตำแหน่งเปิดใช้งาน ถ้าต้องการปิดการทำงานของโหมดนี้ ให้จิ้มปลายนิ้วไปที่สวิทช์ที่อยู่ทางด้านขวามือ และถ้าต้องการเปิดใช้งานใหม่ก็จิ้มลงไปที่ตำแหน่งเดียวกัน


Sound Quality Mode

เป็นฟังท์ชั่นที่ใช้เลือกรูปแบบการเชื่อมต่อสัญญาณของ Bluetooth ซึ่งมีให้เลือก 2 รูปแบบ ถ้าต้องการปรับตั้ง ให้จิ้มลงไปที่สัญลักษณ์ลูกศรชี้ลง (ศรชี้สีแดง)

ในนั้นมีอ๊อปชั่นให้เลือกปรับอยู่ 2 เงื่อนไข คือ “Priority on Sound Quality” = เน้นไปที่คุณภาพเสียง กับ “Priority on Stable Connection” = เน้นไปที่ความเสถียรของการเชื่อมต่อ ซึ่งค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่เน้นคุณภาพเสียง แต่ถ้าคุณพบว่า การเชื่อมต่อระหว่างหูฟังกับสมาร์ทโฟนมีอาการสะดุดหรือหลุดการเชื่อมต่อบ่อยๆ ให้เปลี่ยนไปเลือกเป็นแบบเน้นการเชื่อมต่อ ซึ่งจะทำให้ได้ความเสถียรเพิ่มขึ้น ในขณะที่คุณภาพเสียงจะด้อยลงนิดหน่อย วิธีเลือกก็ใช้แลายนิ้วจิ้มลงไปที่หัวข้อนั้นๆ โดยตรง หัวข้อที่ถูกเลือกใช้จะปรากฏเครื่องหมายถูกสีน้ำตาลทองอยู่ที่ด้านหลังเป็นจุดสังเกต


DSEE HX

นี่เป็นฟังท์ชั่นที่ใช้ในการอัพเกรดคุณภาพเสียงของไฟล์เพลงที่มีความละเอียดต่ำ อย่างเช่น MP3 หรือ AAC ซึ่งค่าเริ่มต้นที่มาจากโรงงานอยู่ที่ตำแหน่ง “Autoคือเปิดใช้ฟังท์ชั่นนี้และจะทำงานทันทีเมื่อมีไฟล์ที่มีความละเอียดต่ำเข้ามา ถ้าไม่ต้องการใช้งานฟังท์ชั่นนี้ ให้ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่สัญลักษณ์สวิทช์ที่อยู่ทางขวามือ


Change function of left side button
Change function of right side button

การควบคุมสั่งงานด้วยการแตะบนแป้นที่ตัวหูฟังทั้งสองข้างสามารถเลือกคำสั่งได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกคำสั่งได้จากทั้งหมด 4 คำสั่ง สำหรับหูฟังแต่ละข้าง นั่นคือ

Playback
Ambient Sound Control
Google Assistant
None Assigned

เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้ว ผู้ใช้ควรจะเลือกคำสั่งที่แตกต่างกันระหว่างหูฟังทั้งสองข้าง อย่างเช่น ข้างหนึ่งเลือกใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลง (playback) ส่วนอีกข้างเลือกใช้ควบคุมฟังท์ชั่น Ambient Sound Control ซึ่งค่าเริ่มต้นก็ใช้การปรับตั้งลักษณะนี้มาให้

กรณีที่ผู้ใช้เลือกอ๊อปชั่นควบคุมด้วยเสียง (Google Assistant) ตัวแอพฯ จะแจ้งเตือนด้วยข้อความตามภาพด้านบน นั่นคือ ถ้าเลือกอ๊อปชั่นนี้ เพลงที่กำลังเล่นจะหยุดลง และผู้ใช้ต้องทำการเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับหูฟังใหม่ ถ้าคุณยังต้องการเลือกอ๊อปชั่นนี้ให้จิ้มเลือกไปที่ “OK


Automatic Power Off

วัตถุประสงค์ของฟังท์ชั่นนี้คือใช้ควบคุมการปิดใช้งานอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ดึงหูฟังออกมาจากหู ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น หลังจากผู้ใช้ดึงหูฟังออกมาจากหูและทิ้งไว้แบบนั้นนานถึง 5 นาที ตัวหูฟังจะปิดตัวเองลงอัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งค่าเริ่มต้นมาจากโรงงานคือเปิดใช้ฟังท์ชั่นนี้ ถ้าต้องการปิดการทำงานของฟังท์ชั่นนี้ ให้เข้าไปเลือกเปลี่ยนคำสั่งด้วยการจิ้มที่สัญลักษณ์ลูกศรชี้ลง (ศรสีแดงในภาพบน) จากนั้นก็จิ้มเลือกไปที่หัวข้อที่ต้องการ โดยสังเกตเครื่องหมายถูกสีน้ำตาลที่อยู่ด้านหลังหัวข้อนั้น (มีเครื่องหมายถูก = เลือกใช้อ๊อปชั่นนั้น)


Notification & Voice Guide

โดยปกติแล้ว จะมีเสียงผู้หญิงดังออกมาจากหูฟัง คอยแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงขั้นตอนการทำงานต่างๆ ของตัวหูฟัง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฟังท์ชั่นนี้ ถ้าผู้ใช้ไม่ต้องการได้ยินเสียงเตือนที่ว่านี้ ให้จิ้มปลายนิ้วลงไปที่สัญลักษณ์สวิทช์ทางขวามือไปที่ตำแหน่งปิด แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนภาษาที่ใช้เตือนให้ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่ลูกศรชี้ลง (ศรชี้สีแดงในภาพบน) เพื่อเข้าไปทำการปรับเปลี่ยนภาษา

น่าเสียดายที่ยังไม่มีภาษาไทยให้เลือกน่ะซิ..!


Automatic download of software

เป็นฟังท์ชั่นที่ใช้ตั้งคำสั่งดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ของแอพฯ Headphone Connect อย่างเช่นอัพเฟิร์มแวร์ ซึ่งควรจะเปิดให้ดาวน์โหลดอัตโนมัติเอาไว้ เพียงแต่ว่า ผู้พัฒนาแอพฯ นี้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่า จะให้แอพฯ ดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ผ่านเซลลูล่ากับ Wi-Fi หรือเฉพาะตอนที่เชื่อมต่อด้วย Wi-Fi เท่านั้น ค่าเริ่มต้นจากโรงงานตั้งไว้ที่ดาวน์โหลดเสมอไม่ว่าผู้ใช้จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทางเซลลูล่าหรือ Wi-Fi ถ้าต้องการเปลี่ยน ให้ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่ลูกศรชี้ลง (ศรชี้สีแดงในภาพบน) เพื่อเข้าไปทำการปรับเปลี่ยน แล้วจิ้มลงไปที่หัวข้อที่ต้องการเลือก /

************************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า