รีวิวเครื่องเสียง : Sony รุ่น WF-1000XM3 หูฟังไร้สาย Bluetooth 5.0 ที่มีฟังท์ชั่น Noise Cancelling ขั้นเทพ!

ในยุคก่อนหน้า ในท้องตลาดมีหูฟังหลากหลายประเภทมาก ทั้งประเภท Full-size หรือแบบครอบหู, ประเภท On-Ear หรือแบบแปะหู, ประเภท Earbud แบบที่วางในช่องหู และประเภท In-Ear หรือแบบที่มีท่อนำเสียงแยงเข้าไปในรูหู ซึ่งแต่ละประเภทต่างก็มีจุดอ่อน-จุดแข็งกันไปคนละด้าน ทว่า มาถึงวันนี้และหากจะให้ทำนายทายทักถึงอนาคตข้างหน้าว่า หูฟังประเภทไหนน่าจะได้รับความนิยมมากที่สุด ผมขอทายว่า ประเภท In-Ear ครับ เพราะนับวันหูฟังอินเอียร์ซึ่งมีข้อดีอยู่ที่ขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบากว่าประเภทอื่นจะเริ่มพัฒนาจุดอ่อนทางด้านคุณภาพเสียงที่ดีวันดีคืน และถ้าให้ผมทำนายต่อว่า อนาคต หูฟังประเภทไหนที่น่าจะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับมนุษย์ทั่วไปมากที่สุด ผมขอทำนายว่าเป็นหูฟังอินเอียร์แบบไร้สาย หรือที่ชอบเรียกกันว่าหูฟัง “True Wireless” นั่นแหละครับ!

และหูฟังที่ผมกำลังจะรีวิวให้อ่านกันต่อไปนี้ ก็คือหนึ่งในหูฟังประเภท True Wireless หรือหูฟังอินเอียร์ไร้สายที่กำลังร้อนแรงมากที่สุดในตลาดขณะนี้ ชื่อรุ่นก็คือ WF-1000XM3 เป็นหูฟังไร้สายแบรนด์ Sony จากประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านพัฒนาการมาจากรุ่น WF-1000X จนถึงเจนเนอเรชั่นล่าสุด ซึ่ง WF-1000XM3 ได้รับการอัพเกรดประสิทธิภาพขึ้นไปมากกว่ารุ่น WF-1000X หลายจุด

ตารางเปรียบเทียบ WF-1000X รุ่นเก่ากับ WF-1000XM3 รุ่นใหม่

VDO – Unbox WF-1000XM3

ก่อนจะเจาะลงไปที่เทคโนโลยีภายในตัว WF-1000XM3 เรามาดูลักษณะภายนอกของหูฟัง Sony ตัวนี้กันก่อน (ต่อไปในรีวิวนี้ผมจะเรียกสั้นๆ ว่า 1000XM3)

ขนาดและรูปลักษณ์ภายนอก

เทียบขนาดกับเหรียญบาทเวอร์ชั่นปัจจุบัน

ส่วนสัดภายนอกของ 1000XM3

พิจารณาจากสัณฐานของหูฟัง 1000XM3 ตัวนี้แล้ว ต้องบอกว่าเป็นหูฟังอินเอียร์ (ผมอยากจะเรียกว่า อินเอียร์มากกว่า เอียร์บัดอย่างที่แบรนด์เรียก เพราะแม้ว่าแต่ละข้างของ 1000XM3 ตัวนี้จะใช้ไดเวอร์โดมไดนามิกแค่ข้างละตัวเดียว แต่เนื่องจากมันมีท่อนำเสียงเหมือนหูฟังอินเอียร์ในขณะที่เอียร์บัดไม่มีท่อนำเสียง) มีขนาดตัวบอดี้อยู่ในระดับปานกลาง ไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เล็กจิ๋ว แม้ว่าไดเวอร์ที่ใช้สร้างความถี่เสียงจะเป็นไดเวอร์กรวยไดนามิกขนาด 6 มิลลิเมตรแค่ตัวเดียว แต่เนื่องจากภายในตัวหูฟังต้องติดตั้งกลไกอิเล็กทรอนิคที่ใช้ในการควบคุมการสั่งงานด้วยการสัมผัส และต้องติดตั้งไมโครโฟนสำหรับรองรับสัญญาณแอมเบี้ยนต์จากภายนอกไว้้ด้วย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ตัวบอดี้ของ 1000XM3 มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่กว่าหูฟังเอียร์บัดทั่วไป แต่ก็ยังโชคดีที่ตัวบอดี้แต่ละข้างมีน้ำหนักแค่ 77 กรัม ทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่รู้สึกล้าหู

ภายนอกบนตัวบอดี้ของ 1000XM3 มีจุดสังเกตอยู่ 3 จุดใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตัวหูฟังเอง ที่ตำแหน่ง (A) ในภาพด้านบนคือพื้นที่หน้าสัมผัสสำหรับการใช้ปลายนิ้วแตะเพื่อควบคุมสั่งงานหน้าที่ต่างๆ ส่วนตำแหน่ง (B) ที่มีลักษณะเป็นช่องเล็กๆ นั้นเป็นช่องไมโครโฟน ข้างซ้ายมีไว้ใช้พูดโทรศัพท์ และตรงตำแหน่ง (C) นั้นเป็นจุดที่ไฟแอลอีดีใช้แสดงให้ทราบถึงสถานะต่างๆ ด้วยการสว่างขึ้นเป็นสีแดงและสีฟ้า

ที่ด้านท้ายของตัวบอดี้หูฟังแต่ละข้างจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษในวงกลมที่แสดงให้รู้ว่าหูฟังข้างไหนเป็นข้างซ้าย (L ในวงกลมสีขาว) หรือข้างขวา ซึ่งแสดงด้วยตัวอักษร R ในวงกลมสีแดง ตามภาพด้านบน ทำให้ง่ายต่อการสวมใส่

ส่วนนี้เป็นท่อนำเสียงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 4 .. ยาว 5 .. มีฟิลเตอร์ปืดอยู่ที่ปากท่อ และบนตัวท่อมีเส้นล็อคจุกด้วย

ในวงกลมที่ศรชี้เป็นหมุดตัวนำไฟฟ้าที่มีไว้สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่จากกล่องเก็บหูฟัง ซึ่งหูฟังแต่ละข้างจะมีอยู่ข้างละ 3 จุด

ตัวหูฟังที่มาในกล่องได้ติดจุกยางซิลิโคนสีเทาอมฟ้ามาให้ด้วย ในขณะที่ภายในกล่องกระดาษที่บรรจุตัวเครื่องก็มีจุกยางแถมมาให้อีก 6 คู่ เป็นยางซิลิโคนแบบเดียวกับที่ใส่มาให้ตอนแรก 3 คู่ ขนาดเล็กกลางใหญ่ อย่างละคู่ ส่วนอีก 3 คู่เป็นจุดโฟมสีดำ (ในกรอบสี่เหลี่ยมภาพบน) ไล่ขนาดเล้กกลางใหญ่เช่นกัน ผมทดลองสวมกับหูของผมเอง พบว่า มาลงตัวมากที่สุดกับจุกซิลิโคนตัวใหญ่สุด คือมันฟิตกับปากร่องหูของผมพอดีๆ ชีลด์เสียงได้ดีที่สุด ตอนที่ลองใช้จุกขนาดเล็ก ผมพบว่า ตัวบอดี้ของหูฟังมันกดกับปากร่องหูของผมจนรู้สึกเจ็บ ใส่นานไม่ได้เลย สำหรับผมต้องเป็นจุกซิลิโคนตัวใหญ่สุดเท่านั้น และเสียงที่ได้ก็น่าพอใจมากด้วย

กล่องเก็บหูฟัง และการชาร์จไฟ

ก่อนอื่นต้องขอชมก่อนว่ากล่องสวย ไม่นึกว่า Sony จะเลือกใช้คู่สีนี้ ตัวกล่องสีดำส่วนฝาสีทองแดง เท่ห์มาก! ตัวกล่องใส่หูฟังที่ว่านี้ ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เป็นทั้งกล่องเก็บและเพาเวอร์แบ็งค์สำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟังกรณีที่นำไปใช้งานนอกสถานที่ด้วย มีคำแนะนำว่าให้ใส่หูฟังทั้งสองข้างไว้ในตัวกล่องและชาร์จไฟที่ตัวกล่องทิ้งไว้ประมาณ 1.5 .. ซึ่งทั้งตัวกล่องและหูฟังทั้งสองข้างจะถูกชาร์จจนเต็ม พร้อมใช้งาน เมื่อชาร์จไฟเต็ม สามารถใช้ตัวหูฟังทั้งสองข้างในการฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 6 – 8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าเปิดใช้ฟังท์ชั่น Noise Cancelling หรือไม่ และเมื่อใช้จนแบตเตอรี่บนตัวหูฟังหมด สามารถชาร์จไฟจากกล่องได้อีก 3 รอบ รอบละ 6 – 8 ชั่วโมง รวมทั้งหมดก็ใช้ได้นานถึง 24 – 32 ชั่วโมงเลยทีเดียว (ถ้าปิดฟังท์ชั่น NC จะได้นานถึง 32 ชั่วโมง)

ในกรณีเร่งด่วน สมมุติว่าขณะกำลังใช้งานแล้วแบตฯ หมด แต่ต้องการใช้งานต่อ คุณก็ไม่ต้องรอชาร์จนานถึง 1.5 .. เพื่อให้แบตฯ เต็ม ขอเวลาชาร์จแค่ 10 นาทีคุณก็สามารถใช้งานหูฟังต่อได้นานถึง 90 นาที (1.5 ชั่วโมง)

เมื่อเปิดฝากล่องใส่หูฟัง คุณจะมองเห็นช่องใส่หูฟังสองช่องที่มีตัวหนังสือระบุซ้ายขวา (B) ไว้ชัดเจน และจะเห็นหมุดตัวนำไฟฟ้าที่เป็นโลหะสีทองเหลืองอยู่ข้างละ 3 ปุ่ม (A) เมื่อวางหูฟังลงไปในช่อง จะมีแรงแม่เหล็กดูดให้ตัวหุฟังผนึกติดแน่นอยู่ในช่อง และดูดให้หมุดตัวนำไฟฟ้าบนกล่องสนิทแนบกับแป้นหมุดตัวนำที่อยู่บนตัวหูฟัง ซึ่งจะทำให้ไฟฟ้าที่เก็บอยู่ในกล่องถูกชาร์จเข้าสู่ตัวหูฟัง

ขณะที่ตัวกล่องชาร์จไฟให้กับหูฟัง ที่ตัวกล่องจะมีไฟสีแดงสว่าง และที่ส่วนปลายของตัวหูฟังก็จะมีไฟสีแดงสว่างขึ้นมาด้วย เมื่อชาร์จเต็มแล้วไฟสีแดงนี้จะดับลง ส่วนภาพล่างนั้นคือจุดเชื่อมต่อสายชาร์จ เป็นขั้วต่อ USB type C ซึ่งในกล่องมีแถมสาย USB C -to- A มาให้หนึ่งเส้น สีดำ ยาวประมาณหนึ่งคืบ

การใช้งาน

ในคู่มือแนะนำให้ใช้งาน 1000XM3 ร่วมกับแอพลิเคชั่นของ Sony ที่ชื่อว่า “Headphone Connectซึ่งถ้าคุณต้องการใช้งานฟังท์ชั่นต่างๆ ของแอพฯ ตัวนี้ คุณต้องทำการเชื่อมต่อ 1000XM3 หรือหูฟังของ Sony ที่รองรับกับแอพฯ ตัวนี้ เข้ากับสมาร์ทโฟนของคุณ จึงจะสามารถปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ได้ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณนำ 1000XM3 ไปใช้กับ DAP ตัวอื่นในการฟังเพลง ถ้าต้องการปรับตั้งค่าต่างๆ บนตัวหูฟัง 1000XM3 คุณก็ต้องนำ 1000XM3 มาเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของคุณเพื่อทำการปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ก่อน

นี่แสดงให้เห็นว่า ตัวหูฟัง 1000XM3 กับแอพฯ “Headphone Connectตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาให้คู่กับสมาร์ทโฟนนั่นเอง!

หน้าตาของแอพฯ Headphone Connect

(* คลิ๊กดู วิธีและขั้นตอนการใช้งานแอพฯ Headphone Connect)

แต่ถ้าคุณได้ลองใช้ 1000XM3 ร่วมกับแอพฯ Headphone Connect บนสมาร์ทโฟนแล้ว เชื่อว่าคุณแทบจะไม่ต้องการ DAP อีกเลย เพราะนอกจาก Sony จะออกแบบแอพฯ “Headphone Connectมาให้ใช้ควบคุมการปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ บนตัวหูฟัง 1000XM3 แล้ว ทาง Sony ยังได้ทำแอพฯ สำหรับเล่นไฟล์เพลงที่ชื่อว่า “Music Centerมาให้ใช้คู่กันอีกด้วย ซึ่งเป็นแอพฯ music player ที่มีความสามารถรอบด้านและเสียงดีด้วย ที่สำคัญคือฟรี! (Sony น่าจะจับแอพฯ ทั้งสองตัวนี้มารวมไว้ในตัวเดียวกัน จะสะดวกมากขึ้นอีกเยอะ!)

หน้าตาของแอพฯ Music Center

ก่อนจะเริ่มใช้งานกันจริงๆ จังๆ ผมมีคำแนะนำ 2 ข้อที่สำคัญ ข้อแรกคือแนะนำวิธีการสวมหูฟังที่ถูกต้อง คือหลังจากสวมหูฟังเข้ากับร่องหูแล้ว ให้หมุนตรงปลายของตัวบอดี้ให้ชี้ไปด้านหน้าของเรานิดนึง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ตัวหูฟังจะแนบเข้ากับสรีระของใบหูและร่องหูได้แน่นที่สุด ไม่หลุดล่วงง่ายๆ และทำให้เสียงดีด้วย เพราะท่านี้จะทำให้ท่อนำเสียงของตัวหูฟังชี้เข้าไปตรงกับรูหูของเราพอดี

บอดี้ของ 1000XM3 ถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ ด้วยโครงสร้างแบบ Tri-hold ซึ่งการสวมตามที่แนะนำจะทำให้ตัวบอดี้ของหูฟังสัมผัสกับจุดที่มีความแตกต่างกันบนหูของเราสามจุด ซึ่งทำให้ได้ทั้งความกระชับ แน่นตรึง และรู้สึกสบายในการสวมใส่ไปพร้อมกัน

ใช้ฟังเพลง

แม้ว่าหูฟังบลูทูธยุคแรกเริ่มจะพัฒนามาเพื่ออำนวยความสะดวกในการสนทนาโทรศัพท์โดยไม่ต้องยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหู แต่เมื่อโทรศัพท์มือถือพัฒนาจนกลายมาเป็นสมาร์ทโฟน เจ้าหูฟังบลูทูธที่ใช้เป็นสมอลทอล์คก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นหูฟังอินเอียร์ที่สามารถรับสัญญาณเสียงแบบ stereo ได้ อรรถประโยชน์ของหูฟังบูลทูธในปัจจุบันจึงขยับสูงขึ้นไปถึงขั้นใช้ฟังเพลงเพื่อเพิ่มอรรถรสความบันเทิงจากเสียงเพลงให้กับชีวิตไปด้วย กลายเป็นหูฟังเอนกประสงค์ไปในบัดดล

แม้ว่า หูฟังอินเอียร์ stereo แบบไร้สายเพิ่งจะสถาปนาเข้ามาในวงการไม่ถึงสิบปี แต่จนถึงวินาทีนี้ ต้องยอมรับว่า ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ซื้อหาหูฟังอินเอียร์ไร้สายไปใช้ต่างก็มุ่งไปพิจารณากันที่คุณภาพเสียงในการฟังเพลงแทบจะเป็นอันดับแรก รองลงมาก็คุณภาพในการเล่นเกมส์ ถัดมาก็ความสะดวกสบายในการสวมใส่ ส่วนคุณภาพเสียงที่ใช้ในการรับสายโทรศัพท์แทบจะเป็นเรื่องหลังสุดไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตั้งใจทดสอบหูฟังอินเอียร์ไร้สายของ Sony ตัวนี้ด้วยการฟังเพลงก่อนเป็นอันดับแรก โดยอาศัยเงื่อนไขในการจัดซิสเต็มแบบนี้

ผมใช้ iPhone 7 เป็นสมาร์ทโฟนร่วมกับหูฟัง Sony : WF-1000XM3 คู่นี้ โดยดาวน์โหลดแอพฯ จาก App Store มาสองแอพฯ นั่นคือแอพ “Headphone Connectที่เอามาใช้ปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ของหูฟัง 1000XM3 และอีกตัวคือแอพฯ “Music Center” (หรือ SongPal) เพื่อเอาใช้เล่นไฟล์เพลง

หลังจากติดตั้งแอพฯ ทั้งสองตัวลงบน iPhone 7 ของผมแล้ว ผมก็เสียบ iPhone 7 ของผมเข้ากับคอมพิวเตอร์ Mac mini ของผมเพื่อโหลดไฟล์เพลงที่ผมใช้ทดลองฟังเข้าไปในเมมโมรี่ของแอพฯ Music Center ผ่านโปรแกรม iTunes บนคอมพิวเตอร์ Mac mini ของผม ไฟล์เพลงที่ผมโหลดเข้าไปมีทั้งไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดี, ไฟล์ไฮเรซฯ FLAC 24/96, FLAC 24/192 และไฟล์ไฮเรซฯ DSF64 ส่วนแนวเพลงก็คละกันไปทุกแนว ทั้งแจ๊ส, ร็อค, คลาสสิก, บลูส์, จีนไทย ครบทุกรส ซึ่งจากที่ผมทดลองเล่นเพลงบนแอพฯ Music Center พบว่า มันสามารถเล่นไฟล์ได้ทุกฟอร์แม็ตหลักๆ ที่นิยมใช้กันอยู่ในขณะนี้และสามารถทำ SRC (Sample Rate Conversion) ลดรูปสัญญาณที่มีแซมปลิ้งสูงๆ ลงมาอยู่ที่ 44.1kHz เพื่อจัดส่งออกไปทาง Bluetooth ออกมาได้ดีด้วย ไม่ว่่าจะเล่นไฟล์ DSF64 หรือ FLAC 24/96 หรือ FLAC 24/192 แอพฯ ตัวนี้ก็สามารถจัดส่งสัญญาณเสียงผ่านคลื่นบลูทูธไปให้หูฟัง 1000XM3 ได้ทุกเพลง และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เสียงออกมาดีมากจนน่าตกใจ โดยเฉพาะเพลงที่เป็นฟอร์แม็ต DSF64 ได้เสียงออกมาดีมากเป็นพิเศษ.!!

แทรค : In The Ghetto (DSF64)
อัลบั้ม : Love Me Tender
ศิลปิน : Barb Jungr

In The Ghettoของศิลปินสาว Barb Jungr ของค่าย Linn Records ประเทศสก๊อตแลนด์ เป็นแทรคแรกๆ ที่ผมทดลองฟังกับหูฟัง 1000XM3 ซึ่งตัวไฟล์เป็น DSF64 (สัญญาณ DSD2.8MHz ตัวแอพฯ แสดงด้วยตัวอักษร HR ศรชี้สีแดง) ต้องขอบอกว่า พอได้ยินเสียงของแทรคนี้ มันทำให้ผมต้องหยุดคิดทันทีว่า นี่คือเสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์เพลงผ่าน Bluetooth จริงๆ หรือ.? มันไม่ใช่ลักษณะเสียงที่ผมคาดว่าจะได้ยินเลย เพราะที่ผ่านมาแต่เก่าก่อน เสียงเพลงที่ฟังผ่านคลื่น Bluetooth มันไม่อิ่มหนาแบบนี้นี่.. ที่ผ่านมาเบสมันไม่หนา หนัก และดีดเด้งขนาดนี้นี่นา.. ผมจำได้ว่า เสียงของเพลงที่ฟังผ่านคลื่น Bluetooth จะมีลักษณะที่บอบบาง ปลายเสียงจะแห้ง นี่มันเกิดอะไรขึ้น.?

หลังจากผมเข้าไปตรวจเช็คการปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ในแอพฯ Headphone Connect ที่ใช้ควบคุม 1000XM3 ผมพบจุดที่มีผลต่อเสียงอยู่ 4 จุด นั่นคือ

1. ขณะนั่งฟังอยู่กับที่ ที่ฟังท์ชั่น “Ambient Sound Controlผมปรับเลือกใช้ Noise Cancelling ระดับสูงสุด ซึ่งทำให้รายละเอียดถูกถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินมากที่สุด รวมถึงรายละเอียดที่ระดับความดังต่ำๆ (Low Level Resolution) ด้วย

2. แม้ว่าฟังท์ชั่น Equalizer ของตัว 1000XM3 จะถูกออกแบบมาดีมาก สามารถปรับได้ละเอียดและมีอ๊อปชั่นมากมาย แต่ผมพบว่า ถ้าใช้ไฟล์เพลงที่มีคุณภาพดี ไม่เปิดใช้ Equalizer จะให้คุณภาพเสียงโดยรวมที่ดีกว่า ได้เสียงที่มีความเป็นจริงตามต้นฉบับมากกว่า

3. ที่ฟังท์ชั่น “Sound Quality Modeเลือกปรับตั้งไว้ที่ “Priority on Sound Qualityเพื่อให้แอพฯ จัดแบนด์วิธของคลื่นบลูทูธให้กับสัญญาณเสียงมากกว่าการซิ้งค์ เนื่องจากผมพบว่า การซิ้งค์ของหูฟังตัวนี้มีปัญหา หลุดน้อยมาก ทั้งระหว่าง iPhone 7 ของผมกับ 1000XM3 และระหว่างหูฟังทั้งสองข้างซึ่งกันและกัน จากข้อมูลทราบว่า 1000XM3 ใช้เทคนิคการซิ้งค์ที่แตกต่างจากรุ่น 1000X เดิม คือจากสมาร์ทโฟนจะซิ้งค์ตรงมาที่หูฟังทั้งสองข้าง ไม่ได้ใช้วิธีซิ้งค์ไปที่หูฟังข้างซ้ายอย่างเดียวแล้วปล่อยให้หูฟังข้างซ้ายควบคุมการเชื่อมต่อกับหูฟังข้างขวา ซึ่งวิธีหลังนี้จะหลุดง่ายกว่า และอีกเหตุผลที่สัญญาณบลูทูธของ 1000XM3 มีความเสถียรมากกว่ารุ่น 1000X ก็คือว่ารุ่น 1000XM3 ใช้ Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 นั่นเอง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเวอร์ชั่น 4.2 ที่ใช้ในรุ่น 1000X มาก

4. เลือกใช้ฟังท์ชั่น DSEE HX : Auto แม้ว่าจะถูกออกแบบมาให้ใช้อัพเกรดสัญญาณอินพุตที่เป็นแบบ compressed format แต่ผมก็แนะนำให้เปิดทิ้งไว้เลย

ผมทดลองเล่นไฟล์เพลงเดียวกันกับหูฟัง 1000XM3 โดยใช้แอพลิเคชั่น 2 ตัวบน iPhone 7 และใช้การปรับตั้งทั้ง 4 จุดบนแอพฯ Headphone Connect เข้าจูนช่วยด้วย ผมพบว่า เสียงที่ได้จากแอพฯ Music Center ไม่ได้เป็นรองเสียงที่ได้จากแอพฯ Onkyo HF Player เลย เผลอๆ เสียงที่ได้จากแอพฯ Music Center จะออกมาดีกว่าซะด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะตอนเล่นไฟล์เพลงที่เป็นฟอร์แม็ต DSF64 ซึ่งแอพฯ Music Center ให้เสียงออกมาเปิดโปร่งมากกว่า ปลายเสียงทอดกังวานออกไปได้มากกว่า ในขณะที่แอพฯ Onkyo HF Player ให้เสียงย่านกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่า แต่ปลายเสียงห้วนกว่า ไม่ทอดขยายออกไปเท่ากับแอพฯ Music Center ถ้าใครมีไฟล์เพลงหลายฟอร์แม็ต รวมถึงฟอร์แม็ต DSF64 ด้วย และยังไม่มีแอพฯ เล่นไฟล์เพลงที่สามารถเล่นได้ครอบคลุม ผมแนะนำให้ลองใช้แอพฯ Music Center ดูก่อน มันเล่นได้ลื่นหมดทั้ง FLAC, WAV และ DSF ทุกระดับความละเอียด และเสียงที่ได้ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากๆ เกินคาดไปเยอะด้วย

แทรค : Silence (DSF64)
อัลบั้ม : Red Hot Audiophile
ศิลปิน : Joel Xavier & Ron Carter

ผมยอมรับว่าติดใจเสียงทุ้มของหูฟังตัวนี้มากเป็นพิิเศษ สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าผมไม่เคยได้ยินหูฟังบลูทูธที่ให้เสียงเบสดีขนาดนี้มาก่อน! เมื่อได้ยินเสียงเบสของ Ron Carter ในแทรคนี้เข้าไป มันยิ่งตอกย้ำให้ผมสนเท่ห์มากยิ่งขึ้น เพราะเสียงอะคูสติกเบสในแทรคนี้มันเป็นเสียงเบสที่มาครบ ทั้งความแน่นและความข้นของมวล และรับรู้ได้ถึงน้ำหนักของปลายนิ้วที่กดลงไปบนสายเบส ซึ่งผิดไปจากที่ผมเคยได้ยินหูฟังบลูทูธส่วนใหญ่มักจะให้เสียงเบสที่มีลักษณะกลวง แฟบ ไม่มีนิวเครียส แต่เสียงเบสที่ได้ยินจาก 1000XM3 ตัวนี้มันพลิกโผไปเลย บอดี้มันเด่นชัดและมีมวลเนื้อที่แน่น หนักและกอปรขึ้นรูปเป็นทรวดทรงสามมิติ ชี้ชัดตำแหน่งได้เด็ดขาด ฉีกตัวห่างจากเสียงกีต้าร์สายเอ็นของโจเอล ซาเวียร์ไปไกลเลย นั่นคือมิติซาวนด์สเตจที่วางวงได้รูป มีปริมณฑลที่ชัดเจน น่าทึ่งมาก..!!

แทรค : The Mass (DSF64)
อัลบั้ม : The Mass
ศิลปิน : Era

ยิ่งฟังยิ่งมัน ยิ่งฟังยิ่งสนเท่ห์ เพลงนี้ผมชอบเสียงทุ้มของคีย์บอร์ดอิเล็กทรอนิคที่แผ่กว้างออกไปเหมือนไดร์ไอซ์บนเวทีคอนเสิร์ตที่ให้ความรู้สึกชวนพิศวง ตามด้วยเสียงกระชากคันชักเครื่องสายตัวใหญ่ ย้อนยุคกลับไปในบรรยากาศคล้ายซาวนด์แทรคหนังเรื่องลอร์ดออฟเดอะริง ไม่น่าเชื่อว่าหูฟังอินเอียร์ไร้สาย True Wireless ขนาดเล็กตัวนี้จะสามารถสร้างบรรยากาศแบบนั้นออกมาได้.! โอ้วว.. มันทำให้ผมสงสัยซะแล้วว่าจากสเปคฯ ที่แจ้งว่าใช้ไดเวอร์ไดนามิกขนาด 6 .. แค่ตัวเดียว จริงหรือ.?? เพราะท่ามกลางเสียงทุ้มที่กระแทกกระทั้นหนักหน่วงช่วงกลางของเพลงนั้น ยังมีรายละเอียดของเสียงร้องประสานกับเสียงเครื่องเขย่าที่โผล่แทรกขึ้นมาอีก ผมไม่นึกเลยว่า หูฟังตัวนี้จะสามารถถ่ายทอดรายละเอียดในแทรคนี้ออกมาได้ครบถ้วนขนาดนี้ โดยเฉพาะเสียงทุ้มที่ดีเกินคาดมากๆ

แทรค : The Chain (DSF64)
อัลบั้ม : Rumour
ศิลปิน : Fleetwood Mac

อดใจไม่ไหวจริงๆ แล้วก็อีกครั้งที่ 1000XM3 ทำให้ผมนั่งนิ่งอึ้งกับเสียงกระเดื่องที่แน่นปั๊กของแทรคนี้ ซึ่งมันให้ออกมาแบบไม่มีหย่อนยานเลย และไม่ได้บดบังเสียงร้องของลินเซย์ บักกิ้งแฮมกับสเตวี่ นิคด้วย ขณะที่เสียงเบสจากกระเดื่องกับเบสแสดงศักดาอยู่นั้น เสียงลีดกีต้าร์ที่ฉวัดเฉวียนของลินเซย์ก็ยังคงแทรกตัวขึ้นมาได้คู่กับเสียงเขย่าแทนมารีนของสเตวี่ นิค ผมพยายามฟังจับว่า ถ้าปล่อยเบสออกมาดีขนาดนี้ แหลมจะตกรึเปล่า.? ก็ปรากฏว่าไม่ ผมยังคงได้ยินเสียงฉาบและเสียงเขย่าแทมมารีนปรากฏออกมาได้ชัดอยู่

เสียงของหูฟังตัวนี้เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไดเวอร์ตัวเล็กๆ แค่ 6 .. จะสามารถสร้างความมหัศจรรย์ออกมาได้มากขนาดนี้ เหลือเชื่อมาก! นอกจากนั้น คุณสมบัติด้านอื่น อาทิเช่น โฟกัส, ไทมิ่ง ก็ทำได้ดี คุมจังหวะดนตรีได้เยี่ยมมาก ฟังแล้วอยากเป็นมือกลอง เผลอสลับข้อมูลหวดอากาศไปหลายครั้ง

หลังจากลองฟังด้วยการเล่นไฟล์จากฮาร์ดดิสของ iPhone 7 แล้ว ผมก็ทดลองฟังด้วยสัญญาณที่สตรีมมาจากอินเตอร์เน็ตดูบ้าง โดยอาศัย TIDAL เป็นเพลเยอร์ เล่นไฟล์คุณภาพระดับ HI-FI เสียงก็ออกมาดีมาก ระดับวอลลุ่มที่ใช้อยู่ระหว่าง 60 – 75% ของระดับวอลลุ่มทั้งหมด ซึ่งแสดงถึงการแม็ทชิ่งระหว่างภาคขยายกับความไวของไดเวอร์ออกมาได้ลงตัวดี มีประสิทธิภาพสูง เสียงมีพลัง จะแจ้ง เปิดเผยรายละเอียดออกมาได้ครบหมด ไม่มีอับทึบ ไม่มีป้อแป้ ฟังมันมาก!

ฟังท์ชั่นรับสายโทรศัพท์

ผมเข้าไปปรับตั้งให้หูฟังข้างขวารองรับคำสั่ง Playback Control ขณะฟังเพลง เวลามีเสียงโทรศัพท์เข้า (ภาพบนสุด) ให้ใช้ปลายนิ้วแตะที่แป้นของหูฟังข้างขวา 2 ครั้ง เพื่อรับสาย (ภาพกลาง) และเมื่อคุยโทรศัพท์เสร็จ ใช้ปลายนิ้วแตะที่แป้นหูฟังข้างขวา 2 ครั้งเพื่อวางหู (ภาพล่าง) และเสียงเพลงก็จะเริ่มเล่นต่อไป ซึ่งเสียงโทรเข้ามีความชัดเจนมาก และไมโครโฟนก็มีความไวดี ไม่ต้องพูดดังมากฝั่งตรงข้ามก็ได้ยินชัด ทดสอบโดยให้คนที่บ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 10 เมตรแกล้งโทรฯ เข้ามาแล้วคุยกัน

ผมทดลองออกไปทดสอบฟังท์ชั่น Noise Cacelling นอกสถานที่ โดยสวมหูฟังแล้วขึ้นไปโดยสารในรถไฟฟ้า BTS พบว่า ระบบ Adaptive Sound Control บนตัว 1000XM3 ทำงานตรวจจับการเคลื่อนที่ของผมได้แม่นยำมาก แค่เดินช้าๆ ด้วยความเร็วปกติ เซ็นเซอร์ของตัวหูฟังก็รับรู้ได้ (ผ่าน Location ของ iPhone 7)  และฟังท์ชั่น Ambient Sound Control ที่ผมปรับตั้งไว้ก็ตอบสนองได้ดี สามารถปรับลดเสียงรบกวนจากรอบข้างออกไปได้เยอะ แต่ไม่ได้สงัดมากเท่ากับหูฟังฟูลไซร์รุ่น WH-1000XM3 แต่ก็ลดได้เยอะ และการเชื่อมต่อบลูทูธก็มีความเสถียรสูงกว่ารุ่น WF-1000X เดิมมาก

สรุป

จริงอยู่ที่ว่า หูฟังไร้สายถือกำเนิดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ทางด้านความสะดวกสบายในการสวมใส่ ซึ่งในช่วงของการเปิดตัวเจนเนอเรชั่นแรกๆ ผู้ใช้ต้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะเลือกไปทางไหน ระหว่าง ความสะดวกกับ คุณภาพเสียงซึ่งต้องแลกกัน เพราะในขณะนั้น คลื่น Bluetooth ที่ถูกเลือกใช้เป็นพาหะ ยังมีปัญหาข้อจำกัดในการส่งผ่านสัญญาณเสียงที่มีความละเอียดสูงๆ ทำให้หูฟังไร้สายให้ได้แค่ความสะดวก แต่สำหรับคุณภาพเสียงแล้ว หูฟังไร้สายยังไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่เน้นคุณภาพเสียง

แต่จากสิ่งที่ผมได้ยินจาก WF-1000XM3 ของ Sony ตัวนี้ ผมบอกได้เลยว่า ถ้าผู้ผลิตหูฟังใช้สายที่ตั้งราคาขายไม่เกิน 10,000 บาทไม่เร่งรีบทำการพัฒนาปรับปรุงทางด้าน คุณภาพเสียงของหูฟังของตัวเองให้ขยับสูงขึ้นไปมากๆ จะดำรงอยู่ในตลาดได้ยากแน่ๆ ! /

**********************
ราคา : 8,990 บาท / คู่
มีให้เลือก 2 สี คือ ดำ กับ ทอง
**********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Sony Thai

website : Sony Thai

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า