รีวิวเครื่องเสียง Boulder รุ่น 866 Integrated Amplifier สเตริโอ อินติเกรตแอมป์

Boulder เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีแบ็คกราวนด์แน่นมาก แม้ว่าจะเป็นแบรนด์ที่บริหารโดยเจ้าของคนเดียว แต่เพราะพื้นฐานเดิมที่มาจากวงการโปรเฟสชั่นแนล เรคคอร์ดิ้งและบรอดแคสต์ มีส่วนทำให้นักออกแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์สำหรับวงการโปรเฟสชั่นแนลอย่าง Jeff Nelson ซึ่งมีทั้งสตูดิโอบันทึกเสียงเป็นของตัวเองและยังรับงานออกแบบมิกซิ่ง บอร์ดให้กับสตูดิโออื่น มีคุณสมบัติมากเกินพอในการที่จะขยับลงมาเล่นกับตลาดเครื่องเสียงไฮไฟ

Jeff Nelson

ผลงานเชิงประจักษ์สำหรับ Boulder เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ปี 1984 เป็นปีที่พวกเขาเปิดตัวเพาเวอร์แอมป์ รุ่น 500 ออกมา ซึ่งในตอนแรกนั้น พวกเขาตั้งใจผลิตเพาเวอร์แอมป์รุ่น 500 ตัวนี้ออกมาเพื่อป้อนให้กับตลาดโปรเฟสชั่นแนลโดยเฉพาะ แต่หลังจากออกมาไม่นาน แอมป์รุ่นนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มของโปรเฟสชั่นแนล สตูดิโอ ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ส่วนใหญ่ชอบใจในน้ำเสียงที่เที่ยงตรงของมัน และนั่นคือโอกาสที่ทำให้เกิด รุ่น 500AE ตามออกมา ซึ่งก็คือเพาเวอร์แอมป์รุ่น 500 ที่เป็นเวอร์ชั่น ‘Audiophile Editionที่เจฟฟ์ ตั้งใจปรับจูนมาเพื่อนักเล่นเครื่องเสียงโดยเฉพาะ

Boulder 865 อินติเกรตแอมป์ตัวแรก.!!

หลังจากรุ่นแรก 500AE ใน ปี 1984 เจฟฟ์และทีมงานก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตลอด แต่โดยมากจะเป็นปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ โดยไล่จากรุ่นใหญ่ๆ อย่าง ซีรี่ย์ 2000 ที่ออกมาใน ปี 1995 ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่มีคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า “Cost-no-Objectคือตั้งใจออกแบบทุกจุดของแอมป์ในซีรี่ย์นี้ให้ออกมาดีที่สุดตามอุดมคติโดยไม่สนใจต้นทุน.! โดยมีผลิตภัณฑ์ในซีรี่ย์นี้ออกมาครบทั้งแอมปลิฟาย (ปรีแอมป์ + โมโน สเตริโอ เพาเวอร์แอมป์) และแหล่งต้นทางสัญญาณอย่าง D/A converter ซึ่งผลิตภัณฑ์ในซีรี่ย์ 2000 นี้เป็นตัวดันชื่อของ Boulder ให้ผงาดขึ้นมาในวงการไฮเอ็นด์ฯ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมาคือช่วงเวลาที่ Boulder โลดแล่นอยู่ในวงการไฮเอ็นด์ฯ ได้อย่างมั่นคง ภาพของ Boulder ปรากฏชัดเจนขึ้นมาในแง่ของเครื่องเสียงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ที่ไม่มีการย่อหย่อนทั้งในการออกแบบและดีไซน์ พวกเขามีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาป้อนตลาดอย่างสม่ำเสมอ สลับกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานและเพิ่มสมรรถนะในการผลิตไปพร้อมกัน จนถึง ปี 2007 เจฟฟ์กับทีมของเขาก็ทำเซอร์ไพร้ส์ด้วยการแอบปล่อยอินติเกรตแอมป์ตัวแรกของแบรนด์ออกมาอย่างเงียบๆ ช่วงกลางปี ชื่อรุ่นคือ 865 ด้วยจุดประสงค์เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่มีพื้นที่และงบประมาณจำกัด ซึ่งไม่สามารถจัดเครื่องแยกชิ้นของ Boulder ไปใช้งานได้ เรียกว่าการปล่อย 865 ออกมาครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจทำออกมาโชว์ศักยภาพ แต่เพื่อตอบโจทย์ตลาดมากกว่า ทว่า ผลการตอบรับของตลาดกลับเกินความคาดหมาย นั่นคือ 865 ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากทั่วโลก.!

Boulder 866 กับการทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ออกมา ดีกว่าขึ้นไปอีก

หน้าตาของรุ่น 865 Integratest Amplifier

หน้าตาของรุ่น 866 Intergratest Amplifier

Boulder ปล่อยอินติเกรตแอมป์ตัวแรกรุ่น 865 ออกมาในเดือนกันยายน ปี 2007 มันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จเกินคาด หลังจากทิ้งช่วงเวลาไปนานถึง 12 ปีเต็มๆ วันที่ 30 ตุลาคม ปี 2019 โบลเดอร์ก็เผยโฉม 866 ออกมา ซึ่งวินาทีแรกที่ทั่วโลกได้ยลโฉมอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ทุกคนออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เสียแรงที่รอคอย เพราะดูก็รู้ว่า 866 ไม่ได้อาศัยความสำเร็จของ 865 เป็นบันไดไต่ขึ้นไปสู่ความสำเร็จ แต่ถ้าคุณพิจารณาทุกจุดบนตัว 866 ให้ดี คุณจะพบว่า 866 มี ดีมากพอที่จะนำพาตัวเองก้าวขึ้นบัลลังค์สู่ความนิยมได้ไม่ยาก

866 พลิกโฉมหน้าของตัวเองหลุดพ้นจากดีไซน์ทื่อๆ แข็งๆ ของ 865 ไปได้แบบไม่มีเค้าเดิมเหลือ เผื่อใครที่ไม่รู้ว่า Boulder เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ประเภทแอมปลิฟายจำนวนไม่กี่แบรนด์ที่มีเครื่องกัด CNC เป็นของตัวเองอยู่ในโรงงาน.! ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ จะใช้วิธีจ้างซัพพลายเออร์นอกโรงงานเป็นคนกัด CNC ให้ และนั่นก็คือสาเหตุที่ตัวถังของ Boulder มีความวิลิศมาหรามากเป็นพิเศษ ลองดูครีบระบายความร้อน (ฮีทซิ้งค์) ที่ด้านข้างตัวถังของ 866 ซิ.. มันเป็นอะไรที่เท่มาก.!!

บนแผงหน้าปัดของ 866 ฉีกหนีดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ประเภทแอมลิฟายทั่วไปแบบไม่เห็นฝุ่นจริงๆ จุดดึงดูดสายตาคือจอแสดงผลขนาดใหญ่ 7 นิ้ว (สัดส่วนกว้าง x สูงอยู่ที่ 16 x 9 ตารางเซนติเมตร) เป็นจอสี LCD แบบทัชสกรีนที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของหน้าปัด ส่วนที่เหลือนอกจากนั้นก็คือปุ่มกดสีดำๆ อีก 4 ปุ่ม ที่เรียงตัวเยื้องมาทางขวาของหน้าปัด กับโลโก้ Boulder ที่กัดเป็นลายเส้นลึกลงไปในบนแผงหน้าปัดที่อยู่ด้านบนของปุ่มทั้งสี่… แค่นั้น!

บนแผงหลังของ 866 มีฟังท์ชั่นให้ใช้งานอยู่ 4 กลุ่ม มีการแยกแยะจัดวางไว้เป็นสัดส่วน ดูสะอาดตา เริ่มจาก กลุ่มแรก (1) เป็นเต้ารับสำหรับเชื่อมต่อสายไฟเอซีพร้อมสวิทช์ ซึ่งรุ่นนี้ทาง Boulder ติดตั้งมาให้เป็นเต้ารับขนาด 15 แอมป์ ไม่ได้ใช้เต้ารับ 20 แอมป์เหมือนรุ่นใหญ่ๆ ถือว่าโชคดีเพราะหาสายไฟอัพเกรดไม่ยาก ส่วนช่องรับสัญญาณอินพุตมีมาให้ทั้งอินพุตสำหรับสัญญาณ analog (2) และ digital (3) ซึ่งทางด้านอะนาลอกนั้นให้มาแต่ขั้วต่อบาลานซ์ XLR อย่างเดียว จำนวนทั้งหมด 3 ชุด ใครที่ใช้แหล่งต้นทางที่ให้สัญญาณเอ๊าต์พุตเป็นแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ก็สามารถนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับ 866 ได้ แต่ต้องใช้สายอะแด๊ปเตอร์ RCA > XLR ตามลักษณะด้านล่างนี้

ปกติแล้ว ทางฝั่งขั้วต่อ RCA จะมีจุดเชื่อมต่อสัญญาณแค่ 2 จุด คือ + กับ ส่วนฝั่งที่เป็นขั้วต่อ XLR จะมี 3 จุด เชื่อมต่อคือ +, และ Ground วิธีทำสายอะแด๊ปเตอร์ให้เอา กับ Ground ของทางฝั่ง XLR ไปรวมอยู่กับ ของฝั่ง RCA ดังนั้น ส่วนที่ต่อตรงถึงกันระหว่างฝั่ง RCA กับ XLR ก็คือขั้ว + ของ RCA กับขาต่อสัญญาณเบอร์ 2 ของขั้วต่อ XLR (ดูตามภาพด้านบน) หรือจะซื้ออะแด็ปเตอร์รุ่น ABL2 ที่ทาง Boulder ทำออกมาใช้ก็ได้ (สอบถามเพิ่มเติมที่ผู้นำเข้า . Deco2000 โทร. 089-870-8987)

เหตุผลที่ผู้ผลิตให้อินพุต XLR มาก็เพราะว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการป้องกันการรบกวนจากคลื่น EMI และ RFI มากเป็นพิเศษ ซึ่งขั้วต่อสัญญาณที่มีโครงสร้างแบบบาลานซ์ XLR จะช่วยลดโอกาสที่คลื่น EMI และ RFI แทรกซึมเข้ามาถึงเส้นตัวนำที่อยู่ภายในสายสัญญาณนั่นเอง

ขั้วต่อขาเข้าสำหรับสัญญาณดิจิตัล มีมาให้เลือกใช้ทั้งหมด 4 รูปแบบ เรียงจากซ้ายไปขวาคือ AES/EBU ผ่านขั้วต่อ XLR, ขั้วต่อ Ethernet สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับระบบเน็ทเวิร์คเพื่อรองรับสัญญาณดิจิตัลจากอุปกรณ์เล่นไฟล์เพลงประเภทสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ต, ถัดไปเป็นช่อง USB-A จำนวน 4 ช่องซึ่งให้มาไว้เสียบฮาร์ดดิสที่เก็บไฟล์เพลงสำหรับเล่นผ่านตัว 866 ด้วยแอพฯ เล่นไฟล์เพลงที่รองรับมาตรฐาน UPnP อย่างเช่น Mconnect และถัดไปขวามือสุดคือช่องอินพุต Optical ส่วนขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มานั้น เป็นขั้วต่อที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ตัวขันยึดขั้วต่อมีขนาดใหญ่ แข็งแรง บิดขันได้กระชับมือ

การควบคุมสั่งงาน, การปรับตั้งค่าต่างๆ และการแสดงผลบนหน้าจอ

Boulder ตัดรีโมทไร้สายที่เคยมีมาให้ในรุ่น 865 ออกไป แล้วแทนที่ด้วยจอทัชสกรีนกับแอพลิเคชั่น มาให้ใช้เพื่อควบคุมสั่งงานและปรับตั้งค่าต่างๆ ในเมนู ซึ่งจำเป็นต้องใช้งานร่วมกันระหว่างการสัมผัสบนจอกับสั่งงานผ่านแอพฯ เนื่องจากลูกเล่นบางอย่างของ 866 ที่ให้มา อย่างเช่น การใส่ภาพอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เป็นอินพุตลงไปปรากฏบนหน้าจอของ 866 คุณไม่สามารถทำที่ตัวเครื่องได้ ต้องทำบนแอพลิเคชั่นที่ติดตั้งบนอุปกรณ์พกพาเท่านั้น

การสั่งงานและปรับตั้งค่าบนแอพ Boulder Controller

แอพลิเคชั่นที่ให้มาใช้เพื่อการควบคุมสั่งงานและปรับตั้งค่าต่างๆ มีชื่อว่า “Boulder Controller Appสามารถโหลดมาใช้ได้ฟรี มีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android ซึ่งแอพฯ ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นรีโมทสำหรับควบคุมวอลลุ่ม, เลือกอินพุต และปรับตั้งค่าการทำงานของตัวเครื่องเท่านั้น ไม่มีความสามารถเล่นไฟล์เพลงในตัว (ไม่ได้เป็นแอพฯ เพลเยอร์)

ผมทดลองติดตั้งแอพฯ Boulder Controller ลงบน iPad Pro 11 นิ้ว เจน 4 ซึ่งการที่แอพตัวนี้จะเชื่อมต่อกับตัวเครื่อง 866 มีอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือผ่านทางระบบโฮมเน็ทเวิร์คแบบใช้สาย (wired connection) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพสูงสุด ทั้งตัว 866 และอุปกรณ์พกพาที่ลงแอพฯ ของคุณจะต้องอยู่ในเน็ทเวิร์วงเดียวกัน ส่วนทางที่สองคือการเชื่อมต่อระหว่าง 866 กับอุปกรณ์พกพาของคุณด้วยระบบเชื่อมต่อแบบไร้สาย (wireless connection) โดยอาศัยคลื่น wifi ซึ่งคุณต้องทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาของคุณ (ที่ลงแอพ Boulder Controller ไว้) เข้ากับ 866 ผ่านคลื่น wifi ที่ส่งออกมาจากตัว 866 ซึ่งวิธีนี้ไม่แนะนำให้ใช้ถ้าคุณสามารถเชื่อมต่อ 866 เข้ากับเน็ทเวิร์คผ่านทางสาย Ethernet ได้จะดีกว่า การเชื่อมต่อด้วยวิธีไร้สายจะให้ประสิทธิภาพไม่ดีเท่ากับการเชื่อมต่อแบบใช้สาย Ethernet

หน้าตาของหน้า Home ของแอพฯ Boulder Controller จะมีลักษณะเป็นรีโมทที่มีฟังท์ชั่นปรับวอลลุ่ม (ศรชี้สีแดง) ด้วยการเลื่อนตัวเลขไปทางขวา (เพิ่มความดัง) และไปทางซ้าย (หรี่เสียง), สั่ง mute เสียงโดยจิ้มลงไปบนไอค่อนรูปลำโพงที่มุมขวามือด้านล่าง, เลือกอินพุตโดยเลื่อนกรอบสี่เหลี่ยมที่มีชื่ออินพุตไปทางซ้ายและขวา, และสั่งปิดการทำงานของตัวเครื่องเข้าสู่โหมดสแตนด์บายด้วยการจิ้มลงไปที่ไอค่อนสวิทช์เปิด/ปิดที่มุมขวาด้านบน ในกรณีที่ต้องการเข้าไปทำการปรับตั้งค่าการทำงานของตัวเครื่องให้จิ้มลงไปที่ขีดสามขีดที่อยู่ตรงมุมซ้ายด้านบน (ศรชี้สีฟ้า)

หลังจากจิ้มลงไปแล้ว จะปรากฏหัวข้อย่อยให้เลือกไหลลงมา 2 หัวข้อ คือ ‘Select Boulder Deviceกับ ‘Settingsที่หัวข้อแรก Select Boulder Device นั้นเอาไว้เลือกอุปกรณ์เครื่องเสียงของ Boulder ที่อยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน ถ้าคุณมีแค่ 866 ตัวเดียวก็ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับหัวข้อนี้ ส่วนหัวข้อ ‘Settings’ (ศรชี้สีแดง) นั้นคือที่รวมของฟังท์ชั่นการปรับตั้งค่าต่างๆ ของตัวเครื่อง ให้จิ้มลงไปที่หัวข้อ Settings นี้เพื่อเริ่มต้นทำการปรับตั้งค่า

ฟังท์ชั่นที่ให้มาปรับตั้งค่าทั้งหมดจะถูกแบ่งแยกออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

Volume Options
Input Settings
Display Settings
System Settings

คุณต้องการเข้าไปทำการปรับตั้งค่าในกลุ่มไหน ก็ให้จิ้มลงไปที่สัญลักษณ์หัวลูกศรชี้ลง (ศรชี้สีแดง) ซึ่งผมจะขออธิบายเรียงลำดับจากด้านบนลงล่าง

ในหัวข้อ Volume Options นี้มีหัวข้อการปรับตั้งค่าย่อยๆ อยู่ทั้งหมด 5 ฟังท์ชั่น เริ่มจาก 1. Volume Type = เป็นการตั้งลักษณะการแสดงวอลลุ่มบนจอ ซึ่งแสดงค่าได้ 2 แบบ แบบแรกคือแสดงเป็นตัวเลขตั้งแต่ 0 คือเบาสุด ขึ้นไปจนถึง 100 คือดังสุด กับอีกแบบคือแสดงเป็นเดซิเบล (หน่วยของความดัง) ซึ่งเริ่มจาก –100dB คือเบาสุดขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 0dB คือดังสุด / 2. Start at default volume = คือเลือกว่า ตอนเปิดเครื่อง On จะให้ระดับความดังของวอลลุ่มเริ่มต้นจากจุดไหน ระหว่าง ระดับความดังเริ่มต้นที่ตั้งมาจากโรงงาน (default volume) คืออยู่ที่ 30 (หรือ -70dB) หรือจะให้วอลลุ่มเริ่มต้นเท่ากับจุดที่ฟังก่อนปิดเครื่องก็ได้ / 3. Max Volume = เป็นการปรับตั้งระดับความดังสูงสุด ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้เอ๊าต์พุตของ 866 เริ่มจากเบาสุด (0, -100dB) ขึ้นไปจนถึงดังสุดที่ระดับไหน โดยคุณสามารถตั้งได้ตั้งแต่ 65 (-35dB) ไปจนถึง 100 (0dB) / 4. Volume Default = คือตั้งระดับความดังที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นหลังจากเปิดเครื่อง ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ 0 (-100dB) ไปจนถึง 80 (-20dB) / 5. Mute Level = เป็นการปรับตั้งความดังของฟังท์ชั่น mute ว่าจะให้ลดความดังลงไปอยู่ในระดับไหน โดยเลือกได้ตั้งแต่ 80 (-20dB) ลงไปจนถึง 6 (-94dB)

Input Settingsเป็นหัวข้อปรับตั้งค่าของแต่ละอินพุตที่มีอยู่ทั้งหมด 9 อินพุต ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย, ทั้งอินพุตดิจิตัลและอะนาลอก ต้องการปรับตั้งค่าที่อินพุตไหน ก็ให้จิ้มลงไปที่ลูกศรสีขาวที่อยู่ด้านหลังชื่ออินพุตนั้น ยกตัวอย่างการปรับตั้งค่าที่อินพุต Roon Ready

ในแต่ละอินพุตมีหัวข้อให้ปรับตั้งค่าทั้งหมด 3 หัวข้อ คือ 1. Input Trim = ใช้ปรับลดวอลลุ่มของอินพุตที่ดังกว่าให้ลงมาอยู่ในระดับความดังที่เท่ากับอินพุตที่เบากว่า สามารถปรับลดความดังได้ทั้งหมด 25dB ด้วยความละเอียดสเต็ปละ -0.5dB / 2. Theater Mode = ปรับตั้งบายพาสภาคปรีฯ ในตัว 866 เพื่อใช้งานร่วมกับปรีโปรเซสเซอร์ของระบบโฮมเธียเตอร์ โดยใช้วอลลุ่มของปรีโปรเซสเซอร์ในการควบคุมความดัง / 3. Input Image = เป็นฟังท์ชั่นที่ทำให้คุณโหลดรูปของเครื่องเสียงของคุณเข้าไปไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมที่อยู่บนจอแสดงผลแทนที่ภาพกราฟฟิกที่เครื่องให้มา (สำหรับอินพุต Roon Ready คือภาพตัว r ในวงกลมสีขาว) การปรับตั้งฟังท์ชี่นนี้ต้องทำผ่านแอพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพา

Display Settingsเป็นฟังท์ชั่นที่ให้มาใช้ปรับความมืดสว่างของจอแสดงผล ซึ่งสเกลที่ใช้ปรับตั้งจะแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ของความสว่าง เมื่อเทียบกับระดับสูงสุด (full brightness = 100%) โดยเริ่มตั้งแต่ต่ำสุดเท่ากับ 10% ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงสว่างสุดที่ 100% ส่วนการปรับลดความสว่างนั้น คุณสามารถลดลงได้มากถึง 90% แต่ไม่สามารถดับจอได้ คือสั่ง Off ไม่ได้ ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่า แม้ว่าจะเปิดจอไว้ก็จะไม่ส่งผลให้คุณภาพเสียงแย่ลง

System Settingsเป็นกลุ่มที่แสดงข้อมูล 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นข้อมูลจำเพาะของตัวเครื่อง มีอยู่ 3 หัวข้อ คือ เวอร์ชั่นของแอพฯ, เวอร์ชั่นของเฟิร์มแวร์ และซีรี่ย์นัมเบอร์ของเครื่อง อีกส่วนเป็นคำสั่งที่ใช้ในการปรับตั้งจำนวน 5 หัวข้อ เริ่มจาก 1. Network Settings = เป็นการเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์ค ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบคือใช้สาย Ethernet กับไร้สายผ่านคลื่น WiFi / 2. Bluetooth Settings = แสดงสถานะการเชื่อมต่อ Blutooth ของ 866 เข้ากับอุปกรณ์ภายนอก / 3. Update Firmware = ถ้ามีเฟิร์มแวร์ใหม่มา ตรงนี้จะเปิดให้กดสั่งอัพเดตเฟิร์มแวร์ได้ / 4. Factory Defaults (the unit will reset) = กดตรงนี้ถ้าต้องการล้างการปรับตั้งค่าทั้งหมดไปสู่ค่าเริ่มต้นที่ตั้งมาจากโรงงาน และสุดท้าย 5. Input Defaults = ล้างค่าที่ตั้งไว้ในแต่ละอินพุตกลับไสู่ค่าเริ่มต้นมาจากโรงงาน

การเล่นไฟล์เพลงผ่านระบบไร้สาย Bluetooth และ AirPlay

Boulder 866 เปิดโอกาสให้คุณเล่นไฟล์เพลงผ่านเข้าที่ตัวมันได้ทั้งช่องทางแบบใช้สายผ่าน Ethernet และช่องทางไร้สายผ่านทาง Bluetooth และ AirPlay

ช่องทางแรกที่ง่ายที่สุดสำหรับคนที่ใช้อุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android คือเล่นผ่านระบบไร้สายด้วยคลื่น Bluetooth ซึ่งวิธีเชื่อมต่อ Bluetooth เข้ากับ 866 ทำได้ง่ายมาก เพียงแต่คุณเปิดฟังท์ชั่น Bluetooth ของอุปกรณ์พกพาของคุณขึ้นมาก็จะเจอสัญญาณ Bluetooth ที่ส่งมาจาก 866 โผล่ขึ้นมาให้กด pair ทันที (ศรชี้ภาพบน) จากนั้นก็เล่นเพลงได้เลย

อีกช่องทางที่ง่ายมากเช่นกันถ้า 866 เชื่อมต่ออยู่กับเน็ทเวิร์ค สำหรับคนที่ใช้อุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ iOS ก็คือสตรีมผ่าน AirPlay ซึ่งผมทดลองใช้ iPhone 12 ของผมที่เชื่อมต่อ WiFi อยู่ในวง LAN เดียวกับ 866 และใช้แอพเล่นไฟล์เพลง Onky HF Player เป็นตัวเล่นเพลงบน iPhone 12 โดยสตรีมไฟล์ที่ผมเก็บอยู่ในตัวเครื่อง iPhone 12 (ในแอพ Onkyo HF Player) ออกมาเล่น สลับกับใช้แอพเล่นไฟล์เพลง Apple Music สตรีมไฟล์เพลงจากเซิร์ฟเวอร์ของแอปเปิ้ลมิวสิคเองลงมาเล่น

เมื่อเริ่มเล่นเพลงและจิ้มส่งสัญญาณจากมือถือไปที่ 866 เสียงเพลงก็จะไปออกที่ลำโพงที่เชื่อมต่ออยู่กับ 866 ทันที บนหน้าจอของ 866 จะปรากฏภาพปกอัลบั้มที่ฟังพร้อมรายละเอียดเพลงขึ้นมาโชว์ (*** ตรงนี้อาจจะขึ้นอยู่กับแอพที่ใช้เล่นไฟล์เพลงและลักษณะการริปไฟล์ที่ใส่เข้าไปในอุปกรณ์พกพาด้วย)

ณ จุดนี้ ผมสามารถปรับวอลลุ่มบนแอพที่ใช้เล่นไฟล์เพลงทั้งสองได้ และสามารถปรับบนแอพ Boulder Controller ได้ด้วย ซึ่งวอลลุ่มของทั้งบนแอพเล่นไฟล์เพลงและบนแอพโบลเดอร์ คอนโทรลเลอร์ จะซ้อนกันอยู่ ผมแนะนำให้ลดวอลลุ่มบนตัวแอพ Boulder Controller ลงมาให้หมดก่อน จากนั้นให้เพิ่มวอลลุ่มที่แอพเล่นไฟล์เพลงบนอุปกรณ์พกพาของคุณขึ้นไปให้สุด แล้วค่อยๆ เร่งวอลลุ่มที่แอพ Boulder Controller ขึ้นมาทีละนิดจนกว่าจะได้ความดังที่ต้องการ แบบนี้จะได้เสียงที่ดีที่สุด

จากการทดลองฟังเพลงด้วยการเล่นไฟล์เพลงบนอุปกรณ์พกพาแล้วสตรีมไปที่อินพุตไร้สาย Bluetooth และ AirPlay ของ Boulder 866 ตัวนี้ ผมพบว่า มันให้เสียงจากการสตรีมผ่านระบบไร้สายทั้งสองเทคโนโลยีออกมาได้ดีเกินคาด แม้ว่าคุณภาพเสียงโดยรวมจะสวิงไปตามมาสเตอร์ของแต่ละอัลบั้ม แต่โดยรวมๆ แล้วก็ต้องบอกว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ เนื้อเสียงไม่ได้ผอมบางเหมือนยุคแรกของสตรีมมิ่ง เนื้อเสียงตั้งแต่ย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มมีปริมาณมากขึ้น ทำให้ฟังแล้วได้ความรู้สึกอิ่ม นุ่มและฉ่ำ ไม่แห้งผากจนรับไม่ได้ ได้ยินอย่างนี้แล้ว ผมไม่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันเริ่มมีนักฟังเพลงให้การยอมรับการฟังเพลงด้วยวิธีสตรีมผ่านเน็ทเวิร์คมากขึ้นเรื่อยๆ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งของคุณภาพเสียงที่ออกมาดีระดับนี้ต้องยกให้เป็นเครดิตของ Boulder เองด้วย เพราะนี่คือผลพวงที่ได้มาจากการออกแบบที่ไม่ต้องติดอยู่กับงบประมาณที่จำกัดจำเกี่ย จึงทำให้พวกเขาสามารถ อัดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์เข้าไปได้อย่างเต็มที่ พูดได้ว่า 866 คือ สตรีมมิ่ง แอมปลิฟายที่ให้เสียงดีที่สุดตัวหนึ่งในตลาดเครื่องเสียงวันนี้.!!

การเล่นไฟล์เพลงด้วยการสตรีมผ่านสาย Ethernet

แม้ว่า 866 จะทำผลงานจากการสตรีมผ่านระบบไร้สายออกมาได้ดีมาก แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกันก็ยังเป็นรองการเล่นไฟล์ด้วยวิธีสตรีมผ่านเน็ทเวิร์คด้วยสาย Ethernet อยู่ดี

866 รองรับการสตรีมไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คได้ทั้งจากแอพที่รองรับมาตรฐาน UPnP อย่างเช่น Mconnect และการสตรีมด้วยระบบของ Roon ด้วยเพราะ 866 ตัวนี้ได้รับการปรับปรุงคุณสมบัติเป็น Roon Ready ด้วย.! ส่วนจะเลือกเล่นด้วยแอพ UPnP หรือเล่นด้วยระบบของ Roon.? ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการคุณภาพเสียงระดับไหน.?

การเซ็ตอัพ Boulder 866 เพื่อการทดสอบ

ภาคเพาเวอร์แอมป์ของ 866 ให้กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 200W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และสามารถเบิ้ลขึ้นไปได้สูงสุดถึง 400W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม แสดงถึงสมรรถนะทางด้านกำลังสำรองที่เตรียมไว้เต็มพิกัด พร้อมรบกับลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม อย่างเต็มที่ และถ้าเจอกับลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ปกติที่ 4 โอห์ม ภาคเพาเวอร์แอมป์ของ 866 ก็ยังสู้ได้สบายเพราะมันสามารถปั้มกำลังขับออกมาสู้กับอิมพีแดนซ์ที่ลงต่ำถึง 2 โอห์ม ออกมาได้ถึง 700W ต่อข้าง แสดงถึงกำลังสำรองก๊อกสองที่เกือบเต็มร้อยเช่นกัน สรุปคือ กำลังขับของ 866 มีมากพอสำหรับลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ 4-8 โอห์ม สามารถขับได้สบายๆ

ผมทดลองใช้ลำโพงหลายคู่จับกับ 866 มีทั้งวางขาตั้งและตั้งพื้น อาทิเช่น Totem Acoustic รุ่น The One, รุ่น Element ‘Fire’ v2, รุ่น Element ‘Metal’, Audio Physic รุ่น Classic 8 และ Mission รุ่น 700 ปรากฏว่า กำลังขับที่ 200W ของ 866 จัดการกับลำโพงเหล่านี้ได้อยู่หมัดทุกคู่.! มันสามารถดันเสียงออกมาจากลำโพงทุกคู่ข้างต้นออกมาได้อย่างหมดจด ไร้ข้อกังขา

ส่วนทางด้านแหล่งต้นทางสัญญาณ ผมลองเล่นกับ 866 ทุกช่องทางเท่าที่ทำได้ เริ่มตั้งแต่สตรีมผ่าน Bluetooth และ AirPlay ด้วย iPad Pro, สตรีมผ่านสาย Ethernet ด้วยแอพ Mconnect และ Roon ไปจนถึงเล่นแผ่น CD และแผ่น SACD ด้วยเครื่องเล่น CD/SACD ของ Arcam รุ่น CD27 แล้วต่อสายอะนาลอก XLR ของ Furutech รุ่น DAS-4.1 เข้าทางอินพุตอะนาลอก XLR ของ 866

ในการทดลองฟังอินพุต Network ของ 866 ผมใช้ network switch ของ Ediscreation รุ่น Silent Switch OCXO (REVIEW) เข้ามาช่วยลด noise ของระบบเน็ทเวิร์คที่ใช้กับ 866 ซึ่งมีส่วนช่วยได้มาก

ส่วนไฟล์เพลงที่ใช้เล่นกับ 866 ก็มีทั้งสตรีมจาก TIDAL กับ Apple Music และไฟล์เพลงที่อยู่ใน external USB Drive โดยเสียบเข้าที่ช่อง USB ของ 866 แล้วใช้แอพ Mconnect ดึงมาเล่น สุดท้ายคือไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ใน NAS โดยใช้แอพ Roon ดึงผ่านเน็ทเวิร์คมาเล่น

เล่นไฟล์เพลงบน 866 ด้วยอินพุต Roon Ready

1. ทางเข้าเมนูเครื่อง
2. ไปที่ input selector
3. เวลาของเพลงที่กำลังเล่น
4. สัญลักษณ์ Roon Ready
5. ชื่อเพลง / ชื่อศิลปิน / ชื่ออัลบั้ม
6. ระดับวอลลุ่มที่กำลังฟัง
7. ฟังท์ชั่นควบคุมการเล่นไฟล์เพลง
8. หน้าปกอัลบั้มที่กำลังเล่น

ข้างบนนี้คือรายละเอียดของเพลงที่กำลังฟีงเมื่อเล่นด้วย Roon ที่อินพุต Network ของ 866 จะเปลี่ยนเป็น ‘Roon Readyโดยอัตโนมัติเมื่อคุณเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรม Roon แล้วส่งไปที่อินพุต Ethernet (Network) ของ 866

ประโยชน์ของการส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ Roon จัดการทำให้เป็นมาตรฐาน Roon Ready ก็คือการร่วมมือกันระหว่างเจ้าของผลิตภัณฑ์ (ในที่นี้คือ Boulder) กับทางทีมของ Roon ซึ่งเป็นเจ้าของระบบเพลย์แบ็ค Roon ในการปรับจูนการทำงานของภาค DAC ในตัว 866 ให้ทำงานร่วมกับโปรแกรมเล่นไฟล์เพลง Roon ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องการและสูงสุดเท่าที่ผลิตภัณฑ์ตัวนั้น (866) สามารถทำได้ ซึ่งผลจากการทำ Roon Ready จะแสดงออกมาที่ signal path ของโปรแกรม Roon ขณะที่ใช้งานร่วมกับ 866 ตามกรอบสีแดงที่เห็นในภาพข้างบนนี้

เมื่อเล่นไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปจากแผ่นซีดีด้วยโปรแกรม Roon กับ 866 โปรแกรม Roon จะทำหน้าที่แตกไฟล์ WAV ออกมาเป็นสัญญาณ PCM 16/44.1 ตามออริจินัลที่อยู่ในไฟล์ WAV แล้วส่งไปให้ 866 ซึ่งเมื่อภาค DAC ในตัว 866 ได้รับสัญญาณ PCM 16/44.1 เข้าไป มันจะนำไปผ่านขั้นตอน Sample Rate Conversion แปลงอัตราแซมปลิ้งที่ระดับ 44.1kHz ของสัญญาณที่รับเข้ามาให้ขึ้นไปเป็น 352.8kHz (ศรชี้) ก่อนจะส่งเข้าไปที่ภาค DAC เพื่อทำการแปลงออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก จากนั้นก็ส่งต่อไปให้ภาคแอมปลิฟายขยายออกลำโพง

เมื่อเล่นไฟล์เพลง PCM ที่เป็นฟอร์แม็ต Hi-Res ผ่านโปรแกรม Roon เข้าไปที่ 866 โปรแกรม Roon จะแตกไฟล์ทุกนามสกุล ไม่ว่าจะเป็น FLAC, ALAC หรือ WAV ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ตามต้นฉบับที่อยู่ในไฟล์นั้นแล้วส่งไปให้ภาคอินพุตของ DAC ในตัว 866 ทำการอัพแซมปลิ้งให้ขึ้นอยู่ที่ระดับ 352.8kHz ก่อนส่งเข้าสู่ภาค DAC เพื่อแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกแล้วขยายด้วยเพาเวอร์แอมป์ส่งออกไปที่ลำโพง

เมื่อลองเล่นไฟล์ DSF64 ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD ด้วยโปรแกรม Roon พบว่า โปรแกรม Roon จะทำการแปลงสัญญาณ DSD64 ที่มีอัตราแซมปลิ้งเท่ากับ 2.8224MHz ให้ลงมาเป็นสัญญาณแซมปลิ้งเรต 352.8kHz ก่อนส่งไปให้ภาค DAC แปลงเป็นอะนาลอก ก่อนนำไปขยายผ่านภาคเพาเวอร์แอมป์ส่งออกไปลำโพง

เสียงของ Boulder 866

เมื่อฟังเทียบการเล่นไฟล์เพลงผ่านทางอินพุตรูปแบบต่างๆ ของ 866 ผมพบว่า การเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรม Roon ผ่านเข้าทางอินพุต Network (Ethernet) ให้คุณภาพเสียงออกมาสูงที่สุดในจำนวนอินพุตทั้งหมด และจะเห็นว่า ภาค DAC ในตัว 866 ถูกปรับตั้งไว้ให้ทำการ อัพแซมปลิ้งสัญญาณอินพุตที่รับมาจาก Roon ทุกรูปแบบให้ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ DXD คือ 352.8kHz ก่อนส่งเข้าภาคถอดรหัสเพื่อแปลงให้เป็นสัญญาณอะนาลอกเหมือนกันทั้งหมด ซึ่งการทำเช่นนี้ส่งผลต่อลักษณะเสียงที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนในแง่ของ รายละเอียดของเสียงที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เมื่อผนวกกับพลังขับของภาคแอมป์ที่สูงถึง 200W ต่อข้าง ส่งผลให้เสียงของ 866 มีลักษณะที่สดและเปิดกระจ่าง ไดนามิกสวิงได้อย่างฉับไวและเปิดกว้าง ไม่มีความอึมครึมเกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะในย่านเสียงแหลมกลาง หรือแม้แต่ทุ้ม คุณจะได้ เห็น” (ด้วยหู) ทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในเพลงที่ฟังอย่างทะลุปรุโปร่ง ใครที่ชอบฟัง รายละเอียดของเสียงเป็นพิเศษน่าจะถูกทางภาคอินพุตดิจิตัลของ 866 ตัวนี้อย่างแน่นอน

อัลบั้ม : Sho’ ‘Nuff (FLAC 24/88.2)
ศิลปิน : George ‘Wild Child’ Butler
สังกัด : Hdtrack.com

แอมปลิฟายที่อยู่ในระดับกลางลงไปถึงระดับราคาประหยัดมักจะทำให้ความหมายของคำว่า สดถูกบิดเบือนออกไปเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกคือบิดออกไปเป็น หยาบกระด้างเหตุเพราะความพยายามที่จะรักษาส่วนที่เป็น ทรานเชี้ยนต์ ไดนามิกที่แม่นยำเอาไว้ แต่ไม่มีสมรรถนะทางด้านกำลังสำรองมากพอที่จะสามารถประคองคุณสมบัติทางด้านบอดี้และหางเสียงให้ตามหัวเสียงหรือทรานเชี้ยนต์มาได้ครบทั้งหมด เสียงที่ออกมาจึงมีเฉพาะหัวเสียงแข็งๆ ที่ลอยเด่นออกมาแต่ขาดความหนาอิ่มของบอดี้กับความพลิ้วของหางเสียงตามมาด้วย เป็นสาเหตุที่มาของความแข็งกระด้างนั่นเอง ส่วนอีกแนวที่เพี้ยนไป คือออกไปทาง นุ่มเนียนซึ่งเกิดจากความพยายามทำให้เสียงมีความอิ่มของบอดี้และความพลิ้วของหางเสียง แต่ด้วยข้อจำกัดทางการออกแบบ จึงไม่สามารถถ่ายทอด ไทมิ่งที่ฉับพลันของสัญญาณทรานเชี้ยนต์ออกมาได้ทันกับสัญญาณต้นฉบับ แอมป์ประเภทหลังนี้จึงให้เสียงที่ฟังว่านุ่มเนียนเพราะมวลอิ่มหนา แต่ขาดโฟกัสของหัวเสียงที่คม, กระชับ และเร็ว จึงเป็นสาเหตุที่มาของเสียงที่ฟังว่านุ่มเนียนจนเกินจริง

หัวเสียง (ทรานเชี้ยนต์ ไดนามิก) ที่กระชับเร็ว มีไทมิ่งที่ถูกต้องตามธรรมชาติมีความสำคัญมาก เพราะมันจะแสดงรายละเอียดที่เป็น อารมณ์ของเพลงออกมาให้เราสัมผัส มันจะทำให้เรารับรู้ถึง น้ำหนักการกระทำของนักดนตรีที่บรรเลงแต่ละโน๊ตลงไปกับเครื่องดนตรีที่พวกเขาเล่นอยู่ ซึ่งแอมป์ที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดส่วนนี้ออกมาได้ดีต้องเป็นแอมป์ที่มีคุณสมบัติ 2 ประการอยู่ในตัว ข้อแรกคือต้องสามารถตอบสนองกับไทมิ่งของสัญญาณทรานเชี้ยนต์ ไดนามิกได้เร็วทันกับสัญญาณต้นฉบับมากที่สุด กับอีกคุณสมบัติคือต้องมีกำลังสำรองมากพอที่จะสามารถจ่ายให้กับส่วนของบอดี้ (harmonic+overtone) ที่ตามติดออกมาจากหัวเสียง ไปจนถึงส่วนที่เป็นหางเสียง (natural frequency) ที่ค่อยๆ จางหายไป

เพลงแนวร็อคหนักๆ อาจจะแสดงความหมายของคำว่า สดได้ชัด ในขณะที่เพลงร้องที่มีจังหวะเนิบช้าอาจจะฟังจับความสดได้ยาก ส่วนตัวผมชอบที่จะใช้เพลงแนวบลูส์ในการตรวจวัดคุณสมบัติทางด้าน ความสดของเสียง ถึงแม้ว่าเพลงแนวบลูส์ส่วนมากจะใช้จังหวะที่เนิบนาบ แต่ทว่า นักดนตรีที่มีฝีมือเจนจัดจะใช้ลักษณะของเสียงร้องที่กระโชกโฮกฮากในการถ่ายทอดอารมณ์เพลง ส่วนเครื่องดนตรีสนับสนุนก็จะอาศัยการย้ำเน้นของหัวเสียงเป็นตัวตอกย้ำอารมณ์เพลงให้ดิ่งลึกลงไปมากขึ้น นักร้องเพลงบลูส์ขั้นเทพหลายๆ คน อย่างเช่น Muddy Waters, Keb Mo และ George ‘Wild Child’ Butler คือตัวอย่างของนักร้องเพลงบลูส์ที่ชอบใช้เทคนิคการขับร้องแบบสวิงไดนามิกของเสียงร้องกว้างๆ ในการถ่ายทอดอารมณ์เพลง ซึ่งอัลบั้มชุด Sho’ ‘Nuff ของ George ‘Wild Child’ Butler ชุดนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงคุณสมบัติที่ว่าได้ชัดเจนมาก ซึ่ง Boulder 866 ตัวนี้สามารถถ่ายทอดทุกลีลาคำร้องของ George ‘Wild Child’ Butler ออกมาได้อย่างดิ่งลึกมาก ทรานเชี้ยนต์คม ไทมิ่งเป๊ะ ทุกคำร้องของเขารีดลงไปถึงเบื้องลึกของอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ เสียงเม้าต์ออร์แกนของเขาก็ยิ่งเสียดแทรกลงไปในมโนจิตเหมือนคมมีดที่กรีดลงไปถึงชั้นในของความรู้สึก Boulder 866 ตัวนี้ทำให้ความหมายของคำว่า เพลงบลูส์ที่ฝังลึกอยู่ในอัลบั้มนี้ถูกตีแผ่ออกมาให้เสพได้อย่างถึงพริกถึงขิง ไม่ผิดเพี้ยนไปทางใดทางหนึ่ง เป็นครั้งแรกที่ผมนั่งฟังอัลบั้มนี้จนจบทั้งอัลบั้มด้วยความอิ่มเอมหัวใจ เจ็บเสียดแต่สุขใจ..

ต้องยอมรับว่า ภาคอินพุตดิจิตัลของ 866 จัดการกับไฟล์ PCM 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีออกมาได้ดี โดยที่มันพยายามนำเสนอ รายละเอียดจริงๆ ของเสียงที่เก็บมาด้วยฟอร์แม็ต CD ออกมาให้ได้มากที่สุด โดยไม่พยายาม กลบเกลื่อนข้อตำหนิที่อาจจะเกิดขึ้นจากข้อจำกัดของฟอร์แม็ตที่มีเรโซลูชั่นแค่ 16-bit กับแซมปลิ้งเรตที่ 44.1kHz นั่นทำให้บางอัลบั้มของไฟล์ 16/44.1 ออกมาบาง ซึ่งตอนโทษที่ไฟล์ เพราะเมื่อผมทดลองเอาอัลบั้มเดียวกันที่เป็นไฟล์ไฮเรซฯ ที่มีสเปคฯ สูงกว่าอย่างเช่น 24/88.2 ขึ้นไปมาลองฟังเทียบกัน ก็พบว่า เสียงที่ออกมาจาก 866 ผ่านลำโพงคู่เดียวกันมันดีกว่าตอนเล่นไฟล์ 16/44.1 มากมาย อะไรที่เป็นข้อตำหนิของไฟล์ 16/44.1 หายไปเกือบหมด และได้ยินอะไรที่ ไม่มีในไฟล์ 16/44.1 ออกมาให้ฟังด้วย ที่น่าอะเมธซิ่งมากที่สุดคือ อารมณ์ของเพลงที่ลึกซึ้งมากกว่าฟังจากไฟล์ 16/44.1 มหาศาล.! ฟังๆ ไปแล้วทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่า ผมเก็บไฟล์ไฮเรซฯ ตะกูล PCM ไว้น้อยเกินไปซะแล้ว..

อัลบั้ม : The Girl In The Other Room (SACD)
ศิลปิน : Diana Krall
สังกัด : Verve Records

จนเมื่อผมลองฟังไฟล์ DSD64 ที่ริปมาจากแผ่น SACD ผ่านไปสัก 2-3 อัลบั้ม ผมก็เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างกับเสียงที่ 866 ถ่ายทอดออกมา

คือผมยอมรับว่า โทนเสียงโดยรวมเมื่อเล่นไฟล์ DSD64 ด้วยการสตรีมไฟล์เพลงจาก NAS ผ่านเข้าสู่ภาค DAC ของ 866 ทางอินพุต Network มันมีลักษณะที่นุ่มเนียน และสะอาดสะอ้านมาก.. เป็นจุดเด่นที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกดี รู้สึกถึงความหรู เนี้ยบ แต่ในขณะเดียวกัน.. ผมรู้สึกว่ามันสะอาดมากไปนิด ไม่ตรงกับรสนิยมของผมที่ชอบเสียงที่ออกโทนสด ระริกระรี้ ดีดดิ้น ผมรู้สึกว่าเมื่อเล่นไฟล์ DSD64 ผ่านการสตรีมไปที่ 866 เสียงมันสุภาพมากเกินไป เมื่อผมลองเปลี่ยนมาใช้วิธีเล่นแผ่น SACD ชุดเดียวกัน ด้วยเครื่องเล่นซีดี Arcam CD27 แล้วส่งสัญญาณอะนาลอกเข้าไปที่อินพุต XLR ของ 866 มันทำให้ผมได้เห็นถึง อีกบุคลิกเสียงที่ 866 ให้ออกมา ซึ่งแตกต่างจากเสียงที่ได้ยินจากการเล่นไฟล์ผ่านเข้าทางอินพุตดิจิตัลไปอีกแบบ

เมื่อลองเล่นแผ่น SACD ที่เป็นอัลบั้มเดียวกับที่ผมริปออกมาเป็นไฟล์ DSD64 นั่นคือชุด The Girl In The Other Room ของ Diana Krall ผมพบว่า เสียงที่ได้จากการเล่นแผ่น SACD มันแทบจะเป็นคนละแบบกับที่ได้ยินจากการเล่นไฟล์ DSD สตรีมเข้า 866 ต่างกันเยอะในแง่ของบุคลิกเสียง ซึ่งเล่นจากแผ่นเข้าทางอินพุตอะนาลอกของ 866 จะมีความสด กระจ่างมากกว่าเล่นด้วยไฟล์ DSD ด้วยสตรีมมิ่งเข้าทางอินพุต Roon Ready ของ 866

อือมม.. คุณคงอยากรู้ว่า แบบไหนดีกว่ากัน.? ผมย้อนกลับไปฟังการเล่นอัลบั้มเดียวกันด้วยวิธีการทั้งสองรูปแบบซ้ำไปซ้ำมาหลายเที่ยว ผมพบข้อสรุปเบื้องต้นอันดับแรกว่า คุณภาพเสียงที่ได้จากการเล่นจากไฟล์ DSD ผ่านสตรีมมิ่งเข้าที่ 866 กับเล่นจากแผ่น SACD เข้าไปที่ 866 ทางอินพุตอะนาลอก ทั้งสองวิธีการนี้มันให้คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากในระดับที่ยอมรับได้ทั้งคู่ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบกันผมเชื่อว่า แทบทุกคนก็สามารถใช้ชีวิตอยู่กับการเล่นแบบใดแบบหนึ่งได้เลย เพราะความต่างมันไปปรากฏอยู่ที่ลักษณะของ โทนบุคลิกของเสียงไม่ใช่ในแง่ของ คุณภาพเสียงดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบบุคลิกเสียงที่เจือความนุ่มนวลมากหน่อย คุณจะชอบเสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์ DSD ผ่านทางสตรีมมิ่งด้วย 866 ตัวนี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีรสนิยมชอบบุคลิกเสียงที่เจือความสด กระจ่าง คุณน่าจะชอบลักษณะเสียงที่ได้จากอินพุตอะนาลอก XLR ของ 866 เมื่อรับสัญญาณอะนาลอกมาจากเครื่องเล่น SACD จากภายนอกที่ให้บุคลิกเสียงออกแนวสด (ซึ่งบังเอิญว่าตัว Arcam CD27 มันมาแนวสดนิดๆ อยู่แล้ว)

เมื่อลองเล่นแผ่น SACD ด้วย Arcam CD27 แล้วป้อนเข้าอินพุตอะนาลอก XLR ของ 866 ผ่านไปจำนวนหนึ่ง ผมรู้สึกได้ว่า 866 ให้เสียงที่มีคุณภาพสูงขึ้นไปอีกขั้น อาจจะเป็นเพราะสัญญาณ DSD มีความละเอียดสูงกว่า CD มากถึงสี่เท่า เสียงที่ออกมาจึงให้คุณภาพที่สูงกว่าในทุกด้าน ตั้งแต่เนื้อมวลของเสียงที่อิ่มแน่นมากกว่า เนียนสะอาดกว่า ปลายเสียงก็เก็บตัวดีกว่า ซึ่งอาการที่ได้ยินนี้เป็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตอนฟังไฟล์ PCM Hi-Res กับไฟล์ DSD จะได้เสียงที่มีคุณภาพสูงกว่าเล่นไฟล์ PCM 16/44.1 อยู่พอสมควร ซึ่งจริงๆ แล้วก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แสดงว่า ภาคแอมปลิฟายของ 866 มีคุณภาพสูงพอที่จะถ่ายทอดรายละเอียดของสัญญาณเสียงระดับไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างหมดจดโดยไม่มีการอั้นนั่นเอง ซึ่งผิดกับแอมป์ระดับล่างๆ ที่จูนมากับความละเอียดของสัญญาณเสียงระดับซีดีมากกว่าไฮเรซฯ (ส่วนใหญ่เป็นเพราะสเปคฯ ของแอมป์ไปไม่ถึงไฮเรซฯ) เมื่อฟังสัญญาณเสียงระดับไฮเรซฯ จะรู้สึกว่าออกมาไม่ เต็มเหมือนตอนฟังสัญญาณระดับ CD Quality ซึ่งพอไปเปิดดูสเปคฯ ของ 866 ก็ถึงบางอ้อ เพราะมันแจ้งไว้ว่าตอบสนองความถี่ได้กว้างมโหฬาร คือตั้งแต่ 0.015Hz150kHz โอ้วว.. พระเจ้า.! เห็นอย่างนี้แล้วก็หมดสงสัยโดยสิ้นเชิง ลองว่าแอมป์ที่เปิดประตูของความถี่ตอบสนองออกไปได้กว้างขนาดนี้ คุณจะใส่อินพุตอะไรเข้าไปมันก็ตีแผ่ออกมาได้ครบหมดไม่มีเหลือหรอ ไม่มีกั๊ก และไม่มีตัดทอนอย่างแน่นอน..!!! และผมคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ได้ยินอาการ compress ของความถี่เสียงใดๆ ออกมาจากแอมป์ตัวนี้เลย นั่นก็หมายความว่า ถ้าแหล่งต้นทางที่นำมาใช้กับแอมป์ตัวนี้สามารถ ถอดความถี่เสียงของสัญญาณที่มันเล่นออกมาได้เปิดกว้างครบถ้วนแค่ไหน (แหลมสุดไปถึงทุ้มสุด) ก็เชื่อได้เลยว่า ภาคขยายของ 866 ตัวนี้จะถ่ายทอดความถี่ ทั้งหมดนั้นออกมาให้คุณได้ยินอย่างแน่นอน (อ้อ… ถ้าลำโพงให้ได้ด้วยนะ)

รายละเอียดพร่างพรายที่ภาคแอมป์ของ Boulder 866 ตัวนี้ให้ออกมา เป็นเหตุให้มันค่อนข้างอ่อนไหวกับการแม็ทชิ่งอยู่พอสมควร ซึ่งส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าเป็นจุดอ่อนนะ กลับชอบมากด้วย เพราะในแง่ดีก็คือ ถ้าคุณสามารถแม็ทชิ่งอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ที่ใช้ร่วมกับแอมป์ตัวนี้ออกมาได้ลงตัวมากเท่าไหร่ คุณภาพเสียงที่คุณจะได้รับกลับมาจากแอมป์ตัวนี้ก็จะทวีขึ้นไปมากเท่านั้น ผมค้นพบคุณสมบัติเด่นข้อนี้ของแอมป์ตัวนี้ตอนแม็ทชิ่งเพื่อเตรียมทดสอบนี่แหละ ลำโพงที่มีสเปคฯ สูงพอ รวมถึงเส้นสายในระบบที่มีคุณภาพสูงพอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอินติเกรตแมอป์รุ่น 866 ตัวนี้ ถ้าคุณตั้งใจที่จะใช้ภาค DAC ที่มาพร้อมสตรีมมิ่งในตัว 866 เป็นหลักในการฟังเพลง ผมแนะนำให้หาสาย Ethernet ที่มีคุณภาพดีมาใช้ รวมถึงแนะนำให้หาตัว network switch ดีๆ เข้ามาช่วยลด noise ที่มากับระบบเน็ทเวิร์คออกไปซะก่อนที่จะเข้ามาถึงตัว 866 ซึ่งอันนี้จะช่วยได้มาก ไม่ใช่เพราะว่า 866 ไม่ดี แต่เพราะว่ามันเปิดโปงเสียงออกมาทุกเม็ดโดยไม่กั๊กแบบนี้นี่แหละ ถ้าต้องการให้ได้เสียงที่พร่างพรายไปด้วยคุณภาพ เราก็ต้องช่วยเคลียร์สภาพแวดล้อมให้มัน ทำได้อย่างนั้นแล้ว คุณจะชื่นใจกับเสียงที่ได้ยินออกมาจากแอมป์ตัวนี้.!!

สรุป

ช่วงที่ทดสอบลำโพง Wilson Audio รุ่น Sabrina X (REVIEW) เมื่อปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ทดลองฟัง Boulder 866 ขับลำโพง Sabrina X อยู่สองสามวัน เสียงออกมาดีมาก.! และในงานเครื่องเสียง BAV ครั้งล่าสุดที่ผ่านมาก็ได้ไปยืนแอบฟัง Bolder 866 ขับลำโพงวิลสัน ออดิโอรุ่น Alexia V เสียงก็ออกมาดีมากเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่ได้ยินทั้งสองครั้งนั้นมันสอดคล้องกับผลการทดสอบของผมครั้งนี้ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะจับกับลำโพงคู่ไหนที่ผมมีอยู่ในห้องฟังตอนนั้น Boulder 866 ตัวนี้ก็สามารถ ทะลวงเอาเสียงที่ดีที่สุดของลำโพงคู่นั้นออกมาให้ฟังได้ทุกครั้ง.!

จนถึงตอนนี้ ผมยังบอกไม่ได้เลยว่า คุณภาพที่แท้จริงของ Boulder 866 ตัวนี้มันไปถึงจุดสูงสุดที่ไหนกันแน่.? /

********************
ราคา :
700,000 บาท / ตัว (ไม่มี ดิจิตัล อินพุต)
770,000 บาท / ตัว (มี ดิจิตัล อินพุต)
********************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่
Deco2000
โทร. 089-870-8987
facebook: DECO2000

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า