รีวิวเครื่องเสียง : Clef Audio รุ่น Soloist-50 อินติเกรตแอมป์อะนาลอก

คุณไม่มีทางคาดเดาเสียงของแอมป์ฯ ที่วางอยู่ข้างหน้าได้ถูก ถ้าไม่ได้ลองฟังเสียงของมันจริงๆ ผมมักจะเกิดคำถามกับตัวเองทุกครั้งหลังจากได้ฟังเสียงของแอมป์ฯ ตัวใดตัวหนึ่งเป็นครั้งแรกจากที่ไม่เคยฟังมันมาก่อน

ผมยอมรับว่า ข้อมูลเกี่ยวกับแอมป์บางตัวที่ได้รับรู้มา ได้เข้าไปสร้าง “จินตนาการ” เกี่ยวกับแนวเสียงของแอมป์ตัวนั้นขึ้นมาในใจล่วงหน้าก่อนที่ผมจะได้ทดลองฟังเสียงของมันจริงๆ แต่หลังจากได้ทดลองฟังตัวจริงเสียงจริงแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะออกมาในทิศทางเดียวกันเสมอ นั่นคือผิดไปจาก “จินตนาการ” ที่ผมสร้างไว้ก่อนหน้าที่จะเริ่มต้นฟัง ไม่มาก ก็น้อย

ผมยอมรับว่ารู้สึกทึ่งแกมสนเท่ห์ทุกครั้งที่ได้ฟังแอมป์ที่มีคุณภาพเสียงเยี่ยมๆ ทึ่งเพราะผมคิดไม่ออกว่า คนออกแบบแอมป์ตัวนั้นรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องทำอย่างไรกับแอมป์ของเขาเพื่อให้ได้เสียงแบบนั้นออกมา ซึ่งหากคุณได้มีโอกาสนั่งฟังเสียงของแอมปลิฟายคุณภาพสูงหลายๆ ตัว คุณจะพบว่า แม้แอมป์แต่ละตัวจะมีสมรรถนะที่เยี่ยมยอดไม่แพ้กัน แต่เมื่อลองฟังกันละเอียดจริงๆ แล้ว คุณจะค้นพบได้ว่า แอมป์เยี่ยมๆ เหล่านั้นให้เสียงไม่เหมือนกันเลย ทุกตัวมี “บุคลิกเสียง” ที่เป็นของมันเองซึ่งแตกต่างกันไป ข้อเท็จจริงนี้ช่วยยืนยันให้รู้ว่า แอมป์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นมี “บุคลิกเสียง” ที่แตกต่างกันจริง สมัยก่อนเคยเป็นเรื่องถกเถียงกันว่า แอมปลิฟายมีบุคลิกเสียงหรือไม่.? Bob Carver ถึงกับเคยพยายามพิสูจน์ว่าแอมป์ไม่มีเสียงของมันเอง แต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าแอมป์แต่ละตัวมีสไตล์เสียงเป็นของตัวเอง เหมือนนิสัยคนที่ไม่มีวันจะเหมือนกันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์..

ไทยประดิษฐ์ = Siam Make!

ที่ผ่านๆ มา มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ออกแบบและผลิตแอมปลิฟายออกมาจำหน่าย ส่วนใหญ่ก็เพราะพื้นฐานความรักชอบเป็นทุนขับเคลื่อน บางส่วนในนั้นอาจจะเพราะต้องการพิสูจน์ตัวเอง มีผู้ผลิตแอมป์ฯ ของไทยบางเจ้าพยายามโน้มน้าวให้ผู้ซื้อเชื่อว่า แอมปลิฟายของเขาให้คุณภาพเสียงเหนือกว่าแอมป์ฯ ในระดับราคาเท่าๆ กันที่ออกแบบและผลิตมาจากเมืองนอก บางเจ้าให้น้ำหนักความเชื่อมั่นที่รุนแรงกว่านั้นเข้าไปอีก คือเขย่งขึ้นไปเทียบชั้นกับแอมปลิฟายของนอกที่มีราคาสูงกว่าหลายๆ เท่าตัวก็มี

คุณภาพเสียงของแอมปลิฟายไม่สามารถวัดปริมาณออกมาได้ด้วยกระบวนความคิดทางเศรษฐศาสตร์ ไม่สามารถเอาราคาค่างวดของคอมโพเน้นต์ที่ประกอบอยู่ในตัวเครื่องมาประเมินเป็นคุณภาพเสียงได้ การประเมินคุณค่าของเครื่องเสียงทุกชิ้นต้องอาศัยประสบการณ์ทางดนตรีล้วนๆ นักฟังเพลงที่เชี่ยวชาญต่อให้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิคเลย ก็สามารถบอกได้ว่าเครื่องเสียงชิ้นไหนดี ชิ้นไหนไม่ดี การทำแอมป์ออกมาให้ได้เสียงที่ดีจึงเป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อเท็จจริงที่ว่า มีนักออกแบบเครื่องเสียงคุณภาพเยี่ยมจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีความเจนจัดทางด้านดนตรีอยู่ในตัว พวกเขาทำเครื่องเสียงออกมาได้ดี ก็เพราะว่ามีพื้นฐานความรู้จริงในสิ่งที่เรียกว่า “ศาสตร์” ทางไฟฟ้า ทางอิเล็กทรอนิค ทางฟิสิกส์ และทางอะคูสติก และสามารถดึงความรู้เหล่านั้นเข้ามาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ว่าแต่ว่าความน่าทึ่งมันอยู่ที่ว่า พวกเขาค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง “ศาสตร์เหล่านั้น” กับ “ความเป็นดนตรี” ได้อย่างไร.?

สองในสามหุ้นส่วนสำคัญของ Clef Audio คือคุณสิทธิชัยกับคุณอภิชัย มีหน้าที่ดูแลการออกแบบแอมปลิฟายรุ่น Soloist-50 ตัวนี้ พวกเขาเป็นบุคลากรที่มีอายุงานอยู่ในวงการไฮไฟฯ มานานนับสิบปี จากข้อมูลและแนวคิดในการออกแบบที่พวกเขาคุยให้ผมฟังตอนยกแอมป์ตัวนี้มาให้ทดสอบ ทำให้ผมรู้ว่า นอกจากพื้นฐานความรู้ทางด้าน “ศาสตร์” ต่างๆ ที่จำเป็นในการออกแบบแอมปลิฟายแล้ว ช่วงเวลานับสิบปีที่พวกเขาคลุกคลีอยู่ในวงการเครื่องเสียงได้เพิ่มเติม “บางสิ่ง” ให้กับพวกเขาด้วย สิ่งนั้นคือ “ประสบการณ์” ที่ได้จากการสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการออกแบบด้วย “ศาสตร์” ที่พวกเขามี จากนั้นก็นำเอาผลจากการสังเกตพบเหล่านั้นมาพยายามวิเคราะห์หาคำตอบและนำเอาข้อสันนิษฐานที่ได้จากการวิเคราะห์ร่วมกันไปทดลองปรับจูนแอมป์ของพวกเขาจนสามารถค้นพบความเชื่อมโยงสำคัญระหว่าง “ศาสตร์” กับ “คุณภาพเสียง” (คุณสิทธิชัยคนขวามือในภาพ เป็นเอนจิเนียร์ ส่วนคุณอภิชัย คนซ้าย เป็นอาร์ตติส)

Soloist-50 เป็นโซลิดสเตท อินติเกรตแอมป์ที่ทุกภาคส่วนในวงจรที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณเสียงถูกออกแบบให้ทำงานในโดเมนอะนาลอกล้วนๆ พวกเขาใช้ DSP เข้ามาเกี่ยวข้องบ้างเล็กน้อยเฉพาะในส่วนของการควบคุมที่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับสัญญาณเสียง ภาคปรีแอมป์ของ Soloist-50 ทำงานในโหมด class A แท้ๆ ส่วนภาคเพาเวอร์แอมป์ทำงานในโหมดลูกผสมระหว่าง class A กับ class AB โดยที่ 5 วัตต์แรกวงจรขยายจะทำงานในโหมดของ class A และจะสวิทช์ไบอัสของวงจรขึ้นไปอยู่ใน class AB ซึ่งจะให้กำลังขับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนเต็มห้าสิบวัตต์ตามสเปคฯ จุดเด่นของภาคเพาเวอร์แอมป์คือโครงสร้างวงจรที่เป็นแบบ Dual-Mono ซึ่งแยกส่วนของวงจรขยายตั้งแต่อินพุตของเพาเวอร์แอมป์ไปจนถึงเอ๊าต์พุตออกจากกันเด็ดขาด รวมไปจนถึงทรานฟอร์เมอร์ที่ใช้ในภาคจ่ายไฟด้วย โดยใช้หม้อแปลงเทอรอยด์ขนาด 200VA สองตัวทำงานแยกอิสระต่อกันระหว่างแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวา ส่งผลให้ได้การแยกแชนเนลซ้ายกับขวาที่เด็ดขาดมากยิ่งขึ้น ลดโอกาสที่จะเกิดปัญหา “สัญญาณลอดข้ามช่อง” หรือ crosstalk ลงไปได้มาก และยังช่วยลดอาการวูบวาบของเสียงที่เกิดจากสองแชนเนลซ้ายขวาดึงแย่งกำลังกันเอง เอ๊าต์พุตเป็นหน้าที่ของทรานซิสเตอร์ไบโพล่าร์จำนวน 6 ตัวต่อแชนเนล เมื่อถูกบู๊ตส์ด้วยเกนขยายในวงจรที่จัดไว้ที่ระดับ 42dB ทำให้ได้กำลังขับออกไปทางเอ๊าต์พุตเท่ากับ 50 วัตต์/ข้างที่โหลด 8 โอห์ม และด้วยความสามารถของแคปาซิแตนซ์ในภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่สูงถึง 120,000 ไมโครฟารัด ทำให้สามารถเบิ้ลกำลังขับขึ้นไปได้ถึง 2 เท่าเป็น 100 วัตต์เมื่อโหลดจากลำโพงถูกดันให้ลดต่ำลงมาอยู่ที่ 4 โอห์ม

ระบบควบคุมความดัง (วอลลุ่ม คอนโทรล) ของ Soloist-50 ถือเป็นไฮไล้ท์.. (ดูในกรอบแยก)

รูปร่าง+หน้าตา

ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่วูบแรกที่ผมเห็นรูปร่างหน้าตาของแอมป์ฯ ตัวนี้แล้วมันทำให้ผมนึกถึง แอมป์ยี่ห้อ Marantz ขึ้นมาทันที ด้วยรูปทรงของตัวถังทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ตัดมุมปาดโค้งลบความคม กับขาตั้งเครื่องสองจุดนี้แหละที่ทำให้ผมนึกถึงแอมป์ของมาร๊านซ์ แผงฮัทซิ้งที่ใช้ระบายความร้อนจากทรานซิสเตอร์ถูกเก็บรวบไว้ด้านในทั้งหมด ผนังสามด้านของตัวถังคือซ้ายขวา และหน้าถูกล้อมรอบไว้ด้วยแผ่นอะลูมิเนียมเนื้อหนาสีเงินด้าน ยกเว้นแผงด้านหลังที่ติดตั้งขั้วต่ออินพุต+เอ๊าต์พุตทั้งหมดเท่านั้นที่เป็นสีดำ

ด้านบนของตัวเครื่องปิดทับไว้ด้วยแผ่นโลหะสีดำที่เจาะรูระบายความร้อนไว้มากพอสมควร แนะนำให้เว้นช่องว่างเหนือแผงด้านบนของตัวถังอย่างน้อยหนึ่งคืบ เพราะตัวเครื่องจะสร้างความร้อนขึ้นมามากพอสมควรในขณะทำงาน

1 : ปุ่มพาวเวอร์ ใช้เปิด/ปิดการทำงานของเครื่อง
2 : จอดีสเพลย์ ตัวเลขด้านซ้ายแสดงช่องอินพุตที่กำลังเล่น ส่วนเลขทางขวาแสดงระดับวอลลุ่มที่ใช้

3 : ปุ่มเลือกอินพุต
4 : ปุ่มหมุนปรับระดับวอลลุ่ม
5 : ขาตั้งที่ออกแบบพิเศษ

บนแผงหน้ามีปุ่มกดเล็กๆ อยู่สองปุ่ม ปุ่มหมุนขนาดกลางอยู่หนึ่งปุ่ม และจอแสดงผลทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกหนึ่งจอ ปุ่มกดที่อยู่ระนาบเดียวกับจอแสดงผลเยื้องไปทางด้านซ้ายของหน้าปัดเป็นปุ่ม On/Standby ซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับ main switch ที่อยู่บนแผงด้านหลัง ตัวเมนสวิทช์จะทำหน้าที่ปล่อยตัดไฟเอซีเข้าเครื่อง ในขณะที่ปุ่ม On/Standby บนแผงหน้าจะทำหน้าที่ปล่อยไฟเลี้ยงจากภาคจ่ายไฟเข้าสู่วงจรขยาย ดังนั้น ตอนที่คุณสแตนด์บายเครื่องไว้จะยังคงมีไฟเอซีเข้ามาเลี้ยงอยู่ภายในตัวเครื่องแต่เป็นปริมาณน้อยมาก ส่วนปุ่มกดอีกปุ่มที่อยู่ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลทำหน้าที่เลือกอินพุต (มีคำว่า Source กำกับอยู่) บนจอแสดงผลจะมีไฟแอลอีดีสีฟ้าที่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ชิดไปทางซ้ายของจอเป็นตัวแสดงลำดับตำแหน่งของอินพุต 1-4 (อินพุตที่ 4 คือขั้วต่อ XLR) ในขณะที่อีกกลุ่มที่อยู่ชิดไปทางด้านขวาแสดงระดับของวอลลุ่ม ตั้งแต่ตั้งสุด 00 ไปจนถึงดังสุดที่ระดับ 63 เมื่อหมุนปุ่มหมุนที่อยู่ทางด้านขวาของจอแสดงผลไปตามเข็ม ตัวเลขระดับวอลลุ่มบนจอจะขยับเพิ่มขึ้นและเมื่อหมุนทวนเข็มระดับวอลลุ่มก็จะลดลง หลังจากหยุดหมุนประมาณ 5 วินาที ตัวเลขแอลอีดีสีฟ้าบนหน้าจอแสดงผลจะลดความสว่างลง และจะสว่างขึ้นเมื่อหมุนปรับวอลลุ่มทุกครั้ง ก่อนจะลดความสว่างลงหลังหยุดหมุนปุ่มวอลลุ่ม เป็นดีไซน์ที่เท่ห์มากๆ

การจัดวางตำแหน่งของเทอร์มินัล I/O ของ Soloist-50 ออกแบบได้สวยงาม ดูเป็นระเบียบและเอื้อประโยชน์ในการใช้งานได้จริง ขั้วต่อสายลำโพงแยกซ้ายขวาห่างจากกันทำให้ติดตั้งสายได้สะดวก ตัวขั้วต่อเองก็ใช้ของดีมีคุณภาพ ติดตั้งตัวรับสายไฟเอซีเข้าเครื่องด้วยเต้ารับแบบ 3 ขาแยกกราวนด์ สามารถเปลี่ยนสายไฟเอซีคุณภาพสูงเพื่ออัพเกรดคุณภาพเสียงได้ ตัวเครื่องหนักและแน่นมาก

……………………………………………………………………………………………………………………………….

DSA (Digital Controlled Step Attenuator) Volume
(ข้อมูลจากคุณสิทธิชัย)

วงจรปรับความดังชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้แทนโวลุ่มชนิดหน้าสัมผัสแถบต้านทาน (contact-resistive layer volume) ราคาถูกที่พบอยู่ทั่วไป ซึ่งมีปัญหาอาทิ ความไม่สมดุลความดังซ้ายและขวา เวลาหมุนไปที่ตำแหน่งต่างๆ อาจจะมีความดังไม่เท่ากัน เช่น ซ้ายดังกว่าขวาหน่อยๆ หรือขวาดังกว่าซ้ายหน่อยๆ ทำให้ยากที่จะได้สเตริโออิมเมจที่ถูกต้อง ณ ความดังนั้นๆ และอาจจะมีฝุ่นหรือความชื้นเข้าไปทำให้เกิดความสกปรกของหน้าสัมผัส ซึ่งเวลาปรับเสียงจะได้ยินเสียงกรอกแกรกออกจากลำโพงเป็นต้น

ลักษณะของวอลลุ่มแบบหน้าสัมผัส

ลักษณะโครงสร้างภายในของวอลลุ่มแบบหน้าสัมผัส

วอลลุ่มแบบ step attenuator

การแก้ไขแต่เดิมอาจเลือกใช้ volume ชนิด step attenuator ที่แม่นยำในเรื่องความดังมากกว่า แต่ปัญหาฝุ่นสกปรกที่หน้าสัมผัสก็อาจจะยังมีอยู่ ซึ่งถ้าสกปรกก็จะมีปัญหาเสียงออกบ้างไม่ออกบ้างหรือมีเสียงรบกวน volume แบบนี้ยังปัญหาอีกอย่างคือเรื่องการปรับความดังที่ไม่ละเอียด เพราะส่วนมากจะมีระดับความดังที่ประมาณ 24 ระดับเท่านั้น จะปรับให้ความดังเหมาะกับจุดที่ต้องการฟังยาก

DSA Volume ใน Soloist-50 เลือกใช้รีซิสเตอร์เกรดสูงแยกชิ้น ทำงานร่วมกับรีเลย์ชนิดที่ตัวถังปิดสนิทฝุ่นและความชื้นเข้าไม่ได้โดยควบคุมการทำงานด้วยวงจรดิจิตอลที่แม่นยำ ซึ่งนอกจากจะปราศจากปัญหาที่เกิดกับโวลุ่มทั่วไปข้างต้นแล้ว โวลุ่มชนิด DSA ยังให้คุณภาพเสียงที่เหนือกว่าอย่างมากอีกด้วย /

……………………………………………………………………………………………………………………………….

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ

ถ้าเดินออกไปค้นหาแอมปลิฟายในท้องตลาดที่มีกำลังขับ 50 วัตต์ต่อข้าง เชื่อว่าคุณจะพบเจอหลายตัวที่ระบุตัวเลข 50 วัตต์ต่อข้างเหมือนๆ กัน แต่บางคนอาจจะคงเคยพบว่า แอมป์ฯ ที่ระบุกำลังขับ 50 วัตต์แต่ละตัวกลับให้ ความดังไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะแอมป์แต่ละตัวใช้เกณฑ์ในการวัดกำลังขับที่ต่างกันทั้งในแง่ของกำลังต่อโหลด (อิมพีแดนซ์) และกำลังขับต่อแบนด์วิธ (ความถี่ตอบสนอง) จริงๆ แล้วแอมป์ที่แจ้งกำลังขับ 50 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์มต่อเนื่องโดยวัดที่แบนด์วิธตั้งแต่ 20Hz-20kHz จะมีกำลังสำรองมากกว่าแอมป์ที่แจ้งกำลังขับ 50 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม โดยวัดที่ความถี่ 1kHz มากมายหลายเท่า

วิธีการออกแบบของ Soloist-50 อาศัยวอลลุ่มแบบขั้นบันได 64 ขั้นๆ ละ 1.0dB แต่ไม่ได้เริ่มที่ 0dB ตรงจุดเริ่มต้นขั้นที่ “00” จะเงียบสนิทเพราะสัญญาณอินพุตที่ผ่านวงจรขยายจากปรีแอมป์จะถูกช็อตลงกราวนด์ทั้งหมด แต่พอวอลลุ่มหมุนกระดิกไปที่ตำแหน่ง “01” เสียงก็จะดังขึ้นมาระดับหนึ่งที่ไม่ใช่จาก 1dB ตามสเต็ปของวอลลุ่ม แต่เป็นความดังที่เท่ากับ signal gain ที่อินพุต x อัตราขยายของภาคปรีแอมป์ (อยู่ที่ 4.7 เท่า) – 63dB และเมื่อขยับหมุนวอลลุ่มไปที่ตำแหน่ง “02” ความดังของเสียงที่ได้ยินเท่ากับ signal gain ที่อินพุต x อัตราขยายของภาคปรีแอมป์ (อยู่ที่ 4.7 เท่า) – 62dB และจากสเต็ปของวอลลุ่มที่ตำแหน่ง “01” ขึ้นไปเรื่อยจนถึงตำแหน่ง “63” จะไม่กระโดดเหมือนตอนเปลี่ยนจากตำแหน่ง “00” ไปที่ตำแหน่ง “01”

ข้อดีของวอลลุ่มแบบนี้ข้อหนึ่งที่เห็นชัดก็คือ ทำให้คุณสามารถเลือกใช้กำลังขับของแอมป์ได้เกือบครบทั้ง 50 วัตต์เต็มๆ ในขณะที่วอลลุ่มแบบกวาดบนหน้าสัมผัสของแถบต้านทานจะให้เสียงที่ดังขึ้นในขณะที่คุณภาพเสียงแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเมื่อขยับหมุนวอลลุ่มเพิ่มความดังขึ้นไป สัญญาณรบกวน (noise) ของวอลลุ่มก็จะเพิ่มตามขึ้นไปด้วย นักออกแบบบางเจ้าจึงต้องใช้วิธีปรับตั้งเกนขยายในลักษณะเป็นล็อกกาลิซึ่ม คือเพิ่มอัตราขยายในปริมาณที่มากในช่วงต้นๆ ของวอลลุ่มที่ยังมีความเพี้ยนต่ำ และลดอัตราขยายให้ต่ำลงในช่วงปลายๆ ของวอลลุ่มที่มีความเพี้ยนเยอะ

ผมยอมรับว่าวอลลุ่มของ Soloist-50 มีความใสสะอาดต่อเสียงมาก แต่อยากจะติว่าปุ่มวอลลุ่มมันเบามือไปหน่อย ทัชชิ่งไม่น่าประทับใจ ไม่แน่น หมุนแล้วจะรู้สึกหลวมๆ แม้ว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อเสียง แค่รู้สึกว่ามันตอบสนองไม่ได้ดังใจเท่านั้น ถ้าปรับให้ฝืดขึ้นกว่านี้จะโอเคกว่ามาก

1 : ช่องอินพุต XLR สำหรับสัญญาณบาลานซ์ขาเข้า 
2 : กลุ่มของช่องอินพุตอันลานซ์ ติดขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณขาเข้าอะนาลอกซิงเกิ้ลเอ็นด์ 
3 : สวิทช์เปิด/ปิดไฟเข้าเครื่อง
4 : ขั้วต่อสายลำโพง
5 : ขั้วต่อสายไฟเอซี

คุณสิทธิชัยเล่าให้ฟังว่า เขาพยายามปรับจูนเกนขยายระหว่างภาคปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ให้ครอบคลุมการใช้งานกับเอ๊าต์พุตของอุปกรณ์ต้นทาง (external DAC, CD player และ Outboard Phono Stage) ที่ใช้ระดับเกณฑ์มาตรฐานของภาค Line Out แบบดั้งเดิม คืออยู่ระหว่าง 2.0-2.85Vrms โดยมีเฮดรูมในการรองรับกับโวลเตจของสัญญาณอินพุตที่สวิงสูงสุดอยู่ที่ 3.3Vrms (ทั้งช่องอินพุต XLR และ RCA) จึงไปกันได้ดีกับเอ๊าต์พุตของ ext.DAC หลายๆ ตัวที่ผมใช้งานอยู่นั่นคือ DACMagic Plus ของ Cambridge Audio, M-DAC ของ Audiolab, Hugo ของ Chord Electronics และ QB-9 DSD ของ Ayre Acoustics รวมถึงเอ๊าต์พุตของเอ๊าต์บอร์ด โฟโนสเตจ iFi-Audio รุ่น iPhono ด้วย ส่วน MyTek 192-DSD DAC ต้องเข้าไปปรับลดเกนขยายของภาคอะนาลอกเอ๊าต์พุตลงไป 6dB ถึงจะไม่โอเว่อร์โหลด สรุปว่า อินพุตของ Soloist-50 จะ perfect matching กันได้กับเอ๊าต์พุตของอุปกรณ์ต้นทางที่มีความแรงอยู่ในระดับ 2.0-2.83Vrms ถ้านำไปใช้งานกับอุปกรณ์ต้นทางที่ให้เอ๊าต์พุตแรงมากๆ คือตั้งแต่ระดับ 4Vrms ขึ้นไปให้ระวังอาการโอเว่อร์โหลดที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ที่ช่องอินพุตหมายเลข 4 ที่ติดตั้งขั้วต่อ XLR มาให้ แม้ว่าคุณสิทธิชัยจะให้ข้อมูลว่าได้ใช้เทคนิคการออกแบบเพื่อให้ได้มรรคผลจากอินพุต balanced แล้ว แต่เท่าที่ผมทดลองใช้งานช่องอินพุต XLR นี้ดูแล้ว ผมก็ยังพบว่า คุณภาพเสียงที่ได้จากช่อง XLR ของแอมป์ฯ ตัวนี้ก็ยังคงมีจุดอ่อนของเสียงที่เกิดจากการรวบสัญญาณเฟสบวกกับเฟสลบของ XLR จากอินพุตให้ออกมาเป็นสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ (un-balanced) ก่อนส่งเข้าภาคขยายของปรีแอมป์ที่เป็นซิงเกิ้ลเอ็นด์อยู่บางจุด ยังไม่สามารถดึงข้อดีจากสัญญาณอินพุตที่มาทางช่อง XLR มาใช้อย่างได้ประสิทธิผลเต็มที่ ถ้าเน้นคุณภาพเสียงเต็มที่จาก Soloist-50 ตัวนี้ผมแนะนำให้ใช้ช่องอินพุต RCA (un-balanced) ช่อง 1-3 (ในการทดสอบครั้งนี้ผมก็ใช้ช่องอินพุต RCA เป็นหลัก)

ส่วนทางด้านเอ๊าต์พุตของภาคเพาเวอร์แอมป์นั้น กับตัวเลข 50 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์มอาจจะฟังดูไม่ค่อยน่าตื่นเต้นนักกับหลายๆ คนที่ฝังใจกับ “ตัวเลข” มาก แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงที่กำลังฟังอยู่นั้นใช้กำลังขับอยู่ที่กี่วัตต์? วอลลุ่มแบบ DSA ที่ใช้ใน Soloist-50 มีลักษณะการปรับเปลี่ยนความดังเป็น step ข้อดีคือ มันจะให้ความดังในแต่ละสเต็ปที่เพิ่มขึ้นทีละ 1dB โดยที่ไม่มีการสะสมปริมาณของสัญญาณรบกวนเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนวอลลุ่มแบบหน้าสัมผัสบนแถบต้านทาน มรรคผลก็คือ คุณสามารถใช้วอลลุ่มทั้ง 63 สเต็ปของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ในการทำ Level Matching ระหว่างเกนของอินพุต x เกนขยายของภาคปรีแอมป์ x เกนขยายของภาคเพาเวอร์แอมป์ ให้พอดีกับโหลดของลำโพงได้โดยไม่ต้องพะวงกับคุณภาพเสียงที่แย่ลงเพราะสัญญาณรบกวน ฉะนั้น การทำ perfect matching ระหว่าง “กำลังขับ” ของ Soloist-50 กับ “โหลด” ของลำโพงก็แค่มองหาลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ไม่ต่ำกว่า 4 โอห์มและมีความไวตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป คือตั้งแต่ 86dB ขึ้นไปสำหรับการรับฟังในห้องที่ไม่ใหญ่มาก + ด้วยระดับความดังที่ไม่สูงมาก แต่ถ้าจะนำ Soloist-50 ไปใช้ในห้องที่มีขนาดใหญ่ ประมาณ 24 ตารางเมตร (4×6 ตร..) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องฟังที่มีการปรับอะคูสติกไว้อย่างดี (มีอัตราการดูดซับเสียงมากกว่าห้องรับแขกทั่วไป) แนะนำให้เลือกลำโพงที่มีความไวสูงขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ควรจะต่ำกว่า 90dB เพราะในห้องฟังดีๆ ต้องเปิดดังมากพอสมควร

ในการทดสอบผมใช้ MacBook Air + Audirvana Plus + Chord Electronics: Hugo + สายสัญญาณ Atlas: Hyper Symmetrical เป็นชุดต้นทางสัญญาณโดยอาศัยไฟล์เพลงทุกฟอร์แม็ตเป็นคอนเท็นต์หลัก ส่วน ext.DAC ก็ใช้หลายตัวตามที่เกริ่นมาในย่อหน้าข้างต้น ทางด้านลำโพงที่ยกมาทดลองฟังกับแอมป์ตัวนี้ก็มีหลายขนาด ทั้งวางหิ้งที่ไล่ตั้งแต่ Infinity: Primus 163, Tannoy: V1i, Wharfedale: Diamond 121 และ Totem Acoustics: The One รวมถึงลำโพงตั้งพื้นอย่าง Martin Logan: Motion 40 ด้วย

ตอนลองใช้ Soloist-50 ขับ Primus 163, V1i และ Diamond 121 นั้นผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา ซึ่งคาดไว้ก่อนแล้วว่าควรจะออกมาดี ซึ่ง Soloist-50 ก็สามารถควบคุมลำโพงราคาประหยัดเหล่านั้นได้อย่างสบายๆ คุณภาพเสียงเป็นไปตามคุณภาพ (ที่เกินตัว) ของลำโพงแต่ละคู่ แต่ที่ Soloist-50 ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจก็คือมันสามารถขับดัน Totem Acoustics รุ่น The One ที่มีราคาคู่ละแสนกว่าบาทออกมาได้อย่างน่าพอใจนี่ซิ.. ผมไม่อยากจะเชื่อว่าแอมป์ตัวนี้จะทำได้เพราะความไวของ The One อยู่แค่ 87dB เท่านั้น (เปิดในห้องรับแขกที่บ้านด้วยความดังพอประมาณ) และที่ยิ่งเซอร์ไร้ซ์มากขึ้นก็คือตอนลองขับลำโพง Motion 40 เพราะได้สนามเสียงที่แผ่ออกมาเต็มห้อง ไดนามิกก็สวิงกันได้สุดวงแขน ไม่มีป้อแป้ ทั้งทุ้มกลางแหลม ถูกผลักดันกระจายออกมาเต็มห้อง แต่ภายหลังไปพลิกดูสเปคฯ ของลำโพง Motion 40 จึงเข้าใจ อ๋อ.. เป็นเพราะลำโพงคู่นี้มีความไวสูงตั้ง 92dB นี่เอง นับเป็นประจักษ์พยานหนึ่งที่ใช้อ้างอิงได้ว่า อินติเกรตแอมป์ตัวนี้สามารถขับลำโพงตั้งพื้นที่มีขนาดใหญ่ได้ ตราบเท่าที่ลำโพงคู่นั้นมีความไวไม่ต่ำกว่า 90dB ขึ้นไป

ตอนผมทดสอบขณะนั้นยังไม่มีรีโมทไร้สายมาให้ แต่ปัจจุบันมีมาให้แล้ว..

ลักษณะเสียง & คุณภาพเสียง

น้ำหนักที่มากถึง 18 กิโลกรัมกับวงจรขยายแบบ Dual mono ไม่ใช่อะไรที่ตั้งต้นด้วยความไร้สาระ สำหรับคนที่มีประสบการณ์มากพอจะรู้ว่ามันเป็นดีไซน์ที่มีจุดประสงค์ชัดเจนคือกำลังสำรองที่แน่นหนา (เบิ้ลได้สองเท่าจากโหลด 8 โอห์มและลาดลงมาจนถึง 4 โอห์ม) และเมื่อผนวกกับการไบอัสวงจรขยายแบบ class A ก็ทำให้คาดเดาใจคนออกแบบได้ไม่ยาก ผมเดาว่า ในการออกแบบแอมป์ตัวนี้ พวกเขา (คุณสิทธิชัย+คุณอภิชัย) ต้องเล็งถึงคุณสมบัติสองสิ่งแน่ๆ นั่นคือ ความต่อเนื่องกับ ความนิ่งถึงได้เลือกแนวทางการออกแบบมาเป็นเช่นนี้

เมื่อคิดว่ารู้เป้าประสงค์คนออกแบบแล้ว ขั้นตอนทดสอบก็คือการลองของดูว่าผลงานของพวกเขาทำออกมาได้ตามเป้าประสงค์หรือไม่.? ยกแรกผมจัดเพลงแนวคลาสสิกลุยกับแอมป์ตัวนี้ดูก่อนเลย ผมเลือกอัลบั้มรวมเพลงคลาสสิกของสังกัดบันทึกเสียงระดับอ๋องอย่าง Reference Recordings, Delos, Mercury Living Presence และ Telarc นำมาทะยอยริปเป็นไฟล์ WAV 16/44.1 แล้วเอามาฟังเพื่อทดสอบแอมป์ตัวนี้เป็นเบื้องต้น..

ทำไมต้องเพลงคลาสสิก.? เพลงคลาสสิกบันทึกเสียงดนตรีอะคูสติกสดๆ โดยไม่ผ่านวงจรขยายเสียง ทำให้ได้คอนทราสน์ไดนามิกที่ต่อเนื่องและไม่อั้น และยังได้ทั้งแบนด์วิธ เรสพร้อนต์ที่กว้างขวางตามธรรมชาติกว่าเพลงแนวอื่นๆ จุดสนใจของผมในการทดสอบคือสังเกตฟังในขณะที่ดนตรีเข้าสู่ช่วงแผ่วเบา ซึ่งมีอยู่หลายแทรคในอัลบั้มรวมผลงานเพลงของ Yoel Levi มิวสิค ไดเร็กเตอร์ของวง Atlanta Symphony Orchestra ช่วงปี 1988-2000 ที่สังกัด Telarc ทำออกมา (The Telarc Collection, Vol. 8: The Artistry Of Yoel Levi) ที่ใช้วัดความสามารถในการแจกแจงรายละเอียดในช่วงแผ่วเบาของอุปกรณ์เครื่องเสียงได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างในแทรคแรก Montagues and Capulets จากบัลเล่ต์เรื่อง Romeo & Juliet นั้นตอนเริ่มต้นเปิดฉากมาแบบกระหึ่มมาก ประเดประดังกันมาครบทั้งเครื่องสาย, เครื่องเป่า และเพอร์คัสชั่น แต่พอดำเนินมาถึงประมาณนาทีที่ 1:42 เสียงก็แผ่ววูบเบาลงไปมากจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ผมฟังแทรคนี้ตอนใช้ Soloist-50 ขับลำโพง Totem: The One (ใช้ ext.DAC ของ Chord Electronics: Hugo) พบว่าภายใต้เสียงที่แผ่วเบานั้นมีเสียงฟรุ๊ทดังอยู่แผ่วๆ ลึกลงไปทางด้านหลังของเวทีเสียง สักครู่บรรดาสรรพเสียงทั้งหลายก็โหมประโคมขึ้นมาอีกระลอก ตอนที่วูบแผ่วลงไปนั้น ผมไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะลุกขึ้นไปหมุนเพิ่มวอลลุ่มขึ้นมา เพราะมันแค่ ความดังที่แผ่วเบาลงไป หากแต่แอมป์ตัวนี้ยังคงรักษาแอมเบี๊ยนต์ซึ่งเป็น บรรยากาศของโถงในฮอลล์ที่ใช้บรรเลงเอาไว้ได้ครบ ผมจึงไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไปแต่รับรู้ได้ว่าเป็นเจตนาของเพลงที่ต้องการสลับอารมณ์ของคนฟังให้สะดุดวูบลงไปอย่างนั้น เป็นการสื่อสารของเพลงที่ต้องการสะท้อนความลึกล้ำที่ซ่อนเร้นอยู่ในช่วงนั้นของเพลงนั่นเอง

จุดเด่นของวงจรขยายแบบ class A ที่เด่นชัดอีกประการหนึ่งนอกจากความสามารถในการรักษารายละเอียดของเสียงที่อยู่ในระดับ Low Level เอาไว้ได้แล้ว มันยังเป็นดีไซน์ของวงจรขยายที่ให้เนื้อเสียงที่นวลเนียนมากด้วย จะรู้สึกได้ง่ายมากถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของเพลงคลาสสิกซึ่งมักจะอ่อนไหวต่อเสียงสตริงเครื่องสายที่ไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่ง Soloist-50 ตัวนี้สอบผ่านหูของผมไปได้อย่างสบายมากกับเพลงคลาสสิกที่โชว์เสียงไวโอลินเด่นๆ ของ Anne-Sophie Mutter จากอัลบั้มชุด Carmen-Fantasie (DSD64/2005 DEUTSCHE GRAMMOPHONE 00289 477 5721) กับเสียงไวโอลินของ Jascha Heifetz ในอัลบั้มชุด Beethoven: Violin Concerto in D & Mendelssohn: Violin Concerto in E Minor (DSD64/2010 RCA Living Stereo SACD) ซึ่งชุดหลังนี้บันทึกไว้นานมากแล้ว แต่แอมป์ตัวนี้ช่วยรักษาความสดของเสียงไวโอลินให้ออกมาฉ่ำหูเหมือนเพิ่งจะบันทึกมาเมื่อวาน!

อีกตัวอย่างที่ใช้ฟังความหวานพลิ้วที่ได้จาก class A ดีไซน์ได้ชัดนัก นั่นคือเสียงร้อง ซึ่งผมยอมรับว่า Soloist-50 ขับเสียงร้องของ Radka Toneff ในอัลบั้มชุด Fairytales (DSD64/1982 ODIN NJ 4003-2 SA) ผ่านลำโพง The One ออกมาได้อย่างน่าหลงไหลอย่างยิ่ง ผมจำได้ว่าเคยเกิดความรู้สึกคล้ายๆ กันแบบนี้จากเสียงร้องของรัดกามาแล้วครั้งหนึ่งตอนฟังจากแอมป์หลอด Cary Audio Design รุ่น SLI 80 ขับลำโพง Nola: Viper Signature เป็นเสียงร้องที่หลุดออกมาจากใจ โปร่ง ใส และล่องลอย ความต่อเนื่องจากโน๊ตตัวที่หนึ่งไปสู่ตัวที่สองและสามและสี่เป็นไปด้วยความต่อเนื่อง พันผูกกันไปอย่างราบลื่น ค่อยๆ เผยอขึ้นสูงแล้วลดเลี้ยวลงต่ำอย่างมีลำดับ มีเชิงชั้น ไม่รีบเร่งแต่ไม่อ้อยสร้อย และก็เป็นอีกครั้งที่ Soloist-50 ผสมความสดเข้ามาในน้ำเสียงของอัลบั้มชุดนี้ให้ประสาทหูของผมตรวจพบได้อย่างชัดเจน

โทนัลบาลานซ์ที่ได้จากแอมป์ตัวนี้ไม่สามารถระบุได้ว่ามันเบี่ยงเบนไปทางด้านแหลมหรือทุ้มมากกว่ากัน เมื่อลองฟังจากหลายๆ อัลบั้มติดต่อกันเป็นเวลานาน ผมประเมินได้แค่ว่ามันให้ปริมาณของความถี่หลักทุ้มกลางแหลมออกมาในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน กับแนวเพลงที่ไม่เน้นทุ้มอย่างพวกคันทรี่และบลูกลาสจะออกมาโปร่งและใสกระจ่าง และเมื่อเปลี่ยนมาฟังเพลงในแนวที่เน้นบีทหนักๆ ทุ้มๆ ลึกๆ อย่างอัลบั้มชุด Random Access Memories ของ Draft Punk (FLAC 24/88.2kHz) ลีลาและอารมณ์ของเพลงก็เปลี่ยนไปตามแนวเพลงได้อย่างหมดเปลือก แต่อย่างไรก็ตาม ความสดก็ยังคงอยู่เสมอ และจากเสียงทุ้มในอัลบั้มชุดนี้นี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งกับตัวเลข 50 วัตต์ของแอมป์ตัวนี้มาก กับลำโพงที่มีค่าตัวสูงอย่าง The One หรือแม้แต่ลำโพงวางพื้นอย่าง Motion 40 ของ Martin Logan แอมป์ตัวนี้ยังสามารถเขย่าเสียงทุ้มออกมาจากลำโพงทั้งสองคู่นี้ได้อย่างน่าประหลาดใจ ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกประหลาดใจและทึ่ง..

สรุป

ผมว่าการออกแบบแอมป์ฯ ให้ได้เสียงที่ดีไม่ได้มีข้อจำกัดอยู่ที่เชื้อชาติแน่ๆ ขอแค่รู้จักคิดและขบปัญหาให้แตก มีเวลาทดลองและไฟน์จูนที่มากพอกับเครื่องไม้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ถ้ามีครบตามนี้ ใครๆ ก็ออกแบบแอมป์ฯ ให้เสียงดีได้ครับ

ผมว่า (อีกที) ถ้านักออกแบบแอมป์ฯ ของไทยเราโฟกัสไปที่ตลาดระดับกลาง หรือ mid-end คือปักธงไว้ที่ราคาไม่เกิน 40,000 บาทเอาไว้ให้มั่น ผมว่าน่าจะมีช่องทางให้แทรกตัวขึ้นมาเกิดในตลาดได้ เพราะที่ระดับ mid-end นี้ทั้งยุโรปและอเมริกาต่างก็พากันหนีขึ้นไปที่ระดับสูงกว่านี้กันหมดแล้ว ในขณะที่บางยี่ห้อก็หลบไปผลิตในประเทศจีน

ถ้าตั้งงบประมาณสำหรับแอมปลิฟายในซิสเต็มของคุณไว้ไม่เกิน 4 หมื่นบาท ผมแนะนำให้ไปหาโอกาสทดลองฟังเสียงของแอมป์ไทยตัวนี้ดูสักหน่อย เป็นแอมป์ไทยที่มีลักษณะเสียง เป็นไฮเอ็นด์ระดับสากลตัวหนึ่งของวงการเลยล่ะครับ.. /

……………………………………………………………………………………
: ออกแบบ/ผลิต และจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท Clef Audio
โทร. 0-2932-5981
……………………………………………………………………………………
: ราคา :
39,000 / ตัว (พร้อมรีโมทไร้สาย)

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า