รีวิว Dynaudio รุ่น Contour 20 Black Edition

Dynaudio ให้กำเนิดลำโพงอนุกรม Contour ขึ้นมาครั้งแรกเมื่อ ปี 1989 ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนักเล่นฯ จนทำให้ซีรี่ย์ Contour มีอายุยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากนั้น พวกเขาที่ Dynaudio ตะหนักได้ว่า การพัฒนาซีรี่ย์ Contour ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องทั้งทางด้านเทคนิคและเชิงพานิชย์ แนวทางที่ถูกที่ควรก็คือต้องมีการตั้งซีรี่ย์ระดับเรือธงขึ้นมาเพื่อใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยคอนเซ็ปต์ cost-no-object หวังผลทางเสียงอย่างเดียวโดยไม่ห่วงต้นทุน ผลิตออกมาแล้วตั้งราคาให้คุ้มกับต้นทุน จะสูงขนาดไหนก็ปล่อยไว้แบบนั้น ไม่มีคนซื้อก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เน้นยอดขายอยู่แล้ว แต่ประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆ จากซีรี่ย์เรือธงก็คือ knowledge เพื่อนำมาใช้ออกแบบรุ่นรองที่ตั้งขึ้นมาหวังยอดขายเป็นเกณฑ์

ใน ปี 2003 ทางแบรนด์ Dynaudio จึงได้เปิดตัวอนุกรม Confidence Series ซึ่งสูงกว่า Contour Series ออกมา ทุกสรรพความรู้ที่มีถูกทุ่มลงไปในการพัฒนาออกแบบซีรี่ย์ Confidence อย่างเต็มที่ หลังจากนั้น ประสบการณ์ที่ได้รับจากการออกแบบและปรับจูนลำโพงในซีรี่ย์ Confidence ก็ได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบซีรี่ย์ Contour เจนเนอเรชั่นที่สอง จากนั้นพวกเขาก็หวนกลับไปพัฒนาซีรี่ย์ Confidence อีกรอบ ก่อนจะนำเอาประสบการณ์นั้นกลับมาพัฒนาซีรี่ย์ Contour อีกครั้ง ออกมาเป็น เจนเนอเรชั่นที่ 3 เพื่อฉลอง ครบรอบปีที่ 40 ของแบรนด์ Dynaudio ใน ปี 2017 วนเวียนไปแบบนี้

จริงๆ แล้ว ในซีรี่ย์ Contour เจนเนอเรชั่นที่ 3 มีพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกันอยู่ทั้งหมด 4 รุ่น เริ่มจากใหญ่สุดคือ Contour 60 รองลงมาคือ Contour 30 ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นทั้งสองรุ่น และตามด้วยรุ่นเล็กซึ่งเป็นลำโพงวางขาตั้ง รุ่น Contour 20 ตบท้ายด้วยลำโพงเซ็นเตอร์รุ่น Contour 25C สำหรับนำไปประกอบร่างในซิสเต็มมัลติแชนเนล

จาก Contour 20 ถึง Contour 20 Black Edition

หน้าตาของเวอร์ชั่น Contour 20

หน้าตาของเวอร์ชั่น Contour 20i

ถ้าโฟกัสเฉพาะรุ่น Contour 20 ของ Dynaudio จะพบว่า ลำโพงสองทางวางขาตั้งของ Dynaudio รุ่นยอดนิยมนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 3 เจนเนอเรชั่น แล้ว คือเริ่มต้นลืมตาออกมาดูโลกครั้งแรกเมื่อ ปี 1989 ด้วยเวอร์ชั่นออริจินัลที่ใช้ชื่อรุ่นว่า ‘Contour 20ก่อนจะถูกปรุงโฉมรอบแรกเมื่อ ปี 2020 ออกมาเป็นเวอร์ชั่นที่สอง ภายใต้ชื่อรุ่น Contour 20i โดยมีการเปลี่ยนทวีตเตอร์จากรุ่น Esotar มาเป็นรุ่น Esotar 2i ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นแรกของทวีตเตอร์ตัวนี้ที่มีการเพิ่มเติมส่วนประกอบพิเศษที่พวกเขาเรียกว่า Hexis ที่มีลักษณะเป็นโครงโค้งโปร่งๆ เข้าไปติดตั้งอยู่ด้านในของโดมทวีตเตอร์เพื่อช่วยปรับการไหลเวียนของมวลอากาศหลังโดมทวีตเตอร์ให้ flow มากขึ้น ลดแรงต้านในการขยับตัวของโดมทวีตเตอร์ มีผลให้โดมทวีตเตอร์มี ความไวต่อการตอบสนองกับสัญญาณเบาๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยนไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์และปรับแต่งวงจรครอสโอเว่อร์เน็ทเวิร์คไปด้วย เป็นการปรับปรุงที่ ยกระดับคุณภาพเสียงของรุ่น Contour 20 ขึ้นมาอย่างมาก

เวอร์ชั่น Contour 20 Black Edition

ตัวตู้ของรุ่น Contour 20i ทำด้วยไม้ MDF อย่างหนา คือ 18 .. สำหรับทำผนังด้านข้าง และเบิ้ลซ้อนสองชั้นสำหรับทำแผงหน้าซึ่งเป็นฐานยึดให้กับแผงหน้าตัวจริงที่ติดตั้งไดเวอร์ทั้งสองตัวซึ่งทำด้วยแผงอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีความหนาถึง 14 .. แผ่เกือบเต็มพื้นที่ของแผงหน้าของตัวตู้ ตรงขอบๆ มีการตีให้โค้งไปด้านหลังเล็กน้อย เป็นดีไซน์ที่ช่วยลดปัญหาคลื่นตกสะท้อนบนขอบตู้ลงไปได้อย่างเด็ดขาด นอกจากนั้น ด้วยความแน่นหนาของแผงอะลูมิเนียมบวกกับแผ่นไม้ MDF อย่างหนาที่รองรับอยู่ด้านล่างเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยลดโอกาสที่จะทำให้เกิดเรโซแนนซ์บนตัวตู้ลงไปได้เยอะขณะที่ไดเวอร์กำลังทำงาน

ถ้ามองเฉพาะทางด้านหน้าจะพบว่า DynaudioContour 20 Black Edition‘ กับเวอร์ชั่น Contour 20i เหมือนกันแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนที่แตกต่างกันจริงๆ มองเห็นได้ชัดๆ จะอยู่ที่ ท่อระบายอากาศที่อยู่ด้านหลังของตัวตู้ ซึ่งในรุ่น Contour 20 Black Edition นั้นได้มีการขยายขนาดของท่อให้ใหญ่ขึ้น และปรับตัวท่อให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และมีลักษณะที่รีดอากาศได้ดีขึ้นโดยไม่ทำให้เกิดเสียงรบกวนบริเวณปากท่อ ส่งผลให้ ความไวในการตอบสนองกับความถี่ของตัวมิด/วูฟเฟอร์ดีขึ้น ต่อเนื่องไปถึงความถี่ตั้งแต่กลางลงไปถึงทุ้มทั้งหมดที่ออกมาดีขึ้นไปอีก

ไดเวอร์ในรุ่น Contour 20 Black Edition

นอกจากท่อระบายอากาศบนตัวตู้แล้ว เวอร์ชั่น Contour 20 Black Edition (*ต่อไปจะขอย่อ Black Edition ด้วย BE แทน) ได้มีการปรับเปลี่ยนไดเวอร์ทั้งสองตัวด้วย ซึ่งเป็นแนวทางการ อัพเกรดที่หวังผลลัพธ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์.! คือไม่ใช่การแกะเอาไดเวอร์ตัวเดิมออกมาแล้วรีดีไซน์แบบลองผิดลองถูกนะ แต่สิ่งที่พวกเขาทำกับไดเวอร์ทั้งสองตัวนั้นมันทำให้คาดเดาถึงคุณภาพเสียงที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ชัดเจนชนิดที่ว่าแทบจะหลับตานึกภาพเอาได้เลย.!

ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์

ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาด 18 .. หรือประมาณ 7.2 นิ้ว ที่ใช้อยู่ในเวอร์ชั่น Contour 20 BE เป็นตัวเดียวกันกับที่ใช้ในเวอร์ชั่น Contour 20i คือมีขนาดเท่ากันและตัวไดอะแฟรมทำมาจากวัสดุ MSP (Magnesium Silicate Polymer) ซึ่งมีพื้นฐานเป็นโพลีเมอร์ที่มีส่วนผสมของแม็กนีเซียมกับซิลิก้าเหมือนกัน แต่มีต่างกันอยู่จุดหนึ่ง นั่นคือ มีการเปลี่ยนแม่เหล็กที่ใช้ในมิด/วูฟเฟอร์เวอร์ชั่น Contour 20i จากเดิมใช้แม่เหล็กเฟอร์ไร้ท์ (Ferrite) มาเป็น Neodymium ที่มีพลังเยอะกว่า แต่มีขนาดเล็กกว่า..

ซึ่งเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนจากแม่เหล็กเฟอร์ไร้ท์มาเป็นนีโอไดเมี่ยมครั้งนี้ก็เพราะว่า จากเจตนาเดิมของทีมออกแบบที่ต้องการระบายมวลอากาศภายในตู้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะพวกเขาตั้งใจที่จะทำให้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์มี ความไวในการตอบสนองต่อสัญญาณได้เร็วขึ้น คือมีพฤติกรรมในการขยับไดอะแฟรมที่เร็วขึ้นและแรงขึ้น ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องพยายามลด แรงต้านของมวลอากาศที่อยู่หลังไดอะแฟรมของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ลงให้มากที่สุด แต่พอจำเป็นต้องเพิ่ม พลังแม่เหล็กให้มากขึ้น ถ้ายังใช้แม่เหล็กเฟอร์ไร้ท์แบบเดิม ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้ขนาดที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งเดิมมี่ใช้อยู่ในเวอร์ชั่น Contour 20i ก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว ถ้าจะต้องขยายขนาดเพิ่มขึ้นไปอีก จะมีผลทำให้ตัวแม่เหล็กที่อยู่ด้านหลังของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์มันไป กีดขวางเส้นทางในการเคลื่อนที่ของมวลอากาศภายในตัวตู้ ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงานของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์อย่างชัดเจน นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาตัดสินใจเปลี่ยนจากเฟอร์ไร้ท์ในเวอร์ชั่น Contour 20i มาเป็นนีโอไดเมี่ยมในเวอร์ชั่น Contour 20 BE คู่นี้.!!!

ทวีตเตอร์ Esotar 3

ตอนนี้ทาง Dynaudio มีทวีตเตอร์อยู่ 2 ตัว คือ Esotar 2i ที่ออกแบบมาใช้กับลำโพงในอนุกรม ContourIกับอีกตัวคือ Esotar 3 ซึ่งถูกออกแบบขึ้นมาใช้กับลำโพงในอนุกรม Confidence series, ใช้ในอนุกรม Heritage series และใช้อยู่ในลำโพงสตูดิโอ มอนิเตอร์รุ่น M4 ด้วย ซึ่งทวีตเตอร์ทั้งสองตัวนี้มีส่วนประกอบพิเศษอยู่ชิ้นหนึ่งที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังโดมผ้าที่เป็นไดอะแฟรม นั่นคือ ‘Hexisเป็นวัสดุที่มีลักษณะเป็นโครงที่มีรูพรุน นัยว่าวัสดุชิ้นนี้จะเข้ามาช่วยจัดการไหลเวียนของมวลอากาศที่อยู่หลังโดมทวีตเตอร์ให้ flow ได้ดีขึ้น ลดแรงต้านการเคลื่อนตัวถอยหลังของโดมผ้าลง พร้อมทั้งควบคุมเรโซแนนซ์ของระบบไปในตัว ทำให้โดมทวีตเตอร์ทำงานได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น โดยมีดีสทอร์ชั่นที่ต่ำลง

จริงๆ แล้ว ทวีตเตอร์ Esotar 2i ก็ดีมากแล้ว แต่ Esotar 3 ที่ใช้ใน Contour 20 BE คู่นี้ถูกปรับปรุงระบบแม่เหล็กนีโอไดเมี่ยมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย ขยายช่องว่างด้านหลังให้ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ความไวของตัวทวีตเตอร์สูงขึ้นด้วย

วงจรตัดแบ่งความถี่ (crossover network)

มีใครไม่รู้กล่าวไว้ว่า ลำโพงที่ใช้วงจรเน็ทเวิร์คที่มีจำนวนคอมโพเน้นต์ น้อยชิ้นมักจะให้เสียงออกมาดีกว่าลำโพงที่ใช้วงจรเน็ทเวิร์คที่มีคอมโพเน้นต์เยอะๆ ซึ่งบางคนก็เห็นด้วยในขณะที่บางคนมีความเห็นแย้งไปในทิศทางตรงข้ามก็มี แต่จากประสบการณ์ของผม.. ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนั้น เพราะเหตุผลที่ลำโพงใช้วงจรเน็ทเวิร์คที่มีคอมโพเน้นต์น้อยชิ้นเป็นเพราะว่า พวกเขาได้แก้ไขความบกพร่องในการทำงานของตัวไดเวอร์จนแทบจะไม่มีอะไรต้องแก้ไขแล้วนั่นเอง ซึ่งตัวไดเวอร์ที่ดีคือเหตุผลหลักที่ทำให้ลำโพงมีโอกาสที่จะให้เสียงที่ดี

วงจรเน็ทเวิร์คที่ใช้ในเวอร์ชั่น Contour 20 BE ใช้คอมโพเน้นต์จำนวน น้อยชิ้นกว่าวงจรเน็ทเวิร์คที่ใช้ในเวอร์ชั่น Contour 20i อย่างชัดเจน คือ วงจรที่ใช้ตัดแบ่งความถี่ให้กับไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์และตัดแบ่งให้กับทวีตเตอร์ในเวอร์ชั่น Contour 20 BE จะเป็นแบบ 2nd-order คือมีแค่ขดลวด (Inductor หรือ coil) กับคาปาซิเตอร์ อย่างละหนึ่งตัวเท่านั้น เป็นดีไซน์ที่ใช้อัตราลดทอนตรงจุดตัดอยู่ที่ 12dB ทั้งโลว์พาสฯ และไฮพาสฯ ถือว่าความชันอยู่ในระดับปานกลาง ข้อดีคือทำให้เสียงของไดเวอร์ทั้งสองถูกแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ความถี่ตลอดย่านที่ออกมาจะมีความบริสุทธิ์สูง เพราะลดโอกาสที่ความถี่จากทั้งสองไดเวอร์จะมีการ ควบกล้ำกัน แต่ดีไซน์แบบนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่ที่เรื่องของเฟสที่ออกมาจากไดเวอร์ทั้งสองมีโอกาสที่จะเคลื่อน หรือสลับเฟสไปถึง 180 องศา ซึ่งจะไม่มีปัญหากับการออกแบบลำโพงแอ๊คทีฟ เพราะผู้ออกแบบสามารถชดเชยเฟสผ่าน DSP ได้ สำหรับนักออกแบบลำโพงพาสซีฟส่วนใหญ่จะใช้วิธีสลับเฟสขาเข้าที่ทวีตเตอร์เพื่อชดเชยเฟส อาจจะแก้เรื่องเฟสได้แต่ก็มีผลข้างเคียงตามมา วิศวกรของ Dynaudio เลือกใช้วิธีคำนวนหาระยะห่างของไดเวอร์ที่ทำให้เฟสของสัญญาณจากหน้าไดเวอร์ทั้งสองออกมาเจอกันด้วยมุมเฟสเดียวกันแทนการสลับเฟสที่ทวีตเตอร์ ทั้งนี้เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

ในภาพข้างบนนั้น นอกจากขดลวดกับแท่งคาปาซิเตอร์สีขาวๆ ที่มีอยู่อย่างละสองตัวบนแผงวงจรเน็ทเวิร์คแล้ว ยังมีรีซิสเตอร์ หรือตัวต้านทานที่เป็นแท่งยาวๆ สีเทาอ่อนอยู่อีก 3 แท่ง ตรงนี้เขาเอาไว้ปรับจูน gain ของทวีตเตอร์ให้กลมกลืนกับไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์นั่นเอง เหตุผลที่ใช้ถึง 3 ตัว แทนที่จะใช้แค่ตัวเดียวที่มีค่าตามต้องการ ก็เพราะว่าการใช้ค่าย่อยๆ 3 ค่า รวมกัน มันทำให้ได้ความยืดหยุ่นมากกว่า ทำให้เขาสามารถค่อยๆ จูนจนได้ค่าที่ลงตัวมากที่สุด พวกเขานำเรื่องราวเหล่านี้มาเสนอก็เพราะต้องการสื่อให้เห็นถึงความพิถีพิถันในสิ่งที่พวกเขาทำลงไปกับการปรับปรุงคุณภาพเสียงของ Contour 20 BE ตัวนี้นั่นเอง แม้ในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ได้ถูกมองข้าม..

ขั้วต่อสายลำโพง

ให้มาแบบซิงเกิ้ลไวร์ เป็นขั้วต่อที่พวกเขาออกแบบและผลิตเอง มีความแข็งแรง ใช้งานได้ดีทั้งแบบขันยึดขาก้ามปูและเสียบรูด้วยปลายบานาน่า

ขาตั้ง

Dynaudio มีทำขาตั้งของพวกเขาออกมาใช้กับลำโพงสองทางของพวกเขาด้วย ซึ่งทางตัวแทนได้ส่งมาให้ทดลองใช้งานกับ Contour 20 BE เป็นขาตั้งชนิด Low-mass แบบเสาเดียว น้ำหนักเบา ประกอบขึ้นจากเสาโลหะแบบท่อกลวงที่ไม่ได้เป็นท่อกลม มีลักษณะที่เรียวสอบไปทางด้านหลังสอดรับกับลักษณะของตัวตู้ลำโพงที่ค่อยๆ เรียวสอบเล็กลงไปทางด้านหลังนั่นเอง แพลทบนก็ทำด้วยวัสดุที่เป็นโลหะชนิดเดียวกันซึ่งก็คืออะลูมิเนียม ทั้งนี้เพื่อให้แม็ทชิ่งทางด้านเรโซแนนซ์กับแผ่นแพลทที่ติดตั้งไดเวอร์อยู่บนแผงหน้าของตัวตู้นั่นเอง ส่วนฐานล่างก็เป็นอะลูมิเนียม โดยทำเป็นดาวสี่แฉก มีเดือยแหลมติดตั้งมาที่ส่วนปลายของขาตั้งทั้ง 4 ขา มีกลไกให้สามารถปรับตั้งระดับความสูง/ต่ำได้

สรุป Contour 20i vs. Contour 20 Black Edition

ตารางข้างบนนั้นสรุปความแตกต่างระหว่างลำโพง Dynaudio รุ่น Contour 20i กับรุ่น Contour 20 Black Edition เอาไว้ครบในแต่ละประเด็นแล้ว จะเห็นว่า จุดใหญ่ใจความของการปรับปรุงหลักๆ ครั้งนี้ก็คือ เปลี่ยนทวีตเตอร์จาก Esotar 2i มาเป็น Esotar 3 นี่แหละ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จุดฉนวนให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนในจุดอื่นๆ ตามมา..

แม็ทชิ่ง

ในสเปคฯ ของ Contour 20 BE มีตัวเลขสเปคฯ ที่นำไปใช้ค้นหาแอมป์มาแม็ทชิ่งกับมันอยู่ 3 ตัว คือ ตัวเลข กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงคู่นี้รองรับได้” (power handling) อยู่ที่ 180W ต่อข้าง กับตัวเลข อิมพีแดนซ์ปกติที่ 4 โอห์ม และตัวเลขที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการแปลงสัญญาณไฟฟ้าออกมาเป็นความดังของคลื่นเสียง หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “ความไว(sensitivity) อยู่ที่ 86dB (เมื่อป้อนสัญญาณที่มีแรงดัน 2.83 โวลต์ และวางไมโครโฟนที่ใช้วัดความดังอยู่ห่างจากแผงหน้าของลำโพงออกมาเท่ากับ 1 เมตร ซึ่งโดยปกติแล้ว เขาจะทำการวัดค่าตัวนี้ในห้องไร้เสียงสะท้อน คือไม่มีเสียงก้องสะท้อนของห้องเข้ามาเสริมหรือหักล้าง)

จากตัวเลขทั้งสามตัวนั้น มีอยู่ 2 ตัว ที่ต้องพิจารณาร่วมกัน นั่นคือ power handling กับ rates impedance ซึ่งจากตัวเลขในสเปคฯ กำลังบอกให้เรารู้เป็นนัยๆ ว่า Contour 20 BE คู่นี้ ต้องการกำลังขับไม่เกิน 180W ที่โหลด 4 โอห์ม ส่วนตัวเลข Sensitivity ซึ่งระบุไว้ที่ 86dB ซึ่งเป็นพฤติกรรมในแง่ ความต้านทานที่มองกันว่า 88dB เป็นตัวเลขของความต้านทานที่อยู่ใน ระดับปานกลางดังนั้นตัวเลข 86dB ของ Contour 20 BE จึงถือว่าจัดอยู่ในระดับที่ค่อนไปทาง ความไวต่ำคือต่ำกว่าปานกลางลงมา 2dB ซึ่งในทางเทคนิคของแอมปลิฟายแล้ว แอมป์ที่จะขับได้ประสิทธิภาพสูงสุด ให้ตัวเลขต่างๆ ออกมาตรงตามที่ระบุไว้ในสเปคฯ ของลำโพง แอมป์ตัวนั้นจะต้องมี กำลังสำรองเผื่อไว้ชดเชยกับความไวที่ต่ำนั้นด้วย (ซึ่งโดยปกติแล้ว กรณีที่ต่างกัน 3dB ต้องมีสำรองเตรียมไว้ เท่าตัวของกำลังขับปกติ กรณีของ Contour 20 BE อยู่ที่ 2dB ก็คือต้องการสำรองประมาณ 75% ของ 180W ที่ 4 โอห์ม)

ถ้าใช้สูตรคำนวนกำลังขับต่ำสุดที่ หวังผลทางเสียงได้ในการขับลำโพงคู่นี้ คือ “75% x Maximum Rec.ก็จะได้ตัวเลขกำลังขับ ต่ำสุดที่หวังผลได้อยู่ที่ 180 x 75 หารด้วย 100 = 135W ที่โหลด 4 โอห์ม ถ้าคำนวนไปที่โหลด 8 โอห์ม ก็จะได้ออกมาเป็น 135 / 2 = 67.5W ที่โหลด 8 โอห์ม ซึ่งถือว่าไม่ได้โหดมาก เพราะปัจจุบัน แอมป์ที่ให้กำลังขับ 180W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม หรือประมาณ 65 – 68W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม มีอยู่ทั่วไป หาได้ไม่ยาก มีตั้งแต่ราคาไม่กี่หมื่นขึ้นไป แต่เมื่อเอาตัวเลขความไวเข้ามาพิจารณาด้วย ก็ควรจะเลือกแอมป์ที่มีกำลังสำรองเกือบๆ สองเท่าตัวไว้ด้วย (ประมาณ 75% ของกำลังขับของแอมป์ตัวนั้น)

ข้างบนนั้นคือการประเมินจากตัวเลขแบบคร่าวๆ เท่านั้น เหตุผลที่ไม่สามารถคำนวนปบบสรุปออกมาเป๊ะๆ ได้ก็เป็นเพราะว่า ลักษณะการทำงานของลำโพงกับแอมป์มันมีปฏิสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นไดนามิก คือตัวลำโพงจะมีการปรับเปลี่ยนความต้องการกำลังขับอยู่ตลอดเวลา แปรผันไปตามสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามา เนื่องจากเพลงมีลักษณะที่สวิงความดังขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ตอนดังขึ้นก็ต้องการกำลังเยอะ ตอนเบาลงก็ต้องการกำลังน้อย ส่วนแอมป์ที่ดี คือแอมป์ที่สามารถจ่ายกำลังให้กับลำโพงได้ “ทัน” และ “มากพอ” ในแต่ละช่วงเวลาที่ลำโพงต้องการนั่นเอง ซึ่งหลังๆ มานี้ การจ่ายกำลังให้ “ทัน” กับความต้องการของลำโพง จะมีความสำคัญต่อคุณภาพเสียงมากกว่ากำลังขับที่มากพอ 

โดยปกติแล้ว ขณะทำการทดสอบลำโพงคู่ไหน ผมก็จะนำเอาแอมป์ที่มีอยู่ในห้องฟังตอนนั้นเข้าไปทดลองจับคู่กับลำโพงคู่นั้นเสมอ ในทางกลับกัน ขณะทดสอบแอมป์ ผมก็เอาลำโพงที่มีอยู่ในห้องขณะนั้นเข้าไปทดลองจับคู่กับแอมป์ตัวนั้นเพื่อศึกษาผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองฟังเพลงจริงๆ ซึ่งแนวโน้มที่ผ่านมา ผมพบว่า ทางด้านแอมปลิฟายได้มีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพทางด้านกำลังขับที่สูงขึ้น และสามารถจ่ายได้เร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน ทางด้านลำโพงก็มีการปรับปรุงการออกแบบให้ขับได้ง่ายขึ้น และรองรับกำลังขับสูงสุดของสัญญาณช่วง peak ที่สูงขึ้น ภาพที่ออกมาและพบเห็นได้บ่อยๆ ก็คือ แอมป์ตัวเล็กๆ ที่สามารถขับลำโพงแพงๆ ออกมาได้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ.!

จากรายละเอียดในตารางข้างบนนั้น คุณจะเห็นว่า แอมป์ที่ผมใช้ขับ Contour 20 BE คู่นี้มีทั้ง All-in-One และเพาเวอร์แอมป์อย่างละ 2 ตัว

ที่เซอร์ไพร้มากที่สุดก็คือตอนทดลองขับด้วยอินติเกรตแอมป์/สตรีมเมอร์ของ Primare รุ่น I15 Prisma MK II (REVIEW) ซึ่งเป็นแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D และระบุกำลังขับไว้แค่ 60W ที่ 8 โอห์ม และ 100W ที่ 4 โอห์ม เท่านั้น แต่เสียงที่ออกมามันอะร้าอร่ามมากเป็นพิเศษ ระดับวอลลุ่มของแอมป์ก็ไม่ได้ใช้ออกไปมากกว่าปกติ คือถ้าให้ประเมินจากการจับคู่กับแอมป์ของ Primare ตัวนี้ขับ ผมก็ต้องสรุปว่า ลำโพง Dynaudio คู่นี้ขับไม่ยาก พฤติกรรมของมันแสดงถึงความเป็นมิตรกับแอมป์มาก เสียงโดยรวมหลุดลอยออกมาแบบง่ายๆ แทบจะไม่ต้องการการผลักดันจากแอมป์สักเท่าไหร่

ยกสอง ผมเปลี่ยนแอมป์เป็นปรี+เพาเวอร์ โดยใช้ปรีแอมป์ของ VTL รุ่น TL2.5 ซึ่งเป็นปรีแอมป์หลอด จับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ไฮเคอเร้นต์ของ QUAD รุ่น Artera Stereo ซึ่งระบุกำลังขับไว้ที่ 140W ที่ 8 โอห์ม แต่ไม่ได้ระบุกำลังขับที่ 4 โอห์ม เอาไว้ ส่วนตัวคิดว่าอาจจะไม่ได้สูงกว่าตัวเลขที่ 8 โอห์ม มากนัก เพราะดีไซน์ของแอมป์ตัวนี้จะไปเน้นที่กระแสมากกว่าแรงดัน ยังไงก็ตาม ถ้าลองคำนวนระดับกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงรับได้ออกมาเป็น 8 โอห์ม จะได้เท่ากับ 90W ที่ 8 โอห์ม เมื่อเอาไปเทียบกับตัวเลขกำลังขับของ Artera Stereo เมื่อวัดที่ 8 โอห์ม เท่ากัน จะเห็นว่ากำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ Artera Stereo จะ สูงกว่าลำโพงอยู่ถึง 50W ซึ่งผลลัพธ์ทางเสียงที่ออกมาก็ช่วยยืนยันไปตามนั้น เสียงทั้งหมดลอยตัว หลุดตู้ออกมาโลดแล่นอยู่กลางอากาศได้อย่างหมดจด ตั้งแต่แหลมลงมาถึงทุ้ม ทั้งช่วงดังและช่วงเบาถูกเปิดเผยออกมาแบบไม่มีอะไรเหลือ..

แอมป์อีก 2 ตัวที่เหลือนั้น ให้กำลังขับมากถึง 300W ที่ 4 โอห์ม เกินเลยความต้องการของลำโพงไปไกล ทำให้มั่นใจได้ว่ายังไงก็ขับ Contour 20 BE ได้แบบไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน.!!!

ผมเปลี่ยนสลับจากชุด TL2.5 + Artera Stereo มาเป็นออลอินวันของ Arcam รุ่น SA45 (REVIEW) ก็ได้เห็นว่า เมื่อเจอกับแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ แล้ว มันมีผลทำให้เสียงของ Contour 20 BE มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ทั้งทางด้าน คุณภาพเสียงและทางด้าน สไตล์เสียงซึ่งในส่วนของสไตล์เสียงนั้นก็เป็นส่วนผสมระหว่างบุคลิกเสียงของ Dynaudio ที่มีลักษณะนุ่มแน่นในย่านเบสกับกลาง และเจือหวานติดมากับปลายเสียงแหลม เข้ากับความสด กระจ่าง เข้มข้น ซึ่งเป็นบุคลิกเฉพาะของแอมป์ยี่ห้อ Arcam (เห็นได้ชัดว่า แอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-G จะเจือจางความเข้มข้นลงไปนิดนึงและเจือหวานในย่านกลางเข้ามามากกว่าแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-A/B นิดหน่อย.!)

‘Mission Impossible’ Experience..!!!

จังหวะดีที่ผมมีเพาเวอร์แอมป์ของ Jeff Rowland รุ่น Model 555 อยู่ในห้องขณะทดสอบลำโพงคู่นี้ ถ้าจะไม่ยกมาทดลองจับคู่กับลำโพงคู่นี้ก็น่าจะพูดได้ว่าน่าเสียดายโอกาสเป็นอย่างยิ่ง.! แต่เนื่องจากช่วงที่ทดสอบลำโพงคู่นี้ ตัวปรีแอมป์รุ่น Capri S2 SE ที่ผมเคยทดสอบร่วมกับเพาเวอร์แอมป์รุ่น Model 125 (REVIEW) ไม่ได้อยู่ในห้อง และเนื่องจากปรีแอมป์หลอด VTLTL2.5ที่ผมมีอยู่ก็ไม่มีเอ๊าต์พุตบาลานซ์ ในขณะเดียวกันตัวเพาเวอร์แอมป์ Model 555 ของเจฟ โรว์แลนด์ก็ไม่มีอินพุตซิงเกิ้ลเอ็นด์ซะด้วย มีแต่อินพุตบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR ..??? เผอิญว่า ในห้องฟังของผมมีตัว streamer/DAC รุ่น Madison ของแบรนด์ Wattson Audio อยู่ กำลังเก็บข้อมูลเตรียมทำรีวิวและเพิ่งรู้ว่า ระบบวอลลุ่มในตัว Madison ตัวนี้มันถูกออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ เป็นแนวทางของ Wattson Audio ร่วมกับ CH Precision ออกมาเป็นระบบวอลลุ่มแบบดิจิตัลที่มีความแม่นยำมากเป็นพิเศษ ให้อัตราขยายสัญญาณจากไฟล์เพลงออกมาได้อย่างแม่นยำและให้ความเที่ยงตรงสูง ความบิดเบือนต่ำ ผมเลยได้ไอเดีย จับเอาเอ๊าต์พุตบาลานซ์ของ streamer/DAC แมดิสันตัวนี้ ต่อตรงเข้ากับอินพุตบาลานซ์ของเพาเวอร์แอมป์ Model 555 ผ่านสายสัญญาณอะนาลอกของ Nordost รุ่น Blue Heaven ติดขั้วต่อ XLR เพื่อทดลองฟังเสียงโดยมีลำโพง Contour 20 BE ทำหน้าที่เป็นมอนิเตอร์..

ความเสี่ยงอย่างเดียวของการทดลองครั้งนี้ อยู่ที่เรื่องของ gain matchingระหว่างช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตของตัวสตรีมเมอร์ Madison กับช่องอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ Model 555 แต่หลังจากเชื่อมต่อทุกอย่างเสร็จและเริ่มต้นทดลองฟัง ผมพบว่า ลักษณะการเพิ่มเกนจากเอ๊าต์พุตของสตรีมเมอร์มันเป็นแบบ ทวีคูณ” (exponential) คือ ความดังจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน ผมต้องเร่งวอลลุ่มที่ตัว Madison ขึ้นไปเยอะ ประมาณบ่ายสามถึงบ่ายสี่ ถึงจะได้ระดับความดังรวมที่น่าพอใจ ได้ไดนามิกของเสียงสวิงออกมาเต็ม อาจจะดูเหมือนปริ่มๆ แต่ผลลัพธ์ของเสียงที่ได้ออกมานี่ซิ.. คือความมหัศจรรย์ของแท้..!!!

เสียงที่ได้ยินจากเซ็ตของ InnuosSTREAM 1’ + Wattson AudioMadison’ + Jeff RowlandModel 555’ + DynaudioContour 20 BEมีคุณสมบัติของเสียงที่นักเล่นเครื่องเสียงต้องการแทบจะครบทุกด้าน เริ่มจากโฟกัสที่เป๊ะมาก, ไทมิ่งก็แม่นยำ ช้าเป็นช้าเร็วเป็นเร็วโดยไม่เสียจังหวะเพลง, มีเวทีเสียงที่วางชิ้นดนตรีไว้ได้อย่างเหมาะเหม็ง เป็นที่เป็นทาง ไม่มั่วเลย มีกว้าง มีลึก และมีเลเยอร์ที่แยกแยะตื้นลึกได้ชัดเจน กอปรเป็นรูปวงที่ได้สมดุล สวยงามมาก เพลงที่พิถีพิถันในการบันทึกเสียงจะให้ผลลัพธ์ออกมาน่าตื่นตาตื่นใจมากเป็นพิเศษ เป็นเสียงที่บ่งชี้ให้เข้าใจถึงความหมายของคำว่า ไฮเอ็นด์ได้อย่างชัดเจน ใครได้ยินก็จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม มันเป็นเสียงที่เพอร์เฟ็กต์ซะจนนึกไม่ออกว่าดีกว่านี้เป็นยังไง คือต้องได้ยินเท่านั้นถึงจะรู้ ในขั้นตอนสรุปเสียงของลำโพงคู่นี้ผมจะใช้เสียงที่ได้ยินจากเซ็ตนี้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเกือบทั้งหมด

เซ็ตอัพตำแหน่งในห้องฟัง

ความยาวคลื่นของความถี่แต่ละความถี่จะมีระยะที่ เท่ากันเสมอ ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นมาจากลำโพงคู่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ระยะลงตัวของลำโพงคู่ใดๆ จึงควรจะมีระยะห่างระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวาที่เท่ากัน แต่เหตุผลที่ทำให้ระยะห่างซ้าย/ขวาของลำโพงแต่ละคู่มีระยะที่ต่างกัน (เล็กน้อย) ก็เป็นเพราะคนจูนลำโพงแต่ละคนกำหนดความกว้าง/แคบของรัศมี off axis ไว้ต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบกับคุณสมบัติทางด้าน phase ของคลื่นเสียงที่แผ่กระจายออกไปจากตัวลำโพงว่ามีลักษณะการแผ่กระจายที่ ลู่แคบหรือ ปลายบานออกไปมากแค่ไหน ลำโพงที่ให้มิติเสียงที่แผ่กว้างมากๆ จะให้มุม off axis ที่เปิดกว้าง เมื่อเซ็ตอัพลงตัวแล้ว คุณจะได้สนามเสียง (เวทีเสียง) ที่แผ่กว้าง ตรงข้ามกับลำโพงที่จูนมุม off axis มาแคบ เวทีเสียงก็จะแคบตาม แต่มีข้อดีคือได้มวลของเสียงที่อิ่มเข้มมากกว่าการจูนเสียงแบบที่เปิดมุม off axis ออกไปกว้างๆ ทั้งหมดนี้ไม่มีผิดไม่มีถูก เป็นความชอบของคนจูนเสียงของลำโพงคู่นั้นๆ ว่าจะเลือกแบบไหน ระหว่างเสียงที่แผ่กว้างแต่เนื้อบาง กับเสียงที่หุบแคบแต่มีมวลที่อิ่มหนา

เรา.. ซึ่งเป็นคนที่เอาลำโพงเหล่านั้นมาเซ็ตอัพ เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงมุม off axis ของลำโพงได้มั้ย.? ให้ตอบตรงๆ คือไม่ได้ เพราะถ้าพยายามฉีกหรือหุบมุม off axis ของลำโพงไปจากที่มันถูกปรับจูนมาจากมือของผู้ผลิต คุณจะสูญเสียคุณสมบัติทางด้าน โฟกัสของเสียงไป ซึ่งหัวใจสำคัญอันดับแรกของการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงคือต้องพยายามทำให้ได้ โฟกัสของเสียงที่คมชัดมากที่สุดมาเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยปรับจูน โทนัลบาลานซ์ให้ได้เสียงที่มีฐานแน่น ไม่วูบวาบ ให้ได้เสียงที่มีลักษณะเปิดโล่งมากที่สุด ส่วน เวทีเสียงกับความเคลียร์ภายในวงจะเปลี่ยนแปลงไปตามเพลงที่บันทึกมา ในขณะที่คุณสมบัติทางด้าน ไดนามิกจะมีแอมปลิฟายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ตอนที่ขับด้วยออลอินวันของ PrimareI15 Prisma MK IIผมได้รูปวงที่เล็กกว่าตอนขับด้วยชุด Wattson AudioMadison’ + Jeff RowlandModel 555แต่ขนาดของรูปวงก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสของเพลงด้อยลงแต่อย่างใด ตราบเท่าที่คุณสมบัติทางด้าน โฟกัสยังคงคมชัดอยู่

พอจัดชุด Wattson AudioMadison’ + Jeff RowlandModel 555เข้ามาขับ DynaudioContour 20 BEคู่นี้เท่านั้นเอง เหมือนปริศนาบางอย่างมันถูกขจัดไป ทั้งโฟกัส, ไทมิ่ง, โทนัลบาลานซ์, เนื้อเสียง, ฮาร์มอนิก และเวทีเสียง ประเดประดังกันออกมาอย่างพร้อมเพรียง แสดงว่า ลำโพง Dynaudio คู่นี้มันสามารถปรับตัวเองไปกับประสิทธิภาพของแอมป์ได้กว้างมาก ถ้าไม่ได้มีโอกาสสลับแอมป์ขับมันคุณจะไม่รู้เลยว่า ตอนนั้นคุณกำลังฟังคุณภาพเสียงของลำโพงอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ หลังจากผมได้ยินเสียงของลำโพงคู่นี้จับกับเพาเวอร์แอมป์ของ Jeff RowlandModel 555แล้วถึงได้รู้ว่า Contour 20 BE คู่นี้มันวิ่งตามศักยภาพของแอมป์ไปได้ไกลมาก (เสียดายว่าอินติเกรตแอมป์รุ่น I1 ของ CH Precision ไม่อยู่ น่าจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก.!)

ชุดแม็ทชิ่งที่ประกอบด้วย Wattson AudioMadison’ + Jeff RowlandModel 555’ + DynaudioContour 20 BEได้สร้างสนามเสียงที่เปิดโล่งออกไปรอบด้าน โฟกัสคมแบบชี้ตำแหน่งได้ทุกชิ้น ไทมิ่งเยี่ยมมาก ให้มูพเม้นต์ของเสียงที่มีชีวิตชีวา แต่ละชิ้นเสียงฟังเหมือนคนจริงๆ กำลังบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นนั้นอยู่ภายในห้อง ไดนามิกสวิงได้กว้างมาก และที่สำคัญคือ ตัวลำโพงสามารถรักษา phase ของเสียงที่แผ่ขยายออกไปได้ไกลมาก ทั้งในมุม on axis และ off axis ส่งผลให้สามารถนั่งฟังในระยะ mid-field ไปจนถึง far-field ได้โดยที่ยังคงรักษาคุณสมบัติทางด้านโฟกัส, ความเข้มข้นของมวล และรูปวงเวทีเสียงที่ใกล้เคียงกับนั่งฟังตรงตำแหน่ง nearfield (ต่างกันก็แค่ energy) นับว่าเป็นลำโพงที่ให้เฟสสัญญาณที่นิ่งและแม่นยำมาก.!!

สรุปเสียงของ DynaudioContour 20 BE

อย่างที่เกริ่นมาข้างต้นว่าลำโพงคู่นี้สามารถอัพฯ คุณภาพเสียงของตัวมันขึ้นไปตามซิสเต็ม (แอมป์ + แหล่งต้นทาง + อุปกรณ์เสริม) ได้ไกลมาก และด้วยความสามารถในการถ่ายทอด เสียงกลางที่ดีและปรากฏตัวออกมาได้ง่าย (คือไม่กินกำลังแอมป์มาก) ของลำโพงคู่นี้ ทำให้ผมสามารถเอ็นจอยไปกับเพลงที่ฟังได้แม้ว่าจะใช้แค่แอมป์ All-in-One ระดับกลางสูงขับมัน

เมื่อผ่านการเบิร์นฯ ตามมาตรฐานมาเกิน 100 ชั่วโมง แล้ว หลังจากตั้งใจฟังเสียงของลำโพงคู่นี้อย่างจริงจัง อย่างแรกที่มันทำให้ผมรู้สึกแปลกไปจากประสบการณ์ที่เคยทดสอบลำโพงแบรนด์นี้มา และจากที่เคยทดสอบรุ่น Contour 20 มาแล้ว (REVIEW) นั่นคือ ผมรู้สึกว่า DynaudioContour 20 BEคู่นี้มันขับง่ายกว่าเวอร์ชั่น Contour 20 มาก

อัลบั้ม : Woman of the Heart (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Tuxedo Cowboy
สังกัด : Audioquest Records

ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ เสียงกลางมาเป็นอันดับแรก เวลาเซ็ตอัพผมจะพยายามทำให้ได้เสียงกลาง โดยเฉพาะเสียงร้องของนักร้องชายหญิง ออกมาในลักษณะที่มีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งมีอยู่หลายๆ อัลบั้มที่ผมฟังบ่อยจนจำลักษณะของเสียงร้องในแต่ละเพลงได้จนขึ้นใจ และจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างที่ลำโพงแต่ละตัวถ่ายทอดออกมา สำหรับอัลบั้มนี้บันทึกเสียงออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะเสียงร้องของนักร้องนำ Debra Anne เป็นอัลบั้มเดียวของค่ายนี้ที่เป็นผลงานการบันทึกเสียงของ Kavichandran Alexander ซาวนด์เอ็นจิเนียร์และเจ้าของค่ายเพลง Water Lily Acoustics โดยใช้ไมโครโฟนของ MILAB กับปรีไมค์หลอดที่ออกแบบโดย Tim de Paravicini รวมถึงเครื่องบันทึกมาสเตอร์เทปก็เป็นหลอดและออกแบบโดยทิม พาราวิชินีเช่นกัน

ความพิเศษของอัลบั้มนี้ที่จะหาฟังในอัลบั้มใหม่ๆ ไม่ได้ก็คือ ทุกเพลงจะเป็นการบันทึกสด (Live recordings) ขณะที่นักดนตรีทั้งสามคนเล่นพร้อมกันโดยไม่มีการมิกซ์และอัดทับ สัญญาณเสียงจากการบรรเลงสดนั้นถูกบันทึกลงเทปมาสเตอร์ระบบสเตริโอโดยตรง โดยไม่มีการปรับแต่งใดๆ เสียงของเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชิ้นคือ กีต้าร์โปร่ง, เชลโล่, ฟรุ๊ท รวมถึงเสียงร้องที่ได้มาจึงมีความ เหมือนจริงอย่างมาก เป็นอัลบั้มที่ให้เสียงที่ดีเยี่ยมในทุกคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นไดนามิกที่เยี่ยมยอดทั้งทางด้านทรานเชี้ยนต์และคอนทราสน์ ซึ่ง Contour 20 BE คู่นี้ก็ถ่ายทอดความเยี่ยมยอดทั้งหมดนั้นออกมาให้สัมผัสได้อย่างครบถ้วน.!

เพลง Black Haired Beauty ในอัลบั้มนี้มีทำนองสนุก โชว์คุณสมบัติทางด้าน ไดนามิกของเสียงออกมาครบทุกชิ้นดนตรีรวมถึงเสียงร้องที่สวิงไปตลอดทั้งเพลง ซึ่งความสามารถในการสวิงไดนามิกที่ฉับไวและสวิงได้กว้าง ตั้งแต่เบามากๆ ขึ้นไปจนถึงระดับที่ดังมากๆ ได้อย่างราบลื่นและต่อเนื่องของลำโพงคู่นี้มีผลมากต่อ ความสมจริงที่ให้อารมณ์เหมือนฟังดนตรีสด ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ อรรถรสของเพลงที่พรั่งพรูออกมาให้ได้สัมผัส อีกเพลงที่ฟังผ่านลำโพงคู่นี้แล้วถึงกับทำให้ผมต้องทึ่งในความเหมือนฟังคนเล่นจริงมากๆ นั่นคือเพลง Mokoshika Dance ซึ่งเป็นเพลงบรรเลงที่พวกเขาเล่นกันได้ดีมาก ยิ่งฟังผ่านลำโพง Dynaudio คู่นี้ บอกตรงๆ ว่าผมฟังแล้วรู้สึกขนลุกกับสิ่งที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมา.!!

เสียงเขย่า shaker (Wooden Maracas) ในเพลง Mokoshiwa Dance สะดุดหูของผมมากเป็นพิเศษ.! มันต่างไปจากที่ผมเคยฟังเพลงนี้มา คือปกติเสียง shaker มันจะออกมาใส ลอย แบบนี้อยู่แล้ว แต่คราวนี้ผมรู้สึกว่า นอกจากความใส ลอยแล้ว เม็ดเช็คเกอร์มันออกมาชัดกว่าทุกครั้ง ที่ผ่านๆ มาจะรู้สึกว่ามีหลายเม็ดดังรวมๆ กันออกมาเป็นกลุ่ม แต่คราวนี้ผมได้ยินเม็ดเช็คเกอร์มันแยกตัวออกมาเป็นเม็ดๆ ได้ชัดมาก ไม่เกาะกันออกมาเป็นกลุ่มก้อนเหมือนทุกที และอีกจุดหนึ่งที่ผิดไปจากเดิม นั่นคือ ครั้งนี้ผมรู้สึกว่า โทนเสียงของโมบายในแทรคนี้มันไม่ได้ออกไปทางแหลมมากเหมือนทุกครั้ง คือ texture ของเม็ดเช็คเกอร์มันฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าไม่ใช่โลหะอย่างแน่นอน คือเสียงมันใสแต่ไม่ได้กังวานยาวเหมือนเม็ดโลหะ ซึ่งถือว่าเป็นระดับของ รายละเอียดที่ลึกซึ้งลงไปมากกว่าที่เคยฟัง นี่คงเป็นอิทธิฤทธิ์ของทวีตเตอร์ Esotar 3 เป็นแน่.. ว้าวว.!!!

อัลบั้ม : What A Difference A Day Make (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Ingram Washington
สังกัด : STS

ทุกครั้งที่ทดสอบเสียงร้อง ผมจะพยายามหามาลองฟังทั้งเสียงของนักร้องหญิงและนักร้องชาย คราวนี้หลังจากลองจิ้มๆ ฟังมาหลายอัลบั้ม ผมก็มาสะดุดหูกับเสียงร้องของนักร้องชายผิวสีคนนี้ ที่บอกว่าสะดุดหูนั้น คือจริงๆ แล้วอัลบั้มนี้ผมได้ลองฟังมาหลายครั้งมากแล้ว ฟังมาจนจำเสียงได้ และรู้สึกมาตลอดว่า นักร้องคนนี้เขาร้องในอัลบั้มนี้เอาไว้ไม่ดี คือผมรู้สึกว่าเสียงร้องของเขาในอัลบั้มนี้มันขาดพลังดึงดูดให้อยากฟังนานๆ ประมาณว่าเขาไม่ได้ใส่อารมณ์ลงไปในเพลงมาก ฟังแล้วเลยไม่อิน แต่น่าแปลกมาก.! วันนี้ผมฟังอัลบั้มนี้ผ่านลำโพง DynaudioContour 20 BEคู่นี้แล้วรู้สึกต่างไปจากทุกครั้ง คือผมว่าครั้งนี้เสียงร้องของนักร้องคนนี้เปลี่ยนไป ไม่ใช่ โทนเสียงที่เปลี่ยนไป แต่เป็น อารมณ์ในการร้องที่เปลี่ยนไป คือผมรู้สึกว่า ครั้งนี้เขามี ลีลาในการปลดปล่อยคำร้องแต่ละคำออกมาได้ดีกว่าทุกครั้ง คือมีทั้งจังหวะจะโคนและมีการผ่อนน้ำหนักอ่อนแก่ของแต่ละคำมากขึ้น ไม่ได้ร้องด้วยน้ำหนักเสียงเท่ากันไปตลอดทุกคำ ต่อกันไปเป็นพืดเหมือนที่เคยรู้สึก.. ฟังอัลบั้มนี้จบแล้ว ผมยืนยันเลยว่า ลำโพง DynaudioContour 20 BEคู่นี้ให้คุณสมบัติทางด้าน ไมโครไดนามิกของเสียงในย่านกลางที่ดีมากเป็นพิเศษ.!!!

อัลบั้ม : Misty (WAV-HDCD 24/44.1)
ศิลปิน : Tsuyoshi Yamamoto Trio
สังกัด : Impex Records

นี่เป็นหนึ่งในอัลบั้มเพลงแจ๊สที่บันทึกเสียงเปียโนออกมาได้ดีมาก บันทึกเสียงมาตั้งแต่ ปี 1973 ก่อนจะปั๊มแผ่นออกมาวางขายใน ปี 1974 นักเล่นฯ ในวงการเครื่องเสียงยุคก่อนใช้เป็นแผ่นอ้างอิงกันมานาน ดั้งเดิมนั้น ผลงานชุดนี้เป็นลิขสิทธิ์ของค่าย Three Blind Mice ซึ่งเป็นค่ายเพลงแจ๊สระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นที่สู้กับค่ายดังๆ ของฝรั่งได้สบายๆ ในแง่ของการบันทึกเสียง สมัยก่อนนั้น มีการทำออกมาเป็นแผ่นซีดีและแผ่นเสียงกันไปแล้วหลายเวอร์ชั่น หลังจากมาตรฐานของระบบเสียงในวงการเครื่องเสียงย่างก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Res Audio ก็ได้มีการหยิบเอาอัลบั้มนี้ออกมาปั๊มใหม่เป็นฟอร์แม็ตที่ให้คุณภาพเสียงสูงขึ้นกว่ามาตรฐาน CD กันหลายเจ้า หนึ่งในนั้นก็มีค่าย Impex Records ที่หยิบอัลบั้มนี้มาทำการรีมาสเตอร์ใหม่เมื่อ ปี 1989 โดยนำเอามาสเตอร์อะนาลอกของอัลบั้มนี้มาทำการแปลงเป็นสัญญาณดิจิตัลโดยเข้ารหัสด้วยฟอร์แม็ต HDCD ที่เก็บสัญญาณทั้งหมดไว้ที่ระดับ 20-bit ซึ่งถ้าเล่นกับเครื่องเล่นซีดี 16-bit ก็ต้องมีดีโค๊ดเดอร์ HDCD เข้ามาช่วยแปลงอีก 4-bit นั้นออกมาถึงจะได้ยิน ไดนามิก เร้นจ์ของเสียงที่ทะยานไปถึง 20-bit หรือ 120dB (20 x 6) มากกว่าฟอร์แม็ตซีดี (16 x 6) ถึง 24dB เลยทีเดียว.!!

สำหรับยุคสตรีมมิ่ง DAC ในตัวสตรีมเมอร์ของคุณไม่จำเป็นต้องมีดีโค๊ดเดอร์ HDCD เพียงแค่เอาซีดีแผ่นนี้ (และทุกแผ่นที่ผ่านการเข้ารหัส HDCD) ไปริปผ่านคอมพิวเตอร์ Windows ด้วยโปรแกรมบางโปรแกรมอย่างเช่น dBpoweramp CD Ripper คุณก็สามารถใช้ DSP ในโปรแกรมริปซีดีนั้นดึงเอาสัญญาณ 4 บิต ของ HDCD ออกมาฟังได้ โดยสัญญาณดิจิตัลที่ริปอออกมาได้นั้นจะมีสเปคฯ เป็น 24/44.1 แทนที่จะเป็น 16/44.1 เหมือนซีดีทั่วไป เมื่อนำไปเล่นผ่าน DAC สัญญาณอะนาลอกที่ได้ออกมาก็จะเหมือนกับการเอาแผ่นซีดีนั้นไปเล่นกับเครื่องเล่นซีดีที่มีดีโค๊ดเดอร์ HDCD ทุกประการ

ผมริปซีดีแผ่นนี้ออกมาเป็นไฟล์ WAV 24/44.1 ไว้นานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ตอนซื้ออัลบั้มชุดนี้มาใหม่ๆ และเคยนำไฟล์ 24-bit ตัวนี้มาเล่นหลายครั้งแล้ว ซึ่งตอนแรกๆ บางครั้งเสียงมันจะออกแข็งๆ ไม่เนียน คือจะติดหยาบและเค้นนิดๆ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นเพราะไฟล์ไม่ดี แต่วันนี้ทดลองเอามาเล่นผ่านตัว Streamer/DAC ของ Wattson Audio รุ่น Madison ซึ่งต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ Jeff Rowland ขับลำโพง DynaudioContour 20 BEดูอีกที.. ปรากฏว่า เสียงออกมาดีกว่าเวอร์ชั่น WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาแบบไม่ถอด HDCD มาด้วยอย่างชัดเจน คือผมรู้สึกได้เลยว่า เสียงของเวอร์ชั่น WAV 24/44.1 มันเปิดโล่งมากกว่า ทอดปลายเสียงไปได้ไกลกว่า และโดยรวมก็ออกมาผ่อนคลายมากกว่าในขณะที่น้ำหนักเสียงก็ไม่ได้ยวบลงไปด้วย นี่ก็คงเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของทวีตเตอร์ Esotar 3 อีกเหมือนกัน เพราะสเปคฯ ความถี่ตอบสนองของลำโพง Contour 20 BE ตัวนี้มันแจ้งไว้ชัดเจนว่าไปได้ถึง 23kHz ถ้าจะกดความลิเนียร์ของกราฟความถี่ตอบสนองตลอดย่านไว้ที่ +/-3dB แต่ถ้าวัดความถี่ที่พุ่งเลย 23kHz ขึ้นไป จะพบว่ายังมีความถี่สูงที่พุ่งต่อไปได้ไกลถึง 33kHz เลยทีเดียว (ด้วยความดังที่ -6dB) ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว ถ้าความถี่ของลำโพงเปิดกว้างออกไปมาก เสียงที่พุ่งผ่านลำโพงนั้นออกมาก็จะมีความผ่อนคลายมากตามไปด้วย..!!!

อัลบั้ม : Heartbreak – Romantic Encores For Violin (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Elissa Lee Koljonen, violin & Robert Koenig, piano
สังกัด : Dorian Recordings

นี่เป็นเพลงคลาสสิกที่ผมฟังบ่อยที่สุดในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา แทรคที่ชอบฟังเป็นพิเศษก็คือ Zigeunerweisen, Op. 20 คือชอบเสียงไวโอลินที่เป็นฝีมือการสีของ Elissa Lee Koljonen มันทั้งพลิ้วและหวีดหวิวแทบขาดใจ ถ้าลำโพงที่จูนช่วงเสียงกลางสูงที่อยู่ในย่านการทำงานที่คร่อมอยู่ระหว่างช่วงปลายบนๆ ของตัวมิด/วูฟเฟอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับช่วงปลายตอนล่างของทวีตเตอร์นั้นมาไม่ดี คือไม่กลืนกันจริงๆ ฟังแทรคนี้แล้วจะรู้สึกได้ว่ามันไม่ลื่นไหล ไม่พลิ้วกระชากใจ ซึ่งถ้า Contour 20 BE คู่นี้พูดได้ มันคงอยากจะบอกว่า ปัญหาที่ผมพูดถึงข้างบนนั้นเป็น ขนมหวานสำหรับมันเลย พิสูจน์ได้จากเสียงไวโอลินในแทรคนี้ที่มีทั้งความพลิ้ว ความต่อเนื่อง และความลื่นไหล มาครบ รวมๆ กันออกมาเป็น อารมณ์ที่นั่งฟังเงียบเกือบ 10 นาทีแบบลืมหายใจไปเลย.!!!

ผมเคยทดสอบลำโพง Dynaudio รุ่น Contour 20 เวอร์ชั่นแรกไปเมื่อ ปี 2018 เจ็ดปีที่แล้ว เมื่อพยายามย้อนความทรงจำกลับไปตอนนั้น ผมค่อนข้างมั่นใจว่า Contour 20 BE ขับง่ายกว่า Contour 20 อยู่พอสมควรเลย สังเกตได้จากลักษณะเสียงที่พุ่งผ่าน Contour 20 BE ออกมา คือมันออกมาแบบง่ายๆ เป็นเสียงที่มีลักษณะผ่อนคลาย ฟังแล้วไม่เครียด ไม่เหมือนเสียงที่ถูกเค้นออกมาจากลำโพงที่ขับยากที่มีลักษณะพุ่งดันออกมา ซึ่งน่าแปลก เพราะดูจากตัวเลขในสเปคฯ ของตัว Contour 20 กับ Contour 20 BE คู่นี้แล้ว มันใกล้เคียงกันมาก หรือว่าสเปคฯ ที่เราใช้กันมานานเริ่มล้าสมัยไปแล้ว..!!จากตารางเปรียบเทียบข้างบนนั้น จะเห็นว่า การเปลี่ยนไปใช้ทวีตเตอร์ Esotar 3 ทำให้ต้องมีการปรับจูนพารามิเตอร์ในวงจรครอสโอเว่อร์ เน็ทเวิร์คที่เป็นจุดสำคัญต่อเสียงอย่างมาก นั่นคือเปลี่ยนจุดตัดความถี่ที่เป็นตัวกำหนด ย่านความถี่เสียงที่ป้อนไปให้ไดเวอร์ทั้งสองตัว จากในรุ่น Contour 20 ตัดที่ความถี่ 2,200Hz มาเป็น 3,600Hz ในรุ่น Contour 20 BE นั่นคือ ตัวมิด/วูฟเฟอร์ในรุ่น Contour 20 BE ได้ถูกขยับให้ขึ้นไปรับผิดชอบในย่านความถี่ที่ สูงขึ้น” คือตั้งแต่ 50Hz – 3,600Hz ในขณะที่ตัวมิด/วูฟเฟอร์ในรุ่น Contour 20 รับผิดชอบอยู่ในช่วง 39Hz -2,200Hz

ประเด็นข้างต้นนั้นน่าจะเป็นผลที่ทำให้ เสียงกลางของรุ่น Contour 20 BE มีความโดดเด่นและอวบอิ่มสมบูรณ์มากกว่ารุ่น Contour 20 เวอร์ชั่นแรกที่ใครๆ มักจะพูดว่าเป็นลำโพงเล็กที่ให้ เบสดีเกินตัว ซึ่งเมื่อปรับให้ตัวมิด/วูฟเฟอร์ขยับขึ้นไปช่วยด้านสูงมากขึ้น ทางด้านทุ้มแม้ว่าจากหน้าดอกมิด/วูฟเฟอร์จะขยับขึ้นมาทำงานที่ 50Hz แต่จากการขยายความลึกของตัวตู้มากขึ้นอีก 4 .. และขยายรูระบายเบสให้ใหญ่ขึ้น จึงช่วยทำให้ได้ปริมาณเสียงทุ้มออกมามากขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เสียงโดยรวมของ Contour 20 Black Edition คู่นี้มีความโอ่อ่า อร้าอร่าม และให้ภาพลักษณะของเสียงที่ ขยายใหญ่ขึ้นมาก ทั้งทางด้าน ตัวเสียงและ สนามเสียงซึ่งหลังจากลองฟังด้วยเพลงหลากหลายแนวแล้ว ผมพบว่า เสียงกลางของลำโพงคู่นี้มีความโดดเด่นมากกว่ารุ่น Contour 20 แน่ๆ โดยเฉพาะเสียงร้องของนักร้องชาย/หญิงที่ลื่นไหล ต่อเนื่องมาก และด้วยประสิทธิภาพของทวีตเตอร์ Esotar 3 มีผลให้เสียงร้องมีลักษณะที่เหมือนเสียงคนจริงๆ มากขึ้น เพราะมีรายละเอียดขณะที่นักร้องกำลังควบคุมลมหายใจและขยับปากก่อนร้องปรากฏออกมามากกว่ารุ่นเก่าที่เน้นความเข้มของมวล ทำให้รายละเอียดที่แผ่วเบาไม่ออกมาชัดเจนเท่ากับเวอร์ชั่น Black Edition นี้.!!

อัลบั้ม : Jazz At The Pawnshop (DSD128 / 2HD Mastering)
ศิลปิน : Arne Domnerus & Friends
สังกัด : Naxos

อยากจะพูดว่า ถ้าลำโพงคู่ไหนฟังอัลบั้มนี้แล้ว ไม่ทำให้รู้สึกเพลินจนแอบขยับเท้าตาม ก็ต้องถือว่าลำโพงคู่นั้นยังสอบไม่ผ่านในแง่ของการถ่ายทอด ไทมิ่งของเสียงที่ถูกต้องและแม่นยำ.. แต่สำหรับ Contour 20 BE คู่นี้ มันทำให้ผมนั่งกระดิกเท้าไปเป็นชั่วโมง..!!!

สรุป

โจทย์ในการพัฒนาปรับปรุงลำโพงสองทางวางขาตั้งมันเป็นอะไรที่มี เป้าหมายชัดเจน เป้าหมายที่ว่าก็คือ ทลายขีดจำกัดทางด้านความสามารถในการ ตอบสนองความถี่” (frequency response) นั่นเอง เพราะโดยสรีระของตัวตู้ที่มีขนาดเล็ก ทำให้สิ่งที่เป็น จุดอ่อนของลำโพงสองทางวางขาตั้งก็คือไม่สามารถถ่ายทอดความถี่เสียงออกมาได้ครอบคลุมย่านเสียงที่หูมนุษย์สามารถรับฟังได้ทั้งหมด (20Hz – 20kHz นั่นแหละ.!) ด้วยเหตุนี้ โจทย์ที่นักออกแบบลำโพงเล็กต้องเจอก็คือ ทำยังไงก็ได้ให้สามารถถ่ายทอดความถี่ได้ กว้างขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ขยายขนาดตัวตู้ไปเป็นแบบตั้งพื้น

ด้วยโจทย์เดียวกัน.. ทว่า วิธีการ” ในการแก้โจทย์อาจจะไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไปแล้วแต่กระบวนการคิดและลงมือทำของแต่ละแบรนด์ สำหรับ Dynaudio หลังจากคิดจนตกผลึกแล้ว สิ่งที่พวกเขา ลงมือทำกับ Contour 20i เพื่อให้ออกมาเป็น Contour 20 เวอร์ชั่นใหม่นั้นมีลำดับที่เป็นขั้นเป็นตอนโดยอิงกับความเชื่อมโยงทางเหตุและผล เริ่มจาก (1) เปลี่ยนไดเวอร์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าของเดิมที่ใช้อยู่ใน Contour 20i จากนั้น (2) ปรับท่อระบายอากาศให้มีประสิทธิภาพในการถ่ายเทมวลอากาศภายในตัวตู้ที่ดีขึ้น และตบท้ายด้วย (3) ปรับจูนวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค เพื่อให้ไดเวอร์ทั้งสองตัวทำงานประสานกันได้อย่างลงตัวมากที่สุด นั่นคือ ภาพที่ผู้ผลิตพยายามทำให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาทำกับ Contour 20i ก่อนจะกลายร่างออกมาเป็น Contour 20 Black Edition คู่นี้.!!!

ถ้าคิดว่า ทักษะในการฟังของคุณผ่านเลยระดับที่เน้น ฟังเสียงขึ้นมาจนถึงระดับที่เน้น ฟังความเป็นดนตรีแล้ว และอยากได้ลำโพงไฮเอ็นด์ฯ ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตั้งใจ อวดเสียงแต่มุ่งมั่นที่จะนำเสนออรรถรสของดนตรีจริงๆ แนะนำให้เอาเพลงที่คุณรัก ไปลองฟังกับลำโพง DynaudioContour 20 Black Editionคู่นี้ดู.. ถ้าคุณมั่นใจว่ามี music appreciation อยู่ในตัว แค่ไม่กี่โน๊ตของเพลงที่คุณรักที่ถูกลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมา จะทำให้คุณพบรัก.!!!

********************
ราคา :
Contour 20 Black Edition = 320,000 บาท / คู่
ขาตั้ง Dynaudio Stand 20 = 26,000 บาท / คู่
********************
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
และทดลองฟังเสียงได้ที่
Prestige HiFi
โทร. 063-638-4498

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า