คนเรามีความชอบไม่เหมือนกัน ทั้งที่ทีวีทุกวันนี้ก็มีขนาดจอใหญ่ๆ ให้เลือกมากขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ชอบใช้โปรเจคเตอร์มากกว่า โดยเฉพาะยุคหลังๆ นี้ โปรเจคเตอร์มีคุณภาพสูงขึ้น ให้ความสว่างสูงขึ้น มีความสามารถรองรับการเล่นวิดีโอได้หลากหลายแหล่งมากขึ้น ในขณะที่ราคาก็ถูกลงมาก ยกตัวอย่างเช่น โปรเจคเตอร์ของแบรนด์ Yaber รุ่น K3 Pro รุ่นใหม่ล่าสุดตัวนี้ ที่สามารถฉายภาพได้ขนาดจอใหญ่สุดถึง 200 นิ้ว พร้อมคุณสมบัติพิเศษอีกหลายอย่าง..
รูปทรงสวย..


รูปร่างของโปรเจคเตอร์ K3 Pro ตัวนี้มาในทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกล่องใส่รองเท้า สีเทาดำทั้งตัว มีเลนส์ฉายภาพขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ด้านหน้า ขั้วต่อต่างๆ ถูกติดตั้งไว้ที่ด้านหลัง ตัวถังโดยรอบออกแบบได้สวย ขอบและมุมถูกปาดให้โค้งมนดูลื่นตา ผนังด้านข้างมีเจาะรูพรุนเพื่อระบายความร้อนอยู่โดยรอบ น้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม
“เลนส์แก้ว” กับ “ระยะฉาย” (Throw Distance)

1. เลนส์ฉายภาพ
2. ช่องรับสัญญาณรีโมทไร้สาย
3. ขาปรับระดับ

รูปร่างภายนอกอาจจะดูขรึม แต่เทคโนโลยีที่อัดแน่นอยู่ในโปรเจคเตอร์ตัวนี้ทำให้มันร้อนแรง เริ่มจาก “เลนส์” ที่ใช้ฉายภาพมีขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือเป็นเลนส์แก้วที่มีความทนทานสูงถึง 4 ชิ้น ร่วมกันทำงาน ให้ภาพที่สว่างใส ใช้งานได้นาน ตัวชิ้นเลนส์ฉายภาพด้วยอัตราขยายอยู่ที่ 1.2:1 ทำให้มีความยืดหยุ่นต่อการติดตั้งใช้งานมากในแง่ของระยะห่างจากจอที่ไม่ไกลมากเหมือนเลนส์แบบ Long Throw โดยให้ขนาดของภาพอยู่ระหว่าง 40 – 200 นิ้ว คือถ้าคุณวางโปรเจคเตอร์ตัวนี้ไว้ห่างจากผนังที่ติดตั้งจอออกมาเท่ากับ 360 ซ.ม. หรือ 144 นิ้ว (12 ฟุต) คุณจะได้ขนาดภาพบนจอที่ใหญ่ถึง 120 นิ้ว เลยทีเดียว.! มีขาตั้งที่ใช้ปรับระดับมุมเงยของโปรเจคเตอร์ได้ด้วย เอาไว้ปรับภาพให้สูง–ต่ำตามต้องการ..
ปรับภาพอัตโนมัติ (automatic keystone correction & auto focus)

คนที่ไม่เคยใช้งาน Front Projector มาก่อนอาจจะกลัวเรื่องการปรับแต่งภาพให้มีสัดส่วนและโฟกัสที่ดี บางคนคิดว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญในการปรับแต่งภาพเข้ามาช่วย ซึ่งถ้าเป็นโปรเจคเตอร์ที่ใช้งานในระดับโปรเฟสชั่นแนล ก็จำเป็นต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญเฉพาะทางกับเครื่องไม้เครื่องมือพิเศษเข้ามารับหน้าที่นี้ แต่สำหรับฟร้อนต์ โปรเจคเตอร์ของ Yaber ตัวนี้ไม่ได้มีอะไรต้องยุ่งยากแบบนั้น เพราะทางผู้ผลิตเขาคิดมาให้เสร็จสรรพแล้ว เพื่อให้คนทั่วไปสามารถใช้งานโปรเจคเตอร์ K3 Pro ตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย สามารถติดตั้งใช้งานได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปหาช่างที่ไหนมาช่วย เพราะในตัว K3 Pro ตัวนี้มีฟังท์ชั่นพิเศษติดตั้งมาช่วยแล้ว ตัวแรกคือ automatic keystone correction ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดรูปทรงของภาพให้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ถูกต้อง แม้ว่าคุณจะจัดวางโปรเจคเตอร์ไว้ด้านข้างแล้วยิงภาพเฉียงๆ เข้าไปที่จอบนผนังซึ่งทำให้ภาพที่ฉายไปตกบนจอมีรูปทรงบิดเบี้ยวเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู วงจร automatic keystone correction จะใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีในการปรับแก้ไขสัดส่วนของภาพให้มาอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสัดส่วนถูกต้องโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้น วงจร auto focus ก็จะทำการปรับโฟกัสของภาพให้มีความคมชัด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการนี้จะใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
นอกจากนั้น K3 Pro ยังมีฟังก์ชั่น Intelligent Screen Alignment ที่ช่วยปรับขนาดของภาพ (scale) ให้พอดีกับจอโดยอัตโนมัติด้วย และยังมีฟังก์ชั่น Intelligent Obstacle Avoidance ที่สามารถปรับภาพให้พ้นจากสิ่งกีดขวางที่อยู่หน้าจอได้ด้วย..
ประสิทธิภาพของ “ภาพ“

ระบบฉายภาพของ K3 Pro ใช้ชิป LCD ที่ให้ความละเอียดของภาพสูงถึงระดับ 1080p ทำงานร่วมกับ ระบบไล้ท์ ซ๊อส LED ที่ใช้เทคโนโลยี “NovaGlow Optical Technology” ออกแบบโดยวิศวกรของ Yaber เอง ซึ่งให้ลำแสงที่พุ่งตรงสู่เลนส์โดยไม่มีการหักเห จึงทำให้ไม่สูญเสียพลังแสงไป มีผลให้ได้ความสว่างของภาพสูงถึง 1600 ANSI Lumens (1000 ISO Lumens) จึงให้ภาพที่มีความสว่างสดใส สีสวย ไม่ซีดและไม่หม่น

เมื่อระบบ Light Source ทำงานหนักขนาดนี้ย่อมหนีไม่พ้นความร้อนที่พุ่งสูง เพื่อให้การทำงานของแหล่งให้กำเนิดแสงมีเสถียรภาพสูงตลอดเวลา วิศวกรของ Yaber จึงได้คิดค้นระบบระบายความร้อนในตัว K3 Pro ขึ้นมาด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า ‘CoolSwift’ cooling technology ที่สามารถคุมอุณหภูมิให้อยู่ในพิกัดที่ไม่เป็นอันตรายด้วยการควบคุมสปีดของพัดลมที่เหมาะสมจึงไม่มีเสียงพัดลมออกมารบกวนขณะใช้งาน
ประสิทธิภาพของ “เสียง”

ความโดดเด่นที่ต้องขีดเส้นใต้สำหรับ K3 Pro ตัวนี้อยู่ที่ “ระบบเสียง” ซึ่งจัดเต็มมาก.! จากรุ่นเดิม K3 ที่ไปร่วมมือกับ JBL ผู้ผลิตลำโพงระดับตำนานของโลกช่วยออกแบบลำโพงซ้าย–ขวาให้ มีกำลังขับอยู่ที่ 15 วัตต์ ต่อข้าง (รวม 30W) ซึ่งก็ถือว่าดีมากแล้วเมื่อเทียบกับลำโพงที่ติดมากับโปรเจคเตอร์ตัวอื่นๆ
ซับวูฟเฟอร์


แต่เพื่อความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ในรุ่น K3 Pro นี้ ทางผู้ผลิตจึงได้เพิ่มลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบอีกหนึ่งตัว ช่วยเสริมความแน่นของเสียงด้วยความถี่ต่ำจากลำโพงซับวูฟเฟอร์ซึ่งเชื่อมต่อกับตัวโปรเจคเตอร์ด้วยระบบไร้สาย Bluetooth ผ่านทาง dongle ที่แถมมาให้ ผลจึงได้ทั้งคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น รวมถึงความสะดวกในการติดตั้งใช้งานที่ไม่ต้องมีสายเชื่อมต่ออีกด้วย
การเชื่อมต่อ K3 Pro เพื่อการใช้งาน


ขั้วต่อที่อยู่ด้านหลังเครื่อง
4. จุดรับคลื่นอินฟราเรดจากรีโมทคอนโทรล
5. ช่องอินพุต HDMI จำนวน 2 ช่อง
6. ช่องเสียบ USB
7. ช่องเสียบแจ๊คหูฟัง mini 3.5mm.
8. ช่องเสียบสาย LAN
9. ช่องเสียบสายไฟเอซี
10. & 11. ช่องระบายลมร้อน
ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง มีช่องต่อสัญญาณภาพและเสียงมาให้ 5 ช่อง เป็นช่องอินพุต HDMI สองช่อง (5) สามารถใช้ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์, กล่องรับสัญญาณดิจิตอลทีวี หรือจะต่อกับเครื่องเล่นเกมส์ก็ได้ หรือจะต่อกับช่องเอ๊าต์พุต HDMI ของคอมพิวเตอร์ก็ได้เพื่อส่งภาพจากคอมพิวเตอร์ขึ้นบนจอ
สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวซึ่งเชื่อแน่ว่าจะต้องมีภาพถ่ายเก็บสะสมไว้เยอะมาก ผมแนะนำให้ save ภาพถ่ายของคุณไว้ในแฟรชไดร้แล้วนำมาเสียบที่ช่องอินพุต USB-A (6) ที่ให้มา จะทำให้คุณสามารถเลือกดูภาพถ่ายเหล่านั้นโดยยิงขึ้นบนจอได้ ซึ่งการดูภาพขนาดใหญ่จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกได้มากกว่าภาพขนาดเล็กที่ดูบนมือถือเยอะ นอกจากนั้น ยังมีช่องอินพุต Ethernet (8) อีกช่องที่เปิดโอกาสให้คุณส่งคอนเท็นต์จากการสตรีมจากอินเตอร์เน็ตเข้ามาฉายผ่านโปรเจคเตอร์ K3 Pro ตัวนี้ได้อีกช่องทางหนึ่ง..

ดูอะไรได้บ้าง.? เยอะมาก.!! เพราะโปรเจคเตอร์ตัวนี้ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ google TV ซึ่งทำให้ K3 Pro ตัวนี้รองรับการใช้งานร่วมกับแอพลิเคชั่นต่างๆ มากกว่า 7000 แอพฯ ..!!! โดยเฉพาะแอพฯ เด็ดๆ อย่าง YouTube ที่มีคลิปวิดีโอให้เลือกชมมากมหาศาล รวมถึงแอพฯ ดูหนังอีกหลายแอพฯ อาทิเช่น Netflix, Prime Video และ Disney+ ฯลฯ ซึ่งก็มีภาพยนตร์และสารคดีให้เลือกดูอีกนับไม่ถ้วน (ส่วนใหญ่ต้องสมัครสมาชิกและเสียค่าบริการรายเดือน) ของไทยก็มีแอพฯ 3+ ของช่องสามด้วย
รีโมทไร้สาย

มีรีโมทไร้สายมาให้สำหรับการควบคุมสั่งงานระยะไกลด้วย..
ทดลองใช้งาน
แม้ว่าจะสามารถฉายภาพของโปรเจคเตอร์ลงบนผนังห้องที่มีสีขาวหรือสีครีมอ่อนๆ ได้ แต่ถ้าต้องการใช้งานโปรเจคเตอร์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดทางด้าน “คุณภาพของภาพ” แนะนำให้ฉายลงบนจอภาพมาตรฐาน ซึ่งเป็นจอประเภท matte white ผิวจอสีขาว ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ “ขึงตายตัว” (fixed screen) ซึ่งจะให้ภาพที่ดีที่สุด แต่ถ้าต้องการเก็บจอตอนไม่ได้ใช้งาน ก็ให้เลือกใช้จอประเภทที่ม้วนเก็บได้ ซึ่งมีทั้งที่ใช้วิธีม้วนโดยใช้มือดึง และใช้มอเตอร์

ตัวอย่างจอแบบขึงตายตัว (fixed screen)

ตัวอย่างจอแบบม้วนเก็บได้ ซึ่งในภาพนั้นเป็นจอแบบเคลื่อนย้ายได้ โดยติดตั้งบนขอตั้ง tripod น้ำหนักเบา สามารถพับเก็บได้ทั้งตัวจอและขาตั้ง เคลื่อนย้ายสะดวก อีกประเภทเป็นจอที่ม้วนเก็บได้แต่ตัวอุปกรณ์ที่ใช้จัดเก็บจะติดตั้งอยู่บนผนัง หรือฝังแอบอยู่ใต้ฝ้าเพดาน
ขนาดของจอมาตรฐานมีให้เลือกหลายขนาด ส่วนมากแล้วขนาดที่นิยมกันมากก็คือ 100 นิ้ว บนสัดส่วน 16:9 ซึ่งเป็นสัดส่วนของภาพยนตร์มาตรฐานทั่วไป ส่วนระดับราคาก็มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่น คุณภาพของภาพก็แตกต่างกันไป (*ถ้าให้ละเอียดจริงๆ ยังมีเรื่องของ “เกนของจอ” ที่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริงด้วย แนะนำให้สอบถามข้อมูลกับทางผู้จำหน่ายโปรเจคเตอร์หรือจอภาพสำหรับโปรเจคเตอร์โดยตรงอีกที)


ภาพจากแอพ 3+ บน Google TV
ตอนทดสอบโปรเจคเตอร์ตัวนี้ ผมไม่มีจอฉายภาพอยู่ในมือ และทางเจ้าของผลิตภัณฑ์อยากให้เน้นที่คุณภาพเสียงมากกว่า เขาบอกว่า ทางด้านภาพนั้นได้รับการยอมรับมาจากหลายสถาบันแล้วว่า K3 Pro ตัวนี้แทบจะไร้คู่แข่งในระดับราคาเดียวกันนี้ ผมเลยทดลองเอาโปรเจคเตอร์ตัวนี้เข้าไปฉายในห้องทดสอบเครื่องเสียงซึ่งมีการเก็บเสียงดีพอสมควร โดยฉายภาพลงไปบนผนังห้องที่ปูวอลเปเปอร์สีครีมอ่อนๆ โดยกำหนดระยะฉายอยู่ที่ระยะ ไม่เกิน 2 เมตร ได้ขนาดภาพบนผนังอยู่ที่ 50 นิ้ว หลังจากปิดไฟในห้องลง ภาพที่ปรากฏอยู่บนผนังห้องมันออกมาดีกว่าที่คิดเยอะเลย.!

ภาพ 4K จากคลิปบน YouTube
ในแง่ของภาพนั้น อาจจะไม่ได้ดีเท่ากับทีวี ถ้าจะวัดกันในแง่ของ “ความสว่าง” แต่ถ้ามองโดยรวมแล้ว เท่าที่ K3 Pro ตัวนี้ให้ออกมาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอใช้ได้ ผมนึกถึงการนำไปเปิดใช้งานนอกสถานที่ก็ถือว่าดีเลยกับจอขนาด 40 – 80 นิ้ว ถ้าฉาบบนจอมาตรฐาน matte white ด้วยก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีกมาก
แต่ที่เซอร์ไพร้คือ “คุณภาพเสียง” ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า แค่ลำโพงซ้าย–ขวาที่ติดตั้งอยู่บนตัวโปรเจคเตอร์กับซับวูฟเฟอร์ขนาดแค่ย่อมๆ อีกตัว จะสามารถสร้างสนามเสียงที่แผ่วกว้างออกไปได้มากขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่ามันจะสามารถสร้างสนามเสียงที่แผ่ออกมาได้เต็มพื้นที่อากาศภายในห้องฟังของผม ซึ่งมีความจุมากถึง 66.5 ลูกบาศน์เมตร ได้ ผมทดลองดูภาพยนตร์จากช่อง Netflix โดยเปิดระบบเสียงออริจินัล ซาวนด์แทรค มันให้ฟิลลิ่งที่ดีกว่าฟังผ่านลำโพงสองตัวที่เป็นระบบเสียง stereo อย่างชัดเจน.! รู้สึกได้เลยว่า รายละเอียดเสียงมันแผ่ไกลออกมาจากตัวโปรเจคเตอร์ได้อย่างน่าทึ่ง เสียงทั้งหมดไม่ได้กองกระจุกอยู่ที่ตัวโปรเคเตอร์อย่างที่ผมคาดในตอนแรก มันสามารถฉีกเสียงออกไปทางซ้ายและขวาได้ ส่วนซับวูฟเฟอร์ที่ให้มาก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ได้ความรู้สึกของสนามเสียงที่แผ่กว้าง
ขณะทดสอบชมภาพยนตร์เรื่อง Fargo ผมทดลองปิดสลับกับเปิดซับวูฟเฟอร์ฟังเทียบกัน รับรู้ได้ชัดเลยว่า ตอนเปิดใช้ซับวูฟเฟอร์ผมรู้สึกถึง “บรรยากาศ” ที่เปิดกว้างมากกว่า แม้ว่าเสียงทุ้มของซับวูฟเฟอร์จะไม่ได้ลงไปลึกมากและไม่ได้มีแรงกระแทกกระทั้นมากเหมือนกับระบบเสียงเซอร์ราวนด์ครบเซ็ตชุดใหญ่ๆ แต่พอปิดซับฯ ลง ก็รู้สึกได้ว่าส่วนที่เป็นฐานความถี่ต่ำที่แผ่ออกมาเบาๆ มันจางลงไปมาก เสียงจากซับวูฟเฟอร์ไม่ได้กระทบไปถึงเสียงในย่านกลาง–แหลมมาก แต่ก็พอจะรู้สึกว่า ตอนไม่มีซับฯ เสียงโดยรวมทั้งหมดจะมีลักษณะลอยๆ โหว่ๆ ไม่ค่อยมีน้ำหนัก ซึ่งซับวูฟเฟอร์เข้ามาเสริมทางด้านน้ำหนักเสียงโดยรวมขึ้นมาได้มาก
ทดลองเปลี่ยนมาเปิดคอนเสิร์ตแสดงสดจากคลิปใน YouTube ฟังดูก็ได้ประสบการณ์คล้ายๆ กัน ซึ่งผมว่า ซับวูฟเฟอร์ที่ให้มานั้นมีส่วนสำคัญมากกับเสียงโดยรวมที่ได้ออกมา โดยเฉพาะตอนฟังเพลง ผมพบว่า หลังจากฟังแบบมีซับวูฟเฟอร์จนชินแล้ว ผมกลับไปฟังแบบไม่มีซับวูฟเฟอร์ไม่ได้เลย.!!! (*แนะนำให้ทดลองขยับตำแหน่งของซับวูฟเฟอร์ให้ชิด–ห่างผนังห้องดูด้วย ซึ่งเป็นวิธีการปรับจูนปริมาณเสียงทุ้มจากซับฯ ให้สมดุลและกลมกลืนไปกับกลาง–แหลมที่ออกมาจากโปรเจคเตอร์)
สรุป
ตอนแรก ก่อนจะได้รับโปรเจคเตอร์ตัวนี้มา ผมเข้าไปอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของผู้ผลิตแล้วรู้สึกเฉยๆ คิดว่าภาพและเสียงของโปรเจคเตอร์ราคาถูกๆ แบบนี้คงอยู่ในระดับเด็กเล่นเท่านั้น แต่หลังจากได้รับเครื่องมาแล้ว พอแกะกล่องออกมาดู ความรู้สึกของผมเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยอมรับว่าทึ่งกับงานประกอบตัวเครื่องที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด หลายๆ จุดที่ทำให้รู้สึกว่า พวกเขาเอาจริงแฮะ.!
หลังจากได้ทดลองดูภาพและฟังเสียงของโปรเจคเตอร์ตัวนี้แล้ว ผมยอมรับเลยว่า มันเปลี่ยนแปลงความคิดของผมไปได้เยอะเลย ผมยอมรับว่า ทั้งภาพและเสียงที่โปรเจคเตอร์ Yaber ‘K3 Pro’ ตัวนี้ให้ออกมามันดีกว่า “ของเด็กเล่น” ไปเยอะ อาจจะไม่ได้ดีเท่ากับโปรเจคเตอร์ชั้นยอดอย่าง JVC ที่มีราคาแพงกว่ามาก แต่เมื่อเทียบกับค่าตัว “ไม่ถึง” สามหมื่นกว่าของโปรเจคเตอร์ตัวนี้แล้ว ผมต้องขอบอกว่า คุณภาพของภาพและเสียงที่ให้ออกมานั้นมัน “เกินคุ้ม” ไปไกลมาก..!!!
********************
ราคา : ปกติ 25,000 บาท / ตัว
(* ใช้โค๊ดร้านลด 2,000 บาท เหลือ 23,000 บาท
ถ้าซื้อจาก Shopee มีแจกโค๊ดลด 3,000 บาท
รวมสุทธิแล้วจะเหลือแค่ 20,000 บาท)
(**รับประกันสินค้า 1 ปี)
********************
ตัวแทนนำเข้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยโดย
บริษัท ไอซูเปอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
********************
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่
Shopee: https://s.shopee.co.th/60Kh7gGBaY
Lazada: https://s.lazada.co.th/s.ZbcC2a?cc
Nocnoc: https://nocnoc.link/9wdhbbNs
********************
ทดลองสินค้าได้ที่ร้าน LCDTV Thailand หรือ ร้าน Dotlife



