สิ่งที่ทำให้เครื่องเสียงทุกชิ้น “เหมือนกัน” ก็คือร่างกายของพวกมัน ซึ่งต่างก็มีวงจรอิเล็กทรอนิคส์เป็นส่วนประกอบหลักเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องถูกหรือแพง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งต้นทาง, แอมปลิฟาย หรือลำโพง สิ่งที่ทำให้เครื่องเสียง “ไฮเอ็นด์ฯ” สามารถฉีกหนีเครื่องเสียงระดับล่างๆ ออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพราะราคาที่ต่างกัน (อันนี้จะตามมาทีหลัง) แต่เป็นเพราะความสามารถในการถ่ายทอดเสียงเพลงออกมาโดย “ปราศจาก” ความเป็นอิเล็กทรอนิคส์ผสมอยู่ในน้ำเสียงนั่นเอง.!
แหล่งต้นทางสัญญาณ หรือ source เป็นจุดกำเนิด “เสียง” ของซิสเต็ม มันจึงมีอิทธิพลมากที่สุดในการกำหนดคุณภาพเสียงโดยรวมของซิสเต็ม ไม่ว่าแหล่งต้นทางนั้นจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่จัดการกับสัญญาณที่อยู่ในรูปของ “อะนาลอก” หรือ “ดิจิตัล” ถ้าเครื่องเสียงชิ้นนั้นถูกออกแบบและปรับจูนการทำงานมาอย่างถูกต้อง เสียงเพลงที่มันสร้างขึ้นมาก็จะเป็น “pure music” ที่ปราศจากกลิ่นอายของอิเล็กทรอนิคส์ปะปนออกมา ถ้าให้นักฟังที่เชี่ยวชาญทดลองฟังเสียงโดยไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า เมื่อได้ฟังแล้วไม่สามารถบอกได้ว่า เสียงเพลงที่กำลังฟังนั้นถูกสร้างขึ้นโดยแหล่งต้นทางดิจิตัลหรืออะนาลอก.? นั่นก็แสดงว่า เครื่องเสียงชิ้นนั้นสามารถสร้างเสียงเพลงที่มีคุณภาพเสียงระดับ pure music ออกมาได้ ซึ่งนั่นก็คือคุณสมบัติพิเศษของ “เครื่องเสียงไฮเอ็นด์“
Pachanko Labs รุ่น ‘Constellation Mini SE’
สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ระดับไฮเอ็นด์ฯ.!!
พื้นฐานของ Constellation Mini SE ก็คือคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ + ซอฟท์แวร์ปฏิบัติการณ์ ที่ถูกกำหนดให้ทำงานเป็น “music server” เพราะมีฮาร์ดดิสเก็บไฟล์เพลงอยู่ในตัว แต่เนื่องจากในตัว Constellation Mini SE มีโปรแกรมที่ใช้ในการเล่นไฟล์เพลงฝังอยู่ในตัวด้วย มันจึงมีสถานะเป็น “music streamer” ในอีกคุณสมบัติหนึ่ง ซึ่งสามารถเล่นไฟล์เพลงผ่านทางเน็ทเวิร์คได้ แต่เนื่องจากภายในตัว Constellation Mini SE ไม่มีภาค DAC อยู่ข้างใน ดังนั้น สถานะภาพที่แท้จริงของมันจึงควรจะเป็น “streaming transport + music server”


บอดี้ของสตรีมเมอร์ Pachanko Labs ตัวนี้มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านกว้างน้อยกว่าด้านลึก ความสูงสูสีกับเครื่องเสียงมาตรฐานทั่วไป ผนังแต่ละด้านของตัวถังทำด้วยแผ่นอะลูมิเนียมหนาประมาณ 4 ม.ม. จำนวน 4 แผ่น แผ่นหนึ่งทำหน้าที่เป็นแผงหน้าปัด แผ่นหนึ่งทำหน้าที่เป็นฐานล่างที่ใช้รองรับวงจรและติดตั้งอุปกรณ์ภายในของตัวเครื่องทั้งหมด อีกแผ่นทำหน้าที่เป็นแผงหลังของตัวเครื่อง กับอีกชิ้นใช้ครอบอยู่ด้านบนและพับฉากลงมาเป็นผนังด้านข้างซ้ายด้วย โดยที่ผนังทางด้านขวามือของตัวถัง (หันหน้าเข้าหาตัวเครื่อง) เป็นแผงฮีทซิ้งค์ที่ใช้ระบายความร้อนติดตั้งอยู่ ความยาวตั้งแต่ด้านหน้าไปจรดหลัง (ขณะทำงานตัวเครื่องมีความร้อนเกิดขึ้นพอสมควร)


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมีขาตั้งเตี้ยๆ ติดตั้งอยู่ทั้งสี่มุม ช่วยยกเครื่องให้ลอยขึ้นมาจากพื้น ตัวขาตั้งทั้งสี่มีลักษณะทรงกลมแบน วัสดุที่ใช้ทำก็เป็นพีวีซีแข็ง รอบนอกมีวงแหวนสีเงินๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอะลูมิเนียมหรือพลาสติกแข็งชุบสีรัดตรึงอยู่ ส่วนด้านล่างของขาตั้งทั้งสี่มีแผ่นโฟมบางๆ รองรับอยู่อีกชั้นหนึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือน
แผงหน้าเรียบง่าย

บนแผงหน้ามีปุ่มกดหนึ่งปุ่ม (A) ไว้กดเมื่อต้องการเปิด/ปิดเครื่อง และที่ด้านบนของปุ่มกดจะมีไฟ LED อยู่ดวงหนึ่ง (B) จะสว่างเป็นไฟสีขาวเวลาเครื่องอยู่ในสภาวะทำงาน นอกจากนั้นก็มีช่องเสียบ USB-A สองช่องอยู่ที่มุมล่างด้านขวา (D) ซึ่งสามารถใช้เป็นช่องเสียบแฟรชไดร้ที่เก็บไฟล์เพลงได้ ถัดไปเป็นช่องรับสัญญาณรีโมท (C) แต่ไม่ได้ใช้งาน
แผงหลัง

E = ช่องเสียบแจ๊คสำหรับไฟเลี้ยง
F = ช่อง USB-A สำหรับใช้เชื่อมต่อกับ USB-DAC
G = ช่อง HDMI สำหรับขึ้นจอมอนิเตอร์
H = ช่องต่อเชื่อมสัญญาณ network ที่มาจาก router
I = ช่องส่งออกสำหรับ Diretta target
J = ช่องเสียบ USB-A จำนวน 2 ช่อง สำหรับฮาร์ดดิสพกพา หรือแฟรชไดร้ที่เก็บไฟล์เพลง
K = ช่องสัญญาณเสียงสำหรับหูฟัง
เพราะ Constellation Mini SE เป็นสตรีมเมอร์ที่ใช้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ใช้ในงานคอมพิวเตอร์เป็นพื้นฐาน จึงไม่น่าแปลกใจที่ส่วนประกอบต่างๆ บนสตรีมเมอร์ตัวนี้จะมีลักษณะเหมือนคอมพิวเตอร์เป๊ะๆ โดยเฉพาะช่องเชื่อมต่อต่างๆ ที่ใช้อินเตอร์เฟซ USB และ LAN เป็นหลัก ในขณะที่บางอย่างก็ไม่ได้ใช้งาน อย่างเช่น ช่องรับสัญญาณรีโมทไร้สาย
จริงๆ แล้วทางผู้ผลิตมีอ๊อปชั่นให้เลือกสำหรับเวอร์ชั่นที่มีเอ๊าต์พุต Coaxial กับ Optic แต่ดูเหมือนทางผู้นำเข้าคือ Prestige HiFi จะไม่ได้นำเข้ามา (*สอบถามโดยตรงอีกทีที่ โทร. 063-638-4498 คุณทอมมี่) ส่วนช่องเอ๊าต์พุต USB ที่อยู่ด้านหลังทั้งหมดนั้นให้มาทำหน้าที่ต่างกันอยู่ 2 สถานะ สองช่องตรงตำแหน่ง F นั้นให้มาสำหรับเชื่อมต่อกับ external DAC ในขณะช่อง USB-A ตรงตำแหน่ง J ทั้งสองช่องนั้นเอาไว้ให้เสียบฮาร์ดดิสพกพาหรือแฟรชไดร้ที่เก็บไฟล์เพลง
Constellation Mini SE ให้ช่อง LAN (สำหรับขั้วต่อ RJ45) มา 2 ช่อง ช่องแรกทางซ้าย (หันหน้าเข้าหาแผงหลัง) สำหรับเชื่อมต่อกับ Router ผ่านทางสายแลนเพื่อการส่งผ่านคำสั่งและสัญญาณเสียง ส่วนช่องขวาเป็นช่องแลนที่รองรับการรับ/ส่งสัญญาณเสียงด้วยโปโตรคอล Diretta (*เพิ่มเติมด้านล่าง)
ดีไซน์ภายใน
Pachanko Labs เป็นแบรนด์ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ประเภท CAT (Computer Audio Transport) หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลงดิจิตัลที่ใช้พื้นฐานคอมพิวเตอร์ สัญชาติฝรั่งเศส สำนักงานตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ที่ชื่อว่า La Reunion ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคฯ แนวๆ นี้เลย


ดูจากภาพประกอบในเว็บไซต์ของผู้ผลิตที่แสดงรายละเอียดภายในตัว Constellation Mini SE แล้วบอกเลยว่ามันดูเลิศหรูกว่าไส้ในของคอมพิวเตอร์ทั่วไปมาก รายละเอียดในสเปคฯ ระบุว่า พื้นฐานหลักๆ ในตัว Constellation Mini SE ประกอบด้วย CPU 4 Core ของ Intel ทำงานร่วมกับคัสต้อมโมดูล RAM ระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่มีความจุมากถึง 8 GB เพื่อให้ทำหน้าที่ในการส่งผ่านข้อมูลได้เร็วโดยไม่มีปัญหาหน่วงช้าในทางเทคนิคที่เรียกว่า ‘latency’, ไม่มีเสียงพัดลมกวนเพราะถูกออกแบบให้ทำงานด้วยระบบ fanless
Operating System (OS) หรือระบบปฏิบัติการณ์หลักของ Constellation Mini SE ตัวนี้คือ Windows 10 ที่ถูกปรับจูนภาค audio ที่ทำงานกับสัญญาณเสียงด้วยการทวีค BIOS อย่างเต็มที่ จึงทำให้ปริมาณของจิตเตอร์ในระบบกับปัญหาหน่วงช้า (latency) มีอัตราที่ต่ำมาก ส่วนโปรแกรมที่ใช้เล่นไฟล์เพลงก็สามารถเข้ากันกับโปรแกรมคุณภาพสูงที่เป็นที่นิยมได้ทุกโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็น Roon, Audirvana, JRiver, JPlay และ HQplayer ซึ่งผู้ใช้สามารเลือกติดตั้งได้ ซึ่งตัวที่คุณทอมมี่ยกมาให้ทดสอบนี้ติดตั้งโปรแกรม Roon Core เอาไว้ มันจึงทำหน้าที่แบบเดียวกันกับตัว Roon nucleus เป๊ะ ต่างกันแค่ฮาร์ดแวร์ข้างในกับ OS ของ Roon nucleus เป็น Linux ในขณะที่ OS ของ Constellation Mini SE ตัวนี้เป็น Window 10 เท่านั้นเอง
ไม่ว่าคุณจะใช้ external DAC หรือใช้ Integrated Amp + DAC หรือใช้ all-in-one อยู่ ถ้าอุปกรณ์ที่คุณใช้อยู่มีภาค DAC ที่ใช้อินพุต USB หรืออินพุต Ethernet (LAN) คุณก็สามารถนำ Constellation Mini SE เข้าไปทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตได้เลย เพราะ Constellation Mini SE ให้เอ๊าต์พุตมาทั้ง USB และ Ethernet (LAN) ครบถ้วน
ผมได้รับ Constellation Mini SE ตัวนี้มาทำการทดสอบสักพักแล้ว โดยที่คุณทอมมี่เป็นคนเข้ามาติดตั้งระบบให้ นอกจากนั้น คุณทอมมี่ยังได้ติดตั้งกล่อง ‘Diretta USB Bridge’ ของ Olio.spec ‘Canario DUB’ ไว้ให้ลองฟังอีกด้วย
What is the DIRETTA?
Diretta คืออะไร.?
คุณทอมมี่ เจ้าของ Prestige HiFi เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Pachanko Labs เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแจ้งกับผมว่า ไฮไล้ท์สำหรับสตรีมเมอร์ Pachanko Labs ตัวนี้ก็คือระบบการรับ/ส่งสัญญาณเสียงระหว่างสตรีมเมอร์ทรานสปอร์ตกับ USB-DAC ที่เรียกว่า ‘Diretta Audio Protocol’

งั้นต้องขอพูดถึง ‘Diretta’ สักนิด.. คุณทอมมี่บอกว่า ทางผู้ผลิต Pachanko Labs ให้ข้อมูลว่า การเชื่อมต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตระหว่างตัว Constellation Mini SE กับ DAC ที่ให้ผลทางเสียงออกมาดีที่สุดก็คือเชื่อมต่อผ่านทาง USB ในกรณีที่ใช้โปรโตคอล Diretta ในการควบคุมการรับ/ส่งสัญญาณระหว่าง Constellation Mini SE กับ DAC ซึ่งหลักการทำงานของโปรโตคอล Diretta ตัวนี้ก็คือว่ามันจะทำการ “แบ่งย่อย” ข้อมูลเสียงที่จะจัดส่งไปที่ USB-DAC ออกเป็นก้อนเล็กๆ เท่าๆ กันแล้วค่อยๆ ส่งไป ซึ่งวิธีนี้ทำให้ไฟเลี้ยงของคอมพิวเตอร์ต้นทาง (host) มีลักษณะการจ่ายไฟที่นิ่งและคงที่ ไม่เกิดการกระชากเพราะเป็นการจ่ายไฟทีละน้อย อีกทั้งไม่ต้องใช้ระบบบัฟเฟอร์ขนาดใหญ่ในการกักข้อมูลรวมถึงไม่ต้องใช้ระบบควบคุมการรับ/ส่งข้อมูลแบบ Asynchronous USB ซึ่งมีความซับซ้อน วิธีรับ/ส่งข้อมูลแบบที่ใช้โปรโตคอล Diretta จะคล้ายกับการรับ/ส่งข้อมูลแบบ Synchronous USB เพียงแต่ว่าทางฝั่งเจ้าบ้านคือ Constellation Mini SE จะเป็นคนควบคุมจังหวะการส่ง ซึ่งเป็นผลดีต่อเสียง
เทียบกับการรับ/ส่งสัญญาณทาง Ethernet ด้วยโปรโตคอล UPnP
ผู้ค้นคิดระบบการรับ/ส่งสัญญาณด้วยโปรโตคอล Diretta ก็คือบริษัท Megatech ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น พวกเขาจัดทำเว็บไซต์ไว้อธิบายที่มาที่ไปเกี่ยวกับการคิดค้นโปรโตคอลตัวนี้เอาไว้ด้วย (diretta.link) ซึ่งในนั้นพวกเขาได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการรับ/ส่งสัญญาณผ่านทาง Ethernet ด้วยโปรโตคอล UPnP กับการรับ/ส่งสัญญาณผ่านทาง USB ด้วยโปรโตคอล Diretta ไว้ด้วย
ทางผู้คิดค้นโปรโตคอลตัวนี้ให้ข้อมูลว่า การรับ/ส่งสัญญาณผ่านทาง Ethernet ด้วยโปรโตคอล UPnP และทาง USB ด้วยโปรโตคอล Asynchronous ASIO จะทำให้เกิด noise ปนเข้าไปกับสัญญาณ ซึ่งต้องใช้วิธีแสดงภาพของสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของกระแส (current) ถึงจะมองเห็น noise ที่ว่า ถ้าแสดงภาพสัญญาณออกมาเป็นแรงดัน (volt) จะมองยาก เพราะปริมาณของ noise ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เยอะมาก

ภาพข้างบนนี้เป็นกราฟแสดงลักษณะของ power consumption ของโปรเซสเซอร์ที่ทำงานขณะที่มีการรับ/ส่งไฟล์เพลงผ่านทาง network ด้วยโปรโตคอล UPnP ซึ่ง noise ที่เกิดขึ้นก็คือ spike แหลมๆ อยู่ในวงรีสีแดงที่เขาแสดงให้ดูในภาพข้างบนนั่นเอง ซึ่งเป็นปริมาณ power consumption ของโปรเซสเซอร์ที่ควบคุมการรับ/ส่งไฟล์เพลงช่วงที่กระชากขึ้นมาในจังหวะที่มีการรับ/ส่งไฟล์เพลงปริมาณมากๆ ซึ่งทางผู้ออกแบบ Diretta มองว่า spike แหลมๆ ของ power consumption ที่เกิดขึ้นนี้คือ noise รูปแบบหนึ่งที่ส่งผลกับคุณภาพเสียง

ส่วนภาพข้างบนนี้ เป็นกราฟแสดงลักษณะของ power consumption ของฮาร์ดแวร์โปรเซสเซอร์ที่ทำงานขณะที่มีการรับ/ส่งไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล Diretta ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมา จะเห็นว่า spike หรือทรานเชี้ยนต์แหลมๆ ที่เกิดจากการกระชาก power consumption ที่เกิดจากการรับ/ส่งไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล UPnP หายไป แสดงให้เห็นว่า การรับ/ส่งไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล Diretta ทำให้อัตราบริโภคกระแสไฟของฮาร์ดแวร์โปรเซสเซอร์ที่ควบคุมการรับ/ส่งไฟล์เพลงมีความราบเรียบคงที่มากกว่าและไม่มี noise เข้ามารบกวน

ภาพข้างบนนี้พวกเขาแสดงการวัด “ปริมาณข้อมูล” ของสัญญาณ DSD 11.2MHz ที่เล่นโดยดึงออกมาจาก NAS ไปที่ปลายทางผ่านโปรโตคอล UPnP เทียบกับดึงผ่านโปรโตคอล Diretta จะเห็นว่าในช่วงเวลาเท่าๆ กัน สัญญาณเสียงที่ดึงจาก NAS ด้วยโปรโตคอล UPnP (ทางซ้ายมือ) จะมีปริมาณที่ “มาก” กว่าปริมาณข้อมูลสัญญาณที่ดึงจาก NAS ด้วยโปรโตคอล Diretta (ทางขวามือ) เยอะมาก.!
ลักษณะการเชื่อมต่อระบบสำหรับการรับ/ส่งไฟล์เพลงด้วย Diretta

ระบบการทำงานของ Diretta จะแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ “ส่ง” ข้อมูลเพลง (เรียกว่า ‘Host’) กับส่วนที่สองเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ “รับ” ข้อมูลเพลง (เรียกว่า ‘Target’) ซึ่งฮาร์ดแวร์ส่วนที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลเพลงที่มีสถานะเป็น Host ของระบบ Diretta ก็คือคอมพิวเตอร์ หรือสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่มีการติดตั้งไดเวอร์ Diretta ลงไป ส่วนฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่รองรับข้อมูลเพลง หรือ Target ก็คือ network-DAC ที่มีไดเวอร์ Diretta ติดตั้งอยู่ด้วย ซึ่งการรับ/ส่งข้อมูลเพลงระหว่าง Host กับ Target จะกระทำผ่าน Ethernet (สาย LAN) กรณีที่คุณใช้ USB-DAC ซึ่งไม่มีอินพุต Ethernet ก็ต้องอาศัย “ตัวกลาง” เข้ามาช่วยอีกขั้นหนึ่ง เรียกว่า ‘Diretta USB Bridge’ เข้ามาทำหน้าที่รองรับข้อมูลเพลงจากอุปกรณ์ Diretta Host เข้ามาทาง Ethernet แล้วแปลงไปเข้าที่ USB-DAC ทางช่องเอ๊าต์พุต USB

รูปร่างหน้าตาของกล่อง DUB (Diretta USB Bridge) ยี่ห้อ Olio.Spec
ความจริง ถ้าจะว่าไปแล้ว Protocol ที่เขียนขึ้นมาใช้สำหรับการรับ/ส่งข้อมูล (สัญญาณ) เพลงแบบเน้นคุณภาพเสียงลักษณะเดียวกับโปรโตคอล Diretta ก็มีใช้อยู่ในวงการเครื่องเสียงมานานแล้ว เพียงแต่ว่า โดยมากจะใช้เป็นระบบปิด คือแบรนด์ไหนคิดขึ้นมาก็จะใช้ได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นั้นแบรนด์เดียว ยกตัวอย่างเช่น ระบบการรับ/ส่งข้อมูล (สัญญาณ) เพลงแบบไฮเรซฯ ของแบรนด์ Accuphase ที่ใช้ชื่อเรียกว่า ‘HS-Link’ ซึ่งใช้การรับ/ส่งผ่านทางสาย LAN นั่นก็ใช่ แต่ Diretta Audio Protocol นี้ผู้คิดค้นคือบริษัท Megatech ของญี่ปุ่นพยายามที่จะผลักดันให้เป็นมาตรฐานสากลที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวางออกไปโดยชักชวนให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงหันมาใช้ระบบ Diretta กัน ซึ่งในตอนนี้ก็มีผู้ผลิต external DAC อยู่สอง–สามแบรนด์ที่เริ่มนำเอา Diretta ไปติดตั้งในผลิตภัณฑ์ของตน เกือบทั้งหมดเป็นแบรนด์ของญี่ปุ่น อาทิเช่น แบรนด์ Sforzato และแบรนด์ Soul Note ซึ่งนำเอาภาครับ (ซอฟท์แวร์ไดเวอร์ + ฮาร์ดแวร์ส่วนที่ทำหน้าที่เป็น Diretta ‘Target’) ไปติดตั้งไว้ใน Network DAC ของพวกเขา ส่วนแบรนด์ที่นำเอาซอฟท์แวร์ไดเวอร์ + ฮาร์ดแวร์ส่วนที่ทำหน้าที่เป็น Diretta ‘Host’ เข้าไปติดตั้งไว้ในผลิตภัณฑ์ของพวกเขาก็มีแบรนด์ Pachanko Labs ของฝรั่งเศสตัวที่ผมกำลังทำรีวิวอยู่นี้ กับแบรนด์ Spec ของญี่ปุ่นที่ทำออกมาทั้ง Diretta ‘Host’ และ Diretta USB Bridge
เนื่องจากตัว Pachanko Labs รุ่น Constellation Mini SE ที่ผมนำมาทดสอบครั้งนี้ได้ติดตั้งไดเวอร์ Diretta ‘Host’ มาด้วย ในการทดสอบช่วงท้ายผมจะทำการเซ็ตอัพเพื่อทดลองฟังเสียงของ Constellation Mini SE ที่ทำงานในสถานะที่เป็น Diretta ‘Host’ ด้วย
การติดตั้ง Pachanko Labs ‘Constellation Mini SE’ เพื่อการทดสอบฟังเสียงผ่านทางเอ๊าต์พุต Ethernet

แหล่งต้นทางของซิสเต็มในห้องฟังของผม ผมใช้เป็นรูปแบบ “สตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ต” + “external DAC” โดยที่ตัวสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ตนั้นผมใช้ Roon nucleus+ ซึ่งเป็นระบบฮาร์ดแวร์ + ซอฟท์แวร์ของ Roon เป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ผมมีแอคเคาต์ของ Roon Core อีกแอคเคาต์ติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ Macbook Pro ซึ่งผมเอาไว้สำหรับยกไปสาธิตในงานเวิร์คช็อปนอกสถานที่ คราวนี้ผมเลยยกมาทดลองฟังไปพร้อมกันเลย

นั่นก็เท่ากับว่า ในซิสเต็มที่ผมใช้ทดลองฟังเสียงของ Constellation Mini SE ตัวนี้มีฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้ง Roon Core อยู่ถึง 3 ตัว ตัวแรกคือ Roon Core บน Macbook Pro ตัวที่สองคือ Roon Core บน nucleus+ และ Roon Core บน Constellation Mini SE เป็นตัวที่สาม (ชื่อ MINI-SE-DM2) เมื่อผมเปิดโปรแกรม Roon Remote บน iPad ของผม ผมจึงมองเห็น Roon Core ทั้งสามตัวขึ้นมาให้เลือก เพราะ Roon Core ทั้งสามตัวเชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกันนั่นเอง
ที่จริงแล้ว ผมเคยทดลองฟังเทียบกันมาแล้วระหว่าง Roon Core บน Macbook Pro กับบน Roon nucleus+ ซึ่งผมพบว่า Roon Core บน nucleus+ เสียงดีกว่าบน Macbook Pro พอสมควรเลย ในการทดลองฟังยกแรกนี้ผมจึงเน้นไปที่การฟังเทียบระหว่าง Roon Core บน nucleus+ กับ Roon Core บน Constellation Mini SE เป็นหลัก
ทดสอบยกแรก :
ลองฟังเสียงของ Constellation Mini SE ผ่านทางเอ๊าต์พุต Network (Ethernet)

ต้องเรียกว่า “เหนือฟ้า ยังมีฟ้า” ครับ.. เมื่อหลายปีก่อน ก่อนจะเลือก Roon Nucleus+ ตัวนี้มาทำหน้าที่เป็น Streaming Transport ตัวหลักในซิสเต็มของผม ผมตัดสินใจที่จะเล่นสตรีมมิ่งด้วยวิธีแยกทรานสปอร์ต + DAC ภายนอก โดยที่ช่วงแรก สมัยที่ยังไม่มี Roon nucleus+ ผมเริ่มต้นใช้โปรแกรม Roon โดยการลงโปรแกรม Roon Core บน Mac Mini (โปรแกรมเล่นไฟล์เพลงก็ใช้มาหลายตัว สุดท้ายผมชอบโปรแกรม Roon มากที่สุด) โดยอัพเกรด RAM ในตัว Mac Mini ไปเต็มเหยียดถึง 16 GB ใช้อยู่หลายปี ก่อนจะเปลี่ยนเป็น MacBook Air อยู่พักหนึ่ง หลังจาก Roon nucleus+ ออกมาผมก็ย้าย Roon Core จาก Macbook Air มาลงบน Roon nucleus+ แล้วใช้ต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน
หลังจากใช้งานมานานหลายปี ผมพบว่า Roon nucleus+ ให้คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่ผมพอใจ ไม่ว่าจะเอา Roon nucleus+ ไปเป็น source อยู่ในซิสเต็มไหน ผมก็สามารถไฟน์จูนซิสเต็มนั้นให้ทำงานร่วมกับ Roon nucleus+ จนได้เสียงที่น่าพอใจออกมาเสมอ โดยส่วนตัวแล้ว ผมยกให้ Roon Core เป็นสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ตที่ดีที่สุดในระดับราคาไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับรุ่น nucleus ธรรมดา และไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับรุ่น nucleus+
แต่จะว่าไปแล้ว ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสทดลองเทียบ Streaming Transport ตัวอื่นกับ Roon nucleus+ น้อยมาก เพราะในตลาดมีผลิตภัณฑ์แบบนี้อยู่ไม่กี่แบรนด์ ผมจึงเอา Roon nucleus+ ไปเทียบกับเสียงของเครื่องเล่นซีดีและแผ่นเสียงแทน ซึ่งผมพบว่า เสียงของ Roon nucleus+ มันให้ “ค่าเฉลี่ย” ที่ “ไม่แพ้” เสียงของเครื่องเล่นซีดีและแผ่นเสียง “ในระดับราคาพอๆ กัน” นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกใช้ Roon nucleus+ เป็นแหล่งต้นทางอ้างอิงในการทดสอบเครื่องเสียงและฟังเพลงเพื่อความสุขส่วนตัวของผมมาตลอด

Pachanko Labs ‘Constellation Mini SE’ ตัวนี้เหมือนกับ Roon nucleus+ เฉพาะส่วนของโปรแกรมที่ใช้เล่นไฟล์เพลงคือ Roon ส่วนฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์กับ OS ต่างกันทั้งหมด (รวมถึงราคาค่าตัวด้วย!) เดิมทีผมติดตั้ง Roon Core อยู่บน MacBook Pro กับบน Roon nucleus+ สลับใช้งานอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้ Pachanko Labs ‘Constellation Mini SE’ ตัวนี้มาติดตั้งอยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน ผมจึงมองเห็น Roon Server ทั้ง 3 ตัวบนแอพฯ Roon Remote ที่ผมใช้ควบคุมการทำงานผ่าน iPad ทำให้การฟังเปรียบเทียบเสียงระหว่าง Roon Server บน nucleus+ กับ Roon Server บน Constellation Mini SE “ผ่านทาง network” สามารถทำได้ง่ายๆ แค่กด connect/disconnect สลับไปสลับมาเท่านั้นเอง
ผลจากการทดลองฟังสลับกันไป–มาระหว่าง Roon nucleus+ กับ Pachanko Labs ‘Constellation Mini SE’ ผมพบว่า บุคลิกเสียงมันออกมา “คล้ายกัน” มาก ส่วนที่ต่างกันไปอยู่ที่ “โทน” ของเสียงที่มีลักษณะ “อ่อน–แก่” ไม่เท่ากัน คือเสียงโดยรวมของ nucleus+ จะมีลักษณะของมวลเนื้อที่เจือจางกว่านิดนึง มีผลให้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกออกไปทางนุ่ม–เนียน ในขณะที่เสียงของ Constellation Mini SE จะให้มวลเนื้อที่เข้มข้นกว่า ฟังแล้วมันทำให้เกิดความรู้สึกออกไปทางสด–มีน้ำหนักย้ำเน้น มีเปอร์เซ็นต์ของความเหมือนจริงสูงกว่า..
จากการฟังเทียบครั้งนี้ ทำให้ผมพบว่า เป็นเรื่องยากในความพยายามที่จะแยกแยะความแตกต่างของโปรแกรมเล่นไฟล์เพลง “ตัวเดียวกัน” บนฮาร์ดแวร์และ OS ที่ต่างกัน มันยากเพราะโทนเสียงมันไปทางเดียวกัน ไม่เหมือนการเปรียบเทียบโปรแกรม 2 โปรแกรมที่ใช้อัลกอรึธึ่มต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างเช่น Roon vs Audirvana อีกทั้งความแตกต่างระหว่าง nucleus+ กับ Constellation Mini SE มันก็ไม่ได้มากขนาดฟ้ากับเหว แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถ้าได้ลองฟังเทียบในชุดของคุณเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ยินนั้นผมอยากจะพูดว่าเป็นความแตกต่างของสิ่งที่ “ดีอยู่แล้ว” กับสิ่งที่ “ดีกว่าขึ้นไปอีก“
จากการฟังเทียบ ผมพบว่า ตัวแปรหนึ่งที่ช่วย “ขยาย” ความแตกต่างออกมาให้เห็น (ได้ยิน) ชัดหรือไม่ชัดแค่ไหน ก็คือ “ขนาด+ระดับ” ของ “แอมป์+ลำโพง+ความลงตัวของการเซ็ตอัพ” ซึ่งตอนผมลองฟังกับแอมป์+ลำโพงชุดแรกที่ใช้ลำโพงวางขาตั้งรุ่น Super Denton ของ Wharfedale ผมพบว่าจับความแตกต่างออกมาได้น้อยกว่าชุดที่ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับอย่างช่วงหลังที่ใช้ลำโพงตั้งพื้นของ Dali รุ่น Epicon 6 ขับกับแอมป์โมโนบล็อกข้างละ 300W ของ QUAD จะได้ยินความแตกต่างมากขึ้น ทำให้รู้ว่า Constellation Mini SE ให้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่า Roon nucleus+ ของผมอยู่พอสมควร ค่อยสมศักดิ์ศรีหน่อยสำหรับราคาที่ต่างกันเกือบสองเท่า (Roon nucleus+ ที่ผมใช้อยู่ราคาประมาณ 8 หมื่นกว่า ในขณะที่ Constellation Mini SE ของ Pachanko Labs ตัวนี้สนนราคาอยู่ที่หนึ่งแสนสี่หมื่นหนึ่งพันบาท)(***คุณทอมมี่แจ้งว่า ตอนนี้ยังมีสต็อกเก่าอยู่จำนวนหนึ่ง เสนอขายในราคาเดิมคือ 128,000 บาท ถ้าสนใจติดต่อด่วน!)
ทดสอบยกที่สอง :
ลองฟังด้วยการสตรีมไฟล์เพลงผ่าน Diretta Audio Protocol


เนื่องจากการสตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล Diretta ของตัว Constellation Mini SE ต้องกระทำผ่านทางช่อง Ethernet ซึ่งที่แผงหลังของ Constellation Mini SE มีช่อง Ethernet อยู่ 2 ช่อง โดยที่ช่องหนึ่งมีสติ๊กเกอร์แปะกำกับไว้ชัดเจนว่าเป็นช่องที่ใช้สตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล Diretta ในขณะที่อีกช่องก็เป็นช่อง LAN ที่ใช้สตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล RAAT ของ Roon


เนื่องจากผมไม่มี Network-DAC ที่รองรับการสตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล Diretta เลย คุณทอมมี่ เจ้าสำนัก Prestige HiFi (ตัวแทนจำหน่าย Pachanko Labs) เลยพกตัว Diretta USB Bridge (DUB) ของแบรนด์ Oliospec มาให้เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น Diretta ‘Target’ รองรับไฟล์เพลงที่สตรีมมาจาก Constellation Mini SE (จากเอ๊าต์พุต Diretta ‘Host‘) แล้วแปลงเป็นเอ๊าต์พุต USB ไปเข้าที่ DAC แต่เนื่องจากตัว QB-9 DSD Twenty ของผมก็มีแต่อินพุต USB อย่างเดียว ไม่มีอินพุต Ethernet (LAN) จึงไม่สามารถใช้ฟังเทียบระหว่างการสตรีมผ่านอินพุต LAN ด้วยโปรโตคอล RAAT (*ลูกศรสีม่วงในภาพชาร์ตข้างบนโน้น) กับสตรีมผ่านอินพุต USB ด้วยโปรโตคอล Diretta Audio Protocol (*ลูกศรสีเขียวในภาพชาร์ตข้างบนโน้น) ได้ คุณทอมมี่จึงต้องหิ้ว external DAC ของ Mola Mola รุ่น Tambaqui (REVIEW) มาให้ผมทดลองฟังเทียบระหว่าง 2 อินพุตนั้น เพราะตัว Tambaqui รองรับได้ทั้งอินพุต USB และอินพุต Ethernet

หลังจากการเชื่อมต่อระบบเสร็จแล้ว ในแอพฯ Roon Remote บน iPad ของผมจะโชว์เอ๊าต์พุต (Zone) ออกมา 2 เอ๊าต์พุตให้เลือกใช้ โดยที่ A คือเอ๊าต์พุตทางช่อง LAN ที่สตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล RAAT ของ Roon ส่วน B คือเอ๊าต์พุต LAN ที่สตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล Diretta เวลาฟังเทียบก็แค่จิ้มเลือกไปที่เอ๊าต์พุตทั้งสองนั้นสลับกันไป–มา (*ตอนเลือกสตรีมด้วย A ที่ตัว Tambaqui จะสวิทช์ไปที่อินพุต Network อัตโนมัติ แต่ตอนเลือกสตรีมด้วย B ต้องไปเปลี่ยนอินพุตที่ Tambaqui ไปที่ Direct USB ด้วยวิธีแมนน่วล)
ผลการฟังเทียบ


ภาพบนเป็นการลองฟังด้วยการสตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล RAAT ของ Roon ส่วนภาพล่างเป็นการลองฟังด้วยการสตรีมไฟล์เพลงด้วยโปรโตคอล Diretta ผ่าน DUB ในกรอบสีเขียวของภาพล่าง จะเห็นว่าโปรแกรม Roon มองเห็นโปรโตคอลที่ปลายทางคือตัว Oliospec DUB ว่าเป็นโปรแกรม ASIO (*ยืนยันว่า Diretta Audio Protocol ก็เป็น ASIO ชนิดหนึ่งนั่นเอง)
จากการทดลองเล่นไฟล์ DSD ตามภาพ พบว่าโปรโตคอล RAAT ของ Roon สตรีมสัญญาณ DSD ไปที่ Tambaqui แบบเนทีฟ ในขณะที่โปรโตคอล Diretta จะทำการแปลง DSD ให้เป็นฟอร์แม็ต DoP (DSD-over-PCM) ก่อนส่งไปให้ DAC


หลังทดลองฟังเทียบพบว่า การสตรีมไฟล์เพลงผ่านโปรโตคอล Diretta ให้เสียงที่มีโฟกัส “คม” กว่าอย่างที่รู้สึกได้ชัด เสียงเปียโนของ Bill Evans ในอัลบั้มชุด Moon Beams (DSD64) ที่เลือกมาฟังเทียบแสดงให้ได้ยินชัดเจนว่าเมื่อสตรีมผ่าน RAAT ของ Roon เสียงเปียโนในอัลบั้มนี้จะมีอาการ “บวม” และ “เบลอ” เพราะมีเงาเสียงห่อคลุมรอบๆ เสียงโน๊ตของเปียโน (เปรียบเทียบลักษณะคล้ายเปลวเทียนในภาพ A) ในขณะที่สตรีมผ่าน Diretta จะให้โน็ตเปียโนที่คมกว่า นั่นส่งผลทำให้การสตรีมผ่าน Diretta ให้ “โฟกัส” ของเสียงที่ดีกว่าด้วย (เปรียบเทียบลักษณะคล้ายเปลวเทียนในภาพ B) เหตุผลก็เป็นเพราะว่าการสตรีมไฟล์เพลงผ่าน Diretta ทำให้ได้ “ความสงัด” ของพื้นเสียงที่ “มืดดำ” มากกว่า และเมื่อรับรู้ถึงโฟกัสของเสียงที่คมชัดกว่า จึงทำให้สามารถรับรู้ตำแหน่งการจัดวางรูปวงที่ชัดกว่า ตามมาด้วยได้ยินการสวิงไดนามิกที่ต่อเนื่อง ลื่นไหลมากกว่า รายละเอียดทั้งระดับ peak level และ low level แสดงตัวออกมาให้ได้ยินชัดกว่า ครบถ้วนกว่า อีกทั้งคอนทราสน์ไดนามิกที่ไล่จาก peak ลดระดับลงไปที่ระดับ low และจาก low ไต่ขึ้นไปถึง peak ก็มีความราบเรียบและต่อเนื่องมากกว่าด้วย
สรุปว่าผมชอบเสียงที่ได้จากการสตรีมผ่านโปรโตคอล Diretta ของ Megatech มากกว่าการสตรีมผ่านทาง RAAT ของ Roon สำหรับเซ็ตอัพของ Pachanko Labs ‘Constellation Mini SE‘ ในซิสเต็มนี้..
สรุป
หลังจากทดลองใช้งานและฟังเสียงมาพอสมควร ผมก็ยอมรับว่าสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ตรุ่น ‘Constellation Mini SE’ ของ Pachanko Labs ตัวนี้ให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก มันให้เสียงที่อยู่ในระดับมาตรฐานชั้นสูงของเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ควรจะมีอย่างครบถ้วน ตลอดการฟังติดต่อกันมาร่วมเดือน ผมยอมรับว่า ไม่พบ “ความเป็นอิเล็กทรอนิคส์” ปนอยู่ในน้ำเสียงของมันเลยแม้แต่น้อย.!!
ใครใช้เครื่องเสียงชุดใหญ่ ใช้ชุดสตรีมเมอร์ + DAC และวางงบประมาณสำหรับ Streaming Transport ไว้ไม่เกิน 200,000 บาท แนะนำให้หาโอกาสไปลองฟังและพิจารณา Pachanko Labs รุ่น Constellation Mini SE ตัวนี้ให้ได้ก่อนตัดสินใจ..!!
********************
Pachanko Labs : Constellation Mini SE
ราคา : 128,000 บาท / เครื่อง (ราคาเดิมเฉพาะสต็อกเก่าที่มีอยู่ 2 ตัวเท่านั้น)(*โปรโมชั่นพิเศษ! จากราคาใหม่ 141,000 บาท / เครื่อง)
********************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่
Prestige HiFi
โทร. 063-638-4498
Line ID: @PrestigeHiFi



