ทำความเข้าใจกันก่อน..
พูดถึงการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง มันก็ไม่ต่างอะไรกับพยายามวาดภาพก๊อปปี้งานของศิลปินที่เราชื่นชอบนั่นแหละ คือผมมองว่าเพลงแต่ละเพลงก็คืองานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มีทั้ง “รายละเอียด” และ “เรื่องราว” เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป เสียงทุกเสียง โน๊ตทุกตัว ที่ปรากฏอยู่ในเพลงเปรียบเสมือนสีสันและลายเส้นที่ศิลปิน “ตั้งใจ” แต่งแต้มลงไปในงานของพวกเขา
การวาดก๊อปปี้งานเขียนของจิตรกรชื่อดังต้องอาศัยทักษะและความสามารถในเชิงวาดเขียนเป็นหลัก ใครเก่งและมีทักษะบวกกับความเข้าใจมากกว่า ก็สามารถวาดออกมาได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับของจิตรกรได้มากกว่าคนที่วาดภาพไม่เป็น อันนี้คือสัจจธรรม
แล้วการเซ็ตอัพลำโพง
กับการปรับจูนชุดเครื่องเสียง
มาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ยังไง.?
ก็อย่างที่ผมเกริ่นมาตอนต้นนั่นแหละ มันเป็นกิจกรรมประเภทเดียวกัน จุดประสงค์เดียวกัน เพียงแต่ว่า จุดมุ่งหมายในการเซ็ตอัพลำโพงและปรับจูนชุดเครื่องเสียงก็เพื่อก๊อปปี้รายละเอียดและอารมณ์ของงานศิลป์ (ในที่นี้ก็คือ “เพลง” นั่นเอง) ซึ่งแน่นอนว่า ผลงานการเซ็ตอัพระดับที่เรียกว่าดีที่สุดก็คือสามารถ “ดึง” ทุกอย่างออกมาจากงานศิลป์ (เพลง) ชิ้นนี้ได้เหมือนต้นฉบับมากที่สุดนั่นเอง
จะรู้ได้ยังไงว่า “เหมือนที่สุด” ?
ถ้าจะก๊อปปี้ภาพวาด ก็ต้องเปิดไฟให้สว่างมากพอเพื่อให้สามารถมองเห็นรายละเอียดที่อยู่ในภาพนั้นออกมาได้ครบถ้วนชัดเจน และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ แสงที่ใช้ส่องดู ต้องเป็นแสงไฟที่มีอุณหภูมิแสงเท่ากับแสง daylight ในธรรมชาติด้วยนะ มิฉนั้นจะทำให้เรามองเห็นสีสันของภาพผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม
ในการก๊อปปี้เพลงให้ออกมาเหมือนต้นฉบับนั้นยากกว่าการก๊อปปี้ภาพวาด เพราะในการก๊อปปี้เพลงเราไม่มีต้นฉบับมาเทียบนั่นเอง ฉนั้น ขั้นตอนสำคัญที่สุดก่อนจะก๊อปปี้เพลงก็คือ ค้นหาต้นฉบับของเพลงนั้นให้เจอก่อน
ต้นฉบับของเพลง.?
ผมไม่ได้บอกให้คุณไปหาเวอร์ชั่นออริจินัลของเพลงนั้นมา ในความหมายของคำว่า “ต้นฉบับ” ก็คือ ทำอย่างไรให้เรารู้ว่า เสียงเพลงที่ผนึกอยู่ในแผ่นซีดีนั้นมัน “ควรจะ” มีลักษณะเสียงออกมาเป็นเช่นไร ถ้าเรารู้แล้ว ลักษณะเสียงแบบที่เรารู้นั่นแหละคือต้นฉบับที่เราจะก๊อปปี้มันออกมาลงบนชุดเครื่องเสียงของเรา
การที่คนหนึ่งคนจะ “เหมือนกับ” คนอีกคนได้ คนสองคนนั้นจะต้องมี “คุณสมบัติพื้นฐาน” ที่เหมือนกันมากที่สุด สำหรับการก๊อปปี้เพลงจากต้นฉบับมาลงบนชุดเครื่องเสียงของเรานั้น ถ้าเราสามารถ “จำลอง” คุณลักษณะพื้นฐานของเพลงนั้นออกมาให้เหมือนกับที่ได้ยินจากหูฟังได้มากที่สุด ก็น่าจะพูดได้ว่า เสียงเพลงที่เราได้ยินจากชุดเครื่องเสียงของเรามัน “เข้าใกล้” ต้นฉบับที่อยู่ในไฟล์เพลงนั้นมากที่สุดในระดับหนึ่งแล้ว
ทำยังไงในทางปฏิบัติ.?
มาถึงตรงนี้ คุณคงเริ่มขมวดคิ้วแล้ว ใจเย็นๆ พ่อหมื่น.. เดี๋ยวออเจ้าจะค่อยๆ อธิบายให้ฟัง ใจร่มๆ ก่อนเถอะ..
คืองี้นะ… ถ้าเราจะก๊อปปี้ภาพวาด เราต้องใช้ภู่กันกับสีถูกมั้ย เพราะเรารู้ว่า ศิลปินก็ใช้ภู่กันกับสีนี่แหละในการวาดภาพนั้นขึ้นมา เก็ตมั้ย? ทีนี้คุณก็ลองนึกย้อนไปดูซิว่า เจ้าของงานเพลงเค้าใช้เครื่องมืออะไรในการสร้างงานของเขาขึ้นมา.?
การสร้างสรรงานเพลงขึ้นมาสักเพลงมีขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่แต่งเนื้อ แต่งทำนอง เรียบเรียงเสียงประสาน จากนั้นก็ไปบันทึกเบสิคแทรค จากนั้นก็หอบเบสิคแทรคทั้งหมดเข้าห้องมิกซ์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว งานเพลงเริ่มต้นที่ห้องมิกซ์นี่แหละ
มิกซ์ดาวน์เอนจิเนียร์ก็คือศิลปินที่ค่อยๆ บรรจงแต่งแต้มเสียงลงไปในเพลง ซึ่งอาจจะมีศิลปินคนเล่นและคนบรรเลงรวมถึงโปรดิวเซอร์เข้ามาร่วมกับคนมิกซ์ในการสร้างสรรงานอยู่ด้วย ดังนั้น การที่เพลงๆ หนึ่งจะมีเสียงของโน๊ตดนตรีอะไรบ้างอยู่ในนั้น เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นจะวางเรียงตัวกันแบบไหนในเวทีเสียง เสียงเครื่องดนตรีชิ้นไหนจะดังมาก ดังน้อย ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ความประสงค์ที่จงใจ” ของศิลปินทั้งสิ้น
ถ้าเราเปรียบเทียบ สีแต่ละสีเข้ากับเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ในขณะที่จิตรกรบรรจงแต้มสีลงไปในภาพนั้น เขาใช้ “อะไร” เป็นตัวตัดสินว่าจะใช้สีอะไร? วาดลงตรงไหนของภาพ? มากน้อยแค่ไหน?
ระบบเสียง stereo เปิดโอกาสให้ซาวนด์เอนจิเนียร์สามารถสร้างสรร “สนามเสียงเสมือน” หรือ virtual soundstage ของแต่ละเพลงขึ้นมาได้ ด้วยการจัดวางเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นให้มีตำแหน่งที่ไม่ซ้อนทับกัน ทำให้ผู้ฟังสามารถรับรู้รายละเอียดของเสียงแต่ละเสียงได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน
ซาวนด์เอนจิเนียร์เก่งๆ จะอาศัยความสามารถของระบบสเตริโอในการสร้างเรื่องราวในแต่ละเพลงด้วย มีการใช้เทคนิคในการมิกซ์เสียงเข้ามาช่วย เพื่อสร้างมิติของเวทีเสียงขึ้นมา ทำให้เวทีเสียงมีความตื้น–ลึก กว้าง–แคบ และสูง–ต่ำ ช่วยให้การฟังเพลงมีอรรถรสมากขึ้น
เครื่องมือหลักๆ ที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ใช้ในการสร้างซาวนด์สเตจก็มีคอนโซลมิกซ์กับหูฟัง บางคนก็ใช้ลำโพงมอนิเตอร์เล็กๆ ในการฟังอ้างอิงขณะมิกซ์เสียงไปด้วย
เริ่มต้นที่ “หูฟัง”
ดังนั้น เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการ “แกะรายละเอียด” ของเพลงเพื่อก๊อปปี้ออกมาก็ควรจะเป็นเครื่องมือชนิดเดียวกับที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ใช้ในการสร้างงานเพลงนั้นขึ้นมา ซึ่งก็คือ “หูฟัง” นั่นเอง
หูฟังจะทำให้เราได้ยินรายละเอียดที่อยู่ในเพลงนั้นๆ อย่างที่มันถูกบันทึกเก็บไว้จริงๆโดยไม่มีเสียงก้องสะท้อนภายในห้องฟังเข้ามาผสม เป็นการมอนิเตอร์ที่ทำให้ต้นฉบับมีโอกาสผิดเพี้ยนน้อยที่สุด ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดเพี้ยนขึ้นกับเพลง ก็เหลืออยู่แค่คุณภาพของตัวหูฟังกับแอมป์หูฟัง+เพลเยอร์เท่านั้น
แนะนำชุดหูฟังที่ใช้ reference ในการแกะเพลง
ถ้าคุณเป็นนักเล่นสายพกพาที่มีชุดหูฟังดีๆ อยู่แล้วก็หยิบมาใช้ได้เลย แต่ถ้าไม่ได้เป็นนักเล่นฯ สายนี้และยังไม่อยากจะลงทุนเยอะ ผมจะขอแนะนำชุดหูฟังที่พอใช้เป็นมอนิเตอร์สำหรับแกะเพลงมาเพื่อใช้เซ็ตอัพลำโพงสักชุดนึงที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย เป็นชุดที่เบสิคสุดๆ ประกอบด้วย
source = ไฟล์เพลง แนะนำให้ริปจากแผ่นซีดีด้วยโปรแกรม dBpoweramp CD ripper กำหนดเอ๊าต์พุตออกมาเป็นไฟล์ WAV 16/44.1 (ไม่ต้องอัพฯ ให้สเปคฯ สูงกว่านี้นะ เราจะฟังแบบเนทีฟ เพื่อลดความผิดเพี้ยนอันไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด..)

player = แนะนำให้ใช้แอพลิเคชั่น Onkyo HF Player บน iOS ได้ผลดีตั้งแต่ iPhone 6 ขึ้นไป (แนะนำซื้อตัวจริงเลยนะ ราคาไม่กี่ตังค์ ใช้ไม่ยาก ดูวิดีโอนี้เลย | Link)
dac/headphone amp = แนะนำให้ใช้อะแด๊ปเตอร์ Lightning -to- 3.5mm Headphone Jack ของ iPhone เอง (อันละสามร้อยกว่าบาท หาซื้อได้ตามร้าน iStudio รูปร่างเล็กกระจิ๋วหลิว แต่ไม่ต้องกังวล เพราะว่ามันดีพอ!)

ear-phone = แนะนำยี่ห้อ Shozy รุ่น hibiki (ราคาไม่แพง แค่สองพันกว่าบาท แต่อะแด๊ปเตอร์หูฟังของ apple ขับออกสบายๆ และเสียงก็ออกมาดีด้วย!)

ถ้าไม่ชอบอินเอียร์ แต่คุ้นเคยกับ on-ear headphone มากกว่า ผมแนะนำ AKG รุ่น K420 ซึ่งไปกันได้ดีกับ Onkyo HF Player + iPhone 6/6s/7 + Adaptor DAC/Amp Lightning -to- 3.5mm Headphone Jack

ถ้ามีงบสูงหน่อย ก็สามารถจัดชุดหูฟังที่มีสมรรถนะสูงกว่านี้เพื่อนำมาใช้เป็นมอนิเตอร์ในการแกะเพลงได้ ยกตัวอย่างเช่น ส่วนตัวผมใช้หูฟัง Sennheiser รุ่น HD650 อยู่ ซึ่งเป็นหูฟังฟูลไซร้ที่มีราคาอยู่ในระดับปานกลาง (หมื่นกว่าบาท) แต่คุณภาพเสียงนั้นพอใช้เป็นมอนิเตอร์ในการแกะรายละเอียดต่างๆ ของเสียงดนตรีที่อยู่ในเพลงออกมาได้

ส่วน DAC/Headphone amp ที่ใช้ร่วมกับหูฟัง HD650 ตัวนี้ก็หมุนเวียนไปตามสถานการณ์ของเครื่องที่ได้รับมาทดสอบ (ลงตัวมากกับ DAC/Amp ของ MyTek รุ่น Brooklyn DAC หรือ Brooklyn DAC+ ก็ได้)


กับอีกตัวที่จับคู่กับ HD650 แล้วผมชอบเสียงของมันมาก นั่นคือ Ayre Acoustics รุ่น CODEX ที่เคยลองแล้วได้ผลลัพธ์น่าพอใจมากกับการเชื่อมต่อผ่านเอ๊าต์พุตบาลานซ์
โอเค.. มาแกะเพลงกัน!
ผมจะหาเพลงตัวอย่างที่ใช้สำหรับการเซ็ตอัพมาแนะนำไปเรื่อยๆ โดยทำเป็นลิ้งค์ไว้ให้ท้ายบทความนี้ แยกเป็น 3 ระดับ คือ
1. ระดับ “กล้วยๆ” – สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฝึกเซ็ตอัพ จะเลือกเพลงที่มีรายละเอียดไม่ซับซ้อนมากมานำเสนอ
2. ระดับ “ปานกลาง” – เป็นเพลงที่มีความซับซ้อนของรายละเอียดมากขึ้นอีกขั้น และสุดท้ายคือ
3. ระดับ “งานยาก!” – เป็นแบบฝึกหัดสำหรับคนที่หูไวขั้นเซียน ช่ำชองเทคนิคการขยับตำแหน่งลำโพงทุกท่วงท่า เพลงที่เลือกมาเป็นตัวอย่างในกลุ่มนี้จะเน้นเลเยอร์ดนตรีหลายๆ ชั้น มีไดนามิกที่ซับซ้อน
เพื่อให้ไม่หลงทาง แนะนำให้แกะทีละท่อน ซึ่งผมจะระบุท่อนเวลาสั้นๆ ที่ใช้เซ็ตอัพในแต่ละเพลงไว้ให้ด้วย ให้เริ่มต้นด้วยการฟังท่อนเวลาเหล่านั้นผ่านหูฟังก่อน จะฟังกี่เที่ยวก็ได้ โดยที่ขั้นตอนแรก – ให้เริ่มด้วยการฟังจับดูว่า ในท่อนเวลาของเพลงนั้น “มีเครื่องดนตรีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง” ฟังจนคิดว่าได้ยินครบทุกชิ้นแล้ว ให้จดไว้
หลังจากนั้น ก็มาสู่ขั้นตอนที่สอง – ฟัง “ตำแหน่ง” ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ตัวช่วยคือฟังหาตำแหน่งทีละชิ้นแล้ววาดลงในกระดาษ ซึ่งวิธีนี้อาจจะยากนิดนึงเมื่อฟังผ่านหูฟัง เพราะหูฟังจะแสดงเวทีเสียงออกมาไม่เหมือนการฟังผ่านลำโพงบ้าน ที่พอจะใช้อ้างอิงได้ก็คือตำแหน่งของเสียงที่แยกซ้าย–ขวาเยอะๆ เท่านั้น แต่แอพฯ Onkyo HF Payer ช่วยคุณได้ แนะนำให้เข้าไปในเมนูของแอพฯ Onkyo HF Player แล้วเลือกโหมดฟังพร้อมฟังท์ชั่น crossfeed มันจะดึงสนามเสียงบริเวณพื้นที่ตรงกลางที่เชื่อมต่อระหว่างแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาออกมาให้ วิธีนี้จะทำให้คุณได้เวทีเสียงออกมาใกล้เคียงกับการฟังด้วยลำโพงมากกว่า
* ถ้าสงสัยว่า crossfeed คืออะไร.? เชิญคลิ๊ก | ที่นี่
จากนั้นเราก็เอาข้อมูลที่ได้จากการฟังแกะเพลงสองขั้นตอนนี้ไปใช้ในการขยับตำแหน่งลำโพง โดยพยายามทำให้เสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่ได้ยินจากการฟังผ่านลำโพงทั้งสองตัวนั้น ปรากฏออกมาครบทุกชิ้นและมีตำแหน่งที่ตรงกับที่เราได้ยินจากหูฟังให้มากที่สุด
ขั้นตอนที่สามเป็นขั้นตอนการไฟน์จูน ให้ฟังจับ “ลักษณะการเคลื่อนไหว” ของเสียงดนตรีแต่ละชิ้น เจาะฟังคุณสมบัติในส่วนที่เป็นไดนามิก, สปีด และฮาร์มอนิกของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นออกมา แล้วกลับไปขยับลำโพง (ทีละนิด) เพื่อดึงรายละเอียดเหล่านั้นออกมาให้ใกล้เคียงมากที่สุด /
***************
* หมดช่วงอินโทรดักชั่นแล้ว ถ้าคิดว่าเข้าใจหมดแล้ว ลำดับต่อไปก็รอพบกับเพลงตัวอย่างได้เลย ..




