[1]
ในโลกเสรีนิยมหรือทุนนิยมที่เปิดกว้างอย่างสหรัฐอเมริกา แม้จะมีการกล่าวอ้างอย่างสวยหรูว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศเสรีนิยม ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้อย่างเท่าเทียมกัน แม้แต่การแสดงความคิดเห็นการเหยียดสีผิว หรือการแสดงความคิดเห็นในเชิงก้าวร้าวและรุนแรง ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอเมริกา
แต่อีกด้านหนึ่ง สื่อต่างๆ กลับกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการนำเสนอข่าว และความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมาของสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อข่าวที่เกี่ยวกับสงครามได้ถูกบิดเบือนโดยไม่ต้องเซนเซอร์หรือตรวจสอบ ซ่อนเร้นแยบยลกว่า อย่างกับการผลิตภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ชั้นดี
การโฆษณาชวนเชื่อในแบบกึ่งล้างสมองให้คล้อยตามและเชื่อว่า เป็นจริงจนยากที่จะแยกแยะ ซึ่งเรียกว่า ‘ปรอฟปากานดา’ (Propaganda) ทำหน้าที่อย่างได้ผลเสมอ ไม่ว่าโลกที่ยืนอยู่จะมีการปกครองระบอบไหน เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนเป็นอย่างไร
ส่วนในสื่อบันเทิงที่สามารถเสพรับง่าย มีรสหวานหอมและคนที่รับสารสามารถบริโภคอย่างรวดเร็วง่ายดาย โดยไม่รู้ว่ามียาพิษอยู่ในนั้น อุตสาหกรรมบันเทิงของอเมริกาจึงมีเรื่องของการโฆษณาชวนเชื่อในเชิงต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย
กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ ‘Part of Me’ ซิงเกิลที่ออกมาเมื่อปี 2012 (พ.ศ.2557) ของ แคที เพอร์รี (Katy Perry) นักร้องสาวผู้ร้อนแรงที่สุดคนหนึ่ง มีดีกรีระดับพ๊อพสตาร์ของยุคนี้
ความจริงไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ในเนื้อหาของเพลง เป็นแค่เรื่องราวของหญิงสาวที่ฟูมฟายจากการอกหักโดยผู้ชายที่เจ้าชู้ และสลัดตัวเองออกจากความทุกข์ระทมก้าวข้ามสู่ความเข้มแข็งในมิติใหม่
แต่เรื่องของเรื่องกลับเป็นอย่างนี้ ด้วยสื่อทางภาพที่เรียกว่า “มิวสิควิดีโอ” หรือเรียกแบบสั้นกระชับว่า “เอ็มวี” ของเพลงนี้กลับทำเรื่องให้เกิดประเด็นทางสังคมและการเมืองขึ้น นั่นคือวัฒนธรรมการดูเพลง
แทนที่จะฟังเสียงกันอย่างเดียว… กลับยื่นคมมีดมาให้กับนักรณรงค์ทางสังคม นาโอมิ วูล์ฟ (Naomi Wolf) นักเขียนสายเฟมินิสม์หรือลัทธิสตรีนิยม ผู้สนับสนุนกระบวนการเพื่อความเสมอภาคของสิทธิสตรี ซึ่งเธอโด่งดังและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากงานเขียนของเธอ ‘The Beauty Myth : How Images of Beauty Are Used Against Women’ ซึ่งออกมาในปี 2534
ว่าด้วยมายาคติเรื่องความงาม มีเนื้อหาต่อต้านอิทธิพลของลัทธิวัตถุนิยมและศัลยกรรม ชี้ให้เห็นถึงก้นลึกว่า เหตุใดหญิงเกือบทั้งโลกจึงตกเป็นทาสของมายาคติทางการตลาด ความเชื่อ และค่านิยมที่หลงผิดเกี่ยวกับความงามพิมพ์นิยมแบบสากลที่มีคนกำหนดเอาไว้ ผ่านสื่อสารพัดทาง
แน่นอน จุดยืนของนาโอมิ วูล์ฟ ย่อมแรงและกระแทกตรงว่า ‘มิวสิควิดีโอเพลงนี้ เป็นเหมือนโฆษณาของหน่วยนาวิกโยธินอเมริกา’
เธอให้คำจำกัดความเอ็มวีบทเพลงนี้ว่า ‘โฆษณาชวนเชื่อเพื่อนาวิกโยธิน’ โดยที่เธอเขียนความคิดเห็นตอบโต้เอ็มวีว่า ถ้าพวกคุณได้เห็นวิดีโอของนาวิกโยธิน เคที เพอร์รี คุณจะรับรู้โดยทันทีว่า มันคือการโฆษณาชวนเชื่อของหน่วยนาวิกโยธิน และเป็นเรื่องที่น่าอับอายสิ้นดี สมควรที่พร้อมใจกันต่อต้านนักร้องผู้หญิงคนนี้ที่นิยมความรุนแรง
ในเอ็มวีวิดีโอ มีจุดสำคัญของเรื่องคือ ภาพของหญิงสาวที่แสดงโดย แคที เพอร์รี เอง ได้พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต หลังจากที่พบสติกเกอร์ที่ปักหมุดบนบอร์ดไม้ มีข้อความเขียนจูงใจไว้ว่า ‘All women are created equal. Then some become Marines’ (ผู้หญิงทุกคนล้วนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียม เพราะฉะนั้นผู้หญิงบางส่วนจึงเลือกที่จะเป็นนาวิกโยธิน) วูบเดียวนั้น เธอตัดสินใจเข้าร่วมในเส้นทางนั้น หลังผ่านการฝึกหนัก ก็ถูกส่งเข้าสู่การต่อสู้ในเขตสงครามที่กองทัพอเมริกาไปประจำการอยู่
หากตีความแบบตรงไปตรงมา โดยผ่านสายตาความบันเทิงชั้นเดียวแบบทื่อๆ ตรงๆ อย่างรสนิยมฮอลลีวู้ดและจริตของคนอเมริกัน มิวสิควิดีโอนี้เป็นเอกภาพที่เข้มข้นกับเนื้อหาของเพลงอย่างดีทีเดียว
โดยเฉพาะการนำเสนอมุมของการปลดแอกจากความรักที่ผูกมัด ข้ามผ่านความเศร้าสู่ความแข็งแกร่งที่เข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทะลุเพดานสู่ความเป็นทหาร ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ที่อยู่ในขั้นอุดมคติของความเข้มแข็ง เป็นสัญลักษณ์ที่ตรงดิ่งและเหนือความคาดหมายตามสไตล์อเมริกัน เพื่อตรึงผู้ชมให้จดจ่อและสนใจจนวินาทีสุดท้าย
หลายคนถึงกับเหน็บแนมเสียดเย้ยว่า แคที เพอร์รี่ เพียงแต่จะผลักตัวเองให้พ้นจากมุมมองที่มองเธอเป็นแค่ สัญลักษณ์ทางเพศที่ใช้นมพูดแทนสมอง
ความหมายหรือสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งที่ใช้ทหารเป็นตัวแทนช่างบ้องตื้นและง่ายเกินไป มองวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มคนฟังว่า เป็นลูกค้าที่มีความคิดตื้นเขิน
เมื่อนำทฤษฎีปรอฟปากานดามาจับถึงจุดประสงค์ที่อยู่ในบทเพลงนี้ ก็สามารถสะท้อนรหัสนัยที่ฉายให้เห็นกลไกภายใต้ระบบของการหว่านล้อมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการมีอิทธิพลเหนืออารมณ์ ทัศนคติ ความเห็น และ การกระทำของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในทางอุดมคติ การเมือง หรือการพาณิชย์ ผ่านทางการสื่อสารทางเดียวที่ถูกควบคุม โดยไม่จำกัดว่าเป็นการสื่อสารทางตรง หรือสื่อสารมวลชนของมิวสิควิดีโอ ‘Part of Me’ อย่างชัดเจน ในการที่จะส่งอิทธิพลและแรงบันดาลใจต่อกลุ่มหญิงสาวอเมริกันทั้งวัยทวีนหรือก่อนวัยรุ่น วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และวัยทำงาน ที่มองแคที เพอร์รี ในฐานไอดอล และหลงติดกับดักในบทเพลงนี้
‘อกหักเมื่อไหร่ สมัครเป็นนาวิกโยธินทันที’
เพราะชีวิตสามารถเหมือนมิวสิควิดีโอได้ ความเข้มแข็งของทหารคือ การข้ามผ่านความอ่อนแอในความรักที่ต้องสลัดทิ้งให้หลุดไป…
มีรายละเอียดมากมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในมิวสิควิดีโอเพลงนี้ สามารถลงลึกให้เห็นที่มาที่ไปถึงการสมัครทหารในอเมริกา…
[2]
เมื่อได้ดูมิวสิควิดีโอ ‘Part of Me’ ของ แคที เพอร์รี่ (Katy Perry) ภาพที่นำเสนอออกมาก็ตรงกับการที่นาโอมิ วูล์ฟ ออกมาวิพากษ์อย่างตรงประเด็นว่า นี่คือการโฆษณาชวนเชื่อให้หญิงสาวอเมริกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นมีความหลงเชื่อในมายาคติความแข็งแกร่งเข้มแข็งแบบทหาร โดยผ่านพ็อพสตาร์ที่เป็นขวัญใจวัยรุ่น
เร้าและกระตุ้นให้ตัดสินใจง่ายขึ้น หากมีปัญหาเรื่องความรักหรืออกหักก็เดินหน้ามาสมัครทหารกับกองทัพ โดยมีภาพจำหลักในความเก๋เท่ และจินตนาการถึงความสวยงามเหมือนนางเอกในมิวสิควิดีโอ
เอ็มวีบทเพลงนี้ก็สะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอเมริกันได้เป็นอย่างดี ถึงประเด็นการหาคนมาเป็นทหารในกองทัพเพื่อปฏิบัติภารกิจล่าทรัพยากรในนามของสงครามเพื่อสันติภาพ และต่อต้านการก่อการร้าย ที่สหรัฐอเมริกามีอิทธิพลในภูมิภาคต่างๆ ทุกทวีปทั่วโลก และเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมค้าอาวุธและยุทโธปกรณ์ด้านการรบให้มีเพิ่มขึ้นด้วย
ภายหลังจากสงครามเวียดนาม อเมริกายกเลิกระบบการเกณฑ์ทหารและใช้วิธีการสมัครแทน โดยผู้ที่จะสมัครต้องมีอายุ 18 ปี และเมื่อครบ 2 ปีไปแล้วจะลาออกหรืออยู่ต่อก็ได้ แต่คนที่สมัครจะอยู่ต่อต้องผ่านการทดสอบตามหลักสูตร ถ้าไม่ผ่านก็จะเป็นพลทหารไปเรื่อยๆ เบี้ยเลี้ยง และสิทธิพิเศษต่างๆ จะมีให้ในระดับที่มากอย่างเหนือกว่าการใช้ชีวิตในอาชีพทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นพลทหาร หรือแม้แต่ปลดประจำการไปแล้ว ซึ่งเป็นเหตุจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาสมัครเป็นทหาร
แน่นอน คนในเจเนอเรชันนี้ หรือรุ่นใหม่ย่อมไม่ทันสัมผัสความโหดร้ายของสงครามเวียดนาม ในยุคทศวรรษที่ 60-70 ซึ่งยังมีการเกณฑ์ทหารและส่งออกรบ โดยเรียกทหารเหล่านี้ว่า จี.ไอ. (G.I. – Government Issue) ทั่วโลกรู้จักจี.ไอ. จากทหารที่ถูกเกณฑ์และส่งไปรบในสงครามเวียดนาม ซึ่งมีประเทศไทยและฟิลิปปินส์เป็นฐานทัพของอเมริกันในภูมิภาคนี้
สำหรับทัศนคติและความรู้สึกรักชาติแบบอเมริกันหัวอนุรักษ์นิยม จะมองว่า การเป็นทหาร ถือว่าเป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย หลังจากปลดประจำการแล้ว มีทุนการศึกษา และเบี้ยเลี้ยงรายเดือน เพื่อให้อยู่ในสังคมได้ และที่สำคัญถือเป็นเกียรติสำคัญต่อวงศ์ตระกูล และจะได้รับการยกย่องจากสังคม ถ้าได้ออกสมรภูมิแล้วได้เหรียญกล้าหาญ เรียกได้ว่าเป็น ‘วีรบุรุษ’ แม้จะถูกห่มคลุมด้วยธงชาติกลับมาก็ตาม
มิวสิควิดีโอ ‘Part of Me‘ ของแคที เพอร์รี่ ซึ่งกำกับการแสดงโดย เบน มอห์ร (Ben Mohr) ซึ่งสร้างชื่อจากงานกำกับฯ มิวสิควิดีโอของวงอิเล็ทรอแด๊นซ์–ฮิพฮอพ อย่าง เดอะ แบล๊ค อายด์ พีส์ แทนที่จะได้รับเสียงชื่นชมในแง่การแสดงออกถึงพลังอำนาจของผู้หญิงหรือเกิร์ล พาวเวอร์
แต่ผู้สนับสนุนกระบวนการเพื่อความเสมอภาคของสิทธิสตรีหรือเฟมินิสม์ อย่าง นาโอมิ วูล์ฟ กลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง และซัดถึงเจตนาแฝงเร้นในการโฆษณาชวนเชื่อให้หญิงสาววัยรุ่นอเมริกันเดินเข้ามาสมัครทหารในกองทัพ หากอกหักรักคุดว่า เป็นความน่าอับอายขายหน้าอย่างแท้จริงสำหรับผู้หญิงที่ถือว่าเป็น ‘ทีน ไอดอล’ หรือนักร้องในระดับพ๊อพ สตาร์ ขวัญใจวัยรุ่นอเมริกัน
หากย้อนหลังกับไปถึงประเด็นผู้หญิงกับทหาร ผ่านโลกของความบันเทิงอันทรงพลังแบบฮอลลีวู้ด เพื่อโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องทัศนคติทางเพศของผู้หญิงกับอาชีพทหาร และความเสมอภาคทางเพศ ‘G.I. Jane’ เป็นภาพยนตร์แอคชั่นอเมริกัน นำแสดงโดย เดมี่ มัวร์ (Demi Moore) และกำกับการแสดงโดย ริดลี่ สก๊อตต์ (Ridley Scott) ออกฉายในปี 1997 (พ.ศ.2540) หรือเมื่อ 21 ปีที่แล้ว
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าถึงผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการฝึกหนักตามหลักสูตรหน่วยรบพิเศษของกองทัพเรือสหรัฐฯ นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้นในเชิงชั้นความบันเทิง ผ่านการเลียนอย่างการฝึกของ The SEAL/CRT (Combined Reconnaissance Team) เพื่อสะท้อนภาพเชิงอคติและการกีดกันทางเพศของทหาร และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้เดมี่ มัวร์ ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดแย่ รางวัลราสป์เบอร์รี่ทองคำ ในปีนั้นด้วย
แต่ในทางกลับกัน ในปี 2004 (พ.ศ.2547) ภาพยนตร์เชิงสารคดี ‘Fahrenheit 9/11’ ในปีนั้น ของ ไมเคิล มัวร์ (Michael Moore) ที่ตีแผ่ด้านมืดของอเมริกา โดยเฉพาะความสับปลับจอมปลอมของนักการเมือง และความหวาดระแวงแห่งชาติหลังยุค 9/11 ที่คว้ารางวัล Golden Palme จากเทศกาลหนัง 2004 Cannes Film Festival มาแล้ว
โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับการตระเวนโฆษณาชวนเชื่อของทหารที่ออกมาชักชวนให้คนหนุ่มสาวเข้าสมัครทหารเพื่อชาติ ซึ่งการทำการตลาดแบบขายตรงของการโน้มน้าวใจให้หนุ่มสาวอเมริกันมาสมัครทหาร ได้ถูกภาพยนตร์เรื่องนี้โจมตีไปในประเด็นที่สมาชิกสภาคองเกรสจำนวนทั้งหมด 535 คน มีเพียงคนเดียวที่ส่งลูกเข้าสมัครทหารและเดินทางไปรบในสงครามอิรัก
‘การสมัครเป็นทหาร‘ ดูเหมือนจะเป็นความพยายามยกระดับขึ้นมาให้เป็นวาระแห่งชาติของสังคมอเมริกันอย่างแนบเนียนและละมุนละม่อม โดยผ่านทั้งการทำการตลาดแบบขายตรงและทางอ้อมผ่านสื่อบันเทิงต่างๆ เพื่อให้วัยรุ่นอเมริกันที่ครอบครัวมีฐานะยากจนอยู่ในภาวะขัดสนทางการเงิน ตัดสินใจมาสู่อาชีพทหาร
และในกรณีของแคที เพอร์รี่ กับเอ็มวีเพลงนี้ของเธอ ก็ถือว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อแบบกร้าวร้าวอัดหนักไปสู่วิถีชีวิตของสาววัยรุ่นอเมริกันเลยทีเดียว ซึ่งยืนยันได้จากการออกมาให้สัมภาษณ์กับเอ็มทีวีถึงกรณีนี้ของแคที เพอร์รี่ ว่า เธอแค่เลือกพล็อตที่เกี่ยวกับทหาร เพราะมันพูดแทนเนื้อหาในตัวเพลงได้ชัดเจน มันแค่เป็นการยืนยันถึงพลังและจิตใจที่กล้าหาญและเข้มแข็ง เธอต้องการไปสู่เส้นทางที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเธอยืนยันว่า มิวสิควิดีโอนี้เสนอภาพที่ดูราวกับเป็น ‘หัวใจแห่งอเมริกา’
เพราะฉะนั้นมิวสิควิดีโอ ‘Part of Me‘ จึงเป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือปรอพากานดา (propaganda) เผยแพร่อุดมการณ์หรือความคิดเห็น ด้วยกลอุบายต่างๆ เพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นให้เห็นคล้อยตาม เป็นปฎิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อผลด้านการทหาร โดยเน้นเข้าใจง่าย กระตุ้นจิตสำนึกภายใน เปลี่ยนความคิด ใช้สัญลักษณ์ การย้ำ และกระตุ้นศรัทธาความรู้สึก และใช้สื่อสมัยใหม่ในการเผยแพร่
‘Part of Me‘ เป็นความน่ากลัวจากความแยบคาย ที่คนรับสื่อต้องติดกับดักจากบทเพลงและมิวสิควิดีโอโดยไม่รู้ตัว /



