รีวิวเครื่องเสียง Klipsch รุ่น The Sevens ลำโพงแอ็คทีฟที่มีแอมปลิฟายพร้อมภาค DAC และ Phono ในตัว

สำหรับคนที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการเครื่องเสียงมาก่อน เชื่อว่าถ้าได้มาเห็นหน้าตาของลำโพงรุ่นนี้แล้วจะต้องรู้สึกประหลาดใจกับไดเวอร์เสียงแหลมที่ใช้อยู่ในลำโพงรุ่น The Sevens ตัวนี้อย่างแน่นอน.! เพราะรูปร่างหน้าของตัวทวีตเตอร์ที่ดูแปลกตา แทนที่จะเป็นไดเวอร์ทรงโดมครึ่งวงกลมที่โค้งนูนออกมาด้านหน้าอย่างที่คุ้นตา ทว่าของ Klipsch รุ่นนี้กลับจมลึกลงไปด้านในตัวตู้ แถมมีวัสดุที่มีทรวดทรงเหมือนปากแตรครอบอยู่ด้านหน้าอีก..??

ลักษณะของไดเวอร์เสียงแหลมที่ใช้อยู่ในลำโพงรุ่น The Sevens เรียกว่า ฮอร์น ทวีตเตอร์เป็นดีไซน์ลักษณะหนึ่งของไดเวอร์เสียงแหลมที่มีมานานเกือบร้อยปีแล้ว จะพูดว่าไดเวอร์ทรงฮอร์นแบบนี้เป็นเสมือนเอกลักษณ์ประจำตัวของแบรนด์ Klipsch ก็ว่าได้ เพราะพวกเขาใช้ไดเวอร์เสียงแหลมลักษณะนี้ในการออกแบบลำโพงรุ่นแรกมาตั้งแต่ ปี 1938 โน่น.! แปดสิบกว่าปีมาแล้วถ้านับตั้งแต่ Paul W. Klipsch ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Klipsch เริ่มต้นออกแบบลำโพงรุ่น Klipschorn ซึ่งเป็นลำโพงคู่แรกในชีวิตของเขา

Paul W. Klipsch ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Klipsch เขาเริ่มออกแบบลำโพงด้วยตัวเองมาตั้งแต่ปี 1938 โดยใช้ไดเวอร์ของ Western Electric รุ่น 713A ทำงานในย่านกลางและแหลมร่วมกับไดนามิกวูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้ว ที่ถูกออกแบบให้ทำงานในย่านเสียงต่ำ ซึ่งไดเวอร์ที่เขาเลือกใช้ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ลำโพงที่พอลออกแบบขึ้นมาได้รับความสนใจ ประเด็นหลักที่ทุกคนทึ่งเมื่อได้ยินเสียงของมันก็เพราะว่าพอลค้นพบว่า (จริงๆ แล้วมีเพื่อนสมัยเรียนกระซิบบอก.!) การอัดตัวลำโพงไปไว้ตรงมุมห้องทำให้ได้เสียงออกมาดี ซึ่งหลังจากทดลองแล้วพบว่ามันเวิร์คจริง เขาก็เลยยึดเอาเคล็ดลับอันนี้มาใช้ในการออกแบบลำโพงของตัวเองขึ้นมา ส่วนชื่อ Klipschorn ที่เป็นชื่อของลำโพงรุ่นนั้นเขาก็ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเอง แต่เป็นดีลเลอร์ที่เขาจะส่งลำโพงไปให้ขายเป็นคนเรียกลำโพงของเขาว่า “Klipschornเพราะก่อนที่เขาจะเริ่มต้นทำลำโพงขาย คนส่วนหนึ่งในวงการไฮไฟฯ ก็เริ่มระแคะระคายถึงลำโพงที่เขาออกแบบซึ่งมีความแปลกกว่าคนอื่นคือเอาไปซุกไว้ที่มุมห้อง แต่ดันให้เสียงออกมาดีมากจนทุกคนที่ได้ยินถึงกับทึ่งเลยพากันตั้งชื่อเรียกมันว่า Klipschorn ซึ่งมาจาก Klipsch + corner นั่นเอง

จาก Home Hi-Fi ไปถึง PA และโรงภาพยนตร์

La Scala

พอลตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Klipsch & Associates ขึ้นมาเพื่อใช้ในการผลิตและจัดจำหน่ายลำโพง Klipschorn ของพวกเขา หลังจากนั้น เขาก็นำพาลำโพงแบรนด์ Klipsch ของเขาฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้เรื่อยๆ ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์ Klipsch ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่ Home Hi-Fi แล้วขยับไปถึงวงการ PA ซึ่งรุ่นที่ทำให้ชื่อของ Klipsch ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดคือรุ่น La Scala ที่พอลออกแบบขึ้นมาเมื่อ ปี 1963 ปัจจุบันลำโพงรุ่นนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในลำโพงวินเทจที่นักนิยมเครื่องเสียงแนวย้อนยุคตามล่าหามาเล่นกัน

จนถึง ปี 1980 พอลก็ขยับตัวอีกครั้ง ด้วยการนำชื่อของ Klipsch เข้าไปอาละวาดในวงการภาพยนตร์โดยเอาลำโพงรุ่น Klipschorn ของเขาเข้าไปติดตั้งในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเสียง digital cinema เริ่มต้นพอดี

Paul W. Klipsch อุทิศตัวเองให้กับแบรนด์ Klipsch มาจนถึง ปี 1989 ก็ถึงเวลาของการถ่ายเลือดโอนกิจการให้กับ Fred S. Klipsch กับภรรยา ซึ่งต่อมาก็ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Klipsch, Inc.

ฉลอง 70 ปีด้วยลำโพงแอ็คทีฟ และลำโพงไร้สาย

หลังจาก Fred S. Klipsch เข้ามารับหน้าที่บริหาร เขาก็นำพาแบรนด์ Klipsch ฉีกออกไปจากแวดวงเดิมๆ ด้วยการเปิดตัวลำโพงคอมพิวเตอร์ออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อ ปี 1999 โดยมีรุ่น ProMedia v.2-400 เป็นรุ่นดังที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์เดสท็อปกันมาก

ตั้งแต่ ปี 2000 เป็นต้นมา Fred S. Klipsch ได้นำพาแบรนด์ Klipsch โลดแล่นเข้าสู่ยุคมิลเลนเนี่ยมวิ่งตามพัฒนาการของระบบดิจิตัลอย่างกระชั้นชิด เริ่มจากลำโพงคอมพิวเตอร์ใน ปี 1999, ลำโพงด็อกกิ้งสำหรับไอพอดเมื่อ ปี 2005, หูฟังสำหรับไอโฟนใน ปี 2009 และเมื่อวงการหูฟังเริ่มเป็นที่นิยม Klipsch ก็ทำหูฟังประเภท on-ear ออกมาป้อนตลาดใน ปี 2010 จนถึง ปี 2016 เป็นปีที่ Klipsch เฉลิมฉลองแบรนด์มีอายุครบ 70 ปี ด้วยการนำเอาลำโพงรุ่นเก่าๆ มาผลิตใหม่ในซีรี่ย์ Classic Heritage พร้อมกับนำเสนอลำโพงแอ็คทีฟและลำโพงไร้สายออกมาสู่ตลาด ถือว่าเป็นการนำพาชื่อของแบรนด์ Klipsch โจนทะยานเข้าสู่สมัยใหม่ที่เป็นยุค wireless audio streaming อีกครั้งด้วยลำโพงในซีรี่ย์ Heritage Wireless

The Sevenลำโพงแอ็คทีฟเจนเนอเรชั่นที่สองของ Klipsch

เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2020 Klipsch เปิดตัวลำโพงแอ็คทีฟรุ่น The Fives กับ The Sixes ออกมา ซึ่ง The Fives เป็นลำโพงแอ็คทีฟรุ่นแรกของ Klipsch ที่มีอินพุต HDMI-ARC ทำให้สามารถรองรับสัญญาณเสียงจากทีวีได้ นอกจากนั้น ลำโพงแอ็คทีฟทั้งสองข้างยังมีภาคขยายหัวเข็ม กับภาค DAC ในตัวพร้อมช่องอินพุตที่รองรับได้ทั้งสัญญาณ analog และสัญญาณ digital มาให้ครบเครื่อง แถมด้วยรองรับการสตรีมไฟล์เพลงผ่านทาง Bluetooth ได้ด้วย ซึ่งลำโพงรุ่น The Fives ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยคุณสมบัติทางด้านฟังท์ชั่นใช้งานที่หลากหลาย ผนวกกับคุณภาพเสียงที่ดีเป็นคุณสมบัติเด่น

หลังจากประสบความสำเร็จจากรุ่น The Fives ล่าสุด ทาง Klipsch ก็ปล่อยรุ่นที่ใหญ่ขึ้นตามออกมาอีก 2 รุ่นคือ The Sevens กับ The Nines

ลำโพง + แอมป์ + แหล่งต้นทางสัญญาณ
= absolute all-in-one system!

ความหมายของคำว่า “ลำโพงแอ็คทีฟ” ในอดีต คือลำโพงที่ใส่เพาเวอร์แอมป์มาในตัวแค่นั้น แต่ลำโพงแอ็คทีฟในปัจจุบันได้รับการพัฒนามาอีกขั้น คือนอกจากจะเอาเพาเวอร์แอมป์ใส่เข้าไปแล้ว พวกเขายังเอาภาค source หรือ แหล่งต้นทางสัญญาณใส่เข้าไปในตัวลำโพงด้วย ทำให้ลำโพงแอ็คทีฟในอดีตกลายเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท all-in-one ที่สมบูรณ์แบบในปัจจุบัน.!

รูปร่างหน้าตาภายนอกของ The Sevens ก็ยังคงออกมาทรงเดียวกับรุ่น The Fives คือติดตั้งทวีตเตอร์ไว้ด้านบน โดยมีปากแตรที่ใช้ควบคุมมุมกระจายเสียงครอบอยู่ด้านหน้าของไดเวอร์โดมไตตาเนี่ยมขนาด 1 นิ้ว ถ้ามองลงไปที่ใจกลางของปากแตรจะเห็นวัสดุที่เป็นสีเงินๆ นั่นแหละ ซึ่งทวีตเตอร์ของ The Sevens ตัวนี้จะทำหน้าที่สร้างความถี่ตั้งแต่ย่านกลางสูงขึ้นไปจนถึง 25kHz ส่วนด้านล่างเป็นไดเวอร์ทรงกรวยไดนามิกที่ช่วยสร้างความถี่ตั้งแต่ย่านกลางลงไปจนถึง 39Hz และขยายฐานความถี่ต่ำด้านล่างผ่านทางท่อระบายเบสลงไปได้อีกถึง 28Hz

ปากแตรที่ครอบอยู่บนทวีตเตอร์นั้นถูกสร้างขึ้นด้วยการคำนวนอย่างเป็นระบบโดยทีมวิศวกรของ Klipsch ซึ่งหลังจากพวกเขาคิดค้นสูตรของปากแตรรูปแบบนี้ขึ้นมาเสร็จก็ได้จดสิทธิบัตรเอาไว้ภายใต้ชื่อว่า ‘Tractrix Hornsซึ่งมีรูปทรงต่างไปจากปากแตรยุคแรกๆ ที่มักจะเห็นใช้กับลำโพงฮอร์นเสียงกลางแหลมในอดีตซึ่งจะมีลักษณะบีบแคบในแนวตั้งและผายกว้างออกไปในแนวนอน ในขณะที่ปากแตรแบบ Tractrix Horn ที่ใช้ในลำโพงรุ่น The Sevens ของ Klipsch ตัวนี้จะมีระยะจากปากแตรลงไปถึงจุดศูนย์กลาง (เซ็นเตอร์ของโดมทวีตเตอร์) ที่เท่ากันทั้งแนวตั้งและแนวนอน จึงประเมินได้ว่า ลักษณะปากแตรที่ใช้ใน The Sevens จะควบคุมมุมกระจายเสียงของคลื่นเสียงที่แผ่กระจายออกไปจากโดมทวีตเตอร์ในแนวตั้ง (vertical dispersion) กับแนวนอน (horizontal dispersion) เท่าๆ กัน

ที่ด้านหลังของ The Sevens มีท่อระบายเบสขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนบนของแผงหลังข้างละหนึ่งท่อเป็นช่องทางยิงมวลอากาศในตัวตู้ออกทางด้านหลัง ซึ่งที่ปากท่อก็มีวัสดุที่ทำเป็นปากแตรทรงสี่เหลี่ยมที่ออกแบบด้วยเทคนิค Tractrix Horn ครอบไว้เพื่อควบคุมการไหลเข้าดันออกของมวลอากาศด้วย ต่างจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่มักจะใช้ท่อทรงกระบอก ตรงนี้อาจจะส่งผลกับลักษณะของเสียงเบสที่เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของลำโพงคู่นี้

ภาคแอมปลิฟายที่ใช้ขับลำโพงทั้งสองข้างนับรวมกันได้ 200W แยกสำหรับขับทวีตเตอร์ข้างละ 20W (รวมสองข้าง = 40W) และสำหรับขับวูฟเฟอร์ข้างละ 80W (รวมสองข้าง = 160W) ทำความดังสูงสุดอยู่ที่ 112dB

อินพุต + เอ๊าต์พุต

อย่างที่เกริ่นมาแต่ต้นว่า The Sevens ไม่ใช่ลำโพงแอ็คทีฟในความหมายดั้งเดิมที่มีแต่เพาเวอร์แอมป์ในตัว แต่มันคือ The ‘REAL’ all-in-one system ที่รวมแหล่งต้นทางสัญญาณคือภาค DAC และภาค Phono ไว้ในตัวเสร็จสรรพ ด้วยเหตุนี้ ที่แผงหลังของลำโพงข้างที่เป็นมาสเตอร์ หรือ ต้นทาง” (Primary) จึงเต็มไปด้วยจุดเชื่อมต่อสัญญาณอินพุตและเอ๊าต์พุตจำนวนมาก

ทางฝั่งของอินพุตที่สามารถใช้งานร่วมกับ The Sevens มีทั้งหมด 6 ช่องทาง เริ่มจากอินพุต HDMI (12) อันนี้คือไฮไล้ท์ มีไว้ให้ต่อเชื่อมกับทีวีที่มีเอ๊าต์พุต HDMI-ARC เพื่อดึงเสียงจากทีวีมาอัพเกรด (ต้องเข้าไปตั้งสัญญาณขาออกของทีวีไว้ที่ PCM ด้วย) ถัดไปก็คือช่องอินพุต Phono (3) อันนี้ไว้รองรับสัญญาณจากหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียง, ถัดไปคืออินพุต AUX (5) มีไว้รองรับสัญญาณอะนาลอกจากอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งการใช้งานอินพุตระหว่าง Phono กับช่อง AUX จะใช้พร้อมกันไม่ได้ คุณต้องสับสวิทช์เบอร์ 4 เพื่อเลือกว่าจะใช้อินพุต Phono (ดันสวิทช์ลง) หรือจะใช้อินพุตภาคไลน์ (ดันสวิทช์ขึ้น) เนื่องจากอินพุต Phono กับอินพุต AUX แม้ว่าจะเอาไว้รองรับสัญญาณอินพุตที่อยู่ในรูปของสัญญาณอะนาลอกทั้งคู่ แต่เหตุที่ต้องให้สับสวิทช์โยกก็เพราะว่าวงจรขยายด้านในมันถูกปรับตั้งเกนขยายไว้ไม่เท่ากัน เนื่องจากโดยปกติแล้ว สัญญาณจากหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะมีเกนต่ำ (ความแรงสัญญาณต่ำ) วงจรขยายด้านในจึงจัดอัตราขยายไว้เยอะกว่ากรณีที่เป็นสัญญาณอะนาลอกที่มาจากเครื่องเล่นประเภทอื่นๆ อย่างเช่นเครื่องเล่นซีดี ซึ่งเป็นสัญญาณระดับ Line Level ที่มีความแรงมากกว่า ส่วนใครที่ตั้งใจใช้แหล่งต้นทางประเภทเครื่องเล่นซีดีเป็นหลัก แนะนำให้เชื่อมต่อด้วยสัญญาณ digital เข้าทางอินพุต Optical (7) หรือถ้าคุณเล่นไฟล์ด้วยโปรแกรมผ่านคอมฯ แนะนำให้ใช้อินพุต USB (8) จะได้เสียงออกมาดีกว่ามาก

กรณีที่ใช้ร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง บางรุ่นจะต้องเชื่อมกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ากับตัว The Sevens ด้วย ซึ่งก็มีมาให้ (10) ส่วนขั้วต่อ USB-A (11) นั้นมีไว้ให้ใช้สำหรับตรวจเช็คเครื่องเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเล่นไฟล์ พื้นที่ด้านล่างตรงแผงหลังของลำโพงตัว Primary จะมีขั้วต่อสายลำโพง (9) ที่ใช้โยงสัญญาณเสียงไปให้ลำโพงปลายทาง (Secondary) ซึ่งทางผู้ผลิตแถมสายลำโพงมาให้ในกล่องแล้ว ก่อนเริ่มเปิดไฟเข้าเครื่อง แนะนำให้ทำการเชื่อมต่อสายต่างๆ ให้เสร็จก่อน และต้องไม่ลืมตรวจเช็คที่สวิทช์เลือกระดับแรงดันไฟที่เขียนกำกับไว้ว่า ‘Voltage Selector’ (14) ก่อนว่ามันถูกตั้งไว้ที่กี่โวลต์ ถ้าใช้ในประเทศไทยต้องอยู่ที่ 220V เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ให้ตั้งให้ตรงก่อนจะเสียบสายไฟเอซีและเปิดสวิทช์เพาเวอร์ (13) เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่อง

ส่วนกลไกอีกสองชิ้น (1, 2) ที่อยู่บนตัวลำโพง Primary มีไว้ให้ใช้ในการเลือกอินพุตและปรับวอลลุ่ม ซึ่งคุณสามารถใช้งานทั้งสองหน้าที่นั้นผ่านทางรีโมทไร้สาย หรือแอพลิเคชั่น Klipsch Connect ก็ได้ สุดท้ายคือสวิทช์โยกอันเล็กๆ ในวงกลมสีแดงนั่นมีไว้สำหรับเลือกว่าจะให้ลำโพงหลักทำหน้าที่เป็นลำโพงซ้าย (Left) หรือลำโพงขวา (Right) ส่วนปุ่มเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ มีไว้สำหรับจับคู่กับอุปกรณ์ภายนอกเพื่อรับส่งสัญญาณผ่านเข้าทาง Bluetooth

การเชื่อมต่อใช้งาน

เริ่มต้นหลังยก The Sevens ออกมาจากกล่องและจัดวางลำโพงทั้งสองข้างไว้บนชั้นวางทีวีหรือขาตั้งลำโพงแล้ว ให้ทำการเชื่อมต่อสายลำโพง (ที่แถมมาให้ในกล่อง) ระหว่างลำโพงตัว Primary กับตัว Secondary (1) เป็นอันดับแรก ขันเกลียวยึดให้แน่น จากนั้นจึงค่อยเชื่อมต่ออุปกรณ์เครื่องเสียงที่เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณ (2) เข้าไป เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงค่อยเสียบปลั๊กไฟเอซี (3) และเปิดสวิทช์ปล่อยไฟเข้าเครื่อง

ควบคุมด้วยรีโมทไร้สาย และแอพลิเคชั่น

รีโมทไร้สายที่ให้มาจะมีเฉพาะฟังท์ชั่นที่มักจะต้องใช้บ่อย เช่น เปิดเครื่อง/สแตนด์บาย, ปรับความดัง, หยุดเสียงชั่วคราว, คุมการเล่นเพลง และเลือกอินพุต ซึ่งในการควบคุมการทำงานของ The Sevens คุณยังมีทางเลือกอีกทาง นั่นคือสั่งงานผ่านแอพฯ ที่ชื่อว่า “Klipsch Connectซึ่งเป็นแอพฯ ฟรีที่ Klipsch ทำไว้ให้ใช้ทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android

Klipsch มีทำแอพลิเคชั่นที่ใช้ควบคุมการทำงานและปรับแต่งเสียงของลำโพงแอ็คทีฟมาให้ ชื่อว่า “Klipsch Connectซึ่งมีฟังท์ชั่นการทำงานมากกว่าบนรีโมทไร้สาย ตอนแรกผมก็งงว่า The Sevens ไม่มีอินพุต Ethernet จะใช้แอพฯ ยังไง แต่พออ่านคู่มือก็พบว่าแอพฯ กับ The Sevens สื่อสารกันผ่านทางบลูทูธนี่เอง

ที่หน้าโฮมของแอพฯ Klipsch Connect จะมีอ๊อปชั่นให้เลือกใช้อยู่ 7 หัวข้อ ซึ่งหัวข้อที่รวบรวมการปรับตั้งค่าต่างๆ ที่สำคัญๆ จะอยู่ในหัวข้อ “Settingsเมื่อจิ้มลงไปที่หัวข้อ Settings นี้ หน้าจอของแอพฯ จะเปลี่ยนไปแสดงรายละเอียดของหัวข้อฟังท์ชั่นทั้งหมดที่อยู่ในเมนู Settings ซึ่งหัวข้อสำคัญที่มีผลกับเสียงคือ “Sound Adjustments” (ในกรอบสีฟ้า) โดยมีหัวข้อเมนูย่อยให้เลือกปรับตั้งค่าอยู่ 4 หัวข้อ คือ Equalizer, Dynamic Bass EQ, Subwoofer และ Speaker Placement

Equalizer

ฟังท์ชั่นปรับแต่ง EQ ของ The Sevens จะแบ่งความถี่เสียงทั้งหมดออกเป็น 3 แบนด์ คือ Bass, Mid และ Treble และมี EQ ที่ปรับแต่งเสียงสำเร็จรูปโดยผู้ผลิตมาให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ Vocal, Bass และ Rock (ดูรายละเอียดแต่ละรูปแบบได้ที่ด้านล่าง) แต่ถ้าคุณต้องการปรับตั้งตามแบบฉบับของคุณเองก็สามารถทำได้โดยเลือกที่หัวข้อ ‘Customหลังจากปรับตั้งจนถูกใจแล้ว ค่าที่คุณปรับตั้งไว้ที่หัวข้อ Custom จะถูกบันทึกเก็บไว้และสามารถเลือกขึ้นมาใช้ได้เมื่อต้องการ แต่ถ้าคุณต้องการฟังเสียงแบบที่ไม่มีการปรับใช้ EQ ก็ให้เลือกที่หัวข้อ ‘Flatตัวบนสุด

ทางซ้ายมือคือรูปแบบการปรับตั้ง EQ อัตโนมัติที่เป็นหัวข้อ ‘Vocalจะเห็นว่าเสียงในย่านกลาง (Mid) จะถูกบู๊สต์เพิ่มความดังขึ้นไปจากปกติ 6dB เต็มสเกล ส่วนเสียงในย่านต่ำ (Bass) ถูกปรับลดลงไปสามดีบี (-3dB) ในขณะที่ความถี่ในย่านแหลม (Treble) อยู่ที่ระดับเดิม ส่วนทางด้านขวามือเป็นรูปแบบการปรับตั้ง EQ อัตโนมัติสำหรับหัวข้อ ‘Bassซึ่งก็คือการเน้นความถี่ต่ำ จะเห็นว่าที่เสียงเบสจะถูกปรับดันขึ้นไปสุดสเกลอยู่ที่ 6dB ในขณะที่เสียงกลาง (Mid) กับเสียงแหลม (Treble) ไม่ถูกแตะเลย

ทางซ้ายมือคือหัวข้อ ‘Rockซึ่งดูจากชื่อแล้วคงจะออกแบบมาให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับเพลงแนวร็อคนั่นเอง ซึ่งจะเห็นว่า ที่เสียงทุ้ม (Bass) และที่เสียงแหลม (Treble) ถูกยกเพิ่มขึ้นไปย่านละ 3dB ส่วนเสียงกลาง (Mid) ถูกปรับลดลงมา -1dB ส่วนทางขวามือนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของหัวข้อ ‘Customที่เริ่มจากระดับ flat คือไม่มีการปรับ EQ ใดๆ เมื่อคุณต้องการปรับตั้งที่ย่านเสียงไหนก็ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่วงกลมสีน้ำตาลที่อยู่บนเส้นสเกลของย่านความถี่นั้นแล้วรูดขึ้น (เพิ่ม) / ลง (ลด) ตามต้องการ เมื่อพอใจก็หยุด ค่าที่ปรับไว้จะถูกบันทึกลงเมมโมรี่ของแอพฯ เก็บไว้ให้คุณเลือกขึ้นมาใช้เมื่อต้องการ

Subwoofer

เป็นหัวข้อที่มีไว้ให้ทำการปรับตั้งเสียงของลำโพงแอ็คทีฟ ซับวูฟเฟอร์ที่คุณต่อเชื่อมอยู่กับช่อง SUB OUT ของ The Sevens กรณีที่ไม่มีการต่อเชื่อมลำโพงแอ็คทีฟ ซับวูฟเฟอร์เอาไว้ เมื่อจิ้มเลือกลงไปที่หัวข้อนี้ ภาพบนหน้าจอแอพฯ จะออกมาเหมือนทางขวามือ คือภาพของลำโพงซับวูฟเฟอร์จะเป็นสีจางๆ และไม่สามารถปรับค่าอะไรได้ แต่ถ้าคุณทำการเชื่อมต่อลำโพงแอ็คทีฟ ซับวูฟเฟอร์เอาไว้ คุณจะสามารถปรับพารามิเตอร์ของลำโพงซับวูฟเฟอร์ได้ 2 ค่า คือ ความดัง” (Sub Level) กับ เฟส” (Phase Invert) ที่ปรับได้แค่ non-invert (Phase Invert ‘Off’ = 0 องศา) กับ invert (Phase Invert ‘On’ =180 องศา) ซึ่งมีผลในการปรับจูนสัญญาณเสียงของลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ให้กลมกลืนกับเสียงที่ออกมาจาก The Sevens นั่นเอง

Speaker Placement

หัวข้อนี้เป็นการปรับชดเชยความถี่ในย่าน เสียงเบสลึกๆ” (Low Bass) ที่สัมพันธ์กับลักษณะการจัดวางตำแหน่งของตัวลำโพงที่ต่างกัน 3 รูปแบบ คือ Wall (ชิดผนัง) ซึ่งเสียงทุ้มลึกๆ จะถูกปรับลดลงไปสามดีบี (-3dB), Corner (ซุกเข้ามุมห้อง) กรณีนี้เสียงทุ้มลึกๆ จะถูกปรับลดลงถึงหกดีบี (-6dB) ส่วนแบบที่สามคือ Other ซึ่งจะถูกเลือกใช้ในกรณีที่คุณวาง The Sevens ไว้ห่างจากผนังที่มีพื้นผิวแข็ง สะท้อนเสียง ความหมายคือในกรณีนี้เสียงที่ออกมาจากลำโพงจะตรงตามต้นฉบับ ไม่ถูกตัดความถี่ต่ำลึกๆ เหมือนสองกรณีแรก

ผลการทดลองปรับจูน

ผลจากการทดลองใช้งานฟังท์ชั่นปรับ EQ และ Speaker Placement ผมพบว่า มันให้ผลการใช้งานออกมาตรงตามแนวทางที่ผู้ออกแบบตั้งใจทุกอย่าง สำหรับคนที่มีทักษะความเข้าใจในการปรับตั้งตำแหน่งลำโพงอยู่บ้าง เมื่อนำทักษะนั้นมาใช้ในการเซ็ตอัพตำแหน่งของ The Sevens ร่วมกับการปรับจูน EQ เข้าช่วย จะได้ผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจ ผมทดลองปรับจูนดูแล้วบอกเลยว่าชอบมาก.! มันเห็นผลจริง ทำให้รู้สึกพอใจกับเสียงของ The Sevens มากขึ้น..!!

การทดลองใช้งาน The Sevens ในห้องรับแขก

ผมแบ่งการทดลองใช้งาน The Sevens ออกเป็นสองรูปแบบ ในสองสถานการณ์ ช่วงแรกผมเซ็ตอัพ The Sevens ไว้ในห้องรับแขกเพราะตั้งใจทดลองฟังร่วมกับทีวีเป็นพิเศษ โดยใช้วิธีเชื่อมต่อระหว่างทีวีกับ The Sevens ผ่านทางอินพุต HDMI (ทีวี Sony รุ่น A8G ของผมมีช่อง HDMI-ARC) และปรับตั้งเอ๊าต์พุตเสียงของทีวีให้เป็น PCM พบว่า การทำงานในฟังท์ชั่น Auto ระหว่างทีวีกับตัว The Sevens เป็นไปด้วยความราบรื่น เมื่อตัว The Sevens อยู่ในสภาพ Standby พอกดสวิทช์เปิดทีวีขึ้นมา ตัว The Sevens ก็จะถูกกระตุ้นให้เปิดตามขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และผมสามารถใช้รีโมทไร้สายของทีวีในการปรับความดังผ่านจากทีวีไปที่ The Sevens ได้

เสียงที่ออกมาเป็นไปตามคาด คือ The Sevens ช่วยขยายเสียงของทีวีให้ ดีขึ้นในทุกประเด็น เมื่อทำการปรับแต่งเสียงด้วย EQ ยิ่งช่วยทำให้ทุกเสียงมีความชัดเจนมากขึ้น ทุกเสียงมีเนื้อและมีมวลมากขึ้น ที่เด็ดมากคือ น้ำหนักของเสียงที่ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ความถี่ต่ำๆ ที่ลอยออกมามีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษ เป็นสิ่งที่เสียงของทีวีให้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง.!! นอกจากนั้น ผมยังรับรู้ได้ถึงสนามเสียงที่แผ่กระจายออกไปรอบๆ บริเวณที่ชัดเจน ซึ่งจะเห็นได้ชัดมากเมื่อรับชมภาพยนตร์จาก Netflix แม้ว่าเสียงที่ออกมาจะไม่ได้ตีโอบไปรอบตัวเหมือนระบบเสียงเซอร์ราวนด์เต็มพิกัดที่มีแชนเนลหลังแยกออกมา แต่เสียงที่ปรากฏออกมาก็มีลักษณะที่ลอยห่างจากหน้าจอออกมามากกว่าฟังจากลำโพงของทีวีเยอะ

รวมๆ แล้วผมชอบมวลเสียงของ The Sevens ที่ทำให้เสียงของทีวีไม่แห้งและบาง เสียงโดยรวมชวนฟังมากขึ้น นวลหูมากขึ้น ที่เด่นมากๆ คือย่านทุ้มที่ The Sevens ช่วยอัพเกรดเสียงของทีวีเดิมขึ้นมาได้เยอะมาก แทบจะไม่ต้องการลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาช่วยเลย

หลังจากทดลองฟังเสียงของ The Sevens จากรายการข่าวกับรายการโชว์ทางช่องฟรีทีวี รวมถึงดูหนังจาก Netflix ผ่านไปแล้ว ผมก็ทดลองใช้ The Sevens ฟังเพลงที่ห้องรับแขกดูบ้างโดยใช้เครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดีของ Arcam รุ่น CD27 เล่นแผ่นซีดีแล้วดึงสัญญาณ digital out จาก CD27 ไปเข้าที่อินพุต optical ของ The Sevens เสียงออกมาดีเลย.! เกนขยายกำลังดี เสียงดีดตัวไม่ป้อแป้ ยังกับว่าวิศวกรของ Klipsch ตั้งใจจูนเสียงของ The Sevens ให้ไปทางฟังเพลงมากเป็นพิเศษ เสียงเพลงที่ออกมาแผ่ตัวเปิดกว้างออกไปโดยรอบ ซึ่งผมต้องจับลำโพงทั้งสองข้างให้ยิงโทอินเข้ามาหาตำแหน่งนั่งฟังบนโซฟาเล็กน้อย เนื่องจากผมต้องวาง The Sevens ทั้งสองข้างไว้ห่างกันมากถึง 198 .. เพราะโดนขนาดจอของ Sony 65 นิ้วบังคับ วางชิดกันมากกว่านี้ลำโพงจะบังจอ ซึ่งระยะห่างซ้ายขวาที่ 198 .. นั้น ถ้าไม่โทอินเลย มิติตรงกลางมันจะไม่เข้มเพราะไม่เข้าโฟกัส ต้องยอมเสียสละความกว้างของเวทีเสียงลงเล็กน้อยเพื่อแลกกับโฟกัสของตำแหน่งเสียงบริเวณกลางลำโพงซ้ายขวา ซึ่งหลังจากโทอินแล้ว (ประมาณ 10 องศา) ก็ได้มิติตรงกลางที่เข้มและตรึงตัวมากขึ้น ในขณะที่เวทีเสียงก็ไม่ได้เสียทรงไปมาก เสียงของเครื่องดนตรีมีการซ้อนทับกันบางส่วน แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ น่าจะเป็นเพราะ The Sevens มีขนาดที่ใหญ่พอ ให้พลังเสียงที่แผ่กว้างมากพอทำให้สามารถแผ่คลุมพื้นที่หน้าทีวีได้ทั่วถึงนั่นเอง

ส่วนระยะห่างผนังด้านหลังก็ไม่ได้เป็นอุปรรคกับลำโพงแอ็คทีฟคู่นี้ ซึ่งโดยปกติแล้ว ในการเซ็ตอัพใช้งานในห้องรับแขกเรามักจะดึงลำโพงห่างผนังด้านหลังออกมาไม่ได้มาก ซึ่ง The Sevens มีอ๊อปชั่นมาให้แก้ปัญหาในกรณีที่คุณต้องดันลำโพงชิดผนังหลังเนื่องจากไม่มีพื้นที่ให้ดึงห่างผนังหลังมาก อ๊อปชั่นที่ว่าคือการปรับแต่งเสียงผ่านฟังท์ชั่น Equalizer ร่วมกับการปรับเสียงทุ้มลึกๆ จากหัวข้อ Speaker Placement ที่ผู้ผลิตเขาจัดมาให้อยู่ในแอพลิเคชั่นนั่นเอง ซึ่งในนั้นคุณสามารถปรับเพิ่ม/ลดเพื่อชดเชยความถี่หลักทั้งสามย่าน คือทุ้ม (Bass) – กลาง (Mid) – แหลม (Treble) ได้จากแอพฯ Klipsch Connect โดยตรง (กลับไปดูรายละเอียดที่หัวข้อ การควบคุมด้วยรีโมท และแอพลิเคชั่นด้านบน)

ทดลองใช้งาน The Sevens ในห้องฟังเพลง

ทำไมต้องเอา The Sevens เข้ามาทดลองฟังในห้องฟังเพลง.? ถ้าดูจากพรีเซ็นเตชั่นบนหน้าเว็บไซต์ของ Klipsch เองจะเห็นว่า ดูเหมือนพวกเขาตั้งใจจะโปรโมทลำโพงแอ็คทีฟรุ่น The Fives และ The Sixes ให้มันไปแทนที่ลำโพงฟังเพลงที่เป็นแบบดั้งเดิมแบบเอาจริงเอาจัง คือไม่ได้ตั้งใจให้เป็นลำโพง ฟังเล่นแบบลำโพงไร้สาย Bluetooth ที่เป็นแบบตู้เดียวตัวเล็กๆ ซึ่งพิจารณาจากรูปร่าง, ขนาดตัวตู้ ไปจนถึงสมรรถนะทางด้านกำลังขับของ The Fives กับ The Sixes รวมถึง The Sevens คู่นี้พบว่ามันก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะหวังผลในการใช้งานแทนชุดเครื่องเสียงแยกชิ้น รีซีฟเวอร์ แอมป์+ลำโพงเหมือนในอดีตได้

ผมทำการเซ็ตอัพ The Sevens ในห้องฟังเพลงตามสูตรเดียวกับที่ใช้กับลำโพงพาสซีฟทั่วไป โดยวางบนขาตั้งสูง 24 นิ้วของ Atacama รุ่น XL600 (REVIEW) พบว่า จุดลงตัวของ The Sevens ก็อยู่ในพิกัดใกล้เคียงกับลำโพงสองทางวางขาตั้งตัวอื่นๆ ที่ผมมีอยู่ คือมีระยะห่างผนังหลังอยู่ระหว่างระยะความลึกของห้องหารด้วย 3 กับระยะความลึกของห้องหารด้วย 5 คือ 156 .. ส่วนระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 167 .. ณ จุดนี้ผมได้เสียงโดยรวมที่น่าพอใจมากที่สุดจากการใช้อินพุต Optical กับอินพุต USB และ Bluetooth สลับกัน ถามว่า เสียงของ The Sevens เมื่อเทียบกับลำโพงพาสซีฟทั่วไปเป็นอย่างไร.? บอกตรงๆ นะว่า ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันต่างกันเลย คือผมคิดว่าถ้าจับใครก็ได้ปิดตาไม่ให้เห็นลำโพงแล้วลองฟังแต่เสียงก็ไม่น่าจะบอกได้ว่าเป็นเสียงของลำโพงแอ็คทีฟ หรือลำโพงพาสซีฟที่ขับด้วยแอมป์นะ เพราะเสียงที่ออกมามันมีครบทั้งพลังเสียงที่สามารถให้ความดังออกมาเต็มห้อง ซึ่งจะสเปคฯ ระบุว่าลำโพงคู่นี้ให้ความดังสูงสุดได้ถึง 112dB ซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากลำโพงพาสซีฟดีๆ เลย

กำลังขับที่ใส่มาในตัวข้างละ 100W ซึ่งแยกเด็ดขาดระหว่างเพาเวอร์แอมป์ขับแหลมและทุ้มข้างละ 2 ตัว นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียงของ The Sevens สวิงไดนามิกได้กว้าง ให้การแยกแยะรายละเอียดที่ดี เบสกับแหลมไม่ดึงกัน ช่วงที่เบสดีดเด้งออกมาอย่างรุนแรง เสียงกลางและแหลมที่ดังขึ้นมาพร้อมกันก็ยังคงรักษาทรงเอาไว้ได้ ไม่มีอาการวูบวาบเลย อันนี้เจ๋งมาก.! ส่วนทางด้านโทนัลบาลานซ์ก็ออกมาดี แม้ว่าจะไม่ได้จูนความถี่มาแบบราบเรียบเป็นไม้กระดาน ผมพบว่าเสียงของ The Sevens ได้ถูกบู๊สต์ในย่านเบสต้นๆ ลงไปถึงเบสตอนกลางเอาไว้นิดหน่อย (ตอนลองฟังผมตั้ง EQ ไว้ที่ ‘Flat’) ซึ่งมีผลให้โทนเสียงของลำโพงคู่นี้ออกไปทางอุ่น กลางต่ำลงไปถึงทุ้มตอนกลางมีลักษณะติดหนานิดๆ แต่ก็ไม่มากถึงกับทำให้รายละเอียดของหัวเสียงโน๊ตในย่านนั้นมีอาการบวมและเบลอลงไป ทว่า กลับเป็นโทนเสียงที่คนส่วนใหญ่ชอบ เพราะมันทำให้ฟังง่าย ไม่บาง ถ้าชอบกลางหนาๆ ก็ยังสามารถจูนด้วย EQ ยกทุ้มขึ้นมาได้อีก ซึ่งแนวเสียงแบบนี้น่าจะโดนใจหลายคนที่ชอบเสียงเปิดๆ เบสหนามีมวล ส่วนแหลมก็มีความสด ปลายเสียงแตกตัวเป็นประกาย ส่งให้เสียงโดยรวมออกไปทางสดใส คึกคัก ฟังสนุก ใครที่ชอบฟังเพลงแนวโจ๊ะๆ กับเพลงลูกทุ่งคงถูกใจแน่ๆ สรุปโดยรวมแล้ว ลำโพง The Sevens คู่นี้ฟังเพลงทั่วไปได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ต้องเพลงไฮเอ็นด์ เอาแค่เพลงคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไปก็ออกมาน่าฟังแล้ว ขนาดว่าสตรีมจากมือถือเข้าไปที่ The Sevens ผ่านทาง Bluetooth เสียงยังออกมาฟังเพลินมาก.!!!

สรุป

ตอนแรกที่เห็นหน้าตาของลำโพงคู่นี้มันดูแปลกๆ ตา ไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไหร่ แต่พอคลุกคลีอยู่กับมันนานๆ ได้ยินเสียงของมันกรอกหูอยู่หลายวันติดกัน ผมก็ชักจะชอบลำโพงคู่นี้ซะแล้วซิ ชอบที่เสียงของมันมีสีสันถูกใจ ไม่ได้เที่ยงตรงจ๋า แต่สีสันที่ถูกจูนมามันทำให้น่าฟัง ถูกหูง่าย เมื่อรวมกับอินพุต HDMI-ARC แล้วก็ต้องยอมรับว่า มันช่วยเสริมส่งคุณค่าให้กับ The Sevens ขึ้นมาอีกมากมาย เล่นกับทีวีได้ดี แถมรองรับสตรีมไฟล์เพลงผ่าน Bluetooth ออกมาได้ดีอีกด้วย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่อาศัยห้องรับแขกเป็นศูนย์กลางความบันเทิงในการดูหนัง+ฟังเพลง หรือใครที่กำลังคิดจะเอาลำโพงแอ็คทีฟลักษณะนี้ไปฟังเพลงแบบเอาจริงเอาจังก็สบายใจได้เลยว่า สมรรถนะของมันสามารถใช้แทนชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นในระดับราคาไม่เกิน 60,000 บาทได้อย่างสบายๆ /

**********************
ราคา :
55,900 บาท / คู่
**********************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่
Sound Republic
โทร. 02-448-5489, 02-448-5465-6
website: sound-republic.com

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า