มาย้อนรำลึกเหตุการณ์สำคัญครั้งหน่ึงในวงการ Audio กันหน่อย เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นช่วงปี 1999 – 2000 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน จากยุคของ Disc-based Audio Distribution เข้าสู่ยุคของ File-based Audio Distribution อย่างแท้จริง
เปิดฉาก
เมื่อปี 1999 ก่อนที่ฟอร์แม็ต CD จะหมดอายุสิทธิบัตรลง ทาง Sony กับ Philips ได้ร่วมมือกันผลักดันฟอร์แม็ต SACD (Super Audio CD) ขึ้นมาเพื่อหวังต่อยอดจากฟอร์แม็ต CD ไปอีกคำรบ โดยมีจุดขายอยู่ที่ให้สัญญาณเสียงที่มีความละเอียดสูงกว่าซีดีหลายเท่า และบางอัลบั้มมีการมิกซ์เป็นระบบเสียงมัลติแชนเนลแถมมาให้ด้วย แต่สิ่งที่ฟอร์แม็ต SACD แตกต่างจากฟอร์แม็ต CD อย่างมากก็คือรูปแบบของสัญญาณเสียงที่ใช้บันทึกลงบนแผ่น ซึ่งฟอร์แม็ต SACD ใช้สัญญาณ DSD (Direct Stream Digital) เป็นมาตรฐานในการบันทึกลงบนแผ่นในขณะที่ฟอร์แม็ต CD ใช้สัญญาณ PCM (Pulse Code Modulation) เป็นมาตรฐาน
ทว่า ในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่ม Working Group 4 (WG4) ที่เป็นกลุ่มของบริษัทผู้ให้กำเนิดฟอร์แม็ต DVD (Digital Versatile Disc บ้างก็เรียก Digital Video Disc) ก็เกิดปิ้งไอเดียที่จะให้กำเนิดฟอร์แม็ต DVD-Audio ออกมาเหมือนกัน …
จุดกำเนิด Format War :
พูดถึงฟอร์แม็ต DVD-Audio นั้น จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นฟอร์แม็ตที่ถูกคิดขึ้นมาตั้งแต่แรก แต่พูดได้ว่าเป็นแค่ “ผลผลิต” ที่แตกหน่อต่อยอดออกมาจากฟอร์แม็ต DVD ที่กลุ่ม WG4 ตั้งใจออกแบบมาเพื่อบันทึกสัญญาณ VDO มากกว่า หลังจากปลุกปล้ำจนฟอร์แม็ต DVD-Video สามารถล้มช้างอย่าง Laser Disc ลงได้เป็นผลสำเร็จเมื่อปี 1996 ทางกลุ่ม WG4 จึงเริ่มหันมาสนใจที่จะสร้างฟอร์แม็ต DVD-Audio ขึ้นมาเพื่อแย่งชิงตลาดกับฟอร์แม็ต SACD ที่ Sony กับ Philips นำเสนอออกมา
DVD-Audio มีความแตกต่างกับฟอร์แม็ต SACD อยู่ 2-3 จุด อย่างแรกคือสัญญาณเสียงที่บรรจุอยู่ในแผ่น DVD-Audio เลือกใช้สัญญาณเสียง LPCM (Linear PCM) เป็นมาตรฐานในการเข้ารหัสลงบนแผ่น ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับระบบเสียงที่ใช้บันทึกลงบนแผ่น CD แต่สัญญาณเสียงที่บันทึกบนแผ่น DVD-Audio มีสเปคฯ สูงกว่าที่บันทึกบนแผ่นซีดีมาก แถมยังมีระบบเสียงมัลติแชนเนลกับภาพนิ่งหรือวิดีโอแถมมาให้ด้วย
เริ่มต้นไม่สวย..
เครื่องเล่นกับแผ่น DVD-Audio ปรากฏตัวออกสู่ตลาดครั้งแรกช่วงกลางปี 2000 นำโดย Panasonic, Technics ก่อนที่ Pioneer, JVC และ Yamaha จะเริ่มปล่อยตัวเครื่องเล่น DVD-Audio ตามออกมาช่วงท้ายๆ ของปี 2000 ถึงช่วงต้นปี 2001 ในขณะที่มีแผ่น DVD-Audio ออกมาให้บริการไม่ถึง 200 อัลบั้ม นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่ เพราะถ้ามีแผ่นเพลงออกมาไม่มากพอ ก็ยากที่จะมีคนลงทุนซื้อเครื่องเล่นมาใช้ ซึ่งสถานะการณ์ของทางฝั่ง SACD ก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้สักเท่าไร
แม้ว่า Sony จะปล่อยมาตรฐานสเปคฯ ของ SACD เวอร์ชั่น 0.9 ออกมาตั้งแต่ปี 1998 แต่กว่าเครื่องเล่น SACD เครื่องแรกของ Sony จะปรากฏออกสู่ตลาดก็ปาเข้าไปกลางปี 1999 จากนั้นคู่คิดอย่าง Philips จึงได้เริ่มปล่อยเครื่องเล่น SACD รุ่นแรกตามออกมากลางปี 2000 ในขณะที่ตัวแผ่น SACD นั้นเริ่มทยอยออกมาทีละน้อย ส่วนใหญ่จากค่ายเพลงไฮเอ็นด์ อย่าง DMP, Mobile Fidelity Sound Labs และ Telarc ส่วนแนวเพลงแจ๊ส, ร็อค, คลาสสิก และอื่นๆ มาจากค่ายเพลงของ Sony กับค่ายของญี่ปุ่นเอง ซึ่งนับจนถึงปลายปี 2001 มีแผ่น SACD ออกมาให้นักเล่นฯ ซื้อหามาฟังกันแค่ 500 อัลบั้มเท่านั้น
แน่นอนว่า จำนวนของแผ่นเพลงที่ทำออกมาให้เลือกซื้อที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัดคือปัญหาสำคัญ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นอัลบั้มเก่าที่เคยทำเป็นแผ่นซีดีไปแล้ว ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนกับฟอร์แม็ตใดฟอร์แม็ตหนึ่งในขณะนั้น
เริ่มต้นยุค File-based
ในขณะที่ SACD กับ DVD-Audio กำลังพันตูกันอย่างอีรุงตุงนังอยู่นั้น ถอยหลังไปในปี 1981 อีกมุมหนึ่งของวงการเพลงได้มีเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาชนิดหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ เป็นอุปกรณ์เล่นเพลงที่อยู่ในรูปของ digital file ที่กำลังนิยมกันอย่างมากในขณะนั้น นั่นคือไฟล์ MP3
แม้ว่าไฟล์ MP3 จะมีความละเอียดของสัญญาณต่ำกว่าฟอร์แม็ต CD อีกทั้งในสมัยนั้น harddisk ที่ใช้เก็บข้อมูลดิจิตัลก็ยังมีราคาสูง เก็บเพลงได้น้อย แต่ด้วยความสะดวกในการพกพาไปฟังในที่ต่างๆ ได้ง่ายกว่าเครื่องเล่นเพลงแบบอื่นที่ใช้ม้วนเทปและแผ่นซีดี ทำให้เครื่องเล่นไฟล์เพลง MP3 ค่อยๆ ได้รับความสนใจจากนักฟังเพลงยุคใหม่ที่เป็นเด็กวัยรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เครื่องเล่น MP3 สามารถดำรงตัวอยู่ในตลาดและได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงปี 1999 – 2000 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ disc-based ทั้งสองฟอร์แม็ตคือ SACD และ DVD-Audio กำลังต่อสู้กันอย่างเมามันนั้น เครื่องเล่นไฟล์เพลงดิจิตัลที่ได้ชื่อเรียกเป็นทางการว่า Digital Audio Player แต่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่าเครื่องเล่น MP3 ก็ได้รับการพัฒนามาจนถึงระดับที่สามารถเก็บเพลงได้มากขึ้น มีพื้นที่ฮาร์ดดิสในตัวเพิ่มมากขึ้น หลายๆ รุ่นสามารถเก็บและเล่นไฟล์เพลงที่มีความละเอียดสูงขึ้นถึงระดับ CD quality ทำให้ได้รับความนิยมจากนักฟังเพลงมากยิ่งขึ้น
“ตาอยู่” ปรากฏตัว..
สงครามฟอร์แม็ตระหว่าง DVD-Audio กับ SACD ดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงต้นปี 2007 DVD-Audio ก็ประกาศยอมแพ้ ปล่อยให้ SACD ของ Sony กับ Philips กำชัยในสงครามครั้งนี้ ทว่า ชัยชนะของฟอร์แม็ต SACD ก็หาได้สร้างมรรคผลใดๆ ให้กับทั้ง Sony และ Philips จะว่าแพ้ทั้งสองฟอร์แม็ตก็พูดได้ เพราะหลังจากนั้นมาไม่นาน Sony ก็ยุติสายการผลิตเครื่องเล่น SACD ลงทั้งหมด
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักในขณะนั้นต่างก็เชื่อว่า ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้ง DVD-Audio และ SACD ประสบความล้มเหลวในตลาดก็คือ iPod
iPod คือผลิตภัณฑ์ของ Apple Inc. เป็นผลิตผลจากมันสมองของ Steve Jobs ซึ่งเขาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ปี 2001 ด้วยประโยคเด่นที่ว่า “put 1,000 songs in your pocket!” และเนื่องจาก Apple มีระบบปฏิบัติการณ์เป็นของตัวเอง มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง เครื่องเล่นไฟล์เพลงที่ชื่อว่า iPod จึงถูกพัฒนาขึ้นมาโดยทีมงานของ Apple เองทั้งหมด ทั้งในส่วนของการออกแบบฮาร์ดแวร์และส่วนของซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้รวมถึง iTunes ซึ่งเป็นระบบการซื้อ–ขายไฟล์เพลงผ่านระบบออนไลน์ที่ Apple คิดค้นขึ้นมาด้วย
การกำเนิดเกิดขึ้นของ iPod ไม่ได้แค่ทำให้ disc-based audio distribution ทั้งสองฟอร์แม็ตต้องล่มสลายลงไปเท่านั้น หากแต่ยังทำให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในวงการ Digital Audio Player เช่นกัน iPod ได้รับการตอบรับจากนักฟังเพลงจากทั่วโลกอย่างล้นหลาม เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิคระดับคอนซูเมอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาด ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ iPod ได้รับความนิยมมากมายขนาดนั้นมีอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ “คุณภาพเสียง” กับ “ดีไซน์“
ขณะที่ SACD กับ DVD-Audio กำลังต่อสู้กันอย่างหนัก Apple ‘iPod’ โผล่มาจากไหนไม่รู้ ทำตัวเป็น “ตาอยู่” แทรกเข้ามาคว้าเอาพุงปลาไปกินแบบที่ไม่มีใครคาดคิด เป็นเซอร์ไพร้ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในวงการออดิโอ เพราะ Apple ไม่เคยอยู่ในธุรกิจเพลงมาก่อน.! /



