วิจารณ์เพลง ‘Bohemian Rhapsody’ – Queen [part: end] “บทเพลงแพร้วเพริศของคนนอก”

ในปี 2002 กินเนสส์ บุ๊ก เวิร์ล เรคคอร์ด จัดให้คนทั่วโลกส่งรายชื่อเพลงภาษาอังกฤษที่เป็นที่ชื่นชอบตลอดกาล ผลโหวตอันดับ 1 เป็นของบทเพลง ‘Bohemian Rhapsody

มือกีตาร์ ไบรอัน เมย์ เคยรำลึกความหลังถึงตอนบันทึกเสียงในบทเพลง ‘Bohemian Rhapsodyในนิตยสาร Q เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2008 ว่า ช่วงรอยจำที่สำคัญและยิ่งใหญ่ ซึ่งมีความตื่นเต้นเร้าใจมากที่สุด ในครั้งแรกที่มีการร่วมมือกันสร้างสรรค์บทเพลงนี้ในสตูดิโอ เขาจำได้ว่าเฟรดดี้ เมอคิวรี มาถึงพร้อมหอบกระดาษมาหยิบมือหนึ่ง ซึ่งเป็นโน้ตที่เขียนไว้ ไปที่เปียโนแล้วลงมือพรมนิ้วเล่นอย่างกระหน่ำรุนแรง เล่นเปียโนเหมือนกับการตีกลอง

ในขณะนั้นบทเพลงนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ เฟรดดี้อธิบายบางสิ่งเกี่ยวกับอุปรากรหรือโอเปร่า มันเกิดขึ้นและดำเนินไป เฟรดดี้ทำงานโดยมีท่วงทำนองอยู่ในหัวเรียบร้อยแล้ว

ส่วนลูกโซโล่กีตาร์ที่กรีดใจอย่างกลมกล่อม ซึ่งเปรียบเสมือนลายเซ็นของไบรอัน เมย์ มีการอัดเสียงเพียงครั้งเดียว ไม่มีการอัดซ้ำทับเข้าไป ต้องการเล่นให้มีเสียงน้อยเพื่อล้อไล่ทำนองเพลงหลัก และถูกยกให้เป็นหนึ่งในลูกโซโล่กีตาร์ที่ดีที่สุดในการสร้างสรรค์ออกมา เป็นการโซโล่ในใจก่อนที่จะนำมาเล่นบนกีตาร์ นิ้วไม่สามารถคาดการณ์หรือกำหนดได้ว่าจะโซโล่อย่างไร นอกจากสมองและใจสั่งการออกมา

เมื่อมาดูที่มาชื่อเพลง ‘Bohemian Rhapsodyหากมาดูรากศัพท์ของคำว่า ‘โบฮีเมียน(Bohemian) แบบหยาบๆ คร่าวๆ มีความหมายคือ “คนที่แปลกแยก” หรือ คนที่ใช้ชีวิตไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคำที่เพิ่งบัญญัติเป็นภาษาอังกฤษราวศตวรรษที่ 19 เพื่ออธิบายถึงกลุ่มชนที่ดำเนินชีวิตแตกต่างไปจากแบบเดิมๆ โดยมีมุมมองแบบคนนอกรีต นอกศาสนา ต่อต้านการจัดตั้งทางการเมือง ออกเดินทางร่อนเร่ในเมืองหลักๆ ทั่วยุโรป และยังชีพด้วยการเป็นศิลปิน นักเขียน นักดนตรี และนักแสดง

เพราะฉะนั้น โบฮีเมียน (Bohemian) หมายถึงผู้ดำรงชีวิตแตกต่างจากคนอื่น ไม่ทำตามกฎทางสังคม หรือคนนอก มีกลุ่มนิว ยิปซี ในอังกฤษที่ปฏิเสธกระแสวัตถุนิยมและออกเร่ร่อนในคาราวาน

วัฒนธรรมโบฮีเมียนถือกำเนิดขึ้นในยุคหลังปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ศิลปินที่เคยได้รับการอุปถัมภ์จากกลุ่มชนชั้นสูง กลายเป็นคนยากจนในชั่วพริบตา หลังจากนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะไม่ใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไป หากแต่ออกร่อนเร่แบบติสท์ๆ อย่างมีสไตล์ ยังชีพด้วยการใช้ความสามารถทางศิลปะที่มีอยู่ในตัวเอง และสร้างความแตกต่างทั้งการใช้ชีวิต ตลอดจนเสื้อผ้าการแต่งตัว

ชีวิตของโบฮีเมียนปฏิเสธวัตถุนิยม หรือการครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว พวกเขายึดมั่นแนวทางการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในชุมชนที่อยู่ร่วมกัน ไม่แยแสกับโครงสร้างทางสังคม และประเพณีแต่อย่างใด โดยแนวคิดแบบเสรีชนของโบฮีเมียน แฟชั่นของชาวโบฮีเมียนในศตวรรษที่ 19 เป็นขั้วตรงข้ามกับเหล่าผู้ดีในยุควิคตอเรียน ซึ่งมักจะใส่ชุดเต็มยศ มีระเบียบแบบแผน

แน่นอนในวงการโอเปร่า แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมโบฮีเมียน จาโกโม ปุชชีนี นักแต่งเพลงโอเปร่าชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนำมาสร้างเป็นละครโอเปร่าชื่อ ‘La Bohemeในปี 1896 เป็นอุปรากรภาษาอิตาลีจำนวน 4 องก์ เขียนโดย จาโกโม ปุชชีนี คำร้องโดย ลุยจี อิลลีกา ดัดแปลงจากเรื่อง Scènes de la vie de bohème ของ อ็องรี มูร์แฌร์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส

ส่วน Rhapsody คือเพลงที่แสดงความรู้สึกอย่างสุดซึ้ง / ท่อนที่มีความโดดเด่นของเพลงคลาสสิค

เพราะฉะนั้นเมื่อถอดคำแบบตรงๆ Bohemian Rhapsody น่าจะแปลว่า บทเพลงลึกสุดใจแสนไพเราะของคนนอกหรือพวกแปลกแยก

เมื่อไปตรวจแถวคนที่ร่วมงานในบทเพลงนี้ รอย โธมัส เบเกอร์ (Roy Thomas Baker) น่าจะเป็นคนที่ถูกหลงลืม หรือเปรียบเสมือนคนนอกที่มีส่วนร่วมในบทเพลงนี้ โดยเฉพาะในฐานะโปรดิวเซอร์ที่อำนวยการผลิต เขาทำงานร่วมกับวง Queen มา 5 อัลบั้ม ตั้งแต่อัลบั้ม ‘Queen’, ‘Queen II’, ‘Sheer Heart Attack’, ‘A Night at the Operaและ ‘Jazz‘ ถือว่าเป็นหนึ่งคนที่รู้ลึกซึ้งและคลุกคลีอยู่วงในมากที่สุด

เขาเคยให้สัมภาษณ์บีบีซีว่า วง Queen เป็นแบบฉบับหรือสัญลักษณ์ของการเขียนเพลงที่มีลักษณะเฉพาะปัจเจกบุคคลของ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี ก่อนที่จะนำมาให้คนในวงและคนอื่นๆ ในสตูดิโอบันทึกเสียงได้ร่วมพิจารณา และบทเพลง ‘Bohemian Rhapsodyก็มิได้แตกต่างออกไป ซึ่งเฟรดดี้ เมอร์คิวรี ได้มีเค้าโครงเพลงที่แบ่งเป็น 6 ส่วน ใน 4 องก์และทำหน้าที่วาทยกรหรือคอนดัคเตอร์ ไปในตัวด้วย ทั้งที่เป็นสมาชิกของวงคนหนึ่ง

รอย โธมัส เบเกอร์ บอกว่าบทเพลงนี้ก็ได้ถูกปกป้องถึงเจตจำนงของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี ในการแต่งให้เป็นความลับมาถึงทุกวันนี้ เขาบอกว่า มีความคิดที่ชัดเจนสมบูรณ์อยู่แล้วในจิตใจและห้วงลึกภายในของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี ไม่สามารถเขียนกฎเกณฑ์ที่ตายตัวสำหรับเนื้อร้องของเพลงที่มีแก่นสารที่แท้จริง เป็นเนื้อหาส่วนตัวที่เกิดขึ้นของคนเขียนเพลง ซึ่งต้องเคารพสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่ทำให้บทเพลงนี้เป็นอมตะนิรันดร์กาล ข้อเท็จจริงที่เห็นกันอยู่คือไม่มีขีดคั่นหรือข้อจำกัดในแนวดนตรี มันไม่สมบูรณ์แบบในบางสิ่ง แต่มันก็ดีเลิศอยู่ในโลกของตัวมันเอง

ชุดเพลงนี้เปิดด้วยการร้องแบบอะแคปเปลลา หรือการใช้เสียงร้องหรือการร้องประสานเสียงโดยปราศจากเครื่องดนตรีประกอบ แล้วตามด้วยในส่วนของบัลลาดที่มีเสียงเปียโนเป็นหลักในการขับเคลื่อนเมโลดี้ ก่อนที่จะมาถึงท่อนแยกที่ร้องว่า Goodbye, everybody, I’ve got to go…” เสียงกีตาร์โซโลขึ้นกรีดสายนำเข้าสู่ท่อนที่มีชื่อเสียงและคนฟังจดจำมากที่สุด นั่นคือการร้องโต้ตอบกันระหว่างนักร้องกับการร้องประสานเสียงในแบบ นีโอโอเปร่าติค และตัดรวบพุ่งสู่การระเบิดหูด้วยดนตรีฮาร์ดร๊อคแบบเต็มกำลังขับ และปิดท้ายสู่ความเนิบช้าของท่อนออกสุดท้ายของดนตรีในภวังค์ครุ่นคิด

การบันทึกเสียงในส่วนที่เป็นโอเปร่า ซึ่งใช้ 180 เสียงร้องประสานกันคล้ายการร้องประสานเสียงในเพลงสวดในโบสถ์ของนิกายมอร์มอน ซึ่งทำได้ยากในเทคโนโลยีบันทึกเสียงในยุคเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วจนถูกยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการบันทึกเสียงตั้งแต่เคยมีมา และได้รับการยอมรับโดยดุษณีถึงคุณค่าของบทเพลงนี้

การนำสุนทรียศาสตร์แบบเก่าอย่างโอเปร่ารื้อฟื้นให้หลอมรวมกับดนตรีฮาร์ดร็อค เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดนตรีที่คาดไม่ถึงที่เหนือยุคสมัย เมื่อนำมาเทียบโยงกับชื่อเพลง ผ่านขนบประเพณีและรากศัพท์ ‘Bohemian Rhapsodyน่าจะหมายถึงบทเพลงอิสระที่ใช้ถ้อยคำหรูหราฟุ่มเฟือย ลอยล่องฟุ้งเพ้อฝัน มีรูปแบบการใช้ปฏิภาณด้นสด ซึ่งเป็นดนตรีคลาสสิคจารีตนิยมในศตศตวรรษที่ 19

ดนตรีคลาสสิคที่มีเปียโนเป็นตัวนำอย่าง ชูมานน์ (Schumann), โชแปง (Chopin) หรือแนวทางของบทเพลงที่คีตกวีได้พยายามถ่ายทอดเนื้อความมาจากคำประพันธ์หรือบทร้อยกรอง (Poem) ต่างๆ แล้วพรรณนาสิ่งเหล่านี้ออกมาด้วยเสียงของดนตรีอย่างเหมาะสมนั้น จะเรียกบทเพลงแบบนี้ว่า ซิมโฟนิค โพเอ็ม (Symphonic Poem) ต่อมาภายหลังเรียกว่า โทน โพเอ็ม (Tone Poem) อย่างของ สเตราส์ (Strauss) หรือ ลิสซ์ท (Liszt) นำมาประสมประสานกับทางดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค และคอนเทมโพรารีพ๊อพได้อย่างกลมกลืน

การกำหนดและควบคุมสุนทรียศาสตร์ทั้งสองให้หลอมรวมกันอย่างอยู่มือและเปี่ยมด้วยเชาวน์ทางดนตรี ผนวกกับเสียงร้องที่เลียนโอเปร่าและธรรมชาติของฮาร์ดร๊อคมาผนวกกันในหลายส่วน จากท่อนอินโทร สู่บัลลาดนำเข้าสู่โหมดโอเปราติค กราดเกรี้ยวในฮาร์ดร๊อคและสะท้อนกลับสู่ดนตรีในภวังค์หรือโคดา (Coda) ในท่อนจบ ทั้งหมดคล้ายศิลปะของการละครที่ผ่านจินตนาการดนตรีโดยสัญชาตญาณของผู้รังสรรค์ มีความเป็นเอกภาพในความแตกต่างและคุณค่าอย่างสูงส่งในแง่การทำงานสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมทางดนตรีร่วมสมัย

ที่สำคัญ นักวิจารณ์ทางดนตรีคลาสสิคให้ความเห็นว่า ‘Bohemian Rhapsodyเหมือนได้ฟังซิมโฟนีของ บีโธเฟ่น (Beethoven) หรือโอเปร่าของ โมซาร์ต (Mozart) ในอีกร่างหนึ่ง และมีความชอบธรรมอย่างถูกต้องที่ช่วยสถาปนาให้วง Queen กลายเป็นวงดนตรีร๊อคชั้นดีเลิศแห่งยุคทศวรรษที่ 70 ของศตวรรษที่ 20

มาถึงการตีความในส่วนของเนื้อร้อง การเร่ร่อนของชีวิต และความรัก มีผลต่อการเขียนเพลงนี้ของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี หากมองตามในมุมของนักวิชาการทางดนตรี ชีลา ไวต์ลีย์ ได้ศึกษาและตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การเขียนเพลงนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่ชีวิตของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต เขาอยู่กับ แมรี่ ออสติน มาถึง 7 ปี และเป็นช่วงขวบปีที่เขาเริ่มมีเรื่องรักใคร่หรือมีจิตสัมพัทธ์กับผู้ชายเป็นครั้งแรก

ชีลา ไวต์ลีย์ ชี้ให้เห็นมุมมองในการเขียนเนื้อเพลงที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของเฟรดดี้ เมอร์คิวรรีเอง สภาพการณ์เรื่องเพศสภาพของตัวเขาเองในเวลานั้น ได้สะท้อนจากจิตใต้สำนึกมาสู่การเขียนเนื้อเพลง โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า Mammaซึ่งแทนความหมายและตีความว่าหมายถึง “พระแม่มารี” ซึ่งหมายถึงเขาอยู่กับแมรี่ และต้องการเดินออกจากมา ในท่อนที่เขียนว่า ‘Mia let me goเป็นการสื่อสารออกมาอย่างแจ่มชัดในความรู้สึกการจากไป

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวแง่มุมของการตีความเนื้อเพลงแค่ประโยคเดียวเชิงวิชาการและทฤษฎีดนตรีผ่านงานวิจัยของนักวิชาการดนตรีที่ลงลึกดำดิ่งไปสู่บริบทชีวิตและผู้คนรอบตัวของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี

ภูมิหลังครอบครัวของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ พ่อแม่ศรัทธาลึกซึ้งและนับถือลัทธิ โซโรแอสเตอร์หรือลัทธิบูชาไฟแบบชาวเปอร์เซีย ถ้อยคำอาหรับที่เกี่ยวกับศาสนา โดยที่เขาเติบโตมาบนเกาะซานซิบาร์ ประเทศแทนซาเนีย แอฟริกาตะวันออก และครอบครัวโยกย้ายมาสู่อังกฤษในปี 1964

จุดที่น่าสนใจนอกจากชีวิตที่มีปมเป็นคนสองวัฒนธรรมจากในวัยเด็กที่มาปะทะกันในตัวเขาเอง รสนิยมทางเพศก็มีส่วนในการบ่งชี้ชะตากรรมและส่งออกมาสู่การเขียนเพลงและดนตรี ในเวลาที่เขาเขียนบทเพลง ‘Bohemian Rhapsodyช่วงเวลานั้นเขาเริ่มเข้าสู่ความเป็นไบเซ็กช่วล หรือหญิงก็ได้ชายก็ดี และได้สูญเสียความสัมพันธ์กับแฟนสาว แมรี่ ออสติน

เมื่อใดที่เฟรดดี้ เมอร์คิวรีแสดงตัวตนของความเป็นเกย์ออกมาในบทเพลง เลสลีย์แอนน์ โจนส์ ผู้เขียนชีวประวัติของเขา ให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้ว่า เธอเคยถามเรื่องนี้ในปี 1986 แต่เฟรดี้ เมอร์คิวรี่ ไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เพียงแต่บอกอย่างคลุมเครือ เนื่องจากศาสนาที่นับถือของครอบครัวไม่ยอมรับการรักร่วมเพศ และเขาพยายามปิดบังเรื่องรสนิยมทางเพศที่แท้จริง ซึ่งเป็นไปได้ว่าไม่ให้ครอบครัวต้องกระทบและขุ่นเคืองใจ

ภายหลังการเสียชีวิตของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี มีการวิเคราะห์คำร้องในบทเพลง ‘Bohemian Rhapsodyผ่านคำร้องที่เขียนว่า Mama, I just killed a manถูกตีความว่าเขาได้ฆ่าเฟรดดี้คนเก่าและภาพลักษณ์แบบเดิมๆ ทิ้งไป Put a gun against his head, pulled my trigger, now he’s deadหมายถึงเขาได้ตายไปแล้วจากตัวตนดั้งเดิม ทำลายไม่มีเหลือ พยายามที่จะเป็น และมีชีวิตอยู่ในฐานะเฟรดดี้คนใหม่

เมื่อแบ่งบทเพลงเป็น 4 องก์ องก์ที่ 1 โลกแห่งความจริงหรือความฝัน ตกอยู่ในภวังค์ องก์ที่ 2 กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง องก์ที่ 3 กลับไปสู่ภวังค์แห่งความฝันอีกครั้ง และ องก์ที่ 4 ตื่นจากภวังค์ มาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เป็นจุดสูงสุดเพื่อสู่ตอนจบ

จินตภาพที่สว่างจ้าวูบเข้ามาในหัวองก์ที่ 2 ของตัวเพลงที่ร้องเล่าเรื่องในแบบโอเปร่าว่า

แม่จ๋า ..
ฉันไปฆ่าคนมา
จ่อหัวเขาเหนี่ยวไกปืน
บัดนี้เขาม้วยมรณาไปแล้ว

แม่จ๋า ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น
แต่ขณะนี้ผมทำมันป่นปี้ไปหมดแล้ว

แม่จ๋า โอว!!!
ไม่อยากจะทำให้แม่กำสรวล
ถ้าฉันไม่กลับมาอีกครั้งในเวลานี้ของวันพรุ่ง
จงใจเย็นๆ ก้าวเดินต่อไป เหมือนไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น”

ในองก์ที่ 2 นี้ สามารถอรรถาธิบายได้ชัดเจนถึงอิทธิพลในงานวรรณกรรมแนวแนว อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ของ อัลแบรต์ กามูส์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีพื้นเพอยู่ในอัลจีเรีย แอฟริกาเหนือ ที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส อย่างที่ไม่ต้องแปลความหมายอะไรมากมายว่า มาจากนวนิยายชื่อก้องโลก ซึงเป็นหมุดหมายหนึ่งของพัฒนาการและนวัตกรรมวรรณกรรมโลก ‘L’Etranger’ (The Stranger) หรือมีสำนวนแปลของ อำพรรณ โอตระกูล ในฉบับภาษาไทยว่า ‘คนนอก

ไม่ต้องอ้างถึงความน่าจะเป็น เพราะดูรูปประโยคของการเขียนเนื้อร้องในองก์นี้แสดงออกถึงแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้งเด่นชัด ศิลปะต่างส่องทางและส่งถ่ายสอดรับในกันและกัน ด้วยการนำเนื้อหาใน ‘The Strangerมาเขียนคำร้องให้เข้ากับดนตรีในองก์นี้ที่วางไว้

L’Etranger’ (ปี 1942) เป็นบทประพันธ์ของอัลแบรต์ กามูส์ (1913-1960) ต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส เมื่อมีคนนำมาแปล ชื่อเรื่องถูกแปลเป็น ‘The Strangerในฉบับอเมริกัน และถูกแปลเป็น ‘The Outsideในฉบับอังกฤษ

คนนอก” หรือ คนแปลกหน้า ตัวเอกของเรื่องที่ชื่อ เมอโซลท์ (Meursault)

“.. ฉันไม่ใช่คนที่นี่ และไม่ใช่คนที่อื่นใดด้วย โลกเป็นเพียงทัศนียภาพแปลกตาซึ่งใจฉันไม่อาจยึดอิงเป็นที่พำนักพักพิงได้ L’Etranger ใครเล่าจะสามารถล่วงรู้ว่าคำนี้มีความหมายว่ากระไร เรื่อง L’Etranger นี้จะรับรองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่แปลกสำหรับตัวฉันกามูส์ เคยพูดถึงชื่อเรื่องๆ นี้เอาไว้

ทำไมจึงหยิบเรื่องนี้มาอ้างอิง หากหยิบเอาฉากในท้องเรื่องที่ตัวเอกยิงคนตาย ช่างตรงกับองก์ที่ 2 ในบทเพลง ‘Bohemian Rhapsodyยกตัวอย่างฉากนี้ในฉบับแปลภาษาไทย

แต่เวลาผ่านไปไม่นาน โดยไม่มีเหตุผล เมอโซลท์ ออกมาเดินที่ชายหาดเพียงลำพังอีกครั้ง และบังเอิญเจอกับชาวอาหรับกลุ่มเดิม พระอาทิตย์ส่องแสงแรงจ้า ร่างกายที่เหงื่อชุ่ม โดยไม่มีเหตุผลใดอธิบายได้ เขาเหมือนเห็นแสงสะท้อนของใบมีดที่กระทบกับดวงอาทิตย์ มันทำให้เขาคว้าปืนออกมายิงหนึ่งนัดจนอีกฝ่ายล้มลง และยิงซ้ำต่อไปอีกห้านัด แม้ตัวเขาเอง ก็ไม่อาจใช้เหตุผลใดอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้”

หากเอาที่ .ดร.เจตนา นาควัชระ นักวิจารณ์วรรณกรรมอาวุโสของไทย เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ว่า กามูส์ใช้เทคนิคของโศกนาฏกรรมในการที่จะสร้างความสง่างามให้แก่ตัวละครเอกของเขา แต่ก็เป็นเรื่องโศกนาฏกรรมที่ไม่เหมือนโศกนาฏกรรมโบราณ เพราะในวรรณกรรมของกามูส์ โลกนี้เป็นโลกที่ไร้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นโลกที่ไม่มีพระเจ้า มนุษย์ต้องพึ่งตัวเอง ในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต เมอโซลท์ได้มีโอกาสเปรียบเทียบว่า คนที่มีพระเจ้ากับคนเดนตายที่ไร้พระเจ้าอย่างเขานั้น ใครจะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนเองได้ดีกว่ากัน

ช่างตรงกับตัวละครในบทเพลง ‘Bohemian Rhapsodyที่สำคัญ อัลแบรต์ กามูส์ ผู้ประพันธ์นวนิยายก็เป็นคนสองวัฒนธรรม เชื้อสายฝรั่งเศส เกิดในประเทศอัลจีเรีย เมื่อประเมินพฤติกรรมของตัวละครตัวนี้โดยอาศัยบรรทัดฐานทางสังคมและศาสนา เมอร์โซลท์จึงถูกมองว่าเป็นคนนอกคอก คนแปลก คนต่อต้านพระเจ้า และที่หนักที่สุดก็คือคนที่มีจิตใจเป็นฆาตกร แม้จนกระทั่งเมื่อท้ายที่สุด เขาถูกตัดสินประหารชีวิต และต้องเผชิญหน้ากับความตาย

หากย้อนหลังกลับไปในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อความเชื่อทางศาสนาถึงจุดเสื่อม นิทเช่ ปราชญ์ชาวเยอรมันประกาศว่า “พระเจ้าได้ตายเสียแล้ว” นี่เป็นวิกฤตทางความคิดครั้งสำคัญของโลกตะวันตก แม้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะเข้ามามีบทบาทแทนที่

สำหรับโลกตะวันตก นี่คือปัญหาอภิปรัชญาขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้ เมื่อมนุษย์ไม่สามารถเอาชนะความจริงของธรรมชาติ เมอร์โซลท์ ตัวละครเอกของอัลแบร์ กามูส์เป็นแบบอย่างที่จะให้คำตอบกับคำถามที่ว่า เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความว่างเปล่า ไร้แก่นสารของชีวิตแล้วเช่นนี้ เขาจะทำอย่างไรต่อไป ในเมื่อความเชื่อเรื่องพระเจ้าก็ไม่มีไว้ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ

ในเชิงปรัชญา นักวิจารณ์ฝรั่งเศสใช้คำว่า ตัวละครตัวนี้พาเราไปรู้จักกับ la nudité de l’être et de sentir ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตอยู่ในภาวะที่ปลอดจากความหมาย หรือค่านิยมที่ตั้งกันขึ้นมา ในระบบปรัชญาตะวันตก ใช้คำว่า l’absurdité de la vie คือการอยู่กับความไร้สาระแก่นสาร ไร้ซึ่งความหมายของชีวิต โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความตาย

ฌ็อง ปอล ซาตร์ นักปรัชญาแนวอัตถิภาวนิยม อธิบายไว้ในบทวิจารณ์หนังสือเรื่อง ‘L’Etranger’ ว่า

“…ความไร้สาระ ความหมายซึ่งเป็นสถานะของความจริงนี้ ไม่ได้หมายถึงอะไรมากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก ความไร้แก่นสารขั้นพื้นฐาน เริ่มจากการไม่ลงรอยกันระหว่างการใฝ่หาเอกภาพของมนุษย์ และความขัดแย้งอย่างเข้ากันไม่ได้เลยของจิตและธรรมชาติ ระหว่างแรงผลักดันในตัวมนุษย์ที่จะไปสู่ความเป็นอมตะ จีรังยั่งยืน กับความเป็นอยู่จริงที่มีขอบเขตจำกัดในตัวมนุษย์เอง”

สรุปก็คือว่า มีความเป็นจริงสำคัญประการหนึ่งที่มนุษย์จะต้องเผชิญ ก็คือทุกคนเกิดมาแล้ว ต้องตาย

ในบทวิจารณ์เรื่อง ‘คนนอก’ ศ.ดร.เจตนา นาควัชระ อธิบายไว้ว่า นี่คือการค้นพบเอกภาพของมนุษย์กับจักรวาล “เขาได้สลัดแล้วซึ่งพันธะทั้งหลายทั้งปวง เขากลับไปสู่ธรรมชาติ เป็นหนึ่ง (เดียว) กับโลกนี้”

นี่หมายความว่าในที่สุด เมอร์โซลท์ได้ก้าวล่วงปัญหาทางอภิปรัชญาที่ว่าด้วยความไม่ลงรอยกันระหว่างมนุษย์กับโลกธรรมชาติ โดยเฉพาะกับเรื่องที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือกับความตาย ฌ็องปอล ซาตร์ ปราชญ์สำนักความคิดอัตถภาวนิยม อรรถาธิบายไว้ว่า “มนุษย์แอ๊บเสิร์ด (absurd) หรือไร้แก่นสาร จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากอนาคต ปราศจากความหวัง ปราศจากภาพลวง และปราศจากการยอมแพ้ด้วย เขาจะเฝ้ามองความตายอย่างมั่นคง และสิ่งนี้เองที่ทำให้เขาเป็นอิสระ

อัลแบรต์ กามูส์ ให้ความหมายแก่ชีวิตที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ชี้ให้เห็นในงานเขียนหลายเรื่องของเขาว่า ชีวิตมนุษย์นั้นไร้แก่นสาร จนไม่ควรที่เราจะยึดมั่นกับอดีตหรือคาดหวังกับอนาคตให้มากเกินไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่ควรยึดถือสิ่งที่เป็นอุดมคติหรือนามธรรม จนกระทั่งยอมที่จะทำลายชีวิตไม่ว่าจะของเราเองหรือผู้อื่น

อัตถิภาวนิยม เน้นเรื่องเสรีภาพของมนุษย์ โดยเห็นว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ จารีต ประเพณี ที่ครอบงำตัวมนุษย์อยู่ ตัวอัลแบรต์ กามูส์ เองบอกว่าเขาไม่ใช่อัตถิภาวนิยม และจะเห็นการมีแนวคิดที่ ต่อต้านลัทธินิยัตินิยม (Anti-Determinism) หรือปฏิเสธลัทธิความเชื่อที่ว่าการกระทำทุกอย่างของมนุษย์ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว

ลัทธิไร้สาระและแก่นสาร (Absurdism) ทุกสิ่งปราศจากกฏเกณฑ์ มนุษย์เพียงแต่หวาดกลัวสภาวะเช่นนั้นจึงพยายามหาสิ่งต่างๆ มายึดเหนี่ยว แนวคิดที่กล่าวถึงความขัดแย้งภายในตัวมนุษย์จากการพยายามค้นหาความหมายของชีวิต แต่มนุษย์ก็มักจะล้มเหลวในการค้นหาความหมาย

อัลแบรต์ กามูส์ นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสเห็นว่าชีวิตไร้แก่นสาร (absurd) ไม่ใช่เพราะว่าโลกนี้ไร้แก่นสาร หากแต่เป็นเพราะโลกนี้ไร้เหตุผล แต่มนุษย์กลับพยายามหาความชัดเจนหรือระเบียบให้กับสิ่งที่ไร้ระเบียบหรือแก่นสาร พูดอีกแบบก็คือมนุษย์ผู้ต้องการความชัดเจนกลับมาหาเหตุผลเอากับโลกที่ไร้เหตุผล มันจึงทำให้ชีวิตไร้เหตุผล

อิทธิพลทั้งหมดของนวนิยาย ‘L’Etrangerในองก์ที่ 2 ของบทเพลง ‘Bohemian Rhapsodyมันคือความมหัศจรรย์ทางดนตรีของเส้นเสียงของขอบเขตแห่งปรารถนาในจินตภาพของความฝันเฟื่องแห่งวง Queen ผ่านความอัจฉริยะของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี ที่หยิบเอาสวรรค์ในอกกับนรกถ่ายทอดออกมาสู่บทเพลงที่มีการวิวัฒน์ทางดนตรีในแบบโอเปร่าร๊อค และกลายเป็นความคิดและความรู้สึกร่วมกันซึ่งเป็นจำหลักทางยุคสมัย

คงเป็นดั่งในท่อนสุดท้ายของการร้องตอนจบเพลง “Any way the wind blows…” ก็เเค่สายลมพัดผ่านวูบไหวไป…

สิ่งใดทั้งหมดที่ผู้คนพยายามตีความและหมายถึง ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเฟรดดี้ เมอร์คิวรี และอาจะเป็นเรื่องที่น่ารำคาญด้วยซ้ำ เพราะทั้งหมดเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากให้เป็นหรือหมายถึงในบทเพลงนี้ /

ตอนที่ 1 : ‘Bohemian Rhapsody’ – Queen [part: 1]
“ขายวิญญาณให้กับปิศาจ”

| Link

***************
พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

 

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง