รีวิว Arcam รุ่น Radia A5 อินติเกรตแอมป์

Arcam เป็นชื่อที่ย่อมาจากชื่อเต็มๆ ว่า ‘Amplification & Recording Cambridge’ ก่อนจะย่อเป็น A&R Cambridge อยู่ช่วงหนึ่ง แล้วจึงมาเป็น Arcam อย่างในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงของอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ ปี 1976 โดยมีอินติเกรตแอมป์รุ่น A60 ที่พวกเขาทำออกมาเมื่อช่วงต้นของ ปี ’80 เป็นรุ่นสร้างชื่อให้กับแบรนด์นี้ ซึ่งในขณะนั้นอินติเกรตแอมป์ A60 ของ A&R Cambridge ตัวนี้ได้ชื่อว่าเป็น ตัวกลั่นอีกตัวหนึ่งในวงการเครื่องเสียงระดับ Mid-Fi

Arcam RADIA A5
กับการย้อนไปหา A60 ในอดีต

หน้าตาของ A&R Cambridge รุ่น A60

Arcam ซีรี่ย์ RADIA เป็นผลงานล่าสุดของแบรนด์ Arcam ที่ผลิตออกมาโดยอาศัย DNA ของรุ่น A60 ในอดีตเป็นพื้นฐาน แต่เนื่องจากพัฒนาการในปัจจุบันที่ก้าวล้ำกว่า ปี ’80 ขึ้นมาเยอะ ทั้งทางด้านชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในแต่ละชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก รวมถึงเทคโนโลยีดิจิตัลที่รุดหน้าขึ้นมาหลายช่วงตัวในช่วงสี่สิบปีหลังจาก A60 ออกมาลืมตาดูโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบ A5 ตัวนี้จึงมั่นใจได้เลยว่า A5 ก็คือ A60 ในร่างใหม่ที่ดีขึ้นทุกส่วน..!!

สวยเฉียบมาก..!!!

รูปร่างภายนอกของ A5 มาในลักษณะกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆ โดยมีสัดส่วนความกว้างใกล้เคียงกับความลึก แต่ความสูงน้อยกว่าความกว้างและความลึกมาก คือวัดได้ไม่ถึงสิบเซนติเมตร

โครงสร้างตัวถังหลักๆ ทำด้วยแผ่นอะลูมิเนียมทั้งตัว มีแยกเลเยอร์ซ้อนกันซึ่งน่าจะหวังผลทางด้าน mechanical damping เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนบนตัวถังที่จะทำให้เกิดเสียงรบกวนขึ้น แต่ละชิ้นส่วนจับยึดเข้าหากันด้วยวิธีสอดแล้วล็อค ไม่มีน็อตสกรูให้เห็น ที่ด้านบนของตัวถังมีช่องแนวยาวที่เจาะเรียงกันอยู่หลายช่อง นัยว่าเพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในตัวเครื่องขณะทำงาน

แผงหน้าเรียบง่าย

ทีมออกแบบรูปร่างหน้าตาของ A5 ไม่ได้ยึดติดอยู่กับดีไซน์ดั้งเดิมของ A&R Cambridge A60 แต่อย่างใด พวกเขาเสกสรรหน้าตาของ A5 ขึ้นมาใหม่ในรูปแบบ minimal โดยเปลี่ยนปุ่มปรับบังคับการทำงานไปไว้ในรูปของซอฟท์แวร์คำสั่งที่ฝังตัวอยู่ในเมนูของเครื่อง มีผลให้แผงหน้าของ A5 มีแค่ปุ่มขนาดใหญ่ 2 ปุ่ม กับจอแสดงผลอีกหนึ่งจอ หลักๆ แค่นี้..

ปุ่มทางซ้ายมือของแผงหน้าถูกกำหนดให้ทำหน้าที่สองสามอย่าง คือถ้าแค่หมุนเฉยๆ จะเป็นการเลือกแหล่งอินพุตที่มีอยู่ทั้งหมด 7 แหล่ง ได้แก่ Phono (ภาคขยายหัวเข็ม MM), Analogue 1, Analogue 2, Analogue 3, Digital 1, Digital 2 และ Digital 3 ซึ่งจะหมุนวนไปเรื่อยถ้าคุณหมุนปุ่มไปทางเดียว เมื่อพบอินพุตที่ต้องการให้กดลงไปที่ปุ่มหนึ่งครั้งเป็นการตกลงเลือกใช้อินพุตนั้น ซึ่งคุณต้องกดปุ่มก่อนอินพุตนั้นถึงจะทำงาน แค่หมุนเลือกไม่ได้ และถ้าต้องการกำหนดชื่ออินพุตนั้นให้เฉพาะเจาะจงลงไปมากกว่าชื่อสามัญที่มาจากโรงงาน คุณก็กดปุ่มนี้ค้างไว้

ผมทดลองเปลี่ยนชื่ออินพุต Optical ซึ่งเป็นอินพุตดิจิตัลที่ผมใช้เชื่อมต่อกับสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตจากทีวี ทางผู้ผลิตใช้ชื่อเรียกอินพุตนี้ว่า ‘DG3เมื่อกดปุ่มค้างไว้ 2-3 วินาที บนจอจะปรากฏตัวอักษร DG3=CD และเมื่อหมุนปุ่มไปทางขวาชื่อที่มีให้เลือกจะเปลี่ยนเรียงกันไปจาก CD เป็น ST > AV > TAPE > TV > NET > AUX และ DEFAULT ไปตามลำดับ คุณต้องการใช้ชื่อไหนสำหรับอินพุตนี้ก็ให้กดลงไปที่ปุ่มหนึ่งครั้ง (ผมเลือกตั้งชื่อเป็น ‘TV’)

ส่วนปุ่มทางขวามือของแผงหน้าปัดถูกออกแบบมาให้ใช้จัดการฟังท์ชั่นต่างๆ ที่เกี่ยวกับวอลลุ่มเป็นหลัก คือถ้าต้องการปรับระดับความดังของวอลลุ่มก็ให้หมุนปุ่มนี้ไปทางขวาคือเพิ่มความดัง หมุนไปทางซ้ายคือลดความดัง ถ้าต้องการหยุดเสียงชั่วคราว (mute) ให้กดลงไปที่ปุ่มนี้หนึ่งครั้ง เมื่อกดปุ่มนี้ซ้ำอีกทีจะเป็นการปิดการทำงานของฟังท์ชั่น mute ปล่อยเสียงออกมาตามปกติ ถ้ากดปุ่มนี้ค้างไว้ประมาณ 2-3 วินาที จะเป็นการสั่งให้การทำงานของเครื่องย้ายเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย

บนหน้าจอจะแสดงข้อมูล 3 ส่วน เรียงกันไป นั่นคือ อินพุต ที่ใช้งานในขณะนั้น > อัตราแซมปลิ้ง ของสัญญาณอินพุต (กรณีเข้ามาเป็นสัญญาณดิจิตัล) > ระดับวอลลุ่ม ที่ใช้ นอกจากนั้น ตรงมุมล่างซ้ายของแผงหน้าใกล้ๆ กับปุ่มซ้ายมือจะมีรูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 3.5mm อยู่หนึ่งช่อง ให้มาพร้อมระดับเอ๊าต์พุต 2.5V ที่โหลด 32 โอห์ม และ 5V ที่โหลด 300 โอห์ม (รองรับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์ตั้งแต่ 16 โอห์ม ขึ้นไปจนถึง 2000 โอห์ม) และที่มุมขวาบนของแผงหน้า เหนือปุ่มขวาขึ้นไปจะมีไฟ LED สีขาวอยู่หนึ่งดวง ซึ่งจะสว่างขึ้นเมื่อสวิทช์ Power ที่แผงด้านหลังถูกเปิดขึ้น แสดงถึงสภาวะให้รู้ว่ามีไฟเข้าเครื่องแล้ว ถ้าคุณกดปุ่ม On บนรีโมทไร้สายที่แถมมาให้เครื่องก็พร้อมสำหรับการทำงาน

แผงหลังอัดแน่น.!!

A = ช่องรับปลั๊กจากสายไฟเอซี
B = สวิทช์เมน
C = สวิทช์เลือกแรงดันไฟ (*อันตราย ห้ามปรับเล่น!)
D = ช่อง USB-A สำหรับอัพเดตเฟิร์มแวร์
E = ช่อง LAN สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวอื่นของ Arcam ในซีรี่ย์ Radia ด้วยกัน
F = ช่องเสียบ mini 3.5mm สำหรับสัญญาณอินฟราเรดของรีโมทจากภายนอก
G = ช่อง In/Out ของสัญญาณ trigger
H = กลุ่มของสัญญาณ digital input ทั้ง 3 ช่องคือ optical x1, coaxial x2
I = ช่องอะนาลอก อินพุตทั้ง 3 ช่อง
J = ช่องอินพุตสำหรับสัญญาณเอ๊าต์พุตจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง
K = ขั้วต่อสำหรับระบบกราวนด์จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง
L = ช่องปรีแอมป์ เอ๊าต์พุต
M = ขั้วต่อสายลำโพงข้างซ้ายและข้างขวา

A6 รุ่นดั้งเดิมเกิดขึ้นในยุคที่ analog เบ่งบาน อินพุตของ A6 จึงรองรับได้เฉพาะสัญญาณอะนาลอกอย่างเดียว ประกอบด้วยอินพุตภาคไลน์สเตจและอินพุตที่มีภาคขยายหัวเข็ม MM ในตัว ในขณะที่ RADIA A5 เกิดขึ้นในยุคดิจิตัลเฟื่องฟู มันจึงมีภาค DAC ติดตั้งมาให้เป็นอินพุตหลัก แต่กระนั้น A5 ก็ยังคงมีอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกเพียวๆ มาให้ด้วยถึง 3 ช่อง ไม่รวมอินพุตสำหรับภาคขยายหัวเข็มอีกหนึ่งช่อง นอกจากนั้น A5 ยังให้ช่องเอ๊าต์พุตสำหรับสัญญาณปรีแอมป์มาด้วย

อินพุตอะนาลอก, อินพุตโฟโน และช่องปรีแอมป์ เอ๊าต์พุต

อินพุต+เอ๊าต์พุตทั้ง 5 ช่อง ที่ให้มาติดขั้วต่อ RCA ทั้งหมด และเนื่องจากอินติเกรตแอมป์ A5 ตัวนี้ใช้โปรเซสเซอร์เข้ามาช่วยในการปรับตั้งค่าต่างๆ ของอินพุตดิจิตัลอยู่แล้ว พวกเขาจึงใช้โปรเซสเซอร์ให้ควบคุมการปรับตั้งค่าวอลลุ่มของอินพุตอะนาลอกทั้ง 3 อินพุต ไปด้วยเลย ซึ่งคุณสามารถปรับตั้งวอลลุ่มของอินพุตอะนาลอกช่องใดช่องหนึ่งระหว่าง AN 1, AN 2 หรือ AN 3 ให้เป็นค่าคงที่ (fixed volume) ได้ด้วยการเลือกตั้งตัวเลือกในโหมด ‘Processor Modeไว้ที่ ‘ONถ้าคุณต้องการใช้อินพุตนั้นรองรับสัญญาณจากปรีโปรเซสเซอร์ของชุดโฮมเธียเตอร์ กรณีที่นำอินติเกรตแอมป์ A5 ตัวนี้ไปใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์เพื่อขับลำโพงคู่หน้าสำหรับฟังเพลง (ฟังท์ชั่น Processor Mode ของอินพุตอะนาลอกทั้ง 3 ช่องถูกตั้งไว้ที่ OFFมาจากโรงงาน)

มีอีกฟังท์ชั่นที่ออกแบบมาให้ใช้คู่กับฟังท์ชั่น Processor Mode นั่นคือ ‘Processor Volumeซึ่งมีมาให้ปรับตั้งระดับวอลลุ่มที่ใช้เป็นค่า Fixed เมื่อเลือกใช้งานฟังท์ชั่น Processor Mode เพื่อให้ได้ความดังที่กลมกลืนกับระดับวอลลุ่มของแชนเนลอื่นเมื่อต้องใช้งานลำโพงคู่หน้ากับชุดเซอร์ราวนด์ของระบบโฮมเธียเตอร์

ส่วนอินพุต Phono นั้น ข้างในมีภาคขยายสำหรับสัญญาณจากหัวเข็ม MM (Moving Magnet) มาให้ โดยมีค่าอินพุต อิมพีแดนซ์อยู่ที่ 47kΩ กับค่าคาปาซิแตนซ์อยู่ที่ 100pF ตรงกับค่ามาตรฐานของหัวเข็ม MM ทั่วไป (ส่วนความถี่ตอบสนองอยู่ที่ 20Hz – 20kHz +/-1dB)

ช่องปรีเอ๊าต์ให้มาสำหรับการอัพเกรดในอนาคต ไม่ว่าคุณจะใช้อัพเกรดภาคขยายด้วยการดึงสัญญาณปรีแอมป์ไปใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอก หรือจะอัพเกรดปริมาณความถี่ต่ำด้วยการดึงสัญญาณปรีเอ๊าต์ไปใช้กับลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ก็ได้

อินพุตดิจิตัล

ภาค DAC ในตัว A5 ใช้ชิปสำเร็จของค่าย ESS Technology เบอร์ ES09018K2M ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลจากอินพุต coaxial (DIG 1, DIG 2) และ optical (DIG 3) ให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก โดยกำหนดให้สามารถรองรับสัญญาณอินพุต (ทางช่อง coaxial กับ optical) ได้เฉพาะสัญญาณดิจิตัลที่เป็นฟอร์แม็ต PCM ที่มีอัตราแซมปลิ้งตั้งแต่ 44.1, 48, 88.2, 96, 176.4 และสูงสุดที่ 192kHz โดยมีอัตราบิตข้อมูลอยู่ที่ 16-bit กับ 24-bit ไม่รองรับสัญญาณดิจิตัลที่เป็นฟอร์แม็ต DSD

นอกจากจะรองรับสัญญาณดิจิตัลผ่านทางอินพุต coaxial และ optical แล้ว A5 ตัวนี้ยังรองรับสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามาทางระบบไร้สายด้วยคลื่น Bluetooth ได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น.! ต้องนับว่าเป็นความประหลาดใจ เพราะ A5 ตัวนี้สามารถส่งสัญญาณเสียงจากอินพุตใดอินพุตหนึ่งของมัน (ยกเว้นอินพุต Bluetooth ของมันเอง) ไปที่หูฟังไร้สายที่ใช้การเชื่อมต่อสัญญาณทาง Bluetooth ได้อีกด้วย.!! (ต้องเข้าไปปรับตั้งในเมนู ‘Audio Settings’)

เมนู กับการปรับตั้งค่า

อินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีเมนูติดตั้งมาในตัวเครื่อง โดยแยกออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกเรียกว่า ‘Settings Menuส่วนชุดที่สองเรียกว่า ‘Audio Menuซึ่งทางเข้าเมนูสามารถกดปุ่มเข้าได้ทั้งทางแผงหน้าเครื่องและทางรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ควบคุมผ่านรีโมทไร้สายจะทำได้ง่ายกว่า

ที่เมนู Settings Menu มีหัวข้อการปรับตั้งให้เลือกทั้งหมด 12 หัวข้อ แยกออกเป็น 2 กลุ่ม หลักๆ คือ ‘System Settingsซึ่งเป็นกลุ่มของเมนูที่ใช้จัดการกับการทำงานของตัวเครื่องเป็นหลัก อีกกลุ่มคือ BT Settingsกลุ่มนี้ใช้ปรับตั้งการทำงานของอินพุตไร้สาย Bluetooth โดยเฉพาะ ซึ่งมีหัวข้อเมนูย่อยให้ปรับตั้งอยู่ 3 หัวข้อ ได้แก่ การปรับตั้งเพื่อสลับให้อินพุต Bluetooth ขึ้นมาแทนที่อินพุตที่กำลังใช้งานแบบอัตโนมัติหรือไม่ ค่าที่ตั้งมาจากโรงงานคือ ‘ONถ้าคุณไม่ต้องการให้อินพุต Bluetooth สลับขึ้นมาแทนที่อินพุตที่กำลังฟังแบบอัตโนมัติก็ให้เลือกตั้งหัวข้อนี้ไว้ที่ตำแหน่ง OFFส่วนอีกสองหัวข้อที่เหลือก็คือปรับตั้ง max volume สำหรับอินพุต Bluetooth และล้างเมโมรี่ของเครื่องที่เชื่อมต่อกับ A5

ส่วนหัวข้อย่อยที่มีให้ปรับตั้งในเมนู System Settingsที่สำคัญๆ ก็มีหัวข้อ HP Overideเป็นการปรับตั้งว่า ตอนเสียบแจ๊คหูฟังจะให้ปิดสัญญาณที่ช่องขาออกไปที่ลำโพงหรือไม่ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกได้ระหว่าง ‘ONคือให้ตัดสัญญาณที่ส่งไปขั้วต่อสายลำโพงถ้ามีการเสียบแจ๊คหูฟัง กับ ‘OFFคือปล่อยสัญญาณออกไปทั้งสองช่องทางพร้อมกัน คือทั้งหูฟังและขั้วต่อสายลำโพง ซึ่งอินติเกรตแอมป์ส่วนใหญ่ที่ไม่มีเมนูเครื่องแบบนี้มักจะตัดสัญญาณที่ส่งไปที่ขั้วต่อสายลำโพงถ้ามีการใช้งานหูฟัง ส่วนอีกหัวข้อที่สำคัญก็คือการปรับตั้งการทำงานของฟังท์ชั่น Processor Mode

อีกหัวข้อย่อยในชุดของ ‘System Settingsที่มีความสำคัญก็คือหัวข้อ Software Updateซึ่งเป็นการอัพเดตซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ มีผลทั้งทางด้านการแสดงผล, ฟังท์ชั่น รวมถึงคุณภาพเสียงด้วย ขึ้นอยู่กับการอัพเดตในแต่ละครั้ง แนะนำให้ควรตรวจเช็คบ่อยๆ โดยเข้าไปดูซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นที่อยู่ในตัวเครื่องได้จากเมนูเครื่องตรงหัวข้อ Software Versionแล้วเข้าไปดูว่าเวอร์ชั่นปัจจุบันของซอฟท์แวร์ที่อยู่ในหัวข้อ ‘Downloadsบนเว็บไซต์ของ Arcam () ตรงกันหรือไม่ ถ้าในเครื่องเก่ากว่าก็ให้ทำการอัพเดต ซึ่งวิธีอัพเดตของ A5 ต้องทำผ่านทางช่อง USB-A ที่อยู่ด้านหลังเครื่อง (ศรชี้ภาพข้างบน)

คุณต้องหาแฟรชไดร้ขนาดความจุไม่เกิน 8GB ฟอร์แม็ตให้เป็น FAT32 แล้วเอาไปก็อปปี้ไฟล์ของเฟิร์มแวร์ตัวล่าสุดที่อยู่บนเว็บไซต์ของ Arcam มาเสียบเข้าที่ช่อง USB-A ด้านหลังของ A5 จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนอัพเดต

ภาพบนสุดนั้นเป็นเวอร์ชั่นเดิมที่อยู่ใน A5 ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเริ่มต้นเลยคือ V1.27 ภาพกลางคือหลังจากอัพเดตแล้วเป็นเวอร์ชั่น V1.38 ล่าสุด มีการเปลี่ยนแปลงที่อินพุต Bluetooth อยู่ 2 อย่าง คือปรับวอลลุ่มสูงสุด max volume ขึ้นไปเป็น 40 จากเดิมอยู่ที่ 35 และปรับวอลลุ่มเอ๊าต์พุตของบลูทูธเป็นคงที่

ส่วนเมนูชุดที่สองคือ Audio Menu จะเป็นกลุ่มของเมนูที่ใช้ตั้งค่าฟังท์ชั่นที่มีผลเกี่ยวข้องกับเสียงโดยตรง ในนั้นมีหัวข้อเมนูย่อยให้ทำการปรับตั้งอยู่ทั้งหมด 4 หัวข้อ ได้แก่ Audio Output, Balance, DAC Filter และ (Input) PLL

หัวข้อแรก Audio Output เป็นการเลือกเอ๊าต์พุตของ A5 ระหว่างส่งเอ๊าต์พุตไปที่ ‘Speaker’ (ขั้วต่อสายลำโพง) กับ ‘Bluetooth Headphonesซึ่งค่าที่ตั้งจากโรงงานจะอยู่ที่ ‘Speakersถ้าต้องการส่งเอ๊าต์พุตไปที่หูฟัง Bluetooth ให้เริ่มด้วยการปรับที่หูฟังเข้าโหมด pairing จากนั้นก็เข้าไปในเมนูของ A5 ที่หัวข้อ Audio Output แล้วเลื่อนหาหัวข้อย่อย ‘PAIR BT OUTPUTจากนั้นก็กด enter

หัวข้อที่สองคือ Balance สำหรับปรับความดังของสัญญาณแชนเนลซ้ายและขวา ส่วนหัวข้อที่สามคือ DAC Filter กับหัวข้อที่สี่ (Input) PLL จะมีผลกับอินพุตดิจิตัลทั้ง 3 ช่องของ A5

ตัว ‘DAC Filterก็คือเลือกใช้วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ที่จะจัดการกับสัญญาณดิจิตัลอินพุตก่อนส่งเข้าชิป DAC โดยมีฟิลเตอร์ให้เลือกแค่ 3 ตัว ซึ่งผู้ผลิตตั้งชื่อฟิลเตอร์เป็น 1, 2, 3 ตัวที่ตั้งมาจากโรงงานคือ 1 ส่วน ‘(Input) PLLเป็นการปรับตั้ง Phase Lock Loop หรือจังหวะเวลาของภาค clock ในการล็อคกับสัญญาณอินพุตก่อนส่งเข้าภาคดิจิตัล ฟิลเตอร์ ซึ่งมีให้เลือกอยู่ 2 ค่า คือ Normal (เฟิร์มแวร์เดิมตั้งชื่อเรียกว่า Standard) กับ WIDE ซึ่งคุณสามารถปรับตั้ง PLL แยกอิสระแต่ละช่องดิจิตัล อินพุต 1, 2, 3 ได้เลย โดยหลักการแล้ว ถ้าช่องดิจิตัล อินพุตนั้นใช้รองรับสัญญาณดิจิตัลจากแหล่งต้นทางที่จ่ายสัญญาณเอ๊าต์พุตที่มีคุณภาพสวิงมากๆ การเลือก PLL เป็น ‘Wideมักจะให้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่า ถ้าแหล่งต้นทางให้สัญญาณเอ๊าต์พุตที่มีคุณภาพแน่นอน การปรับตั้ง PLL ไว้ที่ ‘Normalจะให้ผลทางเสียงที่ดีกว่า

ทดลองแม็ทชิ่ง

จากเอกสารของแบรนด์ Arcam ระบุว่า ภาคเพาเวอร์แอมป์ของ A5 ใช้คอมโพเน้นต์ขยายเสียงแบบโซลิดสเตท ขับดันด้วยวงจรขยาย class-AB ให้กำลังขับอยู่ที่ 50W ต่อแชนเนลที่โหลด 8 โอห์ม ตลอดย่านความถี่ 20Hz – 20kHz (แถบสีแดง) ส่วนกำลังสำรอง (แถบสีเขียว) เมื่อวัดที่โหลด 4 โอห์ม ภาคขยายของ A5 สามารถปั๊มกำลังขับออกมาได้เท่ากับ 75W เมื่อวัดที่ความถี่ 1kHz คำนวนออกมาได้ประมาณ 50% ของกำลังขับที่โหลด 8 โอห์มปกติ แต่ถ้าวัดออกมาเป็นค่าเฉลี่ยโดยอิงกับย่านความถี่กว้างๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ 20Hz – 20kHz ก็มีโอกาสที่กำลังสำรองจะออกมา ต่ำกว่า 50% (คือได้กำลังขับต่ำกว่า 75W ที่โหลด 4 โอห์ม) ด้วยเหตุนี้ การแม็ทชิ่งกับลำโพงจึงควรเลือกลำโพงที่ขับง่ายๆ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับแอมป์ตัวนี้

ช่วงที่ทดสอบ A5 ผมมีโอกาสใช้อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ทดลองขับลำโพงเล็กใหญ่จำนวน 4 คู่ ตามรายชื่อในตารางข้างบน โดยเรียงตามลำดับ ราคาของลำโพง จากต่ำสุดด้านบนลงมาด้านล่าง เริ่มตั้งแต่คู่ละหนึ่งหมื่นกว่า (Alpha P5), สามหมื่นกว่า (Super Denton), หกหมื่นกว่า (Bison Monitor REVIEW) และเกือบแปดหมื่นบาท (Imagine T65 REVIEW)

ราคาขายของอินติเกรตแอมป์ Arcam รุ่น RADIA A5 อยู่ที่ 32,000 บาท ถ้าพิจารณาตามความเหมาะสมในแง่ของการจัดงบประมาณในชีวิตจริง ก็น่าจะมีลำโพงอยู่แค่ 2 คู่ในรายชื่อนี้ที่นำมาจับคู่กับ Arcam A5 ตัวนี้ได้แบบไม่เว่อร์เกินไป ตัวแรกคือ PSB รุ่น Alpha P5 ราคาคู่ละ 16,000 บาท กับคู่ที่สองคือ Wharfedale รุ่น Super Denton ราคาคู่ละ 37,900 บาท ส่วนอีกสองคู่คือ Totem Acoustic รุ่น Bison Monitor ราคาคู่ละ 65,000 บาท กับ PSB รุ่น Imagine T65 ราคาคู่ละ 79,900 บาท ถือว่าอยู่ในระดับราคาที่สูงเกินไปสำหรับ A5 เรียกว่าไม่แม็ทชิ่งกันในแง่ของ ราคาว่างั้นเถอะ..!!

ทดลองขับลำโพง Totem Acoustics รุ่น Bison Monitor

ทดลองขับลำโพง PSB รุ่น Imagine T65

เหตุผลที่ผมเอา A5 ไปทดลองขับลำโพงที่มีราคาสูงกว่าระดับของ A5 ถึง 2 – 3 เท่าก็เพราะต้องการทราบว่าสมรรถนะของ A5 มันไปได้สุดแค่ไหน ซึ่งผลของเสียงที่ได้ยินจากการทดลองขับลำโพง TotemBison Monitorกับ PSBImagine T65ต้องบอกว่า น่าทึ่ง!เพราะเสียงที่ออกมามันอยู่ในระดับที่ดีเกินคาด ถ้าไม่นับข้อจำกัดทางด้านไดนามิกของเสียงที่ยังสวิงออกมาได้ไม่เต็มที่แล้ว คุณสมบัติทางด้านเนื้อเสียงที่ A5 ขับลำโพงทั้งสองคู่นั้นออกมามันอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เลย โดยเฉพาะถ้าฟังเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น และมีจังหวะลีลาที่ไม่รุนแรงจะฟังโอเคมาก โดยรวมมีความเป็นดนตรีออกมามากพอให้เสพ ยิ่งเป็นเพลงที่ทำออกมาโดยค่ายเพลงไฮเอ็นด์ฯ ที่เน้นคุณภาพการบันทึกเสียงจะยิ่งเสริมส่งให้ฟังดีขึ้นไปอีก

หลังจากทดลองขับ Bison Monitor กับ Imagine T65 แล้ว ผมพบข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับคุณสมบัติของอินติเกรตแอมป์ RADIA A5 ตัวนี้ คือโดยปกติแล้ว ถ้าเอาแอมป์เล็กๆ ที่มีกำลังขับจำกัดไปขับลำโพงขนาดใหญ่ที่มีสเปคฯ เกินตัวของแอมป์ เสียงที่ได้มักจะมีแต่คุณสมบัติแย่ๆ ออกมา อย่างเช่น ไดนามิกอั้นตื้อ, เนื้อเสียงหยาบเป็นเกรน, ปลายเสียงแตกซ่าน รวมๆ คือทนฟังไม่ได้ แต่กรณีของ A5 ตัวนี้มันให้ลักษณะเสียงที่ต่างออกไป คือผมรู้สึกได้ว่าเสียงที่ออกมามันยังสวิงไดยนามิกได้ไม่สุด ซึ่งนั่นคือสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า A5 ขับ Bison Monitor กับ Imagine T65 ออกมาได้ไม่เต็มที่แน่นอน แต่ทว่า.. นอกจากอาการอั้นของไดนามิกแล้ว คุณสมบัติส่วนอื่นมันกลับออกมาในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ไม่ได้เละเป็นโจ๊กเหมือนแอมป์อื่นๆ ส่วนใหญ่ที่เจอกับสถานการณ์เดียวกัน โดยเฉพาะ เนื้อเสียงที่รับรู้ได้เลยว่า A5 มันพยายามรักษาคุณภาพในส่วนนี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่น เมื่อลองฟังเสียงร้องของเพลงแนวสแตนดาร์ดแจ๊ส ผมพบว่า A5 ตัวนี้พยายามถ่ายทอดบอดี้ของเสียงร้องที่มีขนาดใหญ่ มีมวล ไม่ใช่เสียงร้องที่บีบ, บี้ และแบน เหมือนกับแอมป์เล็กๆ ส่วนใหญ่ที่ต้องขับลำโพงที่โหดเกินตัวมัน

สิ่งที่ได้ยินหลังจากใช้ A5 ขับ Bison Monitor กับ Imagine T65 ครั้งนี้ทำให้ผมรับรู้ว่า ตัวเลข 50W ต่อข้างของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มันเป็นตัวเลขกำลังขับตาม มาตรฐานอังกฤษนั่นเอง ซึ่งดูขัดแย้งกับรูปร่างที่แบนบางขอบมัน แต่เมื่อผมได้ลองยกเพื่อหยั่งน้ำหนักของแอมป์ตัวนี้ดูแล้ว ผมก็ไม่แปลกมากนักกับเสียงที่ได้ยิน เพราะเข้าใจว่าภาคจ่ายไฟของแอมป์ตัวนี้น่าจะใช้ทรานสฟอเมอร์ขนาดใหญ่พอสมควร เนื่องจากน้ำหนักของตัวเครื่องมันเทไปด้านหนึ่งอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะขนาดของทรานสฟอเมอร์ที่อยู่ด้านใน ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เป็นไปได้เลยว่า ตัวเลขจริงของกำลังขับของแอมป์ตัวนี้อาจจะมากกว่า 50W ตามที่แจ้งไว้ในสเปคฯ

และเมื่อผมเปลี่ยนมาลองขับลำโพงในระดับราคาที่เหมาะสมใกล้เคียงกับแอมป์ตัวนี้ ผลของเสียงที่ออกมาก็เป็นไปอย่างที่คาดคือ มันพรั่งพรูทุกสิ่งออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น แถมมีอะไรบางอย่างที่ออกมาในระดับเหนือความคาดหมายซะด้วย.!!

ทดลองขับลำโพง PSB รุ่น Alpha P5

ทดลองขับลำโพง Wharfedale รุ่น Super Denton

ผลของเสียงที่ได้จากการทดลองขับ Alpha P5 กับ Super Denton เป็นอะไรที่แสดงตัวตนรวมถึงขีดความสามารถที่แท้จริงของ RADIA A5 ออกมาให้เห็นได้ชัดที่สุด ซึ่งผลรวมทางเสียงของ A5 ที่ได้จากการขับลำโพงทั้งสองคู่นี้ออกมาสูสีกัน ทำคะแนนเฉลี่ยได้เท่าๆ กัน โดยที่ในแง่ปลีกย่อยทั้งสองต่างก็มีดีด้อยกันไปคนละด้าน

คู่ของ A5 + Alpha P5 จะได้อัตราสวิงของไดนามิกที่เต็มสเกลมากกว่า มีผลให้ภาพรวมของเสียงที่ได้จากการขับ Alpha P5 ออกไปทางสด กระจ่างมากกว่า ซึ่งในมุมเดียวกันนี้ คู่ของ A5 + Super Denton จะได้โทนเสียงออกไปทางนุ่มนวลมากกว่า คือพอไดนามิกสวิงได้ไม่สุดสเกล จะส่งผลไปถึงดีกรีความสดที่ลดน้อยลง แต่ก็ได้ในส่วนของ ความนุ่มนวลเข้ามาทดแทน ซึ่งเป็นผลมาจากคุณภาพของตัวลำโพง Super Denton ที่อยู่ในระดับสูงกว่า Alpha P5 ทำให้ ความเข้มข้นของมวลเนื้อเสียงบวกกับ ความสะอาดของเนื้อเสียงที่ได้จาก A5 + Super Denton มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษ ใครที่ชอบฟังเพลงร้องช้าๆ รวมถึงเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นในการบรรเลงด้วยการโชว์คุณลักษณ์ของแต่ละเสียงออกมาแบบชัดๆ มีหัวเสียง+บอดี้+หางสียงออกมาแบบครบๆ อย่างที่ค่ายไฮเอ็นด์ฯ ชอบทำออกมาน่าจะถูกใจกับคู่ของ A5 + Super Denton และด้วยขนาดวอลลุ่มอากาศในตัว Super Denton ที่มากพอทำให้พื้นที่ที่ใช้เซ็ตอัพชุด A5 + Super Denton สามารถขยายไปได้ถึง 4 x 6 ตรม. สบายๆ

ส่วนคนที่ชอบ ความสดของเสียงมากหน่อย รวมถึงชอบ ไทมิ่งของเพลงที่แม่นยำ ฉับไว เน้นไดนามิกที่รุนแรง น่าจะถูกหูกับเสียงของ A5 + Alpha P5 มากกว่า แต่กรณีที่ต้องการความสมบูรณ์แบบทางด้าน โทนัลบาลานซ์ด้วย ได้ปริมาณเบสแน่นๆ กระชับๆ แนะนำว่าห้องที่ใช้เซ็ตอัพ A5 + Alpha P5 ชุดนี้ไม่ควรจะใหญ่เกิน 15 ตรมและเลือกใช้แหล่งต้นทางคุณภาพสูง

เสียงที่ได้ยินตอนทดลองขับลำโพง PSB Imagine T65 ทำให้รู้ว่า ถ้าเป็นลำโพงที่มีความไวตั้งแต่ 90dB ขึ้นไป (ที่ 8 โอห์ม) จะเป็นมิตรกับ A5 มากเป็นพิเศษ และยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งผมพบตอนทดลองใช้ A5 ขับ Totem Bison Monitor กับ PSB Imagine T65 คือถ้าแหล่งต้นทางมีคุณภาพสูง จะยิ่งทำให้ได้เสียงออกมาดีขึ้นทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านพลังไดนามิกที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา ซึ่งตอนทดสอบ A5 ร่วมกับ Alpha P5 และ Super Denton ผมใช้ตัวสตรีมเมอร์รุ่น ST5 ของ Arcam ที่ออกมาในซีรี่ย์เดียวกันเป็นแหล่งต้นทาง ส่วนช่วงที่ทดสอบ A5 ร่วมกับ Bison Monitor กับ PSB Imagine T65 นอกจากจะใช้ ST5 เป็นแหล่งต้นทางแล้ว ผมยังได้ลองเปลี่ยนมาใช้สตรีมเมอร์แยกชิ้นชุดใหญ่คือ Pachanko Labs รุ่น Constellation Mini SE + external DAC ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 DSD Twenty ซึ่งได้เสียงโดยรวมออกมา ดีขึ้นกว่าตอนใช้ ST5 เป็นแหล่งต้นทางมาก ทุกคุณสมบัติของเสียงถูกยกระดับขึ้นไปหมด โดยเฉพาะพลังเสียงกับการสวิงไดนามิกที่ดีขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบไปถึงระดับของ ความเป็นดนตรีที่สูงขึ้นด้วย

สรุปเสียงของ Arcam RADIA A5
Aแบบฟังเอาเรื่อง..!

หลังจากทดลองแม็ทชิ่งกับลำโพงที่หลากหลายผ่านไปแล้ว ผมพบว่า กำลังขับ 50W ต่อข้างของ A5 ตัวนี้เป็นห้าสิบวัตต์ต่อข้างที่สตรองมาก.!! รู้สึกได้เลยว่า ทีมออกแบบ A5 ตัวนี้พยายามปรับจูนให้แอมป์ตัวนี้มีความมั่นคงในการนำเสนอ โทนเสียงที่เป็นอกลักษณ์ของมันเอาไว้ให้ได้ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะที่ต้องเจอกับลำโพงที่มีสเปคฯ โหดกว่ามาตรฐานที่มันจะสามารถรับได้ มันก็ยังพยายามรักษาคุณสมบัติทางด้าน โทนัลบาลานซ์กับ ความสะอาดของเนื้อเสียงเอาไว้ ยอมหย่อนในส่วนของไดนามิกลงไปบ้าง (เป็นเรื่องปกติของแอมป์ที่มีกำลังขับต่ำกว่าระดับที่ลำโพงต้องการ) ซึ่งทำให้เสียงโดยรวมมีลักษณะที่นุ่มลงแต่ก็ยังฟังเพลินๆ ได้ แต่ถ้าเป็นแอมป์ 50W ส่วนใหญ่ทั่วไป เมื่อเจอกับลำโพงสเปคฯ โหดเกินความสามารถของมัน มักจะทำให้เสียงของแอมป์ตัวนั้นมีอาการเป๋ได้ง่าย หลุดจากโทนเสียงปกติของมันไปไกล บางตัวนั้นเลวร้ายจนทนฟังไม่ได้ก็มี.!

เมื่อจับคู่กับลำโพงที่มีสเปคฯ เหมาะสมกับมัน (PSB Alpha P5, Wharfedale Super Denton) Arcam RADIA A5 ตัวนี้จะแสดงคุณลักษณะของเสียงที่ถูกปรับจูนไว้ออกมาให้ได้ยินอย่างน่าประทับใจ.!!

ผมตั้งใจใช้คำว่า อย่างน่าประทับใจแสดงความรู้สึกที่มีต่อลักษณะเสียงของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ก็เพราะว่า โทนเสียงที่ปรับจูนมามันเป็นลักษณเสียงที่ ถูกใจคนที่มีประสบการณ์ในการเล่นเครื่องเสียงมาแล้วเกือบทุกคน แสดงว่า เสียงของ A5 ตัวนี้จะต้องถูกปรับจูนโดยนักออกแบบเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์สูงในวงการ รู้ว่า เสียงดีสำหรับคนที่ฟังเป็นมีลักษณะแบบไหน

อัลบั้ม : What A Difference A Day Makes (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Ingram Washington
สังกัด : STS Digital

อัลบั้ม : The Nat King Cole Story (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Nat King Cole
สังกัด : Analogue Productions

อัลบั้ม : The Well (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Jennifer Warnes
สังกัด : Impex Records

อัลบั้ม : Dreaming (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Amanda McBroom
สังกัด : Kecko Records (1986)

ถ้าทั้ง 4 อัลบั้ม ข้างบนนี้คือลักษณะเพลงที่คุณชอบฟัง ก็ต้องขอบอกว่า Arcam RADIA A5 ตัวนี้เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ถูกสร้างมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ.! เมื่อจับคู่กับลำโพง PSB Alpah P5 โดยมี Arcam RADIA ST5 ทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทาง เสียงที่ออกมาจากชุดนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาจากอินติเกรตแอมป์ที่มีราคา ไม่ถึง 4 หมื่นบาท.!!

เสียงร้องของ Nat King Cole กับ Ingram Washington ออกมาเต็มองค์ มีความถูกต้องทั้งโทนเสียงที่อมทุ้มและลีลาการขับเคลื่อนคำร้องที่กลมกลืนไปกับจังหวะดนตรี สอดรับกับเสียงของเครื่องดนตรีอื่นๆ ได้อย่างลงตัว เมื่อลองฟังเพลงต่างๆ ผ่านไปจำนวนหนึ่ง ผมพบว่า A5 นำเสนอความถี่ตลอดย่านตั้งแต่ 20Hz – 20kHz ออกมาได้อย่างสมดุล เสมอกัน เพราะว่ามันสามารถนำเสนอโทนัลบาลานซ์ของเพลงแต่ละเพลงออกมาได้ตรงกับ ซาวนด์เฉพาะตัวแต่ละแนวเพลงได้อย่างถูกต้อง คือถ้าเป็นเพลงที่เน้นกลางแหลมเยอะกว่าทุ้มอย่างแนวคันทรี่ A5 ก็แสดงโทนเสียงของเพลงนั้นออกมาได้ตรงตามนั้น คือทุ้มจะไม่หนาแน่น โดยรวมโปร่ง กลางแหลมจะเด่น แต่พอเปลี่ยนมาฟังเพลงแนวใหม่ๆ ที่เน้นความถี่ต่ำเยอะๆ แอมป์ตัวนี้ก็สามารถถ่ายทอดมวลของความถี่ต่ำเหล่านั้นออกมาได้อย่างหนาแน่น แสดงให้เห็นว่า ตัวมันเองไม่มีบุคลิกเฉพาะตัว แต่จะสามารถปรับเปลี่ยนโทนเสียงไปตามลักษณะโทนเสียงของเพลงที่เล่นผ่านมันไป

อัลบั้ม : Crazy Love (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Michael Buble
สังกัด : Reprise Records

เมื่อจับคู่กับลำโพงที่เป็นมิตรกันอย่าง PSB Alpha P5 และเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงจนลงตัวในห้องฟัง ขณะทดลองฟังนั้น ผมพบว่า กำลังขับที่ 50W ของ Arcam RADIA A5 ตัวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผมหลายต่อหลายครั้ง ที่ชัดเจนมากคือตอนลองฟังเพลง Cry Me A River จากอัลบั้มชุด Crazy Love ของไมเคิล บูเบ้ โปรดิวซ์โดย David Foster ซึ่งเป็น Cry Me A River เวอร์ชั่นที่อะเร้นจ์ภาคดนตรีออกมาได้อะร้าอร่ามมาก เลเยอร์ดนตรีซับซ้อนซอยออกมาถี่ยิบ แถมแต่ละเลเยอร์ยังให้ไดนามิกเร้นจ์ที่สวิงกันสุดสเกล ซึ่งผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยว่า สิ่งที่คลี่คลายออกมาจากลำโพง Alpha P5 ตัวเล็กๆ นั้นจะถูกขับดันด้วยกำลังขับแค่ 50 วัตต์.! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อินติเกรตแอมป์ตัวเล็กๆ ตัวนี้จะสามารถปลดปล่อยเสียงทุ้มของเพลงนี้ออกมาได้แผ่ใหญ่ กระชับเร็ว และกระแทกกระทั้นขนาดนั้น.. มิหนำซ้ำ ตอนที่เสียงทุ้มถาโถมพลังออกมานั้น มันไม่ได้ไปกลบทับเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ซะด้วย แม้ว่าการแยกแยะรายละเอียดของเพลงนี้จะยังไม่ได้อยู่ในระดับดีที่สุดที่เคยฟังมา แต่เท่าที่ได้ยินนี้ก็ต้องอ้าปากค้างแล้ว ไม่คิดเลยว่าอินติเกรตแอมป์ตัวเล็กๆ จะทำอะไรแบบนี้ได้ โอ้วว.! เหลือเชื่อจริงๆ..!!!

สรุปเสียงของ Arcam RADIA A5
Bแบบฟังเอาบันเทิง..!

อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้ง 2 สถานะ คือจะใช้งานแบบ ฟังเอาเรื่องคือเซ็ตอัพในห้องฟังโดยเน้นฟังเสพคุณภาพเสียงแต่ละด้านอย่างที่นักเล่นเครื่องเสียงเขาเล่นกันก็ได้ หรือจะใช้งานแนว ฟังเอาบันเทิงคือจัดเซ็ตอัพในห้องรับแขก โดยใช้งานร่วมกับทีวีและฟังเพลงไปด้วยก็ได้

ช่วงทดลองใช้งาน A5 เพื่อความบันเทิงในการดูหนังฟังเพลง ผมยกมันไปเซ็ตอัพที่ห้องรับแขกร่วมกับลำโพง PSB Alpha P5 โดยต่อสัญญาณดิจิตัลจากทีวีเข้ามาที่อินพุต Optical ของ A5 เพื่อใช้ขยายเสียงจากฟรีทีวี, YouTube และ Netflix

ส่วนการฟังเพลง เพื่อให้สมกับการฟังแบบลำลองจริงๆ ตามแบบฉบับของคนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นเครื่องเสียง ผมใช้วิธีฟังผ่านคลื่น Bluetooth ด้วยวิธีเชื่อมต่อ iPhone 12 ของผมเข้ากับอินพุต BT ของ A5 จากนั้นก็ทำการสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL ไปที่ A5 ซึ่งเสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก.! รู้สึกได้ว่าดีกว่าที่ได้ยินจากลำโพงไร้สายทั่วไปอยู่พอสมควร อย่างแรกคือเนื้อเสียงมันไม่บาง มีมวล มีน้ำหนักเสียง อีกทั้งการย้ำเน้นของจังหวะเพลงก็มีความเด็ดขาด ทำให้ฟังแล้วไม่ลอยเท้งเต้ง เบสมีน้ำหนักทิ้งตัวพอสมควร ฟังแล้วเพลินเคาะเท้าตามได้ง่าย เมื่อมองแล้ว Arcam RADIA A5 + PSB Alpha P5 คู่นี้สามารถใช้งานในห้องรับแขกสำหรับดูหนังฟังเพลงแบบลำลองได้สบายๆ เลย ภายในงบ ไม่เกิน 50,000 บาท

Arcam RADIA A5 ราคา 32,000 บาท/ตัว + PSB Alpha P5 ราคา 16,000 บาท/คู่ รวมแล้วสุทธิ = 48,000 บาท คุ้มมาก.! เมื่อเทียบกับคุณภาพเสียงที่ได้ แถมอนาคตยังสามารถขยับขยายซิสเต็มออกไปได้อีก ถ้าต้องการเล่นแผ่นเสียงก็แค่หาเครื่องเล่นแผ่นเสียง+หัวเข็ม MM ที่พร้อมใช้งานเข้ามาเสริมเท่านั้นเอง

***HIGHLY RECOMMENDED***
(สำหรับอินติเกรตแอมป์ในระดับราคา ไม่เกิน 40,000 บาท)

**************************
ราคา : 32,000 บาท / เครื่อง
**************************
สอบถามเพิ่มเติมที่
Deco2000
โทร. 089-870-8987

facebook : DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า