รีวิวเครื่องเสียง ASC รุ่น IsoThermal TubeTrap อุปกรณ์ปรับอะคูสติกในห้องฟังเพลง

ไม่มีชุดเครื่องเสียงใดไม่มีลำโพง และไม่มีลำโพงใดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอะคูสติกภายในห้องฟัง หรือจะพูดอีกอย่างที่ถูกต้องมากกว่าก็คือ ไม่มีห้องฟังใดที่ไม่ส่งผลกระทบกับเสียงของลำโพง นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องมีการ ปรับจูนสภาพอะคูสติกภายในห้องฟัง ถ้าต้องการ คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดจากลำโพง ไม่ว่าจะคู่ใดๆ ก็ตาม

ASC = Acoustic Sciences Corporation
อุปกรณ์ปรับจูนสภาพอะคูสติก จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1985 เป็นประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นจากมันสมองของนักฟิสิกส์/อะคูสติก เอนจิเนียร์นามว่า Arthur Noxon ซึ่งในเบื้องต้นนั้น เขาพยายามคิดค้นวิธีแก้ปัญหาเสียงในย่านต่ำ เนื่องจากเขาค้นพบว่า เสียงในย่านต่ำที่ก้องสะท้อนอยู่ในห้องที่มีลำโพงเปิดใช้งานอยู่ ถ้าขาดการควบคุมเสียงทุ้มนั้นเอาไว้ การก้องสะท้อนไปมาซึ่งค้างเติ่งเป็น standing wave คงที่อยู่ภายในห้องจะสร้างปัญหาให้กับเสียงโดยรวมในทุกๆ ความถี่ อาเธอร์พบว่า ลำพังเสียงกลางและเสียงแหลมมีพลังงานไม่มากพอที่จะสร้างปัญหาเหมือนกับเสียงทุ้มที่มีพลังงานสูงกว่ามาก ดังนั้น ถ้าสามารถควบคุมเสียงทุ้มได้จะทำให้ได้เสียงที่ดี

TubeTrap (ทิวบ์แท็ป) เป็นสิ่งประดิษฐ์ของอาเธอร์ น็อกซอนที่เกิดจากการคิดคำนวนขึ้นมาเพื่อใช้ในการกักเก็บพลังงานความถี่ต่ำบริเวณมุมห้องก่อนเป็นอันดับแรก เขาจึงตั้งชื่อเรียกมันว่า “coner-loaded bass trapเนื่องจากมุมห้องที่มีลักษณะที่ผนังห้องสองด้านบรรจบกันเป็นมุมฉากเป็นจุดวิกฤตที่ทำให้เกิดปัญหา bass boom คือเมื่อเสียงทุ้มเดินทางเข้าไปที่มุมห้อง มันจะถูก boost ขึ้นมาจากเดิมอย่างมาก

หลักการทำงานของ TubeTrap

อาเธอร์เริ่มต้นอธิบายหลักการทำงานของ TubeTrap ด้วยการกล่าวถึงลักษณะการกระจายความถี่เสียงของลำโพงขึ้นมาก่อน เพื่อให้เข้าใจก่อนว่า เหตุใดเสียงทุ้มที่เป็นความถี่ต่ำจึงสร้างปัญหากับคุณภาพเสียงโดยรวม

เสียงแหลม (ความถี่สูง) แผ่ออกมาจากลำโพงเฉพาะด้านหน้า ในทิศทางที่ตรงเข้าหาผู้ฟัง โดยมีลักษณะการแผ่กระจายออกไปจากหน้าลำโพงเป็นครึ่งวงกลม ทำมุมกับแผงหน้าของลำโพงประมาณ 30 องศาทั้งสองด้าน (on-axis) ในภาพด้านบนคือเส้นสีฟ้าซึ่งเป็นเสียงที่เราต้องการฟัง ส่วนเส้นสีเขียวในภาพคือส่วนของความถี่สูงที่พุ่งไปกระทบกับผนังห้องด้านข้างและเลยไปถึงด้านหลังซึ่งเป็นการก้องสะท้อนของเสียงแหลมที่เราต้องกำจัดทิ้ง หรือควบคุมให้มีในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากเสียงแหลมที่ก้องประท้อนเหล่านี้จะเข้าไปทำให้เสียงหลักที่มาจากลำโพงเกิดปัญหาพร่าเลือน

เมื่อใช้ TubeTrap ติดตั้งเข้าที่ผนังด้านข้างและผนังด้านหลังอย่างถูกตำแหน่ง มันจะเข้าไปทำการดูดซับพลังงานความถี่สูงที่พุ่งไปกระทบผนังด้านข้างและด้านหลัง ลดการก้องสะท้อน

ส่วนกรณีของเสียงทุ้มจะมีลักษณะการกระจายตัวที่ต่างไปจากเสียงกลางและแหลม คือมันจะแผ่กระจายออกไปรอบตัว และเนื่องจากเสียงทุ้มเป็นความถี่ที่มีพลังงานสูง มันจึงสามารถเดินทางไปในอากาศด้วยระยะทางที่ไกลกว่าความถี่กลางและแหลม ด้วยเหตุนี้ เสียงทุ้มจึงเกิดการก้องสะท้อน (reverberate) ออกมาในห้องมากกว่าเสียงกลางและแหลม และเมื่อมีความถี่ต่ำก้องสะท้อนขึ้นในห้อง มัน (ความถี่ต่ำที่ก้องสะท้อนนั้น) จะเข้าไปทำลายเสียงกลางและเสีงแหลมที่มีพลังงานน้อยกว่า ทำให้เกิดปัญหากับเสียงสารพัด ที่เลวร้ายคือปัญหาเฟสเคลื่อน ทำให้เสียงเบลอ ขาดความคมชัด และปัญหาที่เลวร้ายอีกอย่างที่เกิดจากการก้องสะท้อนของความถี่ต่ำก็คือทำให้โทนัลบาลานซ์ของเสียงเสียไป เนื่องจากพลังานความถี่ต่ำที่มีเฟสตรงข้ามกับความถี่ใกล้เคียง อย่างเช่นความถี่กลางต่ำ จะเข้าไปหักล้าง (cancel) พลังงานของความถี่ใกล้เคียงทำให้ความถี่ใกล้เคียงเบาลง จึงส่งผลกับสมดุลเสียงนั่นเอง

ในภาพด้านบน วงกลมที่เป็นสีม่วงคือเสียงทุ้มที่ก้องสะท้อนออกมาจากมุมห้อง ซึ่งจะเกิดขึ้นทั้งมุมห้องฝั่งที่อยู่ด้านหลังลำโพงและมุมห้องฝั่งที่อยู่ตรงข้ามลำโพง (หลังตำแหน่งนั่งฟัง) รวมถึงผนังด้านข้างด้วย

หัวใจหลักของ TubeTrap คือมุ่งจัดการกับความถี่ต่ำด้วยการดูดซับพลังงาน ในขณะเดียวกัน ก็ทำการฟุ้งกระจาย (diffuse) ความถี่ในย่านสูงออกมาด้วย เพื่อช่วยสร้างสมดุลของความถี่ตลอดย่าน ภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงลักษณะของเสียงทุ้มที่ถูก boost ขึ้นมาที่มุมห้อง (วงกลมสีม่วง) และสะท้อนกลับเข้ามาในห้องจนเกิดการผสม (modulate) กับความถี่กลางต่ำและความถี่ต่ำที่ออกมาจากลำโพง ซึ่งการผสมรวมกันนี้ ส่งผลกับเสียงสองทาง คือบางความถี่เบาบางลงเพื่อถูก cancel ด้วยเฟสที่อยู่ตรงข้าม ในขณะที่บางส่วนดังขึ้นเพราะถูกเสริมด้วยเฟสที่ตรงกันพอดี ซึ่งทั้งสองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่นักเล่นเครื่องเสียง ไม่ต้องการ

สรุป หลักการทำงานของ TubeTrap เป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป สิ่งแรกคือ ทำความเข้าใจหลักการกระจายเสียงของลำโพงและจัดวางลำโพงให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดก่อน (อ่านเพิ่มเติม เทคนิคการเซ็ตอัพลำโพง สำหรับระบบเสียง stereo 2 ch”) จากนั้นก็ทดลองจัดวาง TubeTrap ลงไปตามตำแหน่งที่แนะนำ ขั้นตอนสุดท้ายคือลองฟังแล้วค่อยๆ fine tune ด้วยการขยับตำแหน่งของแท่ง TubeTrap เพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุด

ลักษณะของ IsoThermal TubeTrap
พัฒนาการใหม่

TubeTrap มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบทรงกระบอกครบวง, ทรงกระบอกครึ่งวง และแบบแผ่นสี่เหลี่ยมบางๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว อุปกรณ์ TubeTrap ดั้งเดิมทุกรูปแบบจะมีคุณสมบัติครบทั้งสองด้าน คือนอกจากจะ ดูดซับ” (absorb) พลังงานความถี่ในย่านต่ำแล้ว มันยังทำหน้าที่ ฟุ้งกระจาย” (diffuse) ความถี่ในย่านสูงไปพร้อมกันด้วย มาถึงตอนนี้ บริษัท ASC ได้ทำการปรับปรุง TubeTrap ขึ้นมาใหม่ ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยตั้งชื่อว่า “IsoThermal TubeTrap

อย่างที่กล่าวมาข้างต้น IsoThermal TubeTrap เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ absorb/diffuse ในตัวเอง ซึ่งจะทำงานด้วยแรงกระตุ้นจากพลังงานคลื่นเสียง (sound pressure) ที่เดินทางมากับอากาศตกกระทบลงบนวัสดุที่ประกอบกันอยู่ในแท่งทิวบ์แท็ป นั่นแสดงว่า คุณต้องเปิดเสียงค่อนข้างดังระดับหนึ่งการทำงานของแท่ง TubeTrap จึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวทิวบ์แท็ป “IsoThermalรุ่นใหม่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดูดซับพลังงานคลื่นเสียงในย่าน sub-bass ที่ต่ำกว่า 60Hz ลงไป ไล่ขึ้นมาถึงย่าน bass จนถึงความถี่ที่ระดับของโน๊ต “middle Cหรือประมาณ 260Hz ให้มากขึ้นกว่าเวอร์ชั่นเก่าที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากันถึงสองเท่า

จากภาพประกอบด้านบน ซึ่งเป็นภาพกราฟฟิกตัดให้เห็นส่วนประกอบด้านในของแท่ง IsoThermal TubeTrap แบบทรงกระบอก ซึ่งจะเห็นว่า ภายในมีส่วนประกอบซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น ด้านในสุดจะเป็นช่องอากาศ (air chamber) ทำหน้าที่สลายพลังงานของคลื่นเสียงที่รับต่อมาจากวัสดุชั้นที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกออกไป ไล่จากแผ่นไฟเบอร์กลาสที่มีความหนาแน่นปานกลาง, แผ่นไฟเบอร์, แผ่นปรุที่ใช้สะท้อนคลื่นความถี่ในย่านแหลม, แผ่นโครงโปร่งหุ้มผ้าทอที่ช่วยรักษารูปทรงและผ้าหุ้มด้านนอก (อุปกรณ์ที่มีรูปทรงแบบอื่นก็มีส่วนประกอบคล้ายกัน)

หลักการสลายพลังงานความถี่ต่ำที่ ASC นำมาใช้สร้างตัวผลิตภัณฑ์ทิวบ์แท็ปของพวกเขาทำงานแบบเดียวกับ helmholtz resonator คือใช้ความยืดหยุ่นของมวลอากาศในพื้นที่จำกัดเป็นตัวเบรคสลายพลังงานของคลื่นความถี่ต่ำที่ผ่านเข้ามาในช่องเล็กๆ ของโครงตะแกรงที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอก นั่นคือเหตุผลที่แกนในของตัว IsoThermal TubeTrap ถูกบรรจุด้วยอากาศอยู่ภายใน ในขณะเดียวกัน บนพื้นที่เกือบครึ่งของรอบนอกของแท่ง IsoThermal TubeTrap จะมีแผ่นสะท้อนความถี่สูง (Treble Diffuser) ปิดทับอยู่ ซึ่งบนแผ่นสะท้อนเสียงแหลมนี้จะมีช่องกลมๆ ที่เจาะกระจายตัวอยู่ เอาไว้ให้ความถี่ต่ำลอดผ่านไปสลายด้านใน ซึ่งผู้ใช้สามารถ fine tune เสียงเพื่อจัดสมดุลระหว่างปริมาณความถี่ต่ำกับปริมาณความถี่สูงได้ด้วยการหมุนแท่งเพื่อปรับมุมองศาในการฟุ้งกระจายความถี่สูงของแผ่นฟุ้งเสียงที่ว่านี้ พูดง่ายๆ คือ ถ้าหมุนให้ด้านที่เป็นแผ่นฟุ้งเสียงหันหน้ามาทางตำแหน่งนั่งฟังมากเท่าไร ความถี่สูงก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น และในทางตรงข้าม ถ้าพบว่าเสียงแหลมมากไป ก็ทำได้สองอย่างคือ เลื่อนตำแหน่งของแท่งกับหมุนแท่งปรับมุม

รูปแบบ, ขนาด และการเลือกใช้งาน

IsoThermal TubeTrap มีอยู่หลายรูปแแบบ แตกต่างกันตั้งแต่รูปทรงภายนอกซึ่งมีทั้งแบบทรงกลมกระบอก, ทรงกระบอกครึ่งวงการ, เสี้ยววงกลม, แผ่นแบนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และแผ่นแบนทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งแต่ละรูปทรงจะมีการทำงานหลักๆ อยู่ที่ดูดซับความถี่เสียงในย่านทุ้มตั้งแต่ 400Hz ลงมาเป็นหลัก และเกือบทุกรุ่นจะมีแผ่นสะท้อนที่ฟุ้งกระจายความถี่ในย่านแหลมอยู่ด้วย

แบบแท่งกลมทรงกระบอก ทางซ้ายเป็นเวอร์ชั่นแรก ส่วนทางขวาเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด IsoThermal Tubetrap สังเกตที่หมุดเทียบกัน รุ่นใหม่ล่าสุดจะมีหมุดสองอัน

แบบที่นิยมใช้เยอะมากที่สุดจะเป็นแบบที่มีรูปทรงกระบอกกลม ซึ่งมีให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ 9 นิ้ว, 11, 13, 16 และ 20 นิ้ว ซึ่งความแตกต่างของแต่ละขนาดจะอยู่ที่ความสามารถในการดูดซับพลังงานความถี่ต่ำ ลูกที่มีขนาดเส่นผ่าศูนย์กลางมากจะยิ่งดูดซับความถี่ต่ำได้ลึกลงไปมากกว่า อย่างเช่น ลูกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 13 นิ้ว จะดูดซับพลังงานความถี่เสียงที่ส่งผลมากที่สุดตั้งแต่ย่านความถี่ 400Hz ลงไปจนถึง 70Hz และจะสะท้อนความถี่ที่สูงกว่า 400Hz ออกมา

ส่วนแบบที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมแบนๆ อย่างในภาพด้านบน จะมีสัมประสิทธิ์ในการดูดซับพลังงานความถี่ต่ำน้อยหน่อย คือดูดซับเข้าทางด้านข้างที่ทำเป็นสโลปเอียงๆ (ลูกศรสีฟ้า) ส่วนพื้นที่เรียบๆ ที่อยู่ด้านหน้าจะติดตั้งด้วยแผ่นฟุ้งกระจายความถี่สูง (ลูกศรสีแดง) จะเห็นว่า รูปทรงสี่เหลี่ยมแบบนี้จะเน้นกระจายเสียงแหลมมากกว่าดูดความถี่ต่ำ จะเห็นว่า ในการใช้งานจริงต้องผสมผสานกัน ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นฐานของห้องแต่ละห้อง

ทดลองเซ็ตอัพ

เพื่อให้เป็นการทดสอบแบบ end user ที่ลงมือใช้งานจริงๆ ผมออกปากขอยืมห้องฟังห้องเล็กของบริษัท ไฮเอ็นด์ฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ ASC TubeTrap ทั้งหมด ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สาธิตระบบเสียงโดยเฉพาะอยู่แล้ว ขนาดห้องอยู่ที่ 3.6 x 5.3 ตารางเมตร ความสูงเล่นระดับ ฝั่งที่วางลำโพงสูง 2.6 เมตร แล้วค่อยๆ สูงขึ้นเป็น 2.7 เมตร ไล่มาทางฝั่งนั่งฟัง ผนังข้างทั้งสี่ด้านเป็นปูนปิดทับด้วยไม้ พื้นปูพรมตลอดทั้งห้อง นับว่าเป็นห้องฟังขนาดปานกลางที่มีสัดส่วนกำลังสวยพอดีๆ สำหรับลำโพงตั้งพื้นขนาดย่อมๆ อย่าง Wilson Benesch รุ่น Vector ที่วางอยู่ในห้องตอนนั้น

เพื่อให้การทดสอบมีความแม่นยำมากที่สุด ผมเลือกอินติเกรตแอมป์ Accuphase รุ่น E-800 ทำงานร่วมกับลำโพง Wilson Benesch ที่เลือกไว้ เนื่องจากเช็คดูสเปคฯ ลำโพงกับแอมป์แล้ว มันไปกันได้ กำลังขับของ E-800 ควบคุมลำโพงได้สบาย ส่วนต้นทางทางไฮเอ็นด์ฯ มีเครื่องเล่นซีดีรุ่น DP-430 เอาไว้ให้โดยเชื่อมต่อเข้ากับอินติเกรตแอมป์ทางช่องบาลานซ์ด้วยสาย XLR ของ Purist Audio Design รุ่น Convus ยาว 1 เมตร สายไฟเอซีก็เป็นของ Purist Audio Design รุ่น Convus เช่นกัน

ขั้นตอนการทดสอบ

step 1: เตรียมห้อง + เซ็ตอัพซิสเต็ม

แม้ว่าอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกจะถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา roommode ที่เกิดขึ้นในห้องฟังเพลงก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าพื้นฐานของห้องฟังมีปัญหาน้อย การเอาอุปกรณ์เหล่านี้เข้าไปช่วยก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก นั่นก็หมายความว่า การนำอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกไปใช้ในห้องที่มีปัญหาเลวร้ายมากๆ ก็จะช่วยให้เสียงดีขึ้นได้ แต่ก็ไม่ถึงระดับสูงสุดอย่างที่ควรจะเป็นในอุดมคติ ดังนั้น ถ้าทำได้ ควรจัดเตรียมพื้นฐานห้องให้อยู่ในระดับที่ดีก่อน โดยเฉพาะสัดส่วนและลักษณะของพื้นผิวของผนังด้านต่างๆ ภายในห้อง

หลังจากเคลียร์พื้นที่จนเป็นห้องเปล่าๆ ผมก็เริ่มต้นด้วยการหาตำแหน่งวางลำโพงก่อน โดยอาศัยสูตร ความลึกของห้อง หารด้วย 3 คือ 5.3 หาร 3 ได้ออกมาเท่ากับ 1.77 เมตร ผมจัดการวางลำโพงทั้งสองข้างให้แผงหน้าอยู่ที่ระยะ 1.77 เมตร เริ่มต้นที่ระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 1.80 เมตร แล้วทดลองเปิดเพลงฟังโดยยังไม่มีอุปกรณ์ปรับอะคูสติกใดๆ หลังจากทดลองขยับลำโพงออกห่างกันจนได้ระยะโฟกัสที่ลงตัวมากที่สุดระหว่างซ้ายกับขวาอยู่ที่ 1.89 เมตร (แต่จากการไฟน์จูนหลังติดตั้งอุปกรณ์ที่ผนังด้านข้างลงไปแล้ว พบว่า ระยะห่างซ้ายขวามาลงตัวอยู่ที่ 1.91 เมตร ส่วนระยะห่างผนังด้านหลังยังคงอยู่ที่ 1.77 เมตร เท่าเดิม) ระยะนั่งฟังที่ลงตัวที่สุด วัดจากระนาบลำโพงมาถึงศีรษะของผู้ฟังที่นั่งอยู่บนโซฟาอยู่ที่ 2.70 เมตร

ภาพด้านบนนี้คือ ลักษณะการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง, ตำแหน่งนั่งฟัง และตำแหน่งชั้นวางเครื่องเสียง ที่ให้เสียงดีที่สุดในห้องนี้ก่อนจะติดตั้ง IsoThermal TubeTrap

step 2: จัดสมดุลของซาวนด์สเตจ กับควบคุมโทนัลบาลานซ์

หลักการของ ASC คือต้องควบคุมเสียงทุ้มให้ได้ก่อน ซึ่งย่านเสียงทุ้มที่ต้องจัดการจะเริ่มต้นที่ 400Hz ลงไป ซึ่งหากต้องการความแม่นยำให้มากที่สุด ต้องทำการตรวจวัดดูว่า ลักษณะ roommode ภายในห้องของคุณมีอาการโด่งที่ความถี่ย่านใดบ้าง เมื่อทราบแล้วจะได้เลือกขนาดของแท่ง IsoThermal Tubetrap ได้ถูกขนาด ไม่ได้หมายความว่า ขนาดใหญ่ที่ดูดพลังงานความถี่ต่ำได้ลึกกว่าจะดีกว่าเสมอไป ถ้าใช้ผิดขนาดจะทำให้ความถี่ต่ำบางย่านที่มีความดังต่ำอยู่แล้วถูกดูดออกไปอีก เสียงของความถี่นั้นก็จะเบาบางลงไป แต่ในกรณีการทดสอบของผมครั้งนี้ไม่ต้องเสียเวลาตรวจวัดสภาพ roommode ของห้อง ใช้วิธีทดลองของจริงกันเลยเพราะที่ร้านไฮเอ็นด์ฯ มีแท่งหลายขนาดให้ลอง ทั้ง 11 และ 13 นิ้ว จากการทดลองผมพบว่า ใช้แท่งขนาด 13 นิ้ว (A) ไว้ตรงกลางด้านหลังชั้นวางเครื่องเสียงช่วยจัดสมดุลของเวทีเสียงได้ดีกว่าแท่งขนาด 11 นิ้ว ผมจึงเอาแท่งขนาด 11 นิ้ว ไปไว้ที่มุมห้อง (C, D, E, F) และใช้แท่งทิวบ์แท็ปแบบครึ่งซีกไปวางไว้ที่ผนังด้านหลังตำแหน่งนั่งฟังอีกหนึ่งแท่ง (B)

ตอนเริ่มต้น ผมทดลองวางแท่งทิวบ์แท็ปแท่งใหญ่ 13 นิ้ว ที่อยู่หลังชั้นวางเครื่องเสียงให้ชิดเข้าไปที่ผนังด้านหลังให้มากที่สุด หันด้านที่ติดแผ่นกระจายความถี่สูง ที่มีหมุดติดอยู่ยิงออกมาทางตำแหน่งนั่งฟัง ที่สำคัญคือแท่งนี้ต้องอยู่ตรงกลางห้องจริงๆ ดังนั้น ซึ่งคุณต้องใช้ตลับเมตรวัดความกว้างของห้อง หารสองแล้วทำเครื่องหมายไว้ จากประสบการณ์ในการเซ็ตอัพอุปกรณ์ปรับอะคูสติกประเภทดิฟฟิวเซอร์มาก่อน ผมเคยพบว่า การติดตั้งอุปกรณ์ตัวที่อยู่ตรงกลางของผนังด้านหลังลำโพงให้สูงขึ้นไปจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในการควบคุมเวทีเสียงให้มีลักษณะแผ่สูงขึ้นไปด้านบนได้ดีขึ้น ผมจึงทดลองใช้แท่งขนาด 13 นิ้วอีกหนึ่งแท่งไปวาง stack ขึ้นไป ปรากฏว่า มันช่วยจัดการกับสนามเสียงได้ดีขึ้นไปอีก พื้นเสียงใสสะอาดมากขึ้น และรู้สึกได้ว่าชิ้นดนตรีลอยตัวสูงขึ้นในแนวดิ่ง

ส่วนแท่งที่อยู่ตรงมุมห้องทั้ง 4 มุมผมก็เริ่มต้นด้วยการวางชิดเข้าไปที่มุมห้องทั้งสี่แท่งด้วยการเอาด้านที่ติดหมุดยิงออกมาจากมุมห้องแต่ละมุมตามแนว 45 องศา หลังจากนั้นก็ทดลองฟังเสียง

เมื่อวางแท่งทิวบ์แท็ปติดผนังและชิดเข้ามุมห้อง จะทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซับคลื่นความถี่ของแท่งทิวบ์แท็ปอยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งในบางสถานะ อย่างเช่น กับลำโพงบางคู่ กับบางซิสเต็ม อาจจะเป็นการดูดซับที่ มากเกินไปสังเกตที่การทอดปลายหางเสียง ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่าหางเสียงจบเร็วเกินไป ทำให้เสียงโดยรวมมีลักษณะห้วน ตึงตัว ไม่ผ่อนคลาย ให้ทำการปรับจูนด้วยการขยับเลื่อนแท่งทิวบ์แท็ปให้ห่างออกมาจากผนังด้านหลังห้อง ตามแนวตั้งฉากกับผนังด้านนั้นๆ และเลื่อนแท่งที่วางอยู่ที่มุมห้องห่างออกจากมุมห้อง ตามแนวทะแยง 45 องศาของมุมห้องแต่ละมุม (สังเกตเส้นสีขาวที่ภาพกราฟฟิกด้านบน) แนะนำให้ขยับเลื่อนออกมาทีละนิด ถ้าเป็นแท่งที่มุมห้อง ให้ขยับเลื่อนทีละสองมุม คือถ้าขยับแท่งด้านหน้าซ้าย ก็ให้ขยับแท่งด้านหน้าขวาไปด้วย ในระยะเท่าๆ กัน แล้วทดลองฟังเสียง ซึ่งคู่ที่อยู่มุมด้านหน้ากับคู่ที่อยู่มุมด้านหลังไม่จำเป็นต้องขยับออกห่างจากมุมด้วยระยะที่เท่ากันเสมอไป ให้ทดลองฟังสียงเป็นหลัก

step 3: ไฟน์จูน

เป็นขั้นตอนการปรับจูนเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ของเสียงมากยิ่งขึ้น ด้วยการเติมแท่งครึ่งวงกลมลงไปบนผนังด้านซ้ายและด้านขวา ด้านละสองตัว โดยวางชิ้นหนึ่งให้อยู่ตรงแนวเดียวกับตำแหน่งนั่งฟัง (I, J) ส่วนอีกชิ้นวางตรงกับตำแหน่ง early reflection ของเสียงจากลำโพงที่พุ่งไปกระทบกับผนังด้านข้างทั้งซ้าย (G) และขวา (H) ซึ่งชิ้น G และ H นั้นต้องใช้วิธีค่อยๆ ขยับหาตำแหน่ง จนกว่าจะได้สนามเสียงที่แผ่และเปิดออกมามากที่สุด ทั้งในแนวซ้ายขวา (กว้างแคบ) และแนวหน้าหลัง (ตื้นลึก) ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่ตัวเสียงพุ่งออกมาข้างหน้านะ แต่เป็นลักษณะของ แอมเบี้ยนต์ที่แผ่ขยายออกมาจากสนามเสียงครอบคลุมมาถึงตำแหน่งนั่งฟัง ทำให้รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์เดียวกับนักดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ในขณะนั้น

แผ่นเพลงที่ใช้ทดลองฟังตอนจูนเสียง

และเพื่อให้บรรยากาศของสนามเสียงมีลักษณะที่ แผ่คลุมออกมาจนเต็มห้องอย่างสมบูรณ์แบบ ต้องใช้แผ่นปรับเสียงทรงแบนสองแผ่นไปวางไว้หน้าผนังด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง (K, M) แล้วค่อยๆ ขยับหาตำแหน่งที่ดีที่สุดจนได้ตำแหน่งที่ทำให้สนามเสียงด้านหน้า, ด้านข้างซ้ายขวา และด้านหลัง กลืนเป็นผืนเดียวกันทั้งหมด ห้อมล้อมรอบตัวเราเหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในบรรยกาศเดียวกับเพลงที่กำลังฟัง

ผลลัพธ์สุดท้าย

ผมใช้เวลาทดสอบอยู่ในห้องฟังของบริษัท ไฮเอ็นด์ฯ ตั้งแต่บ่ายสองโมงไปจนถึงประมาณหกโมงกว่าๆ เวลาชั่วโมงแรกเสียไปกับการเคลียร์และปรับตั้งซิสเต็มกับเซ็ตอัพตำแแหน่งลำโพง ส่วนตอนเอาแท่งทิวบ์แท็ปเข้าไปจัดวางในห้องนั้นไม่ได้เสียเวลามาก อาจจะเป็นเพราะผมเคยเซ็ตอัพโดยใช้อุปกรณ์ปรับอะคูสติกประเภทอื่น อย่างเช่นแผงดิฟฟืวเซอร์และรูมจูนมาก่อน จึงพอจะเข้าใจพื้นฐานของการใช้ทิวบ์แท็ป ซึ่งก็อาศัยหลักการเดียวกันนั่นเอง คือ ดูดซับกับ สะท้อน

คุณสมบัติสำคัญของผู้เซ็ตอัพที่จะทำให้การปรับจูนทำได้เร็วและได้ผลทางเสียงที่แม่นยำมากที่สุดก็คือ ทักษะในการฟังที่สามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดีและความเข้าใจทางด้านดนตรีที่ช่วยให้การตัดสินเสียงทำได้อย่างถูกต้อง

หลังจากได้มีโอกาสทดลองเซ็ตอัพด้วยตัวเองแบบเต็มที่เต็มระบบแล้ว ผมยอมรับว่า ทิวบ์แท็ปแบบใหม่ IsoThermal TubeTrap ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีกว่าเวอร์ชั่นเก่ามาก มันส่งผลเร็วและฟังง่ายขึ้นมาก จากประสบการณ์ที่เคยใช้งานทิวบ์แท็ปเวอร์ชั่นเก่า ผมพบว่า มันดูดกลืนพลังงานเสียงมากเกินไป และดูดความถี่กว้างมากไป ส่งผลไปถึงเสียงกลาง และสะท้อนเสียงแหลมน้อย จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ปรับอะคูสติกประเภทที่สะท้อนเสียงกลางแหลมอย่างเช่นแผงไม้ diffuser เข้ามาผสมด้วย แต่จากการทดสอบครั้งนี้ ทำให้ผมพบว่าใช้ IsoThermal TubeTrap เพียงอย่างเดียวก็สามารถจัดการกับสภาพอะคูสติกในห้องฟังได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสนามเสียงที่ให้รูปวงที่แผ่ออกมาครบทั้งกว้างลึก และสูง มิติเสียงที่แยกแยะชิ้นดนตรีออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ไม่มีอาการซ้อนทับจนกลืนกัน ที่โดดเด่นมากๆ คือความโปร่งสะอาดของพื้นเสียง ทำให้ได้ยินรายละเอียดที่เป็นองค์ประกอบยิบย่อยที่บอบบางของฮาร์มอนิกเสียงได้อย่างชัดเจน ติดตามหางเสียงได้ครบ และอีกอย่างที่ผมประทับใจมาก และถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับ ASC ในการพัฒนาทิวบ์แท็ปเวอร์ชั่นใหม่นี้ออกมา นั่นคือ ไดนามิกของเสียงที่สวิงได้กว้างและสุดเสียงเสมอกันทุกความถี่ ตั้งแต่ทุ้มกลางแหลม ไม่มีอาการตื้อหรืออั้นเหมือนเวอร์ชั่นเก่าให้ได้ยินเลย.. สุดยอดมาก!!!

สรุป

บางคนอาจจะมองว่าราคาสูง แต่ถ้าปรับจูนห้องฟังด้วยการติดตั้งวัสดุปรับสภาพอะคูสติกแบบ built-in ติดตั้งตายตัวลงบนผนังห้องทั้งหมด คำนวนออกมาแล้วน่าจะใช้งบสูงกว่า แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าใช้วิธีปรับสภาพอะคูสติกด้วยทิวบ์แท็ป คุณจะไม่เสียสภาพห้องไปกับการติดตั้งอุปกรณ์ปรับอะคูสติกแบบตายตัว เมื่อไรที่เลิกใช้ห้องในการฟังเพลง คุณก็แค่ยกแท่งทิวบ์แท็ปออกไปจากห้องเท่านั้นเอง

ยังมีข้อดีอีกอย่าง ซึ่งผมถือว่าเป็นขุดแข็งของ IsoThermal TubeTrap นั่นคือ มันเป็นอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่สามารถปรับแบบ off-the-wall ได้ ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงกว่าอุปกรณ์ประเภทที่ติดตั้งลงบนผนัวแบบตายตัว ซึ่งจะไม่สามารถ fine tune อย่างละเอียดได้เหมือนทิวบ์แท็ป /

********************
ราคา:

IsoThermal TubeTraps
ขนาด 11 นิ้ว x 3 ฟุต = 28,000 บาท / ชิ้น
ขนาด 13 นิ้ว x 3 ฟุต = 31,000 บาท / ชิ้น
ขนาด 16 นิ้ว x 3 ฟุต = 37,000 บาท / ชิ้น

Full-Round TubeTraps
ขนาด 9 นิ้ว x 4 ฟุต = 30,000 บาท / ชิ้น
ขนาด 11 นิ้ว x 4 ฟุต = 31,000 บาท / ชิ้น
ขนาด 13 นิ้ว x 4 ฟุต = 33,000 บาท / ชิ้น
ขนาด 20 นิ้ว x 4 ฟุต = 53,000 บาท / ชิ้น

Half-Round TubeTraps
ขนาด 11 นิ้วx 5 ฟุต = 37,000 บาท / ชิ้น
ขนาด 13 นิ้วx 5 ฟุต = 42,000 บาท / ชิ้น

Sound Panels (1 กล่อง มี 8 ชิ้น)
ขนาด 13 นิ้วx 5 ฟุต = 53,000 บาท / กล่อง

Tower Traps
ขนาด 14.5 นิ้วx 5 ฟุต = 41,000 บาท / ชิ้น

Matrix Panel
ขนาด 24 นิ้วx 48 ฟุต = 31,000 บาท / ชิ้น

Cinema Panel
ขนาด 12 นิ้วx 48 ฟุต = 8,000 บาท / ชิ้น

PCDA Panel
ขนาด 24 นิ้วx 48 ฟุต = 41,000 บาท / ชิ้น

Bastoni Panel
ขนาด 24 นิ้วx 24 ฟุต = 28,000 บาท / ชิ้น
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Hi-END AUDIO
โทร. 02-101-1988

facebook: @hiendaudiothailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า