รีวิว Bose รุ่น S1 Pro+ ระบบลำโพงเอนกประสงค์ที่ใครๆ ก็ใช้ได้

คนที่อยู่ในวงการโปรเฟสชั่นแนล ออดิโอเห็นรูปทรงของลำโพงตัวนี้แล้วคงนึกถึงสเตจ มอนิเตอร์เป็นอย่างแรก ซึ่ง Bose S1 Pro+ ตัวนี้ก็สามารถใช้งานแบบนั้นได้ ส่วนนักดนตรีเหลียวมาเห็นลำโพงตัวนี้แล้วคงนึกถึงลำโพงพีเอที่ไว้เล่นดนตรีตามห้องอาหารหรืองานคอนเสิร์ตแบบมินิม่อล คือมีกีต้าร์กับไมค์อย่างละตัวแค่นี้ก็ตั้งวง One Man Band ได้แล้ว ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็สามารถรองรับการใช้งานแบบนั้นได้เหมือนกัน

ส่วนคนทั่วไปเห็นลำโพงตัวนี้แล้วอาจจะสงสัยว่า เอามาใช้ในบ้านได้ด้วยเหรอ.??? ใช้ได้ซิ.. ใช้ได้ดีเลยล่ะ ใช้ทำอะไรได้บ้าง.?? การใช้งานอย่างแรกที่เบสิคมากๆ คือใช้เป็นลำโพงไร้สายที่เชื่อมต่อด้วยคลื่น Bluetooth และ AirPlay กับอุปกรณ์พกพาได้ เพราะลำโพงตัวนี้มีอินพุต Bluetooth มาให้ไว้รองรับสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์พกพาในตัวนั่นเอง จะใช้ฟังเพลงหรือดูคลิป, เล่นเกมส์ ได้หมด พูดง่ายๆ S1 Pro+ ตัวนี้มันก็คือลำโพง Bluetooth ดีๆ นี่เอง แต่ไม่ใช่แค่นั้น S1 Pro+ ตัวนี้ยังมีอ๊อปชั่นการใช้งานที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง

รูปร่างหน้าตา

ลำโพง Bose รุ่น S1 Pro+ นี้เป็นเวอร์ชั่นที่อัพเกรดมาจากรุ่น S1 Pro เดิม ซึ่งไม่แค่ปรับเปลี่ยนทางด้านอินพุตและวิธีการปรับตั้งฟังท์ชั่นในการใช้งานเท่านั้น แต่ได้มีการปรับปรุงรูปร่างหน้าตาภายนอกด้วย แม้ว่ารูปทรงภายนอกโดยรวมๆ จะยังคงออกมาคล้ายกัน คือไม่ได้เป็นตู้ลำโพงทรงกล่องสี่เหลี่ยม เหมือนลำโพงบ้านทั่วไป แต่ถูกออกแบบให้มีลักษณะของตัวตู้ลำโพงที่เหมาะสมกับการจัดวางสำหรับการใช้งานจริง ทำให้ตัวตู้ของลำโพงรุ่นนี้มีลักษณะที่เหมือนกับลำโพง stage monitor ที่มีแผงหลังของตัวตู้ออกมาเป็นทรงเหลี่ยมๆ เพื่อให้สามารถจัดวางได้ถึง 4 รูปแบบ ให้เหมาะกับการติดตั้งใช้งานภาคสนามทุกรูปแบบโดยมีฟังท์ชั่น Auto EQ ช่วยปรับจูนเสียงไปตามลักษณะการวางด้วย เวอร์ชั่น S1 Pro ก่อนหน้านี้ตัวตู้จะมีลักษณะที่เป็นเหลี่ยมแข็งๆ เน้นไปทางโปรฯ มากหน่อย แต่เวอร์ชั่น S1 Pro+ ได้มีการปรับรูปร่างภายนอกให้ดูนุ่มเนียนตามากขึ้น มีการลบเหลี่ยมมุมตู้ออกไปแล้วทำให้มีลักษณะที่โค้งมน ดูเป็นมิตรกับการนำมาใช้ในบ้านพักอาศัยมากขึ้น

สัดส่วน

ขนาดตัวตู้ของ S1 Pro+ ถือว่าอยู่ในระดับ กระทัดรัดไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป โครงสร้างของตัวตู้ทำมาจากวัสดุที่ดูคล้ายพลาสติกแต่แข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบาแค่หกกิโลกว่าๆ มีหูหิ้วขนาดใหญ่ช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนๆ ได้สะดวกมาก

ฟังท์ชั่นต่างๆ บนตัวตู้

ช่องต่อเชื่อมสัญญาณกับปุ่มปรับตั้งการทำงานและปุ่มปรับแต่งเสียง ถูกติดตั้งไว้ที่ด้านข้างและด้านหลังของตัวตู้ ตามภาพด้านบน..

1. ช่องอินพุตที่ให้มา 3 ช่อง พร้อมแถบไฟแสดงความเข้มของสัญญาณอยู่ตอนท้าย
2. ปุ่มกดและหมุนสำหรับการปรับตั้งค่าและเลือกโหมดการทำงานของอินพุตทั้ง 3 ช่อง
3. ช่องเสียบสำหรับชาร์จไฟตัว wireless transmitter
4. ช่อง USB-A สำหรับชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอก
5. ช่อง USB-C สำหรับใช้งาน S1 Pro+ ในโหมด Live Stream และใช้สำหรับการอัพเดตเฟิร์มแวร์
6. ช่อง Line Out ที่ให้ความแรงสัญญาณระดับ Line Level
7. เต้ารับสำหรับเสียบสายไฟเอซี
8. ปุ่มกดสำหรับเปิด/ปิดเครื่อง

อินพุต

ระบบอิเล็กทรอนิคที่ใช้จัดการกับสัญญาณอินพุตทั้ง 3 ช่องของ S1 Pro+ มีลักษณะเป็นวงจร mixer โดยที่สองช่องแรก (อินพุต 1, 2) ถูกออกแบบมาให้รองรับสัญญาณจากไมโครโฟนหรือสัญญาณระดับไลน์เลเวลของเครื่องดนตรีไฟฟ้า ในขณะที่อินพุตที่ 3 ที่อยู่ล่างสุดนั้นมีลักษณะเป็น อินพุตเอนกประสงค์ที่เอาไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกที่สามารถเชื่อมต่อกับ S1 Pro+ ด้วยสัญญาณดิจิตัลผ่านเข้าทางระบบไร้สาย Bluetooth และ AirPlay ได้ และยังสามารถเชื่อมต่อด้วยสัญญาณอะนาลอกระดับไลน์ เลเวล ผ่านทางขั้วต่อ mini 3.5mm และขั้วต่อ TRS ก็ได้ด้วย

ฟังท์ชั่น + การปรับตั้งใช้งานแต่ละอินพุต

ที่ด้านหลังของแต่ละอินพุตจะมีแถบไฟ LED แสดงความเข้มของสัญญาณอินพุต ต่อด้วยปุ่มกด/หมุนที่ใช้ปรับตั้ง/เลือกอ๊อปชั่นการทำงานของแต่ละอินพุต โดยมีจอ OLED ทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กคอยแสดงรายละเอียดของการปรับตั้งให้เห็นด้วย

ปุ่มควบคุมของแต่ละอินพุตเป็นปุ่ม multi function ที่มีหน้าที่หลายอย่างซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ เริ่มจากการปรับตั้งคุณสมบัติพื้นฐานเกี่ยวกับเสียง ได้แก่การปรับวอลลุ่มและปรับปริมาณของความถี่ในย่านทุ้ม/แหลม ซึ่งวิธีสลับเปลี่ยนหัวข้อในการปรับตั้งค่าของแต่ละอินพุต ทำได้โดยการกดลงไปตรงปุ่มที่ใช้ควบคุมอินพุตที่ต้องการปรับตั้งค่า แต่ละครั้งที่กดลงไปหัวข้อการปรับตั้งจะสลับเปลี่ยนวนไประหว่าง VOLUME (ความดัง) > THEBLE (แหลม) > BASS (ทุ้ม) ส่วนวิธีปรับเพิ่ม/ลดแต่ละหัวข้อก็คือหมุนที่ปุ่ม ถ้าหมุนตามเข็มคือเพิ่ม หมุนทวนเข็มคือลด ซึ่งการปรับตั้งทั้งหมดจะปรากฏขึ้นมาบนจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ ปุ่มที่ใช้ปรับตั้งค่านั่นเอง หลังจากปรับตั้งค่าเสร็จแล้ว ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรเกิดขึ้นอีก หลังจากนั้นประมาณ 10 วินาที หัวข้อการปรับตั้งจะเปลี่ยนไปอยู่ที่ VOLUME โดยอัตโนมัติ แสดงว่าการปรับตั้งได้รับการบันทึกไว้แล้ว

สองอินพุตด้านบน (อินพุต 1, 2) ที่รองรับสัญญาณจากไมโครโฟนและเครื่องดนตรีจะมีหัวข้อปรับตั้งค่ามากกว่าอินพุตที่สาม โดยมีหัวข้อการปรับตั้ง REVERB เพิ่มเติมขึ้นมา นอกจากนั้น อินพุต 1 กับอินพุต 2 ยังมีฟังท์ชั่นที่ชื่อว่า ‘ToneMatchให้ปรับตั้งอีกหนึ่งฟังท์ชั่น

ฟังท์ชั่น ToneMatch

ฟังท์ชั่นนี้จะทำหน้าที่ปรับ โทนเสียงของสัญญาณที่เข้ามาทางอินพุต 1 และอินพุต 2 ให้ออกมาตรงกับโทนเสียงของยี่ห้อและรุ่นของไมโครโฟน หรือเครื่องดนตรีที่เชื่อมต่ออยู่กับอินพุตนั้นๆ ซึ่งการปรับตั้งค่าในส่วนของ ToneMatch นี้ต้องเข้าไปทำการปรับตั้งผ่านทางแอพลิเคชั่น ‘Bose Musicถึงจะสมบูรณ์

แอพลิเคชั่น Bose Music

Bose Musicเป็นแอพลิเคชั่นที่ Bose ทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Bose สามารถดาวน์โหลดไปใช้ควบคุมสั่งงานผลิตภัณฑ์ของ Bose ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ (มีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android) ซึ่งนอกจากจะใช้ควบคุมสั่งงานลำโพง S1 Pro+ ตัวนี้แล้ว แอพฯ ตัวนี้ยังสามารถใช้ควบคุมสั่งงานได้หลายผลิตภัณฑ์ อย่างเช่นใช้กับลำโพงบลูทูธก็ได้ หรือใช้กับลำโพงซาวนด์บาร์ก็ได้

สำหรับอินพุต 2 ช่องด้านบน (อินพุต 1, 2) ซึ่งออกแบบมาให้ใช้กับไมโครโฟนกับเครื่องดนตรีนั้น จะมีฟังท์ชั่น ToneMatch มาให้ใช้เฉพาะสองอินพุตนี้ด้วย ซึ่งคุณต้องเข้าไปทำการปรับตั้งผ่านแอพฯ เท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ ที่ปุ่มที่ใชควบคุมการปรับตั้งต่าของอินพุต 1 และอินพุต 2 จะสามารถปรับตั้งได้เฉพาะ VOLUME > THEBLE > BASS > REVERB เท่านั้น ส่วนในแอพฯ Bose Music นั้นมีให้ปรับตั้งค่าทุกอย่าง รวมถึงฟังท์ชั่น ToneMatch ที่ว่านี้ด้วย

ข้างบนนี้เป็นหน้าตาของแอพฯ Bose Music ซึ่งแสดงฟังท์ชั่นต่างๆ ขึ้นมาให้ทำการปรับตั้งค่า ในกรอบสีเขียวนั้นเหมือนปรับจากปุ่มควบคุมบนตัวเครื่อง ส่วนกรอบสีแดงนั่นแหละสำหรับการปรับตั้งฟังท์ชั่น ToneMatch ซึ่งการปรับตั้งอย่างละเอียดต้องเข้าไปปรับตั้งผ่านทาง Settings (กดเข้าไปที่รูปเฟือง ตรงมุมบนขวาที่มีศรชี้) ส่วนในวงกลมสีฟ้ามุมล่างขวานั้นคือที่เก็บบันทึกค่าต่างๆ ที่ปรับตั้งไว้เป็นเมมโมรี่

จริงๆ แล้ว พื้นฐานของฟังท์ชั่น ToneMatch ก็คือการปรับ EQ นั่นเอง เมื่อเข้าไปที่เมนู Settings แล้วเลือกอินพุตที่ต้องการปรับแล้ว ขั้นตอนแรกที่แอพฯ จะให้คุณเลือกคือประเภทของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ที่อินพุตที่จะปรับ โดยมีให้เลือกระหว่าง ‘Microphoneกับ ‘Instrumentในภาพข้างบนเป็นตัวอย่างจริงของหน้าแอพฯ กรณีที่ใช้ไมโครโฟน Audix (2รุ่น OM3 (3ที่อินพุต 1 ของ S1 Pro+ เมื่อเลือกชื่อยี่ห้อและรุ่นในแอพฯ ที่ตรงกับที่ไมโครโฟนที่ใช้จริง DSP ในตัว S1 Pro+ จะเลือกค่า EQ Preset ที่ทำให้ได้โทนเสียงไมโครโฟนออกมาตรงตามสเปคฯ ของไมโครโฟนตัวนั้นๆ

ข้างบนนี้เป็นตัวอย่างของหน้าแอพฯ กรณีที่เสียบใช้งานอินพุต 1 หรือ 2 ด้วยกีต้าร์โปร่งสายเหล็ก ซึ่งแอพฯจะให้คุณเลือกยี่ห้อและรุ่นของกีต้าร์ให้ตรงกับกีต้าร์ที่คุณใช้จริง

โหมด Live Stream & Recording

นอกจากจะใช้ S1 Pro+ ตัวนี้เป็นมอนิเตอร์สำหรับการเล่นดนตรีสดแล้ว มันยังมีโหมด Live Stream มาให้อีกหนึ่งหน้าที่ ซึ่งเข้าทางสำหรับ YouTuber และ Influencer สายดนตรีที่สามารถนำ S1 Pro+ ไปทำ Live Stream คือเล่นดนตรีสดเพื่อเผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลได้ด้วย

เมื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าที่อินพุต USB-C ของ S1 Pro+ ลำโพงตัวนี้จะทำหน้าที่เป็น soundcard ทันที ซึ่งจะจัดส่งสัญญาณเสียงของเครื่องดนตรีที่คุณเล่นไปให้โปรแกรมไล้ฟ์สตรีมบนคอมพิวเตอร์นำไปเผยแพร่ออกไปทางไล้ฟ์สดได้ หรือถ้าเป็นนักดนตรีที่ต้องการบันทึกเสียงเครื่อดนตรีที่ตัวเองแล่นลงไปบนเวิร์คสเตชั่น (DAW) ก็สามารถใช้อินพุต USB-C ที่ว่านี้ได้

นอกจากนั้น ถ้าคุณทำการเชื่อมต่อลำโพงแอ๊คทีฟ ซับวูฟเฟอร์เข้ากับช่อง Line Out ของ S1 Pro+ ทางผู้ผลิตก็มีเครื่องมือมาช่วยให้คุณทำการจูนเสียงของลำโพงซับวูฟเฟอร์ตัวนั้นให้ทำงานเข้าขากับ S1 Pro+ ได้อย่างกลมกลืน เครื่องมือนั้นก็คือฟังท์ชั่น ‘Sub EQนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น S1 Pro+ ตัวนี้ยังมีโหมดที่ทำให้สามารถใช้งานร่วมกับชุดลำโพง PA รุ่นอื่นๆ ผ่านทางระบบสตรีมไร้สายได้อีก โดยผ่านทางฟีเจอร์พิเศษที่ชื่อว่า ‘Dual Wireless Streamingยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการพ่วง S1 Pro+ เพิ่มเข้ามาอีกตัวก็สามารถทำได้ผ่านฟีเจอร์นี้ ส่วนผลิตภัณฑ์ของ Bose ที่สามารถใช้งานร่วมกับ S1 Pro+ ผ่านฟีเจอร์นี้ ณ ขณะนี้มีอยู่อีก 2 รุ่น คือ Bose L1 Pro8 & L1 Pro16 Portable Line Array System และ Bose L1 Pro32 Portable Line Array

ท้ายสุดของความสะดวกคือมีแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้วนำไปใช้นอกสถานที่ได้นานถึง 11 ชั่วโมง จะยกออกไปเปิดในงานปาร์ตี้กลางสนามหญ้าหลังบ้านก็ได้สบายโดยไม่ต้องห่วงเรื่องเสียบไฟเลย ..!! 

ฟังเพลงด้วยการสตรีมไฟล์เพลงผ่าน S1 Pro+

ที่อินพุต 1, 2 ให้ขั้วต่อที่รองรับหัวแจ๊ค TRS กับ XLR มา เพราะตั้งใจทำมาให้ใช้กับไมโครโฟนและเครื่องดนตรีเป็นหลัก ซึ่งเป็นการใช้งาน S1 Pro+ ไปในแนวทางของโปรฯ ถ้าคุณเป็นคอนซูเมอร์สาย Home-use ที่ต้องการใช้งาน S1 Pro+ เพื่อความบันเทิงภายในบ้าน คุณต้องใช้อินพุต 3 จะง่ายที่สุด เพราะผู้ผลิตเขาติดตั้งขั้วต่อสัญญาณ mini 3/5mm สำหรับรองรับสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณอะนาลอกจากเครื่องเล่นต่างๆ (เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง, เครื่องเล่นซีดี, DAC และสตรีมเมอร์) และยังมีอินพุต Bluetooth ไว้รองรับสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลมาให้ด้วย

ผมทดลองใช้ iPhone 12 ของผมจับคู่กับ S1 Pro+ ผ่านทาง Bluetooth เพื่อสตรีมไฟล์เพลงมาเล่นบน S1 Pro+ ซึ่งวิธีจับคู่ระหว่าง iPhone 12 กับ S1 Pro+ ก็ไม่ยากเลย แค่กดปุ่ม Bluetooth ที่ด้านหลังของ S1 Pro+ จนมีไฟสีฟ้ากระพริบ จากนั้นก็ไปเปิดฟังท์ชั่น Bluetooth บนสมาร์ทโฟนรอจนมีชื่อ Bose S1 Pro+ปรากฏขึ้นมาก็กดรับเพื่อเชื่อมต่อเท่านั้นก็เสร็จ

เสียงของ S1 Pro+ ที่ได้จากการสตรีมไฟล์เพลงผ่าน Bluetooth

สตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL

จากการทดลองสตรีมไฟล์เพลงทั้งจาก TIDAL และจาก NAS ที่ผมเก็บไฟล์เพลงที่ริปจากแผ่นซีดีมาทดลองฟังผ่าน S1 Pro+ ตัวนี้ ผมพบว่า ต้องใช้แอพฯ จากภายนอกในการเล่นไฟล์เพลงเพื่อส่งสัญญาณเสียงมาให้ S1 Pro+ เนื่องจากแอพฯ Bose Music เป็นแค่แอพฯ รีโมทที่มีแต่ฟังท์ชั่นที่ใช้ในการปรับตั้งค่าฟีเจอร์ต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้ผนวกเอาความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงไว้ในตัว คุณต้องใช้แอพฯ มิวสิค เพลเยอร์จากภายนอกในการเล่นไฟล์เพลงถ้าต้องการฟังเพลงผ่าน S1 Pro+ ด้วยการสตรีมไร้สายผ่าน Bluetooth หรือ AirPlay

สำหรับการสตรีมไฟล์เพลงผ่านอินเตอร์เน็ต ผมใช้บริการของ TIDAL โดยใช้แอพฯ เพลเยอร์ของ TIDAL ในการเล่นไฟล์เพลงแล้วส่งสัญญาณเสียงเข้าทางอินพุต Bluetooth (AirPlay) จากนั้นก็ทำการปรับวอลลุ่มและปรับจูนทุ้มแหลมผ่านทางแอพฯ Bose Music ส่วนการเล่นไฟล์เพลงของผมเองที่เก็บไว้ใน NAS ผมใช้แอพฯ Onkyo HF Player ที่ติดตั้งบน iPhone 12 เป็นเพลเยอร์ในการเล่นไฟล์เพลงแล้วส่งสัญญาณเสียงเข้าทางอินพุต Bluetooth (AirPlay) เช่นเดียวกัน

อย่างแรกที่รับรู้ได้ถึงลักษณะเฉพาะของ S1 Pro+ ก็คือว่ามันกระจายแผ่คลื่นเสียงออกไปได้กว้างและไกลมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนวางตัวตู้ให้เอียงด้านข้างลงบนโต๊ะเตี้ยๆ จะได้สนามเสียงที่แผ่กว้างมากเป็นพิเศษ ตอนหลังมาส่องไฟดูถึงได้รู้ว่าเขาจัดไดเวอร์ทรงกรวยไดนามิกขนาด 2.25 นิ้ว เรียงกัน 3 ตัวแนวคล้ายๆ Line Array โดยมีวูฟเฟอร์ทรงกรวยขนาด 6 นิ้ว หนึ่งตัวอยู่ที่ด้านล่างของไดเวอร์ 2.25 นิ้ว ทั้งสามตัว พอวางตัวตู้เอียงเอาด้านข้างลงพื้น แถวของไดเวอร์ตัวเล็กทั้งสามตัวก็จะเรียงกันอยู่ในแนวขนานกับพื้น (horizontal) เสียงจึงออกมากว้างกว่าวางตัวตู้ในแนวตั้ง

ส่วนบุคลิกเสียงของ S1 Pro+ โดยรวมจะออกมาทางเปิดกระจ่าง มีโทนของ ความสดเจือออกมาให้รู้สึกได้ แนวเสียงออกไปทางเปิดเผย รายละเอียดดี แม้ว่าจะเป็นระบบเสียงโมโน แต่ก็ยังแยกแยะรายละเอียดออกมาได้ชัด เสียงเบสก็ลอย ไม่มีลักษณะอับทึบ ปลายเสียงแหลมและหางของเสียงทุ้มไม่ได้เยอะมาก โทนัลบาลานซ์จะไปหนาแน่นอยู่ในย่านกลางเป็นพิเศษ ซึ่งมีข้อดีที่ทำให้ฟังเพลงได้หลากหลายแนว สามารถเปิดได้ดังเกินพอสำหรับการใช้งานในบ้าน

แปลง S1 Pro+ เป็นชุดราคาโอเกะ.!

เนื่องจากระบบอิเล็กทรอนิคที่ใช้ควบคุมอินพุตในตัว S1 Pro+ เป็น mixer ผมจึงมีความคิดว่าน่าจะทำให้ S1 Pro+ ทำงานเป็นชุดคาราโอเกะได้ ประกอบกับทางบริษัท อัศวโสภณฯ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย S1 Pro+ ตัวนี้ได้จัดส่งไมโครโฟนยี่ห้อ Audix รุ่น OM3 มาตัวหนึ่งให้ลองใช้กับลำโพงตัวนี้ด้วย พร้อมกับตัว S1 Pro+ Wireless Mic/Line Transmitter (XLR)

ไมโครโฟน Audix รุ่น OM3

S1 Pro+ Wireless Mic/Line Transmitter (XLR)
()

ผมตั้งใจที่จะใช้ทีวี Sony OLED A8F ของผมซึ่งเป็น Android TV ทำหน้าที่เป็นจอคาราโอเกะ เพราะตัวทีวีมันมีแอพฯ YouTube ที่ใช้เปิดวิดีโอคาราโอเกะได้อยู่ในตัว แค่ดึงสัญญาณเสียงจากทีวีมาที่ S1 Pro+ ก็เรียบร้อย แต่เนื่องจาก S1 Pro+ ไม่มีช่องอินพุต HDMI และไม่มีช่องอินพุต Optical ด้วย.. ต้องหาวิธีดัดแปลง.!!

ผมมีสตรีมเมอร์ของ Bluesound รุ่น New NODE ใช้งานส่วนตัวอยู่ ผมจึงเอา New NODE (วงกลม A) เข้ามาช่วยเป็นตัวกลางรับสัญญาณดิจิตัลจากทีวีมาเข้าที่ New NODE ทางอินพุต HDMI (ARC) เพื่ออาศัยภาค DAC ในตัว New NODE ช่วยแปลงสัญญาณดิจิตัลจากทีวีให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก จากนั้นก็ต่อเชื่อมสัญญาณอะนาลอกจากช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตของตัว New NODE ไปเข้าที่อินพุต 3 ของ S1 Pro+ (วงกลม B) ทางช่อง mini 3.5mm แค่นี้ก็สำเร็จ..!!!

หลังจากปรับตั้งวอลลุ่มของเสียงที่มาจากทีวี (อินพุต 3) ให้บาลานซ์กับเสียงร้องที่มาจากไมโครโฟนไร้สายที่ป้อนเข้าทางอินพุต 1 ของ S1 Pro+ เสร็จแล้ว ผมก็ได้ชุดคาราโอเกะไว้ใช้แล้ว เสียงที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ลำบากที่ต้องคอยปรับวอลลุ่มบ่อยหน่อยเพราะเสียงที่มาจากคลิปวิดีโอจาก YouTube มาจากแหล่งที่ต่างกัน เกนของสัญญาณเสียงจึงออกมาไม่เท่ากัน เปลี่ยนเพลงทีก็ต้องปรับวอลลุ่มที แต่ก็ไม่ถึงกับยุ่งยากอะไรมาก.. เทียบกับความบันเทิงที่ได้รับถือว่าคุ้ม.!!!

สรุป

S1 Pro+ เป็นระบบลำโพงที่มีความสามารถรอบตัวจริงๆ ซึ่งความสามารถของมันครอบคลุมการใช้งานได้หลายสถานะการณ์ ไม่ว่าจะเป็นใช้เล่นดนตรี, ใช้เป็นระบบเสียงในงานพีเอ หรือจะใช้เพื่อความบันเทิงภายในบ้านก็ยังได้ เมื่อเทียบกับราคาค่าตัวของมันแล้ว บอกเลยว่า ประโยชน์ใช้สอยที่ลำโพงชุดนี้ให้ออกมานั้น คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายออกไปมาก เมื่อเทียบกับลำโพงไร้สายที่มีอยู่ดื่นดาษในตลาดทุกวันนี้..!!!

***********************
ราคา : 33,790 บาท / ตัว
***********************
สนใจส่งซื้อได้ที่

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า