รีวิว Dali รุ่น EPIKORE 3

DaliEPIKORE 3เป็นลำโพง 3 ทาง.. บางคนอาจจะสงสัยว่า 3 ทาง ตรงไหน.?? ปกติแล้ว ลำโพง 3 ทาง จะต้องมีทวีตเตอร์มิดเร้นจ์ และวูฟเฟอร์ อย่างละตัวต่อข้างไม่ใช่เหรอ..??

ลำโพง 3-ทางแบบอย่างของ Dali

เราคุ้นตากับลำโพง 3-ทาง ที่ใช้ได้เวอร์กรวยไดนามิกขนาด 3 – 4 นิ้ว ทำหน้าที่เป็น มิดเร้นจ์ทำงานร่วมกับทวีตเตอร์ขนาด 0.75 – 1.0 นิ้ว ซึ่งรับหน้าที่ถ่ายทอดความถี่สูง ส่วนเสียงทุ้มเป็นหน้าที่ของวูฟเฟอร์ ขนาด 5 – 8 นิ้ว มานาน จึงไม่แปลกใจว่าจะเกิดความสงสัยเมื่อได้มาเห็นลำโพง 3-ทาง ของ Dali รุ่น EPIKORE 3 คู่นี้ เหตุที่คนทั่วไปสงสัยก็เพราะว่าไม่เห็นไดเวอร์มิดเร้นจ์นั่นเอง..

DaliEPIKORE 3เป็นลำโพงวางขาตั้ง ซึ่งเป็นรุ่นเล็กสุดในอนุกรม EPIKORE ที่ทำออกมาแทรกกลางอยู่ระหว่างซีรี่ย์ EPICON ที่อยู่ในสถานะต่ำกว่า กับซีรี่ย์ KORE ที่อยู่สูงกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อเปิดทางเลือกให้กับผู้ใช้มากขึ้น โดยที่ในซีรี่ย์ EPIKORE มีลำโพงอยู่ 4 รุ่น คือ EPIKORE 3, EPIKORE 7, EPIKORE 9 และ EPIKORE 11 เรียงจากเล็กมาใหญ่..

ซึ่งจุดเด่นที่ทั้ง 4 รุ่น มีอยู่ในตัวเหมือนกันก็คือ ทวีตเตอร์แบบ Hybrid รุ่น EVO-K ที่อยู่ในรูปของ โมดูลไดเวอร์เสียงแหลมที่ประกอบด้วยทวีตเตอร์ซอฟท์โดมขนาด 35 .. หนึ่งตัวกับไดเวอร์แผ่นฟิล์มพลาน่าร์ แม็กเนโตสแตรติก ขนาด กว้าง 10 x สูง 55 .. อีกหนึ่งตัว ทำงานร่วมกันโดยมีจุดตัดที่ 12,500Hz เป็นตัวเชื่อมโยงความถี่ระหว่างไดเวอร์ทั้งสองตัวนี้ให้ต่อเนื่องกัน ซึ่งทางผู้ผลิตแยกนับทวีตเตอร์ซอฟท์โดมกับไดเวอร์แผ่นฟิล์มพลาน่าร์ฯ ออกเป็น 2 ตัว รวมกับไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาด 7 นิ้ว อีกหนึ่งตัว นั่นทำให้ EPIOKORE 3 กลายเป็นลำโพง 3-ทาง ไปโดยปริยาย โดยมีจุดตัดแบ่งความถี่ในระบบอยู่ 2 จุด คือที่ 2,800Hz ระหว่างมิด/วูฟเฟอร์กับโมดูล Hybrid Tweeter กับจุดตัดความถี่ที่ 12,500Hz ที่ฝังอยู่ในโมดูล Hybrid Tweeter อีกหนึ่งจุด

ตู้สวยมาก ระดับ 10 เต็มไม่มีหัก..!!!

บอกเลย.. ถ้ามีการประกวดลำโพงที่ออกแบบและสร้างตัวตู้สวยๆ ในงบประมาณ ไม่เกิน 5 แสนบาท ผมคิดว่า DaliEPIKORE 3ตัวนี้น่าจะเข้าวินแน่ๆ ถ้าไม่ชนะเลิศก็ต้องติดหนึ่งในสาม.! เพราะตอนที่ผมเห็นลำโพงคู่นี้ในรูป ผมก็ว่ามันดูสวยมากแล้ว แต่เมื่อได้มาเห็นตัวจริง ก็ต้องยอมรับว่า สวยกว่าในรูปเยอะ.!!

เมื่อพูดถึง ตัวตู้อย่างแรกที่อยากจะเอ่ยปากชมก็คือ ความปราณีตในการผลิต ซึ่งจริงๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่า ลักษณะการออกแบบรูปทรงภายนอก ควรจะเป็นอย่างแรกที่กระแทกสายตาก่อนเพราะมองเห็นมาแต่ไกล แต่สำหรับลำโพง DaliEPIKORE 3คู่นี้ต้องขอยกเว้น เพราะความสวยเนี้ยบเฉียบขาดของตัวตู้ที่เงาวับมันส่องแสงมากระทบสายตาทำนองยั่วยวนชวนให้เข้าไปพินิจพิเคราะห์ใกล้ๆ และเมื่อได้เห็นผิวตู้ที่ทั้งเรียบเนียนและส่องเป็นประกายวาววับแบบนั้น ก็ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบคลำเบาๆ

รูปทรงของตู้ภายนอกไม่ได้เป็นกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ เหมือนลำโพงยุคเก่า หากแต่ได้ผ่านการออกแบบโดยเน้นไม่ให้มีเหลี่ยมมุมที่มองแล้วคมบาดตา แผงหน้าถูกปรับให้มีลักษณะโค้งมนเล็กน้อย ส่วนผนังทั้งสองข้างมีลักษณะที่ลู่สอบบีบโค้งไปทางด้านหลัง ถ้ามองจากท็อปวิวจะมีลักษณะคล้ายหยดน้ำ ซึ่งเป็นดีไซน์ตัวตู้ที่ไม่ได้แค่ให้ดูอ่อนช้อยสวยงาม แต่มีผลกับเสียงอย่างมาก เพราะเป็นการออกแบบตัวตู้ที่ทำให้ผนังตู้ที่อยู่ตรงข้ามกันทั้ง 3 คู่ (6 ด้าน) คือ แผงหน้า vs แผงหลัง, ผนังตู้ด้านซ้าย vs ผนังตู้ด้านขวา และ ฐานล่างของตัวตู้ vs ส่วนบนของตัวตู้ มีลักษณะที่ ไม่ขนานกันเลย ผลคือทำให้ไม่มีโอกาสเกิด flutter echo ซึ่งเป็นต้นเหตุที่กระตุ้นให้เกิดเรโซแนนซ์ขึ้นภายในตู้ลำโพงได้เลย ไม่เหมือนตู้ทรงสี่เหลี่ยมแบบเก่าที่มีผนังตรงข้ามขนานกันซึ่งจะมีปัญหาเรโซแนนซ์ในตัวตู้หนักมาก พอตู้สั่นค้าง เสียงที่ออกมาจากไดเวอร์ก็จะเบลอ ขาดความคมชัด ซึ่งตอนที่ไดเวอร์บนตัว EPIKORE 3 ทำงาน ผมทดลองเอามือไปแตะบนตัวตู้ พบว่าแทบจะไม่มีอาการสั่นเลย.!

ไดเวอร์

ตัวขับเสียงแหลมแบบ Hybrid Tweeter รุ่น EVO-K ที่ Dali คิดค้นขึ้นมานี้พูดได้ว่าเป็น game changing! สำหรับแนวทางในการออกแบบลำโพงที่แท้ทรู.!!

ยังไง.? ในขณะที่ผู้ผลิตลำโพง 80 – 90% ที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ ยังคงใช้วิธี ขยายขีดความสามารถในการถ่ายทอดความถี่เสียงทางด้านสูงของลำโพง จากมาตรฐานเดิมที่ไปสุดแค่ 20kHz ให้ทยานไปได้ถึง 40kHz ตามมาตรฐานยุคใหม่คือมาตรฐาน Hi-Res Audio โดยใช้ทวีตเตอร์แค่ตัวเดียว ซึ่งต้องรับภาระในการถ่ายทอดความถี่เสียงตั้งแต่ 2,xxxHz ไปจนถึง 3xkHz – 40kHz นับว่าเป็นภาระที่หนักหน่วงมาก เพราะการทำให้ทวีตเตอร์ถ่ายทอดความถี่ที่สูงมากๆ ในขณะที่ต้องตอบสนองต่อ transient attack ในย่านเสียงแหลมที่สวิงได้กว้างๆ ไว้ด้วย ก็มีโอกาสที่จะพบกับปัญหา overshoot ได้ง่าย เพราะทวีตเตอร์ต้องเจอกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ในย่านสูงที่รุนแรง (peak transient attack) ทำให้ไดอะแฟรมของทวีตเตอร์เกิดเรโซแนนซ์ ส่งผลเสียต่อเสียง แต่ถ้าจะลดความไวของทวีตเตอร์ลงเพื่อลดปัญหา overshoot ก็จำต้องแลกกับไดนามิกเร้นจ์ในย่านแหลมที่ลดด้อยลงไป เป็นการแก้ปัญหานึงเพื่อไปเจอกับอีกปัญหานึง วิศวกรของ Dali มองเห็นวังวนของปัญหานี้ จึงหาวิธีป้องกันด้วยการทำ 2 อย่าง พร้อมกัน อย่างแรกคือ เอาไดเวอร์แผ่นฟิล์ม Planar Magnetostatic ขนาด 10 x 55 ตารางมิลลิเมตร เข้ามาช่วยถ่ายทอดความถี่ในย่านสูงมากๆ คือตั้งแต่ 12,500Hz – 34,000Hz เพื่อช่วยลดภาระของทวีตเตอร์ซอฟท์โดมลง อย่างที่สองที่พวกเขาทำคือขยายขนาดไดอะแฟรมของตัวโดมทวีตเตอร์ขึ้นมาจากปกติที่มักจะใช้กันอยู่ที่ 1 นิ้ว มาเป็น 1.4 นิ้ว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความถี่ในย่าน 2,800Hz – 12,500Hz ที่โดมทวีตเตอร์รับผิดชอบอยู่ให้ได้ความดังที่เพิ่มขึ้นโดยปราศจากความเพี้ยน

ความถี่ที่เชื่อมต่อจากโดมทวีตเตอร์คือ ตั้งแต่ 2,800Hz ลงมาถึง 42Hz ถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ ทรงกรวยไดนามิกขนาด 7 นิ้ว ซึ่งตัวไดอะแฟรมทำมาจากวัสดุผสมที่ประกอบด้วยเยื่อกระดาษ, เยื่อไม้ และไฟเบอร์ ทำให้มีน้ำหนักเบาจึงไวต่อการตอบสนองกับสัญญาณที่แผ่วเบาได้ดี แต่ก็สามารถตอบสนองกับสัญญาณที่มีทรานเชี้ยนต์รุนแรงและฉับไวได้ดีด้วย เพราะมีพลังงานหนุนจากแม่เหล็กชนิดพิเศษ SMC (Soft Magnetic Composite) เจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่พวกเขาออกแบบเอาไว้ นอกจากนั้น ตัวไดอะแฟรมยังได้ถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงออกมาได้ครบๆ แบบไม่มีการสูญเสีย (low-loss clarity cone) ด้วย

ท่อระบายอากาศแบบพิเศษ.!!

เพราะ EPIKORE 3 เป็นลำโพงตู้เปิด มันจึงมีท่อระบายอากาศอยู่ด้านหลังของตัวตู้ ซึ่งเป็นท่อระบายอากาศที่ดีไซน์ด้วยเทคนิคพิเศษ ไม่เหมือนท่อระบายอากาศของลำโพงส่วนใหญ่ที่มักจะเจาะเป็นรูที่ถ่ายเทอากาศผ่านท่อที่มีลักษณะตรงๆ ส่วนท่อระบายอากาศของ EPIKORE 3 คู่นี้ไม่ได้เจาะทะลุเข้าไปตรงๆ แต่จากปากท่อด้านนอกมันจะวกลงไปทางด้านล่างก่อน คล้ายๆ ท่อวกวนแบบทรานสมิชชั่น ไลน์ แต่ไม่ได้วกวนมากขนาดนั้น ทางผู้ออกแบบตั้งชื่อเรียกเทคนิคของท่อระบายอากาศแบบนี้ว่า Continuous-flare bass reflex port ซึ่งถูกใช้ในรุ่นอื่นๆ ด้วย

ขั้วต่อสายลำโพงแข็งแรงมาก..!!!

แบรนด์ Dali เป็นผู้ผลิตลำโพงเจ้าใหญ่ พวกเขาทำแทบจะทุกอย่างด้วยตัวเอง ตัวตู้, ไดเวอร์, ขาตั้ง, วงจรเน็ทเวิร์ค ไปจนถึงขั้วต่อสายลำโพงด้วย ซึ่งที่ติดตั้งอยู่ที่ด้านหลังของ EPIKORE 3 คู่นี้ ผมว่าคนที่เป็นเจ้าของลำโพงคู่นี้ถ้าเห็นแล้วจะต้องรู้สึกประทับใจมาก เพราะมันเป็นขั้วต่อสายลำโพงที่ถูกออกแบบและผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ได้ไปซื้อขั้วต่อสายลำโพงแแบบสำเร็จรูปที่เห็นกันเกร่ออยู่ในท้องตลาดมาใช้ และก็ไม่ได้ทำแบบสุกเอาเผากินซะด้วย แค่ดูก็รู้สึกได้ถึงความมั่นคงแข็งแรง ตัวฐานของขั้วต่อยึดติดอยู่กับตัวตู้ด้วยน็อตหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ ส่วนตัวขั้วต่อทั้ง 4 ทำด้วยทองเหลืองที่เคลือบผิวด้วยทอง ซึ่งนอกจากจะป้องกันอ็อกไซด์ได้ดีแล้ว โลหะทองเหลืองยังมีคุณสมบัติในการนำสัญญาณที่ดีด้วย

และเนื่องจาก EPIKORE 3 ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด ต่อข้าง เปิดโอกาสให้คุณเลือกวิธีการเชื่อมต่อระหว่างตัวลำโพงกับแอมป์ได้ 3 แบบ คือ

1. Bi-Wired : ต่อกับเพาเวอร์แอมป์ stereo 2 ch ตัวเดียว โดยใช้สายลำโพงไบไวร์ฯ แบบ 2-ออก-4 หนึ่งคู่ (สองเส้น)

2. Single-Wired : ต่อกับเพาเวอร์แอมป์ stereo 2 ch ตัวเดียว โดยใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลฯ หนึ่งคู่ (2 เส้น) และใช้สายจั๊มเปอร์เชื่อมโยงระหว่างขั้วต่อสองชุดเข้าด้วยกัน

3. Bi-amp : ต่อกับเพาเวอร์แอมป์ stereo 2 ch จำนวน 2 ตัว หรือเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อก 4 ตัว โดยใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์จำนวน 2 คู่ (4 เส้น)

ซึ่งแน่นอนว่าการเชื่อมต่อทั้ง 3 แบบ นั้นให้ผลต่อเสียงออกมาต่างกัน ถ้าพูดถึงวิธีเชื่อมต่อที่ให้ผลทางเสียงจากลำโพง EPIKORE 3 คู่นี้ออกมา ดีที่สุดก็ต้องเป็นการเชื่อมต่อแบบที่สามคือ Bi-amp แต่ก็เป็นวิธีเชื่อมต่อที่มีความซับซ้อนและความสิ้นเปลืองมากที่สุด คือสิ้นเปลืองทั้งแอมป์และสายลำโพง ส่วนวิธีเชื่อมต่อแบบแรกและแบบที่สองถือว่าให้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาใกล้เคียงกัน โดยที่วิธีที่สองใช้งบประมาณสำหรับสายลำโพงที่ น้อยกว่าแบบแรก ในกรณีที่ให้คุณภาพเสียงออกมาพอๆ กัน

ในขั้นตอนไฟน์จูน หลังจากทดลองฟังวิธีการเชื่อมต่อสายลำโพงทุกรูปแบบเท่าที่ทำได้แล้ว ผมพบว่า การใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Tyr 2 + จั๊มเปอร์ของ Nordost รุ่น Reference Bi-Wire Jumpers ในการเชื่อมต่อระหว่างลำโพง EPIKORE 3 กับเพาเวอร์แอมป์ Jeff Rowland รุ่น Model 555 ให้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาดีที่สุด โดยใช้วิธีเชื่อมโยงระหว่างขั้วต่อสายลำโพงทั้งสองชุดตามภาพข้างบน ซึ่งในขั้นตอนฟังสรุปเสียงของลำโพง EPIKORE 3 ผมตกลงใช้การเชื่อมต่อสายลำโพงแบบนี้..

ขาตั้ง

Dali ทำขาตั้งรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อใช้กับลำโพงรุ่น EPIKORE 3 โดยเฉพาะ พวกเขาใช้วิธีฉีดขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียมทั้งตัว แผ่นแพลทด้านบนที่รองรับฐานของลำโพงถูกกำหนดให้มีขนาดที่เล็กกว่าฐานลำโพงนิดๆ เพื่อที่ตอนวางลำโพงลงไปแล้วจะได้ไม่เห็นขอบแผ่นแพลทโผล่ออกมา ที่ขอบของแผ่นแพลทมีรูร้อยน็อตเกลียวสำหรับยึดกับตัวลำโพงด้วย ช่วยเพิ่มความมั่นคงและมีส่วนช่วยสลายแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นบนตัวลำโพงลงไปได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนฐานของขาตั้งก็ฉีดขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียม ออกแบบรูปทรงได้สวยงาม ดูดีมาก ที่มุมของขาตั้งทั้ง 4 มีระบบเดือยแหลมที่สามารถหมุนปรับระดับได้ด้วยแกนขนาดใหญ่ที่ทำเป็นเกลียว ใช้ประแจหกเหลี่ยมขันปรับระดับสูงต่ำได้ง่ายๆ เวลาปรับจูนระดับของตัวลำโพงให้ตั้งฉากกับพื้นห้อง ต้องวางระดับน้ำไว้บนแผ่นฐานของตัวขาตั้ง ด้านบนของตัวลำโพงวางไม่ได้เพราะมันมีลักษณะที่โค้ง ไม่เรียบ ซึ่งกลายเป็นข้อดีคือตอนหมุนปรับจะได้มองระดับน้ำได้ง่ายๆ

จานรองเดือยแหลม

ในกล่องมีตัวรองใต้เดือยแหลมมาให้ถึง 2 ชุด เป็นแบบขายางกับจานรองทำด้วยโลหะหล่อ อย่างละ 8 ตัว จุดประสงค์ให้มาเพื่อป้องกันเดือยแหลมทำความเสียหายกับพื้นที่วาง ซึ่งถ้าคุณเป็นมิวสิคเลิฟเวอร์ที่ชอบฟังเพลงและไม่ได้ซีเรียสกับคุณภาพเสียงมาก ไม่ได้มีความพยายามที่จะรีดเค้นคุณภาพเสียงออกมาจากลำโพงคู่นี้ อย่างถึงที่สุดจริงๆ แล้ว ตัวรองเดือยแหลมทั้งสองชนิดที่ผู้ผลิตให้มาก็ถือว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ถ้าคุณเป็น นักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการรีดเค้นคุณภาพเสียงออกมาจากลำโพงคู่นี้ให้ได้มากที่สุดตามศักยภาพที่ลำโพงจะให้ได้ ผมแนะนำให้หาอุปกรณ์รองใต้เดือยแหลมที่มีศักยภาพสูงๆ มาใช้จะช่วยให้คุณภาพเสียงของลำโพงคู่นี้ถูกรีดออกมาได้มากขึ้น ซึ่งจากการทดลองกับอุปกรณ์รองใต้เดือยแหลมทั้งหมดที่ผมมีอยู่ในห้องทดสอบพบว่า ด้วยน้ำหนักของตัวลำโพงอยู่ที่ 22kg ต่อข้าง บวกกับน้ำหนักของขาตั้งอีกข้างละ 11.5kg รวมเป็น 33.5kg ต่อข้าง มันไปลงตัวกับตัวรองเดือยแหลมรุ่น Reference SE Mellow ของ Life Audio มากที่สุด (REVIEW) โดยรวมๆ ให้ผลทางเสียงออกมาดีกว่าใช้จานรองเดือยแหลมที่แถมมาแบบเห็นชัด คะเนแล้วน่าจะเฉียดๆ 20%

แม็ทชิ่ง

ผู้ผลิตแนะนำกำลังขับของแอมป์ให้ใช้กับลำโพง EPIKORE 3 เอาไว้เป็นช่วงกว้างๆ คือตั้งแต่ 40W ขึ้นไปจนถึง 250W หมายความว่า ใช้แค่ 40W ก็ได้เสียงเพลงออกมาให้ฟังแล้ว แต่ถ้าจะให้เสียงออกมาดีมากขึ้นก็ต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับสูงกว่า 40W ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่เกิน 250W ต่อข้างซึ่งเป็นตัวเลขกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงรับได้ หมายความว่า ถ้าใช้กำลังขับสูงกว่า 250W ต่อข้างอาจจะทำให้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์เกิดความเสียหายได้ แบบนี้ควรจะใช้แอมป์ที่มีกำลังขับระดับไหนถึงจะหวังผลทางคุณภาพเสียงได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อความเสียหายที่เกิดจากกำลังขับเกินความสามารถรองรับของลำโพง.?

ผมมีสูตรส่วนตัวที่ใช้คำนวนกำลังขับของแอมป์ที่เหมาะสมกับคำแนะนำทางด้าน power recommended ของลำโพง คือ ใช้กำลังขับของแอมป์เท่ากับ 75% ของ กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงคู่นั้นแนะนำไว้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ 75% x 250 = 187.5W โดยอิงกับ Nominal Impedance ของลำโพง ในที่นี้คือ 6 โอห์ม แต่แอมป์ส่วนใหญ่อ้างอิงตัวเลขกำลังขับไว้กับอิมพีแดนซ์ที่ 8 โอห์ม ซึ่งถ้าคำนวนจาก 6 โอห์ม มาเป็น 8 โอห์ม ก็จะได้ตัวเลขออกมาประมาณ 140W ที่ 8 โอห์ม ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร ไม่ใช่ปัญหาสำหรับแอมป์ยุคใหม่ๆ

แต่เมื่อเอาตัวเลขความไว (Sensitivity) ของลำโพงที่ระบุไว้ที่ 85dB มาพิจารณาด้วย พบว่า ลำโพงคู่นี้มีความไวค่อนไปทาง ต่ำคือต่ำกว่าความไวระดับปานกลางที่ 88dB อยู่ 3dB ดังนั้น เมื่อพิจารณาทางเทคนิคแล้ว แอมป์ที่ใช้ขับ EPIKORE 3 คู่นี้จึงควรจะมี กำลังสำรองอยู่ในตัวมากหน่อยจึงจะสามารถควบคุมลำโพงคู่นี้ได้อย่างเต็มที่จริงๆ

ในห้องฟังของผม ณ ตอนที่ทดลองฟังเพื่อสรุปเสียงของ EPIKORE 3 นั้น มีแอมปลิฟายที่พอจะยกเข้ามาทดลองขับลำโพงคู่นี้อยู่ 4 ตัวเลือก ตามตารางข้างบน ซึ่งตัวแรกที่ผมทดลองใช้ขับ EPIKORE 3 ก็คือ ออลอินวันของ Primare รุ่น I15 Prisma MK II (REVIEW) ซึ่งผมเพิ่งจะทำรีวิวเสร็จและยังรู้สึกประทับใจในกำลังขับของแอมป์ตัวนี้ไม่หาย แม้ว่ามันจะระบุตัวเลขไว้แค่ 60W ที่ 8 โอห์ม และทำได้ 100W ที่ 4 โอห์ม ก็ตาม (วัดที่ 6 โอห์ม ก็น่าจะได้เกือบๆ 80W) แต่มันสามารถขับดันเสียงออกมาจาก EPIKORE 3 ได้อย่างน่าทึ่ง เสียงแผ่กระจายเต็มห้อง ลองเล่นหลายๆ เพลงแล้วพบว่า แอมป์ตัวนี้ขับความถี่ในย่านกลางแหลมจากลำโพงคู่นี้ออกมาได้ดีมาก กับเพลงช้าๆ ที่ใช้ดนตรีไม่ซับซ้อนถือว่าผ่าน แต่ถ้าเป็นเพลงที่มีเสียงทุ้มเยอะๆ และเป็นเสียงทุ้มที่มีความกระชับมากๆ ประสิทธิภาพของออลอินวันตัวนี้ถือว่ายังไม่พอสำหรับลำโพงคู่นี้

ส่วน Arcam รุ่น SA45 (REVIEW) ก็สามารถขับ EPIKORE 3 ออกมาได้น่าพอใจ เรื่องกำลังขับแทบจะไม่รู้สึกว่าขาด โทนเสียง SA45 + EPIKORE 3 จะออกไปทางนุ่มเนียน ใครชอบฟังเสียงสไตล์ฟังสบาย ฟังได้ทุกแนว ยกเว้นแนวที่โชว์ศักยภาพและแนวฉูดฉาด SA45 + EPIKORE 3 ตอบโจทย์คุณได้เลย ส่วนเพาเวอร์แอมป์ QUAD รุ่น Artera Stereo นั้น* เมื่อนำมาลองขับ EPIKORE 3 พบว่าได้เสียงที่ออกไปทาง สดกระจ่างคนละแนวกับตอนจับคู่ EPIKORE 3 กับ Primare และ Arcam (*ใช้ Streamer/DAC ของ Wattson Audio รุ่น Madison กับภาควอลลุ่มในตัว Madison เป็นต้นทาง)

โชคดีที่มีเพาเวอร์แอมป์ Jeff Rowland ตัวนี้อยู่ในห้อง เป็นรุ่น Model 555 เลยทำให้รู้ว่า ลำโพง DaliEPIKORE 3ตัวนี้มันไปได้ไกลมากแค่ไหน.. คือตอนที่ลองขับด้วยแอมป์ทั้งสามตัวข้างต้นโดยไล่จากตัวเล็กสุดอย่าง PrimareI15 Prisma MK IIก็พบว่าได้เสียงออกมาดีกว่าที่คาดไว้เยอะ เพราะตอนแรกคิดว่าจะขับไม่ออก พอขยับมาเป็น ArcamSA45เสียงที่ได้ก็ดีขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะทางด้านพลังดีดตัวที่ดีขึ้นมากเพราะได้กำลังขับที่สูงขึ้น และพอเปลี่ยนมาขับด้วยเพาเวอร์แอมป์เพียวๆ อย่าง QUADArtera Stereoก็ได้คุณภาพในการ แยกแยะรายละเอียดทีดีขึ้น และทำให้รู้ว่า เมื่อได้แอมป์ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นมาขับ ลำโพงคู่นี้ก็สามารถแสดงคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นออกมาให้เห็น โดยยกขึ้นไปเป็นขั้นๆ ตามประสิทธิภาพของแอมป์เลย

สรุป ซิสเต็มที่เซ็ตอัพไว้ตอนฟังสรุปเสียงของ EPIKORE 3 ประกอบด้วยอุปกรณ์หลักๆ ก็คือเพาเวอร์แอมป์ Jeff RowlandModel 555’ + Streamer/DAC ของ Wattson AudioMadison’ + Streaming Transport ของ InnuosStream 3สายสัญญาณ XLR เป็นของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 และสายลำโพงรุ่น Tyr 2 + จั๊มเปอร์รุ่น Reference Bi-Wire Jumpers นอกจากนั้น มีการไฟน์จูนด้วยอุปกรณ์เสริมเต็มพิกัด มีทั้ง ตัวรองเดือยแหลมลำโพงของ Life Audio, ชั้นวางเพาเวอร์แอมป์ของ Solid Tech, ตัวกรอง noise จากไฟเอซีของ Pulito และ Noise Trap, ตัวกรอง noise จากระบบกราวนด์ของ Black Cat HiFi, ชั้นวางสตรีมเมอร์ของ Tombo Audio, สายไฟเอซีของ Life Audio หลายรุ่นผสมกัน, สาย LAN ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif 3 และ Cat.8 ของคุณอึ่ง, ตัวกรอง noise ของสายแลนและ reclocker ของยี่ห้อ StackAudio รุ่น SmoothLAN Regenerator กับตัว Jump-Up LAN ของ Life Audio

เซ็ตอัพ

ลำโพงจะให้สนามเสียงกว้างหรือแคบไม่ได้มาจากการบีบหรือขยายระยะห่าง แต่มาจากการออกแบบมุมกระจายเฟส ในแกน” (on-axis) กับมุมกระจายเฟส นอกแกน” (off axis) ทั้งแนวระนาบ (Horizontal) และแนวตั้งฉาก (Vertical) ของลำโพงคู่นั้นๆ ซึ่งจะแสดงออกมาให้เราเห็นก็ต่อเมื่อลำโพงทั้งสองข้างถูกจัดวางอยู่ในระยะห่างซ้ายขวาที่ทำให้ได้คุณสมบัติทางด้าน โฟกัสของเสียงที่คมชัดมากที่สุดเท่านั้น ซึ่งหลังจากทดลองขยับชิดห่างอยู่พักใหญ่ๆ ผมก็พบว่า DaliEPIKORE 3คู่นี้ให้โฟกัสที่ซ้อนทับกันสนิทจริงๆ อยู่ที่ระยะห่าง 169 .. และเมื่อได้ตำแหน่งลงตัวนี้แล้ว มันก็ทำให้ EPIKORE 3 แผลงฤทธิ์ออกมาให้เห็นว่ามันสามารถสาดสนามเสียงออกไปจากตัวตู้ได้ไกลแค่ไหน..

หลังจากนั้น ผมก็ค่อยๆ ขยับลำโพงทั้งสองข้างให้ชิดลงไปทางผนังด้านหลังทีละนิด จากระยะห่างตอนเริ่มต้นที่ 180 .. ผมมาได้ระยะห่างผนังหลังที่ให้สมดุลเสียงดีที่สุด มิติเสียงนิ่ง และไดนามิกสวิงได้กว้างที่สุด อยู่ที่ระยะ 176.5 .. โดยวัดจากผนังหลังมาถึงแผงหน้าของตัวลำโพง และจากตำแหน่งลำโพงนี้ ทำให้ได้จุดนั่งฟังที่ให้คุณสมบัติโดยเฉลี่ยของลำโพงคู่นี้ออกมาน่าพอใจที่สุดอยู่ที่ 250 .. สำหรับคนที่ชอบนั่งฟังใกล้ๆ (nearfield) และที่ระยะนั่งฟังที่ห่างระนาบลำโพงออกไปอีก 2 ฟุตคือ 310 .. สำหรับคนที่ชอบนั่งฟังไกลๆ (far-field)

เสียงของ EPIKORE 3

หลังจากทุกอย่างพร้อมตามขั้นตอน แม็ทชิ่ง > เซ็ตอัพ > ปรับจูนแล้ว อย่างแรกที่อยากจะพูดถึงเกี่ยวกับเสียงที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมา และคิดว่าเป็นจุดเด่นอย่างมากของลำโพงวางขาตั้งคู่นี้ สิ่งนั้นก็คือ เวทีเสียงที่ทั้ง เปิดกว้างและ แผ่ใหญ่อร้าอร่ามเกินตัวของมัน.!!!

ความหมายของเสียงที่ เปิดกว้างและ แผ่ใหญ่ก็คือเสียงที่มีลักษณะของเวทีเสียงที่ลอยตัวขึ้นเหนืออาณาบริเวณที่ลำโพงทั้งสองข้างตั้งอยู่ เป็นลักษณะของเสียงที่แผ่ออกไปปกคลุมพื้นที่วางลำโพงทั้งด้านกว้าง, ด้านลึก และด้านสูง ครบทั้ง 3 มิติ แต่เวลาพูดถึง เสียงที่แผ่ใหญ่จริงๆ แล้วมีอยู่ 2 แบบ

แบบแรก – เป็นเสียงที่แผ่ใหญ่เพราะตัวเสียง (เสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรี) แต่ละเสียงถูก ขยายให้มีขนาดของ บอดี้ที่พองตัวอวบใหญ่ขึ้นมา

แบบที่สอง – เป็นลักษณะของเสียงที่แต่ละเสียงมีองค์ประกอบออกมาครบ เริ่มตั้งแต่อิมแพ็ค (fundamental) ที่เรียกว่า หัวโน๊ตที่เกิดจากสัมผัสแรกที่นักดนตรีกระทำลงไปกับเครื่องดนตรีของพวกเขา และต่อเนื่องไปถึงช่วงเรโซแนนซ์ของเครื่องดนตรีที่ออกมาเป็นองค์ประกอบที่เรียกว่า บอดี้ของเสียงนั้น และต่อเนื่องไปอีกจนถึงช่วงของการสลายพลังงานของเรโซแนนซ์ลงอย่างเป็นระเบียบคือปลายเสียงที่ค่อยๆ แผ่วจางลงไป ซึ่งหลายคนเรียกว่า หางเสียงในขณะที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์เรียกว่าช่วง release พลังงานของโน๊ตตัวนั้น

ซึ่งลักษณะแผ่ใหญ่ที่ EPIKORE 3 คู่นี้ถ่ายทอดออกมามันเป็นไปตามแบบที่สอง ในขณะเดียวกัน แต่ละเสียงที่ประกอบอยู่ในเพลงต่างก็มี พื้นที่ของตัวเองที่แยกแยะจากเสียงอื่นอย่างชัดเจน ไม่มีการผสมรวมกัน เมื่อหลายๆ เสียงเกิดขึ้นพร้อมกัน ลอยตัวขึ้นมาพร้อมกัน นั่นทำให้เกิดเป็นเวทีเสียงที่โอบคลุมพื้นที่อากาศภายในห้องอย่างทั่วถึง เปลี่ยนแปลงบรรยากาศเงียบๆ ภายในห้องฟังให้กลายเป็นสตูดิโอที่มีนักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงกันอย่างออกรส พอเปลี่ยนเพลง เปลี่ยนวง บรรยากาศก็เปลี่ยนไป มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยจะได้สัมผัสจากลำโพงวางขาตั้งตัวอื่นๆ

ผมพยายามตั้งใจฟังเพื่อจับความแตกต่างให้ได้ว่า ลำโพงสามทางที่ดีไซน์ด้วยแนวคิดประหลาดๆ แบบ EPIKORE 3 คู่นี้มันให้ อะไรที่แตกต่างไปจากลำโพงสามทางคู่อื่นๆ ที่ออกแบบตามประเพณีดั้งเดิมอย่างไรบ้าง.? หลังจากได้ลองฟังเพลงร้องของนักร้องหญิงชายผ่านไป 4 – 5 อัลบั้ม ผมก็คิดว่าพอจะรู้แล้วว่าอะไรคือความโดดเด่นของ EPIKORE 3 คู่นี้ ที่แตกต่างไปจากลำโพงสามทางทั่วๆ ไป

เสียงร้องของนักร้องชายครอบคลุมความถี่พื้นฐาน (fundamental frequency) อยู่ในช่วง 85Hz – 180Hz ในขณะที่เสียงร้องของนักร้องหญิงครอบคลุมความถี่พื้นฐานอยู่ในช่วงที่สูงกว่าคือ 165Hz – 255Hz ซึ่งลำโพงสามทางส่วนใหญ่ที่ออกแบบโดยใช้ไดเวอร์มิดเร้นจ์ขนาด 3 – 4 นิ้ว แยกเดี่ยวๆ ออกมาเพื่อถ่ายทอดเสียงในย่านกลางโดยมีวูฟเฟอร์มาเสริมด้านล่างและมีทวีตเตอร์ขึ้นไปเสริมด้านบนนั้น เท่าที่ไล่เช็คดู จุดตัดแบ่งความถี่ของลำโพงสามทางที่ออกแบบลักษณะนี้พบว่า เกือบทั้งหมดจะตัดความถี่ระหว่าง 100Hz ไปถึงไม่เกิน 2.5kHz ให้มิดเร้นจ์ทำงาน ส่วนที่เหลือก็ส่งให้วูฟเฟอร์กับทวีตเตอร์รับไปทำงาน แต่เมื่อเทียบกับย่านความถี่ fundamental ที่เป็นเสียงร้องของนักร้องชายหญิงแล้ว จะเห็นว่า บางส่วนของเสียงร้องของผู้ชายที่อยู่ในย่านต่ำจะหลุดไปอยู่ที่วูฟเฟอร์ ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้เสียงร้องของนักร้องผู้ชายย่านต่ำๆ ที่ออกมาทางวูฟเฟอร์มีลักษณะองค์ประกอบทาง ฮาร์มอนิกและ เฟสที่แตกต่างไปจากเสียงร้องผู้ชายที่อยู่ในโทนที่สูงกว่าซึ่งออกมาจากมิดเร้นจ์..

ทีนี้ลองมาดูวิธีการกำหนดจุดตัดความถี่ของลำโพงสามทางแบบฉบับ Dali รุ่น EPIKORE 3 กัน จากภาพข้างบน จะเห็นว่า ความแตกต่างอย่างแรกระหว่างลำโพงสามทางของ Dali คู่นี้เทียบกับลำโพงสามทางทั่วไปก็คือ EPIKORE 3ไม่มีไดเวอร์มิดเร้นจ์ที่แยกเด็ดขาดออกมา แต่อาศัยไดเวอร์ทรงกรวยขนาด 7 นิ้ว ทำหน้าที่ ควบสองตำแหน่งพร้อมกัน คือเป็นทั้ง มิดเร้นจ์และ วูฟเฟอร์อยู่ในตัวเดียวกัน (ถึงได้เรียกรวมๆ ว่าไดเวอร์ มิด/วูฟเฟอร์นั่นเอง)

ทีมออกแบบวงจรเน็ทเวิร์คของ EPIKORE 3 กำหนดให้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์รับผิดชอบในการถ่ายทอดความถี่ตั้งแต่ 42Hz ขึ้นไปจนถึง 2,800Hz ก่อนจะยกส่วนที่เหลือให้กับไดเวอร์ Hybrid Tweeter รับไปทำงานต่อ ซึ่งจะเห็นว่า ขอบเขตที่ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์รับผิดชอบจะครอบคลุมย่านความถี่เสียงมูลฐานของทั้งนักร้องชายและหญิงอยู่ด้วย นั่นก็เท่ากับว่า เสียงร้องของผู้หญิงและผู้ชายตลอดทั้งย่านเสียงมี จุดกำเนิดออกมาจากไดเวอร์ตัวเดียวกัน เมื่อเป็นแบบนี้ ในแง่ของคุณสมบัติทางด้าน ฮาร์มอนิก” (ที่รวมกับความถี่มูลฐานของโน๊ตออกมาเป็น timbre) และ เฟสของเสียงร้องก็จะมีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันมากที่สุด ส่งผลถึงคุณสมบัติทางด้าน โฟกัส ด้วย เป็นคุณสมบัติระดับเดียวกับเสียงร้องที่ได้จากไดเวอร์ฟูลเร้นจ์นั่นเอง.!!!

อัลบั้ม : Belafonte at Carnegie HallThe Complete Concert (MAX / FLAC-24/96)
ศิลปิน : Harry Belafonte
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/45182945/u)

ผมมักจะใช้เสียงร้องของ Harry Belafonte ในอัลบั้มชุดนี้เป็นไม้บรรทัดวัดความสามารถในการถ่ายทอดคุณภาพของเสียงร้องของนักร้องชายอยู่เป็นประจำ ถือว่าเป็นอัลบั้มครูชุดหนึ่งที่คุ้นชินเสียงมากๆ เมื่อฟังผ่านลำโพง Dali คู่นี้ เสียงร้องของเบลาฟองเต้ในเพลง Sylvie มันออกมา Solid มากๆ โฟกัสเป๊ะ บอดี้กลม เนื้อเสียงเข้ม ไดนามิกคอนทราสน์สุดมาก ช่วงที่เขาร้องแต่ละคำมันมีความแตกต่างของน้ำหนักเสียง กับลักษณะการปล่อยคำและลากหางที่ไม่เหมือนกัน ถามว่า ที่ผ่านมาผมเคยได้ยินสิ่งที่กล่าวมาเหล่านั้นบ้างมั้ย คิดว่าเคยนะ แต่มันไม่ได้บ่งชี้ได้ชัดๆ แบบนี้ คือที่ผ่านมาเหมือนรายละเอียดเหล่านี้มันผ่านหูไปเร็ว ไม่ได้ต่อเนื่องและย้ำเน้นมากเท่านี้

อีกอย่างที่รู้สึกได้จากอัลบั้มนี้ ซึ่งคิดว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของลำโพงคู่นี้ สิ่งนั้นคือความรู้สึกถึง บรรยากาศรายรอบที่คละคลุ้งอยู่ภายในห้อง ซึ่งรับรู้ได้ชัดตอนฟังเพลง Mama Look a Boo Boo ตอนที่แฮรี่ร้องท่อนฮุคแล้วมีเสียงประสานดังขึ้นมารับ รู้สึกได้เลยว่าตำแหน่งเสียงของกลุ่มนักร้องประสานฉีกตัวไกลออกไปจากตำแหน่งเสียงของแฮรี่มากกว่าที่เคยฟัง เสียงหัวเราะของคนดูกับเสียงปรบมือก็ฉีกห่างจากเสียงร้องออกไปไกล ให้ความรู้สึกของการแสดงสดที่สมจริงมาก เสียอย่างเดียวคือเสียงคนดูไปอยู่ฝั่งเดียวกับเวที

อัลบั้ม : Live in Paris (HIGH / FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Diana Krall
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/572131/u)

เพลงในอัลบั้มนี้ที่ FC ในกลุ่มผมชอบเลือกออกมาฟังบ่อยๆ คือเพลง A Case of You ซึ่งพอฟังผ่านลำโพง EPIKORE 3 คู่นี้ พบว่า จริงๆ แล้ว บรรยากาศเป็นจุดเด่นของเพลงนี้มากกว่าเสียงร้องของ Diana Krall ซะอีก แต่กระนั้น เสียงร้องของไดอะน่า ครอลในแทรคนี้ก็มีความเด่นไม่แพ้กัน สิ่งลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจนก็คือ อารมณ์ของเธอที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับเพลงที่ร้องอย่างมาก แต่ละคำร้องที่หลุดพ้นออกมาจากปากของเธอมันคลุกเคล้าด้วยฟิลลิ่งที่เข้มข้น ซึ่งซาวนด์เอ็นจิเนียร์ Al Schmitt เก็บเอาอารมณ์ของเธอมาได้อย่างครบถ้วน แถมด้วยบรรยากาศที่แผ่วเบาซึ่งอบอวลไปด้วยความถี่สูงที่คละคลุ้งอยู่โดยรอบ..

หลังจากลองฟังเพลงหลากหลายแนวผ่านไปอีกหลายอัลบั้ม ผมมีความรู้สึก ลำโพง Dali คู่นี้มันให้ โฟกัสของเสียงที่ระบุตำแหน่งได้แม่นยำมากเป็นพิเศษ เป็นคุณสมบัติที่สะดุดหูมาก ยิ่งเป็นเพลงที่บันทึกเสียงดี ซึ่งให้โฟกัสที่คมชัดอยู่แล้ว ลำโพงคู่นี้ก็ทำให้มันยิ่งให้ออกมา ชัดมากขึ้นไปอีก เป็นความชัดที่เจาะทะลุลงไปให้เห็นถึง รายละเอียดของแต่ละเสียงกันแบบจะจะ ไม่มีเบลอ ไม่มีนัว

ชัดมาก.. เสียงจะจัดแสบหูมั้ย.? ไม่เลยครับ.. เพราะที่มาของ ความชัดเป๊ะที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมามันเกิดจากการออกแบบลำโพงที่มีหลักการรองรับอยู่ อยากให้ดูชาร์ตด้านบน ซึ่งคนที่มาสายซาวนด์เอ็นจิเนียร์ดูแล้วจะเข้าใจ มันคือชาร์ตที่แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่เสียงเกิดขึ้น ซึ่งเริ่มต้นจาก Attack = จังหวะแรกของการกระทบที่นักดนตรีกระทำกับเครื่องดนตรีของเขา ซึ่งมีความดังมากที่สุด อย่างเช่น สะบัดไม้กลองกระทบลงบนหนังกลอง, กระแทกปลายนิ้วลงไปบนคีย์เปียโน, สะกิดสายกีต้าร์โปร่งด้วยปลายนิ้ว, ออกแรงพ่นลมเข้าไปในลิ้นของทรัมเป็ต ฯลฯ ซึ่งในเสียงที่เกิดขึ้นจาก Attack นั้นจะประกอบไปด้วย ความถี่จำนวนมากผสมกันออกมา อย่างแรกคือ ความถี่มูลฐาน (fundamental frequency) ของโน๊ตตัวนั้น บวกกับ Transient ที่เป็นความถี่ที่เกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะ (wide-band-noise) ปนออกมา กับมีความถี่ Harmonics ที่อยู่ สูงกว่าความถี่มูลฐานของโน๊ตตัวนั้นพุ่งตามออกมาในช่วงเสี้ยววินาทีหลังเสียงกระทบแรกเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วมาก รวมๆ กันเรียกว่า Timbre ที่แสดงให้รู้ว่า เสียงโน๊ตตัวนั้นเกิดจากเครื่องดนตรีประเภทไหน

หลังจากสัมผัสแรกหรือ Attack ของเสียงผ่านไปชั่วพริบตา ความดังสูงสุด (หรือ peak level) ของช่วง Attack ก็จะวูบเบาลง (เรียกว่าช่วง Decay) มาถึงช่วงที่สั่นค้าง (Sustain) ก่อนจะสลายไป (ช่วง Release) จนหมดพลังงานของเสียงโน๊ตนั้น

ต้นเหตุที่ทำให้ฟังแล้วเกิดอาการจัดจ้านแสบหูก็คือช่วง Attack นี่แหละ เพราะช่วงพีคของ Attack มันเป็นกลุ่มของความถี่สองส่วนผสมกันออกมา นั่นคือ Harmonics + Wide-band-noise ซึ่งความถี่ทั้งหมดนั้นจะอยู่ในระดับที่ สูงกว่าความถี่มูลฐานของโน๊ตตัวนั้นๆ ส่วนใหญ่จะออกมาจากทวีตเตอร์ ซึ่งขณะที่พุ่งผ่านออกมาจากลำโพงนั้น ถ้าทวีตเตอร์ไม่สามารถรองรับทรานเชี้ยนต์ที่รุนแรงของช่วง Attack ของหัวโน๊ตที่อยู่ในย่านแหลม (ยกตัวอย่างเสียงตีฉาบของมือกลอง) ได้ ไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ก็จะเกิดการ clip และมีความเพี้ยนเกิดขึ้น ทำให้ฟังแล้วจัดแสบหู แต่ถ้าลำโพงคู่ไหนออกแบบทวีตเตอร์มาให้มีความสามารถรับมือกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่รุนแรงของช่วง Attack ของโน๊ตในย่านกลางและสูงแบบเต็มวอลลุ่มได้โดยไม่มีอาการ clip เสียงที่ออกมาจากลำโพงคู่นั้นก็คือเสียงที่เกิดขึ้นจริงตามต้นฉบับที่ถูกไมโครโฟนบันทึกมานั่นเอง คือเป็นเสียงที่ชัด จะแจ้ง มีพลังดีดตัวที่รุนแรง โดยไม่มีอาการจัดแสบหูเลย.!!!

นอกจากนั้น สัญญาณพีคของช่วง Attack ของหัวโน๊ตใดๆ ถ้าถูกปล่อยออกมาโดยไม่มีการลดความดัง หรือ roll-off ให้ทอดตัวเบาลง จะทำให้ประสาทหูของเราสามารถตรวจจับตำแหน่งที่เกิดเสียงนั้นได้แม่นยำขึ้นด้วย ซึ่งนี่คือผลที่เกิดจากการใช้ทวีตเตอร์ Hybrid ในลำโพง DaliEPIKORE 3คู่นี้ เพราะตัวโดมทวีตเตอร์กับไดเวอร์พลาน่าร์ฯ ของลำโพงคู่นี้ช่วยกันรับมือกับสัญญาณพีคของ Attack ของแต่ละเสียงที่อยู่ในเพลงให้ออกมาแบบเต็มวอลลุ่ม ตามต้นฉบับสัญญาณที่ป้อนเข้ามาที่อินพุตของลำโพงโดยไม่มีการ roll-off หรือลดทอนใดๆ มีผลให้ได้โฟกัสของแต่ละเสียงที่มีความคมชัด สามารถชี้ชัดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ซึ่งทำให้เข้าใจเลยว่า ลำโพงที่ออกแบบให้ทวีตเตอร์มีพฤติกรรม roll-off ปลายเสียงแหลมให้เบาบางลง ตอบสนองสัญญาณพีคของช่วง Attack ได้ไม่เต็มวอลลุ่ม ซึ่งอาจจะฟังว่าให้ปลายเสียงนุ่มนวล แต่จริงแล้วคือมันออกมานัวๆ เบลอๆ ส่งผลทำให้การรับรู้ตำแหน่งของเสียงนั้นด้อยลงไปด้วย

ถ้าอ่านข้อความทั้งหมดนั้นแล้วยังนึกภาพไม่ออก แนะนำให้ทดลองดูจากภาพข้างบนนี้ ทางซ้ายนั้นคือภาพที่ตอบสนองความสว่าง (แทนด้วยความถี่สูง) แบบไม่เต็มสเกล มีการลด peak ของความสว่างลงมาระดับหนึ่ง มีผลทำให้ภาพดูนุ่มตา ในขณะที่ภาพทางขวานั้นคือออริจินัล ปล่อยความสว่างออกมาเต็มสเกลตามต้นฉบับ ไม่มีการปรับลดช่วงพีคของความสว่างลง สังเกตความชัดเจนของรายละเอียดที่ต่างกัน รวมถึง “ความเด้ง” ของภาพที่ต่างกัน ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดกับสายตาของสองภาพนี้ สามารถเทียบเคียงได้แบบเดียวกันกับปรากฏการณ์ที่เกิดกับหูของเราเช่นกัน

อัลบั้ม : Queen Mary (HIGH / FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Francine Thirteen
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/240918873/u)

ถ้าลำโพงของคุณมีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อ ‘phaseของสัญญาณตั้งแต่แหลมลงมาถึงทุ้มที่มีความแม่นยำมากๆ เอามาเล่นกับเพลง Queen Mary ในอัลบั้มนี้แล้ว คุณจะอึ้งกับมิติเสียงที่ได้ยิน เพราะซาวนด์เอ็นจิเนียร์ที่ทำเพลงนี้เขาเอาเทคนิคในการเล่นกับเฟสของเสียงมาใช้ในการมิกซ์ ซึ่งทำให้เพลงนี้ให้มิติที่มีเสน่ห์น่าสนใจ

นอกจากเสียงร้องแล้ว เสียงเอ็ฟเฟ็กต์ความถี่ต่ำที่กระดอนกระเด็นไปมาเหมือนลูกบอลในเพลงจะวิ่งลอยออกมาจากระนาบของลำโพงและเคลื่อนตัวไปทางซ้ายขวา ไม่อยู่กับที่ ในขณะที่เสียงร้องตรึงตำแหน่งอยู่กับที่ และถูกรายล้อมด้วยเสียงเอ็ฟเฟ็กต์หลากหลายรูปแบบที่เคลื่อนตัวไปมา เกลี่ยไปทั่วทั้งเวทีเสียง ส่วนตัวผมฟังเพลงนี้มาหลายครั้งมากแล้ว แต่ยอมรับเลยว่า เพิ่งจะได้ยินการเคลื่อนตัวของเสียงเอ็ฟเฟ็กต์ในเพลงนี้ที่ออกมาชัดๆ มากก็คราวนี้เอง เสียงทั้งหมดมันล่องลอยอยู่ในห้องเหมือนผีหลอก.!!!

เสียงทุ้มที่ได้ยินจากเพลงนี้ก็มีประเด็นเหมือนกัน คือตอนเลือกเพลงนี้มาฟัง ผมตั้งใจจะทดสอบความสามารถในการตอบสนองทางเฟสของลำโพงคู่นี้ ยังไม่ได้ตั้งใจจะประเมินความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ต่ำของลำโพงคู่นี้ แต่เผอิญว่า เพลงนี้มันมีเสียงความถี่ต่ำเด่นๆ อยู่ด้วย ซึ่งเท่าที่ได้ยินมันก็ออกมากระชับ ให้โฟกัสที่เป็นตัวเป็นตน ส่วนความแน่นและหนักของมวลยังไม่ถึงกับเต็มสิบ คือเคยฟังเพลงนี้กับลำโพงอื่นที่ให้เสียงทุ้มออกมาแน่นและหนักกว่านี้

อัลบั้ม : Convergence (HIGH / FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Malia & Boris Blank
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/25029966/u)

เพื่อให้แน่ใจ ผมเลือกเพลง Colestial Echo จากอัลบั้มนี้เข้ามาทดสอบต่อเนื่องจากเพลง Queen Mary ทันที.. เพราะเพลงนี้เด่นมากทางด้านรายละเอียดของความถี่ต่ำที่ทั้งลึก แน่น และมีการเคลื่อนตัวอย่างมีมิติ ซึ่งผลที่ออกมาทำให้ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะจากสเปคฯ Frequency Response ของ EPIKORE 3 คู่นี้ระบุไว้ว่าลงไปได้แค่ 42Hz แต่เสียงทุ้มที่ออกมามันเหมือนจะลงไปได้ลึกมากกว่านั้น ผมเลยค้นข้อมูลเพิ่มเติมจึงได้พบว่า ในเอกสารบัวโชว์ของลำโพงซีรี่ย์นี้ระบุไว้ว่า ท่อระบายอากาศของ EPIKORE 3 ถูกจูนไว้ที่ความถี่ 39Hz เมื่อรวมกับค่า Q ภายในห้องหลังจากเซ็ตอัพตำแหน่งลงตัวแล้ว พบว่า ความถี่ต่ำของลำโพงคู่นี้ก็มีลักษณะที่ลาดตัวลงไปอย่างนุ่มนวลหลังจากผ่านความถี่ที่ 39Hz ไปแล้ว

เสียงทุ้มตอนต้น (upper bass) ของลำโพงคู่นี้มีลักษณะที่กกระชับแน่น เคลียร์สะอาด มีพลังดีดตัวดีมาก ตั้งแต่ทุ้มตอนกลางลงไปถึงทุ้มตอนล่างจะมีลักษณะที่ผ่อนตัว แผ่ปลายเสียงลงพื้นอย่างนุ่มนวล หัวเบสไม่พุ่งกระแทกเหมือนทุ้มตอนต้น ส่วนทางด้านปริมาณนั้นไม่มีปัญหา ตอนเล่นเพลงที่มีย่านทุ้มเยอะๆ ด้วยระดับวอลลุ่มที่ค่อนข้างดัง จะพบว่า กรวยวูฟเฟอร์ขยับตัวเข้าออกค่อนข้างรุนแรง ซึ่งตรงกับข้อมูลของผู้ออกแบบที่แจ้งว่า ตัววูฟเฟอร์ใช้วัสดุวงแหวนยางที่มีความยืดหยุ่นสูง ให้ตัวได้มากกว่าปกติ บวกกับระบบแม่เหล็ก SMC Gen.2 ที่มีประสิทธิภาพสูง ตอนทำงานจึงเห็นการเคลื่อนไหวของไดอะแฟรมของตัววูฟเฟอร์ขยับเข้า-ออกอย่างชัดเจน นั่นคือที่มาของมวลความถี่ต่ำที่มีปริมาณมากพอ ซึ่งเป็น “ทุ้มคุณภาพ” ซะด้วย เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาจากไดเวอร์ของตัวลำโพง ไม่ใช่เสียงทุ้มที่เกิดจากเรโซแนนซ์ภายในห้อง และยังสมดุลกับความถี่ในย่านกลางและแหลมได้อย่างลงตัวด้วย

สรุป

ผมรู้สึกประทับใจกับเพอร์ฟอร์มานซ์ของลำโพง Dali คู่นี้มาก.!!! มันเป็นลำโพงวางขาตั้งขนาดกลางๆ ที่ให้เสียงออกมาน่าพอใจมากๆ ในทุกประเด็น ใครที่มีพื้นที่ฟังเพลง ไม่เกิน 30 ตรม. จะเหมาะสมกับลำโพงคู้นี้มากเป็นพิเศษ มันเป็นลำโพงที่ใช้ทฤษฎีในการออกแบบสมัยใหม่ เป็นหนึ่งในลำโพงขนาดเล็กที่ใช้ไดเวอร์ขับเสียงกลางที่มีขนาดใหญ่ถึง 7 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดของไดเวอร์ที่ให้เสียงกลางออกมาดีมากๆ เพราะสามารถครอบคลุมย่านเสียงโน๊ตมูลฐานของเครื่องดนตรีไว้ได้เกือบทั้งหมด รวมถึงโน๊ตมูลฐานของเสียงร้องของนักร้องชายหญิงไว้ทั้งหมดอยู่ในไดเวอร์ตัวเดียว จึงเป็นลำโพงที่ถ่ายทอดเสียงร้องได้ดีเป็นพิเศษ

เป็นลำโพงที่ผมจดชื่อรุ่นไว้แนะนำให้กับเพื่อนๆ ที่ตั้งงบประมาณสำหรับลำโพงไว้ประมาณ 500,000 บาทต่อคู่ (เมื่อรวมขาตั้งที่ทำมาคู่กัน) ถ้ามีเวลาแนะนำให้ไปหาโอกาสลองฟังไว้เป็นประสบการณ์ รับรองว่า สิ่งที่ได้ยินจะคุ้มกับเวลาที่เสียไปอย่างแน่นอน.. !!!

********************
ราคา :
ลำโพง EPIKORE 3 = 420,000 บาท / คู่
ขาตั้ง EPIKORE STAND = 89,000 บาท / คู่
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Conice Electronic
โทร. 02-276-9644

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า