ต้องยอมรับว่า “เทคโนโลยี” เป็นแกนหลักในการพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่าง แต่การสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ในการออกแบบและผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเครื่องเสียงอย่างพวกเครื่องเล่น, แอมปลิฟาย และลำโพง ซึ่งเป็นสินค้าที่อิงแอบอยู่กับ “เทคโนโลยี” แทบจะทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ยิ่งต้องอาศัยโนฮาวที่อิงอยู่กับเทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบและผลิตมากเป็นพิเศษ ขาดไปไม่ได้เลย
ถ้าตีวงให้แคบลงมาเฉพาะในวงการเครื่องเสียงแล้วกวาดสายตาไปรอบๆ คุณจะเห็นว่า เจ้าของสินค้าเครื่องเสียงที่เป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลก “ทุกแบรนด์” ต่างก็อาศัย “เทคโนโลยี” เป็นพื้นฐานในการออกแบบและผลิตกันทั้งนั้น โดยเฉพาะแบรนด์ที่ใหญ่มากๆ ต่างก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาใช้เป็นของตัวเอง แต่เนื่องจาก “การพัฒนาเทคโนโลยี” เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบและผลิตสินค้าเครื่องเสียงต้องใช้ทุนสูง นี่ยังไม่นับรวมต้นทุนของวัตถุดิบและโสหุ้ยอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้าแต่ละตัวขึ้นมาอีก ถ้าไม่ใช่บริษัทใหญ่ที่มีทุนหนาจริงๆ ก็ยากที่จะทำแบบนี้ได้
Focal หนึ่งใน “เจ้าแห่งเทคโนโลยี” !!!
Focal เป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าเครื่องเสียงสัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 1979 เมนหลักของธุรกิจของแบรนด์นี้เริ่มต้นมาจากการผลิต “ไดเวอร์” สำหรับทำลำโพงในรถยนต์ โดยใช้ชื่อยี่ห้อไดเวอร์ว่า JMLab แต่ช่วงหลังเมื่อมีการขยายธุรกิจเข้าสู่วงการเครื่องเสียงบ้าน พวกเขาก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อแบรนด์ว่า Focal/JMLab อยู่ช่วงสั้นๆ ก่อนจะตัดลงมาเหลือแค่ Focal ในปัจจุบัน

Jacques Mahul ผู้ก่อตั้ง Focal
เนื่องเพราะผู้ก่อตั้งคือ Jacques Mahul มีความเชี่ยวชาญทางด้านแมคคานิค และนำความรู้นั้นมาใช้ในการออกแบบไดเวอร์มาตั้งแต่ต้น สิ่งนี้จึงกลายเป็นแกนหลักที่ผลักดันพัฒนาการของ Focal สืบมา ถ้าคุณเปิดเข้าไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ Focal คุณจะพบว่า พวกเขามีเทคโนโลยีที่ใช้ในการออกแบบอยู่เยอะมาก ซึ่งใช้ในการพัฒนาไดเวอร์ออกมาหลากหลายรุ่น

ยกตัวอย่าง นับถึงปัจจุบัน พวกเขามีไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์แบบกรวยไดนามิกที่ออกแบบและผลิตโดยใช้ไดอะแฟรม (หรือ membrane) ที่ผลิตขึ้นมาจากวัสดุและเทคนิคที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ นั่นคือ Slatefiber membrane, DFS membrane, Polyglass membrane และยังมีเทคโนโลยีพิเศษที่ทำให้ไดอะแฟรมมีความแกร่งมากขึ้น เรียกว่า sanwich membrane / sanwich cone ด้วย
THEVA Series
‘First Steps in High-Fidelity’
ปัจจุบัน Focal มีผลิตภัณฑ์ออกมาเยอะมาก แยกเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับโปรเฟสชั่นแนลที่ใช้สตูดิโอและอุตสาหกรรมบันทึกเสียง (Pro Audio), กลุ่มงานติดตั้งระบบหรือ custom installation (CI), ลำโพงสำหรับติดตั้งในรถยนต์ (Car Audio) และระบบลำโพงสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งทาง Focal ได้แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ตามลักษณะการใช้งานอีก นั่นคือหูฟัง, ลำโพงสำหรับระบบโฮม ซีนีม่า และลำโพงสำหรับฟังเพลง โดยทาง Focal ได้ตั้งชื่อเรียกลำโพงในกลุ่มสำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้ฟังเพลงว่า ‘Home Speakers’ ซึ่งมีทั้งลำโพงแบบพาสซีฟและแบบแอ๊คทีฟรวมอยู่ในนั้น

ในกลุ่มของลำโพงสำหรับฟังเพลง หรือ ‘Home Speakers’ นี้ มีลำโพงให้คุณเลือกอยู่มากถึง 6 ซีรี่ย์ เรียงจากซีรี่ย์ใหญ่ลงมาซีรี่ย์เล็กก็คือ UTOPIA III EVO, SOPRA, KANTA, ARIA EVO X, VESTIA และ THEVA และแยกซับวูฟเฟอร์ออกมาอีกหนึ่งกลุ่ม ซึ่งลำโพงที่อยู่ในซีรี่ย์ THEVA มีอยู่ทั้งหมด 6 รุ่น คือ THEVA No.1, THEVA No.2, THEVA No.3 เรียงจากรุ่นเล็กขึ้นมาถึงรุ่นใหญ่ โดยมีรุ่น THEVA No.3-D คือ No.3 ที่มีลำโพง Surround Atmos แบบยิงขึ้นฝ้าเพดานฝังอยู่ด้านบนของตัวตู้อีกรุ่นหนึ่ง ถือเป็นรุ่นที่สี่ ออกแบบมาเพื่อให้เอาไปใช้เป็นลำโพงคู่หน้าของระบบเสียงเซอร์ราวนด์ Dolby Atmos ส่วนอีกสองรุ่นที่เหลือก็คือ THEVA Center และ THEVA Surround ซึ่งเป็นลำโพงที่ออกแบบมาเพื่อให้นำไปใช้เซ็ตอัพเป็นชุดเซอร์ราวนด์สำหรับดูหนัง
THEVA No.3
ลำโพง 3 ทางแบบตั้งพื้น
ทางผู้ผลิตใช้สโลแกนว่า ‘First Steps in High-Fidelity’ กับลำโพงซีรี่ย์ THEVA เพื่อแสดงถึงเป้าหมายที่พวกเขาตั้งใจออกแบบลำโพงซีรี่ย์นี้ออกมา ซึ่งมีความหมายว่า “ก้าวย่างแรกของการเข้าสู่ความเป็นไฮฟิเดลิตี้” หรือจะพูดว่า (ลำโพงซีรี่ย์ THEVA นี้จะเป็น) ก้าวแรกที่จะพาคุณย่างเข้าสู่มาตรฐานของเสียงที่มีความสมจริงนั่นเอง

THEVA No.3 ที่ผมกำลังทำการทดสอบครั้งนี้เป็นรุ่นใหญ่สุดในซีรี่ย์ THEVA ลักษณะเป็นลำโพงตั้งพื้นที่ใช้ไดเวอร์ 4 ตัวต่อข้าง ทำงานร่วมกับวงจรเน็ทเวิร์คที่แยกความถี่ตั้งแต่ 48Hz – 28kHz ออกเป็น 3 ส่วน (3-way) โดยใช้จุดตัดความถี่สองจุด คือที่ 270Hz แบ่งระหว่างเสียงทุ้มกับเสียงกลาง และที่ 2700Hz แบ่งระหว่างเสียงกลางกับเสียงแหลม
ตัวตู้ของ THEVA No.3 มีรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนลำโพงทั่วไป ความสูงของตัวตู้อยู่ที่ 99 ซ.ม. โดยวัดจากพื้นถึงจุดสูงสุดของตัวตู้ คือไม่ถึงเมตรและมีแผงหน้าที่กว้างเท่ากับ 21 ซ.ม. แต่ที่แปลกตามากก็คือ ตัวตู้ของลำโพงคู่นี้ไม่ได้ตั้งฉากกับพื้นเหมือนลำโพง Focal ซีรี่ย์อื่นๆ แต่จะมีลักษณะที่เอียงเฉียงไปทางด้านหลังเล็กน้อย เวลานั่งฟังจะเห็นว่าแผงหน้าของลำโพงเชิดขึ้นด้านบนเล็กน้อย แหงนหน้าขึ้นมาหาตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งกลไกที่ทำให้ลำโพงเอียงไปทางด้านหลังอยู่ที่ “ฐานล่าง” ที่ทำมาจากวัสดุพีวีซีหล่อขึ้นรูปให้มีลักษณะเป็นฐานเอียงๆ ที่เมื่อติดตั้งเข้าไปกับด้านล่างของตู้ลำโพงแล้ว มันทำให้ตัวตู้ลำโพงมีลักษณะที่เอียงเฉียงไปทางด้านหลัง ซึ่งดูจากรูปด้านบนนั้นจะเห็นว่า ถ้ามองจากด้านข้าง ตัวลำโพงจะเอียงไปทางด้านหลังประมาณ 10-15 องศา เมื่อเทียบกับเส้นตั้งฉาก
ขั้วต่อสายลำโพง + ท่อระบายเบส

ตัวตู้ของ THEVA No.3 ทำงานในระบบ bass reflect คือมีการเจาะช่องให้มวลอากาศภายในตัวตู้มีการระบายเข้า–ออกได้ ซึ่งมีผลต่อเสียงโดยรวม ทีมออกแบบลำโพงรุ่นนี้ทำการจูนท่อระบายอากาศให้ได้ความถี่ที่ต่ำลงไปกว่าความถี่ต่ำสุดจากหน้าดอกซึ่งกำหนดไว้ที่ 48Hz โดยค่อยๆ ลาดลงไปถึง 39Hz ด้วยระดับความดังที่ลดลงไปอยู่ที่ -6dB (ช่วงความถี่ตอบสนองของทั้งระบบคือ 48Hz – 28,000Hz มีอัตราเบี่ยงเบนของความดัง (แอมปลิจูด) ตลอดทั้งย่านอยู่ที่ระดับไม่เกิน +/-3dB)
ท่อระบายอากาศของ THEVA No.3 จะอยู่เยื้องลงมาด้านล่างของแผงหลัง วัดจากพื้นห้องขึ้นมาถึงประมาณกลางท่อจะอยู่ประมาณ 40 ซ.ม. ส่วนขนาดท่อมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 9 ซ.ม. ในขณะที่ขั้วต่อสัญญาณให้มาแค่ชุดเดียว (แบบ single wire) ซึ่งถูกใจผมมาก..!!!
ทำไมตู้ต้องเอียง..??
ไม่ใช่เพื่อความโก้เก๋นะ.. อย่าเข้าใจผิด.! แต่การที่ตู้ลำโพงของบางรุ่นมีลักษณะที่เอียงไปทางด้านหลัง นั่นเป็นเจตนาของผู้ออกแบบลำโพงรุ่นนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่ความตั้งใจเพื่อให้ดูสวยงาม โก้เก๋ แต่เพื่อชดเชย “เวลาที่ใช้ในการเดินทางของคลื่นเสียงแต่ละความถี่” ที่เคลื่อนตัวออกมาจากไดอะแฟรมของไดเวอร์แต่ละตัวให้มาถึงหูของผู้ฟัง “พร้อมกัน” ซึ่งมีผลกับคุณภาพเสียงโดยรวมในหลายๆ คุณสมบัติ

Ed Long เป็นชื่อของนักออกแบบลำโพงสำหรับสตูดิโอ มอนิเตอร์ เขาเป็นคนคิดค้นเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า Time-Aligh Technique ขึ้นมาเมื่อ ปี 1975 เพื่อใช้แก้ปัญหาปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับลำโพงที่ใช้ไดเวอร์หลายตัวช่วยกันกระจายคลื่นเสียง ก่อนหน้านั้น นักออกแบบลำโพงจะใช้วิธีแก้ัปัญหานี้ด้วยการเข้าไปปรับจูนที่วงจรเน็ทเวิร์ค โดยการ “หน่วงเวลา” ความถี่ในย่านกลางและสูงที่แผ่กระจายออกมาจากไดเวอร์เสียงแหลมให้ช้าลง เพื่อทำให้ความถี่ที่อยู่ตรง “รอยต่อ” ระหว่างไดเวอร์แต่ละตัว (ถ้าลำโพงสองทางก็มีหนึ่งรอยต่อ, สามทางก็สองรอยต่อ) กระจายออกมาจากไดเวอร์ในลักษณะที่ “ซ้อนกันสนิท” ไร้รอยต่อเหมือนความถี่ทั้งหมดนั้นแผ่กระจายออกมาจากไดเวอร์ตัวเดียวกัน แต่วิธีที่ใช้แก้ปัญหาด้วยการปรับจูนที่วงจรเน็ทเวิร์คก็ทำให้เกิดปัญหาข้างเคียงกับ phase ของสัญญาณกลาง/แหลมที่ออกมา

การแก้ปัญหาเรื่อง Time-Alighment ของลำโพงที่ใช้ไดเวอร์มากกว่า 1 ตัวในการกระจายคลื่นเสียงมีอยู่ 2 วิธี วิธีแรกคือแก้โดยปรับจูนที่วงจรเน็ทเวิร์ค เรียกว่า Electrical Time-Alighment กับอีกวิธีคือแก้โดยการติดตั้งไดเวอร์ให้มีลักษณะเยื้องกัน เรียกว่า Physical time-alighment
ปัจจุบัน ทั้งสองเทคนิคนี้ได้ถูกใช้ในการแก้ปัญหา Time-Alighment ในลำโพง ถ้าพบว่าลำโพงของคุณมีลักษณะหน้าเอียง เฉียงไปข้างหลัง จะเอียงมากหรือเอียงน้อยก็อย่าไปพยายามทำให้มันตั้งฉากกับพื้น ต้องปล่อยให้มันเอียงไว้แบบนั้น วิธีจัดการให้มุมเอียงของลำโพงอยู่ในมุมที่ถูกต้องตามที่ผู้ออกแบบมาก็คือ ให้จับระดับน้ำบนพื้นตรงตำแหน่งที่จะวางลำโพงให้ได้ระนาบมากที่สุด..
ไดเวอร์ TNF Tweeter

ทวีตเตอร์โดมเว้าเข้าด้านใน หรือ invert dome tweeter เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Focal มาตั้งแต่แรก ซึ่งข้อดีของโดมทวีตเตอร์ที่เอาส่วนโค้งเข้าไปไว้ด้านในก็คือ มีแด้มปิ้งมากกว่าแบบที่ยื่นส่วนโค้งออกมาข้างนอก และมีมุมกระจายเสียงที่แคบกว่า จึงสามารถกำหนดโฟกัสได้แม่นกว่า ส่วนวัสดุที่วิศวกรของ Focal นำมาใช้ทำโดมทวีตเตอร์ก็คือโลหะ ซึ่งมีทั้งอะลูมิเนียมผสมแม็กนีเซียม และแบริเลี่ยม ซึ่งพวกเขาได้คิดค้นเทคนิคพิเศษขึ้นมาเพื่ออัพเกรดประสิทธิภาพของโดมทวีตเตอร์มาโดยตลอด

ทวีตเตอร์ที่ใช้ใน THEVA No.3 (รวมถึงทุกรุ่นในซีรี่ย์ THEVA) เป็นรุ่น TNF Tweeter ซึ่งเป็นทวีตเตอร์แบบอินเวิร์ตโดมที่ตัวโดมทำมาจากโลหะอะลูมิเนียม/แม็กนีเซียมเวอร์ชั่นที่มีการอัพเกรดเซอร์ราวนด์มาใช้วัสดุที่เรียกว่า Poron (*แบบเดียวกับทวีตเตอร์ Berylium ที่ใช้ในลำโพงซีรี่ย์ Utopia นั่นเอง) ซึ่งวัสดุ Poron ตัวนี้เป็นโฟมชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติที่ดีต่อการนำมาใช้กับทวีตเตอร์หลายอย่าง อาทิเช่น มีค่าคืนตัวที่ดี (low compression set) เป็นพฤติกรรมแบบเดียวกับวัสดุประเภท shape-memory อย่างพวกเมมโมรี่โฟม และยังมีความคงทนสูง คือไม่เสียรูปง่ายๆ เมื่อถูกกระตุ้นซ้ำๆ แถมยังมีคุณสมบัติในการดูดซับพลังงาน (energy absorption) ที่ดีด้วย เมื่อนำมาใช้กับโดมทวีตเตอร์ TNF ของ Focal มันช่วยลดความเพี้ยนจากเรโซแนนซ์ลงไปได้เยอะ โดยเฉพาะความเพี้ยนที่เกิดขึ้นในช่วงความถี่ 2000Hz – 3000Hz ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่ไวต่อประสาทหูของคนเรามากเป็นพิเศษ
นอกจากยังมีการพัฒนา waveguide ชนิดพิเศษขึ้นมาใช้กับทวีตเตอร์ตัวนี้ด้วย มีคุณสมบัติในการควบคุมมุมกระจายเสียงของทวีตเตอร์ในแนวระนาบ ช่วยทำให้การตอบสนองความถี่ในย่านที่ทวีตเตอร์รับผิดชอบมีความเบี่ยงเบนต่ำเพียงแค่ +/-0.5dB เท่านั้น ช่วยทำให้เวทีเสียงนิ่ง ไม่วูบวาบ โดยเฉพาะทางด้านกว้าง ซึ่งมีผลกับเสียงของ THEVA No.3 มากเป็นพิเศษ เพราะทวีตเตอร์ตัวนี้มันรับผิดชอบในการสร้างความถี่เสียงค่อนข้างกว้าง คือตั้งแต่ 2700Hz ขึ้นไปจนถึง 28,000Hz
ไดเวอร์ Slatefiber Midrange

ถ้าจะพูดถึงไดเวอร์แบบกรวยไดนามิกแล้ว ชิ้นส่วนที่ส่งผลกับเสียงมากที่สุดต้องยกให้แผ่นไดอะแฟรมหรือ membrane นั่นเอง ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำไดอะแฟรมถือว่ามีผลต่อเสียงมากกว่ารูปทรงของไดอะแฟรมซะอีก


ไดเวอร์มิดเร้นจ์ (ภาพบน) กับ วูฟเฟอร์ (ภาพล่าง) ทั้ง 3 ตัว ที่ใช้ใน THEVA No.3 เป็นไดเวอร์ที่ใช้ไดอะแฟรมที่ทำมาจากวัสดุรูปผสม (composite) เส้นใยคาร์บอน ไฟเบอร์แบบรีไซเคิลเป็นฝอย ผสมกับเทอร์โมพลาสติก โพลีเมอร์ ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้ทำไดอะแฟรมของมิดเร้นจ์และวูฟเฟอร์ เพราะมีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความแกร่ง (ที่ได้จากคาร์บอน ไฟเบอร์) กับคุณสมบัติในการแด้มปิ้งในย่านเสียงกลางและทุ้ม (ที่ได้จากโพลีเมอร์) แถมยังมีน้ำหนักเบาซึ่งได้มาจากคุณลักษณะตามธรรมชาติของคาร์บอน ไฟเบอร์อยู่แล้ว จึงทำให้มีความไวสูง ด้วยเหตุนี้ ไดเวอร์มิดเร้นจ์ Slatefiber ขนาด 6.5 นิ้ว ของ THEVA No.3 ตัวนี้จึงสามารถรับมือกับการสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 270Hz ขึ้นไปจนถึง 2700Hz ได้อย่างสบาย และยังสามารถตอบสนองกับไดนามิกได้กว้างมาก ตั้งแต่ระดับความดังต่ำๆ ขึ้นไปจนถึงความดังสูงๆ ในขณะที่ตัววูฟเฟอร์คู่ที่มีขนาดเท่ากัน ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ในการปั๊มความถี่เสียงตั้งแต่ 270Hz ลงไปจนถึง 48Hz
แม็ทชิ่ง

ถ้าพูดถึงความน่ากลัวในแง่ของอาการ “กินวัตต์” ของลำโพงแล้ว ต้องยอมรับว่า ถ้ามีราคาพอๆ กัน ลำโพงขนาดเล็กน่ากลัวกว่าลำโพงใหญ่อีก ลองดูสเปคฯ ในแง่ “ความไว” ของลำโพงตั้งพื้นคู่นี้ก็ได้ จะเห็นว่าเจ้าของแบรนด์เขาจัด sensitivity ของลำโพงคู่นี้ไว้ค่อนข้างสูง คือทะลุขึ้นไปถึง 91dB (A) โดยระบุกำลังขับ “ต่ำสุด” ไว้แค่ 40W (C) ทำให้รับรู้ได้ว่า ลำโพง Focal คู่นี้สามารถไปกับแอมป์ที่มีกำลังขับต่ำๆ ได้ แต่ถ้าพิจารณาตรงที่ผู้ผลิตแนะนำกำลังขับอีกที จะเห็นว่าตรงตัวเลขกำลังขับสูงสุดที่เขาแนะนำไว้มันทะลุขึ้นไปถึง 250W เยอะกว่ากำลังขับต่ำสุดขึ้นไปถึง 6 เท่ากว่าๆ ทำไมต้องแนะนำไว้เยอะขนาดนั้น.?
ถ้าย้อนลงไปดูที่สเปคฯ “อิมพีแดนซ์” ของลำโพงคู่นี้ (B) จะเห็นว่า มันสวิงกว้างมากกว่าที่เห็นลำโพงปกติ คือส่วนใหญ่แล้ว ตัวเลขอิมพีแดนซ์ระหว่าง Nominal impedance กับ Minimal impedance มักจะ “ต่างกัน” ไม่เกินหนึ่งเท่าตัว อย่างเช่น ถ้าตัวเลข Nominal = 8 โอห์ม, ตัวเลข Minimal มักจะ “ไม่ต่ำกว่า” 4 โอห์ม แต่ Focal คู่นี้ทะลุลงไปถึง 2.9 โอห์ม แบบนี้ก็แสดงว่า ลำโพง Focal ‘THEVA No.3’ คู่นี้ถูกปรับจูนไว้ให้สามารถรองรับไดนามิกที่สวิงได้กว้างมากๆ นั่นเอง

ใช้ภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัวอินติเกรตแอมป์ 9000A ขับ THEVA No.3 โดยอาศัยสัญญาณจากภาคปรีฯ ของ 9000N ควบคุมความดัง ผลคือออกมาดี.!!
เวลาสัญญาณสวิงแรงๆ คือจังหวะที่อิมพีแดนซ์ของลำโพงลดต่ำลงไป ซึ่งก็คือจังหวะที่ลำโพง “ดูด” กำลังขับจากแอมป์ออกไปเยอะ นั่นคือ ถ้าอิมพีแดนซ์ของลำโพงยิ่งลงต่ำ ก็จะยิ่งดึงกำลังจากแอมป์ออกไปเยอะนั่นเอง นี่คือเหตุผลที่ลำโพงคู่นี้แนะนำกำลังขับสูงสุดไว้มากถึง 250W แบบนี้พอจะคาดเดาพฤติกรรมของลำโพงที่ส่งผลต่อแอมป์ได้ไม่ยาก คือถ้าคุณนำลำโพงคู่นี้ไปใช้ในพื้นที่ที่เปิดดังมากไม่ได้ อย่างเช่นห้องเล็ก หรือในห้องรับแขกที่เป็น open space แต่นำลำโพงคู่นี้ไปใช้เพราะอยากได้เสียงทุ้ม–กลาง–แหลมที่ออกมาครบ อยากได้เสียงเบสอิ่มๆ เสียงกลางหวานๆ คุณก็สามารถทำได้เพราะลำโพงคู่นี้มีความไวค่อนข้างสูง ไปกับแอมป์วัตต์ต่ำๆ ได้สบาย จะใช้แอมป์หลอด push-pull หรือแอมป์โซลิด class-A ที่มีกำลังขับระหว่าง 40 – 50W กับลำโพงคู่นี้ก็จะได้เสียงออกมาตามประสงค์

ถ้าจับกับแอมป์กำลังขับเยอะๆ ล่ะ.? ภาพข้างบนคือตอนทดลองใช้เพาเวอร์แอมป์ QUAD รุ่น Artera Stereo ที่มีกำลังขับข้างละ 140W ที่โหลด 8 โอห์ม ขับลำโพงคู่นี้ โดยอาศัยสัญญาณปรีเอ๊าต์จาก Audiolab ‘9000N’ ทำหน้าที่ในการควบคุมความดังของเสียง ซึ่งผลที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมาก เมื่อเปลี่ยนจากภาคเพาเวอร์ฯ ในตัว 9000A มาเป็นเพาเวอร์แอมป์ Artera Stereo ที่มีสมรรถนะสูงกว่าขึ้นมาอีก 40% นั้น ผมพบว่า คุณภาพเสียงโดยรวมจาก Focal ‘THEVA No.3’ คู่นี้มันยกระดับขึ้นไปใน 2-3 ประเด็น อย่างแรกที่รู้สึกได้ชัดที่สุดคือ “ความแน่น” กับ “ความนิ่ง” ของเสียง ซึ่งจะเห็นได้ชัดตอนเปิดฟังที่ระดับความดังสูงๆ กับอีกอย่างที่ดีขึ้นนั่นคือ “ไดนามิก” เมื่อขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังขับสูงขึ้น จะรับรู้ได้ว่าการสวิงความดังของเสียงจากเบาขึ้นไปดัง/จากดังลงมาเบามันให้ระดับความแตกต่างของความดังได้กว้างขึ้น อิมแพ็คของหัวเสียงของสัญญาณทรานเชี้ยนต์มีความกระชับแน่นและมีพลังอัดฉีดมากขึ้น ทำให้พอมองเห็นแนวทางชัดเจนว่า ถ้าคุณนำ THEVA No.3 คู่นี้ไปใช้ในห้องขนาดเล็ก เปิดได้ไม่ดังมาก กรณีนี้จับกับแอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ระหว่าง 60 – 100W ก็เพียงพอ แต่ถ้านำไปใช้ในห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขนาดปานกลาง คือระหว่าง 3×5.5 ตรม. ถึงไม่เกิน 4×6 ตรม. แอมป์ที่ใช้ก็ต้องขยับเพิ่มตัวเลขกำลังขับขึ้นไปอยู่ระหว่าง 100 – 150W ก็น่าจะพอ แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในห้องใหญ่หน่อย คือประมาณ 4×6 – 5×7 ตรม. กำลังขับของแอมป์ก็ควรจะอยู่ระหว่าง 150 – 250W
หลังจากทดลองจับกับแอมป์หลายระดับกำลังขับแล้ว ได้บทสรุปว่า ด้วยความไวระดับ 91dB ของ Focal ‘THEVA No.3’ คู่นี้ เป็นคุณสมบัติที่ทำให้มันเป็นลำโพงที่ “เล่นเบาก็ได้–เล่นหนักก็ดี” ..
เซ็ตอัพ

หลังจากไฟน์จูนตำแหน่งของ THEVA No.3 ในห้องฟังของผมจนได้ตำแหน่งที่ลงตัวแล้ว ผมพบว่า ระยะห่างระหว่างลำโพงซ้าย–ขวามันอยู่ห่างกันเท่ากับ 176 ซ.ม. คือขยับชิดกันแค่ข้างละ 2 เซ็นต์ จากจุดเริ่มต้นที่ระยะห่าง 180 ซ.ม. บนเส้นความลึกของห้องหารสามก็ได้โฟกัสของเสียงที่น่าพอใจแล้ว ซึ่ง ณ ตำแหน่งของระยะห่างที่ลงตัวนี้ ผมได้ยินสนามเสียงที่แผ่กว้างเลยขอบลำโพงซ้าย–ขวาออกไปอย่างชัดเจน
สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย อาจจะสงสัยว่า วางลำโพงชิดกันเสียงไม่จัดเหรอ.? เพราะหลายคนมีความเข้าใจว่า วางลำโพงชิดกันมากเสียงแหลมจะจัดเพราะทวีตเตอร์อยู่ใกล้กัน แต่จะว่าไปแล้ว แค่ไหนคือชิด–แค่ไหนคือห่าง.? ความจริงแล้ว ถ้าเข้าใจเรื่องเฟสของเสียง จะรู้ว่า จังหวะที่เฟสเสียงจากทวีตเตอร์ที่อยู่บนลำโพงทั้งสองข้างมีลักษณะที่แผ่มาซ้อนทับกันสนิทจริงๆ จะเกิดขึ้นที่ระยะห่างของลำโพงซ้าย–ขวาแค่ระยะเดียวเท่านั้น ซึ่งลำโพงแต่ละคู่อาจจะมีระยะ in-phase ที่ต่างกัน แต่ถ้าลำโพงสองคู่มีจุดตัดความถี่บนเน็ทเวิร์คระหว่างทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์อยู่ที่ความถี่เดียวกัน ระยะห่างระหว่างลำโพงซ้าย–ขวาที่ให้เฟสเสียงซ้อนทับกันสนิทมักจะไม่ต่างกันมาก (จริงๆ แล้วควรจะมีระยะห่างเท่ากัน) ซึ่งอาการที่เสียงแหลมจัดก็คือสภาวะที่คลื่นเสียงจากทวีตเตอร์ที่แผ่มาจากลำโพงทั้งสองข้างไม่อยู่ในจังหวะที่ซ้อนกันสนิทนั่นเอง ซึ่งความถี่ในย่านเดียวกันจากลำโพงซ้าย–ขวาที่เฟสไม่ตรงกัน ไม่ซ้อนทับกันสนิทจะก่อให้เกิดความรู้สึกเครียดที่ประสาทหูของเรา ที่เราเรียกว่าอาการจัดจ้านนั่นแหละ ยิ่งเป็นลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์ที่ให้พลังงานความถี่เสียงในย่านแหลมเยอะ อย่างพวกโดมโลหะ อาการที่เสียงจากทวีตเตอร์ไม่ in-phase กันร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเครียดมากกว่าทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดม หรือกรณีที่เป็นทวีตเตอร์แบบเดียวกัน ลำโพงที่จูนเสียงแหลมไปไกลๆ (อย่างเช่น ลำโพงที่ให้เสียงแหลมไปได้ ไกลกว่า 20kHz เยอะๆ) เวลามีปัญหาไม่ in-phase ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกเครียดได้มากกว่าลำโพงที่จูนเสียงแหลมไปไม่ไกล (อย่างเช่น ลำโพงที่ให้เสียงแหลมไปได้ ไม่เกิน 20kHz)
จากการเซ็ตอัพ THEVA No.3 คู่นี้ ผมพบว่า ตอนที่ผมทดลองขยับเลื่อนลำโพงทั้งสองข้างให้มีระยะซ้าย–ขวาให้ห่างจาก 180 ซ.ม. ออกไปเรื่อยๆ ผมพบว่าเสียงแหลมของลำโพงคู่นี้เริ่มมีอาการแยงหูมากขึ้นเรื่อยๆ และเนื้อเสียงก็จะบางลงเรื่อยๆ พอผมพยายามเร่งวอลลุ่มขึ้นมาอีกเพื่อหวังว่าจะชดเชยให้มวลเสียงมันอิ่มเข้มขึ้น ซึ่งเนื้อเสียงก็เข้มขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่าเสียงแหลมมันยิ่งจัดจ้านมากขึ้นไปด้วย สรุปคือการเพิ่มวอลลุ่มขึ้นมาเป็นการไปเน้นให้ปัญหาเสียงแหลมที่ไม่ in-phase มันมีความรุนแรงมากขึ้น สุดท้ายแล้วผมก็ทดลองขยับลำโพงซ้าย–ขวาให้ชิดเข้าหากันเรื่อยๆ อาการเสียงแหลมจัดๆ ก็ค่อยๆ ทุเลาลง จนมาถึงระยะห่างซ้าย–ขวาลงมาอยู่ที่ 176 ซ.ม. เป็นระยะห่างซ้าย–ขวาที่ให้เสียงแหลมจากทวีตเตอร์ออกมาดีที่สุด คือได้ค่าเฉลี่ยของทั้งโฟกัส แรงปะทะของไดนามิก และรายละเอียดที่เปิดกระจ่างขึ้นไปถึงระดับฮาร์มอนิกโดยไม่มีอาการฟุ้งและจัดจ้าน
หลังจากได้โฟกัสของเสียงแล้ว ก็ถึงขั้นตอนทดลองขยับลำโพงถอยหลังเพื่อจัดโทนัลบาลานซ์และหาตำแหน่งที่ลำโพงสามารถสวิงไดนามิกเร้นจ์ได้กว้างที่สุด ผมพบว่า จังหวะที่ดันลำโพงถอยหลังลงไปข้างละ 6 ซ.ม. เป็นตำแหน่งที่ได้ค่าเฉลี่ยระหว่าง โทนัลบาลานซ์, ความนิ่งของการสวิงไดนามิก และรูปทรงของเวทีเสียง ออกมาดีที่สุดตามมาตรฐานของผม
ไฟน์จูน
ขณะทำการเซ็ตอัพและไฟน์จูนลำโพงคู่นี้ ผมพบว่า THEVA No.3 เป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดกลางลงไปเล็ก (สูงไม่ถึงเมตร) ที่ให้แบนด์วิธได้กว้างมาก คือมันตอบสนองความถี่ไปได้ไกลทั้งทางด้านทุ้มและด้านแหลม ถือว่าเป็นลำโพงที่ให้ frequency resolution ออกมาเยอะจริงๆ.! นั่นคือข้อดี แต่ตอนเซ็ตอัพต้องใช้ความละเอียดในการขยับตำแหน่งมากเป็นพิเศษ เคล็ดลับในการเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้แนะนำให้ตั้งใจฟังที่ “เสียงแหลม” ให้มากเป็นพิเศษ คือเมื่อไรก็ตามที่ขยับตำแหน่งลำโพงออกไปแล้วรู้สึกว่าเสียงแหลมมีอาการจ้า โพลน ฟุ้ง แทงหู เกิดขึ้น แสดงว่าตำแหน่งนั้นยังไม่ใช่จุดลงตัวสำหรับลำโพงคู่นี้

อีกจุดที่สำคัญมากสำหรับการ “เซ็ตอัพ+ไฟน์จูน” ลำโพงคู่นี้ นั่นคือต้องรักษา “มุมเงย” ของตัวตู้ลำโพงคู่นี้ไว้ให้อยู่ในแนวที่เสมอกันระหว่างข้างซ้ายและข้างขวาด้วย เหตุผลก็เพราะว่า ผู้ผลิตเขาตั้งใจออกแบบให้ตัวตู้ของ THEVA No.3 มีลักษณะที่เอียงไปทางด้านหลังแบบนั้นเพื่อชดเชยทางเวลาที่ใช้ในการเดินทางของความถี่เสียงที่ออกมาจากไดเวอร์แต่ละตัว (แหลมจากทวีตเตอร์, กลางจากมิดเร้นจ์ และทุ้มจากวูฟเฟอร์) ให้มาถึงจุดนั่งฟังพร้อมกัน วิธีง่ายที่สุดคือใช้ระดับน้ำจับระดับที่ส่วนฐานของลำโพง และหมุนเดือยแหลมหรือปุ่มยางที่ใต้ฐานวางของตัวตู้เพื่อชดเชยให้ได้ระนาบ ซึ่งจุดนี้จะมีผลกับเสียงอย่างมาก ต้องไม่ลืมตรวจเช็คในขั้นตอนสุดท้ายของการเซ็ตอัพ+ปรับจูนด้วย.!!
เสียงของ THEVA No.3
ส่วนตัวของผมมีกฏเหล็กอยู่ข้อหนึ่งเวลาทดสอบลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์โดมโลหะ คือ ต้องไม่สรุปเสียงของมันถ้ายังเบิร์นฯ ไม่เสร็จ.!! ซึ่งข้อนี้สำคัญมาก เพราะตอนที่ลำโพงยังไม่พ้นเบิร์นฯ เสียงของทวีตเตอร์มันจะออกมาแข็งๆ ทำให้เสียงแหลมมีลักษณะคมเสียดหู ไม่น่าฟัง ลำโพลง Focal ‘THEVA No.3‘ คู่นี้ก็เป็นแบบนั้น คือต้องเบิร์นฯ ไป ใกล้ๆ 50 ชั่วโมง ถึงค่อยฟังได้ลื่นหู ผมปล่อยเบิร์นฯ THEVA No.3 จน เกิน 100 ชั่วโมง จึงค่อยลงมือไฟน์จูนอย่างละเอียดเพื่อสรุปเก็บรายละเอียดเสียงในขั้นตอนสุดท้ายของการรีวิว
เอาจริงๆ แล้ว ลำโพงที่ตอบสนองความถี่กว้างๆ แบบ “เทวา เบอร์สาม” คู่นี้มันให้เสียงที่มีความโดดเด่นหลายอย่าง ประเด็นแรกสุดคือ “รายละเอียด” ที่เปิดตัวออกมาให้ได้ยินมากมาย หยุมหยิมพร่างพรายกระจายตัวออกมาครบทั้งแหลม, กลาง และทุ้ม คือถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในเพลงที่คุณฟังบ้าง ให้เอามาเล่นผ่านลำโพงคู่นี้ แล้วมันจะแฉออกมาให้คุณได้ยินครบทุกเม็ด.. บอกเลย.!!

อัลบั้ม : Quiet Riot – Greatest Hits (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Quiet Riot
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/540876?u)

อัลบั้ม : Moving Pictures (TIDAL MAX/FLAC-24/96)
ศิลปิน : Rush
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/77623600?u)
เพื่อยืนยันว่า เสียงแหลมของ THEVA No.3 ไม่ได้แข็งและหยาบ เมื่อเบิร์นฯ เข้าที่แล้ว คุณจะพบว่าเสียงแหลมของลำโพงคู่นี้มันให้ “แรงปะทะ” ที่ยอดเยี่ยมมาก.!! ซึ่งเพลง Cum On Feel The Noize ของ Quiet Riot กับเพลง Tom Sawyer ของ Rush ที่เปิดอัดด้วยระดับที่สนั่นเต็มห้องเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจน เพราะสองเพลงนี้มี energy ที่อัดแน่นอย่างมาก คนที่รู้จักสองเพลงนี้ดีจะเข้าเลยว่า การปลดปล่อยพลังงานของสองเพลงนี้ออกมาให้ได้เห็นถึง “ตัวตน” ของมันชัดๆ จะต้องเปิดด้วยระดับความดังที่มากพอเท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ลำโพงที่ใช้รองรับพลังงานของสองเพลงนี้ก็จะต้องมี “ความอึด” สูงพอที่รับมือได้ด้วย โดยเฉพาะตัวทวีตเตอร์ที่ใช้ถ่ายทอดเสียงในย่านแหลม ถ้าทนรับกับพลังงานของสองเพลงนี้ไม่ไหว มันจะแผดจ้าและเสียดแทงเข้าไปในประสาทหูจนทำให้รู้สึกรำคาญ ไม่สามารถเจาะทะลุเข้าไปถึงอารมณ์ของเพลงทั้งสองได้ ซึ่งตอนแรกก็ยอมรับว่าไม่คิดเหมือนกันว่า THEVA No.3 จะ “เอาอยู่” แบบนิ่งๆ กับเพลงแนวโหดดิบแบบนี้ เสียงแหลมที่ออกมามีลักษณะที่อยู่ในความควบคุมอย่างเด็ดขาด ไม่มีแตกแถวเลย น่าทึ่งมาก.!! และไม่ใช่เสียงแหลมที่ถูก compressed หรือกดเอาไว้นะ เพราะเสียงฟาดสแนร์ของแฟรงกี้ บานาลี่ที่ผมได้ยินในเพลง Cum On Feel The Noize ยังคงแสดงรายละเอียดของหัวไม้กลองที่กระแทกลงไปบนแผ่นหนังตึงๆ ออกมาอย่างชัดเจน เป็นเสียงที่ดีดเด้ง แน่นเน้น เต็มแรง ไม่มีลักษณะอั้นใดๆ และที่น่าทึ่งมากก็ตรงที่แทบจะไม่มีอาการ overshoot ที่ปลายเสียงออกมาเลย แสดงว่าไดเวอร์ทั้งสี่ตัวบนตู้ของ THEVA No.3 มีแด้มปิ้งที่ยอดเยี่ยม สามารถควบคุมการเคลื่อนที่เด้งเข้า–เด้งออกของไดอะแฟรมได้อยู่หมัด ไม่มีหลุด.!!!
ลำโพงบางคู่ใช้วิธีรับมือกับแรงปะทะที่หนักหน่วงรุนแรงของเพลงแนวเฮฟวี่แบบนี้ด้วยการ “ลดทอน” พลังงานของความถี่โดยเฉพาะในย่านแหลมลงด้วยการตัดบางส่วนออกไป หรือกดไดนามิกเอาไว้ แต่ THEVA No.3 คู่นี้เลือกใช้วิธีรับมือด้วยการออกแบบทวีตเตอร์ให้สามารถต้านทานได้ด้วยตัวของมันเอง โดยการใช้วัสดุโฟม Poron ที่มีความยืดหยุ่นสูงมาทำเป็น surround ที่ยึดโดมทวีตเตอร์ ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนตัวของโดมทวีตเตอร์มีความยืดหยุ่นไปตามความแรงกระทำของสัญญาณมากขึ้น ไม่แข็งขืนจนเกิดเป็นความเพี้ยนปนออกมา กับทั้งยังออกแบบ waveguide ที่อยู่รอบๆ ทวีตเตอร์ขึ้นมาช่วยจัดระเบียบการกระจายเสียงในแนวระนาบของโดมทวีตเตอร์ด้วย ซึ่งมีส่วนช่วยลด diffraction บนแผงหน้าลงไปบางส่วน ทำให้การตอบสนองความถี่ในย่านแหลมของทวีตเตอร์มีความราบเรียบมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้โดมทวีตเตอร์สามารถปลดปล่อยพลังงานในย่านแหลมออกมาจากตัวโดมทวีตเตอร์แบบเต็มที่ ไม่ต้องลดทอนกำลัง ผลจึงทำให้เสียงแหลมของลำโพงคู่นี้ออกมามีน้ำหนักและรายละเอียดที่เปิดเผย หมดจด เป็นลักษณะเสียงที่ตรงกับ “ซาวนด์” ของเพลงแนวเฮฟวี่ เมทัลจริงๆ คือเต็มไปด้วยความจริงจังและปลดปล่อย คนที่ชอบเพลงแนวนี้ได้ยินเสียงผ่านลำโพง Focal รุ่นนี้แล้วจะต้องร้องว่า yessss!!

อัลบั้ม : Come Dream With Me (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Jane Monheit
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/66301425?u)

อัลบั้ม : Norwegian Recording (TIDAL MAX/FLAC-24/48)
ศิลปิน : Hanne Boel & The Trio
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/333224122?u)
เพลงเร็วๆ หนักๆ ออกมาดี แล้วถ้าเป็นเพลงร้องซึ้งๆ ล่ะ จะออกมาแข็งกระด้างรึเปล่า.? อาจจะมีบางคนที่จินตนาการออกมาแบบนี้ แต่จริงๆ แล้ว “ลำโพงดี” ต้องมีความเป็นกลาง หมายความว่า เล่นเพลงหนักๆ ก็ต้องออกมาหนักแน่น จริงจัง และถ้าเปลี่ยนไปเล่นเพลงช้าๆ นุ่มๆ เนียนๆ ก็ต้องออกมานุ่มๆ เนียนๆ ไปตามเพลง ต้องมีพฤติกรรมแบบนี้ถึงจะเรียกว่ามีความเป็นกลางจริง..
ถ้าอยากรู้ว่า Focal ‘THEVA No.3’ มี “ความเป็นกลาง” ระดับไหน.? ต้องพิสูจน์ด้วยการเลือกเพลงมาลองฟังจะชัดเจนที่สุด ว่าแล้วผมก็กดเข้าไปในเพย์ลิสต์ TIDAL – THANEE ที่ผมทำไว้ แล้วเลือกเอาเพลง Over The Rainbow ของ Jane Monheit จากอัลบั้มชุด Come Dream With Me กับเพลง Killing Me Softly With His Song ของ Hanne Boel & The Trio จากอัลบั้มชุด Norwegian Recordings ขึ้นมาลองฟัง ซึ่งทั้งสองเพลงนี้โชว์เสียงร้องออกมาได้โดดเด่นมากในแง่ของการถ่ายทอดอารมณ์ในการขับร้อง ซึ่ง (เสียงร้อง) เป็นสัญญาณเสียงที่มีคุณสมบัติทางด้านไดนามิก คอนทราสน์ที่ละเอียดอ่อน หลังจากลองฟังพบว่า เสียงร้องของศิลปินหญิงทั้งสองคนนี้มีการผ่อนหนัก–ผ่อนเบาไปตามคำร้องแต่ละคำอย่างเป็นระดับ มูพเม้นต์ของเสียงร้องมีความลื่นไหล น่าฟัง บวกกับคุณภาพการบันทึกเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ได้เนื้อมวลของเสียงร้องที่เนียน สะอาด ซึ่ง THEVA No.3 ก็ไม่ได้ทำให้อะไรเหล่านั้นหล่นหายไป มันถ่ายทอดทุกอย่างที่ผมเอ่ยถึงข้างต้นออกมาจากสองเพลงนี้ได้อย่างไม่มีที่ติ ทว่า หลังจากฟังมาหลายเพลง ผมเริ่มพบว่า ลักษณะโทนเสียงของสองเพลงนี้มันมีบุคลิกของ “ความสด” เข้ามาผสมอยู่ในลีลาของเพลงด้วย แสดงว่าโทนเสียงของลำโพงคู่นี้มันมีคุณสมบัติของ “ความสด” อยู่ในตัว ซึ่งปนออกมากับเพลงทั้งสองเพลงนี้ด้วย ส่งผลทำให้ลีลาของเพลงทั้งสองมีความสมจริง แบบนี้ถือว่าดีหรือไม่ดี.? โดยปกติแล้ว ในแง่ “โทนเสียง” เราจะไม่นับว่าดีหรือไม่ดี เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับความชอบ–ไม่ชอบของคนฟัง ไม่สามารถตัดสินดี–เลวได้ ต่างจาก “คุณภาพเสียง” ที่อ้างอิงกับมาตรฐานสากล สำหรับคนที่ชอบเสียงที่มีความนุ่มเนียน ชุ่มฉ่ำ อาจจะไม่ชอบความสดที่ปนเข้ามา แต่คนที่ชอบลีลาของเพลงที่เหมือนฟังคนร้องสดๆ รวมถึงเสียงของเครื่องดนตรีที่คล้ายเสียงจริงก็จะชอบโทนเสียงแบบที่ลำโพง Focal คู่นี้ให้ออกมา

อัลบั้ม : Nameless (TIDAL MAX/MQA-24/88.2)
ศิลปิน : Dominique Fils-Aime
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/82811588?u)

อัลบั้ม : Never Gets Late Here (TIDAL MAX/FLAC-24/44.1)
ศิลปิน : Shennseea
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/363827172?u)
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบฟังเพลงยุคใหม่ๆ อย่างสองอัลบั้มข้างบนนี้ขอบอกเลยว่า “เข้าทาง” ลำโพง Focal ‘THEVA No.3’ เป็นพิเศษ.! ซึ่งเพลงยุคใหม่เหล่านี้มีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือแต่ละเสียงที่บันทึกมามันมี “ความแน่น” ของเนื้อมวลที่เข้มข้นมากกว่าเพลงสมัยเก่าอย่างชัดเจน คือวัดที่ระดับความดังเท่าๆ กัน คุณจะพบว่าเพลงสมัยใหม่เหล่านี้มีความเข้มของมวลเสียงสูงกว่าเพลงยุคเก่า โดยเฉพาะในย่านทุ้มที่ต่างกันเยอะมาก รวมถึงมีอัตราสวิงของไดนามิกที่กว้างกว่าและให้แรงปะทะของหัวโน๊ตที่รุนแรงกว่าด้วย
เสียงทุ้มในเพลง Tap Out ของ Shenseea กับเสียงเบสในเพลง Birds ของ Dominique Fils-Aime ช่วยยืนยันถึงความสามารถในการถ่ายทอดเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเสียงทุ้มที่เปิดเผย ปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่ และคลี่คลายรายละเอียดออกมาให้ได้ยินแบบไม่อมพะนำ อย่างเสียงทุ้มในเพลง Tap Out นั้นคุณจะได้ยินทุกเม็ดของเสียงเบสไฟฟ้าที่พรั่งพรูออกมาแบบเต็มๆ และเป็นทุ้มที่มีลีลาเคลื่อนไหวที่กระชับ เด้ง ซะด้วย และมีไทมิ่งที่เร็ว ไม่มีความอืดช้า ไม่มีทิ้งหางเสียงไว้ให้ขุ่นมัว รวบเก็บปลายเสียงตั้งแต่แหลมลงมาทุ้มได้สะอาดหมดจด เสียงจึงไม่ตีกันมั่ว มีการแยกแยะที่เด็ดขาด ให้ไทมิ่งที่สอดคล้องกับลีลาของเพลงยุคใหม่เหล่านี้ได้อย่างลงตัว

อัลบั้ม : Messager – Les Deux Pigeons (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Bournemouth Symphony, John Lanchbery – conductor
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/200340717?u)
ทดลองฟังเพลงคลาสสิกดูบ้าง.. เพราะลำโพงที่ให้ความถี่ออกมากว้างและครบเต็มสเปคตรัม บวกกับมีแนวเสียงที่เปิดเผย กระจ่างสด ลักษณะนี้ถือว่าถูกโฉลกกับเพลงคลาสสิกมากเป็นพิเศษ คือลักษณะโทนเสียงของลำโพงกับซาวนด์ของเพลงคลาสสิกมันไปทางเดียวกัน ซึ่งหลังจากลองฟังแล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เสียงเพลงประกอบบัลเล่ต์เรื่อง Les Deux Pigeons ของ Louis Merante (ทำดนตรีโดย Andre Messager) เมื่อฟังผ่านลำโพงคู่นี้มันออกมามลังเมลืองมาก โทนเสียงโอ่อ่า สดใส เปิดโล่ง และมีความพลิ้วกังวานของเสียงเครื่องสายที่ละเอียดอ่อน น่าฟัง ซึ่งเพลงคลาสสิกลักษณะนี้ช่วยทำให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของทวีตเตอร์ที่ถ่ายทอดความถี่ไปได้สูงๆ เกิน 20kHz ขึ้นไปว่ามันช่วยให้เสียงโดยรวมมีลักษณะที่เปิดโล่ง ไม่มีอาการอึมครึม ปลายเสียงแหลมสามารถไต่ขึ้นไปถึงระดับแอมเบี้ยนต์ได้ตลอดเส้นทาง มีผลให้เสียงเครื่องสายออกมาอบอุ่นน่าฟัง รวมถึงเสียงฟรุ๊ทและแคลริเน็ตก็พลิ้วกังวานและทอดปลายหางเสียงออกไปได้จนสุดฮาร์มอนิกอ็อกเตรปสุดท้าย ถือว่าลำโพงคู่นี้ทำคะแนนได้สูงทีเดียวสำหรับเพลงคลาสสิก (*ถ้าชอบฟังเพลงคลาสสิกแนวโอเวอร์เจ้อร์จากซิมโฟนีวงใหญ่ แนะนำให้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ ระหว่าง 150W – 250W จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากลำโพงคู่นี้.!)
สรุป
โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบลำโพงที่มีโทนเสียงเปิดๆ กระจ่างๆ อยู่แล้ว และถ้าได้ทั้งแนวเสียงที่เปิดกระจ่างและได้มวลเสียงที่อิ่มแน่น นุ่มเนียนไปด้วย ก็ถือว่าครบเครื่อง แต่ที่ผ่านๆ มาพบว่า ถ้าเป็นลำโพงที่ตอบโจทย์ข้างต้นได้แบบครบๆ จริงๆ ราคามักจะสูงโด่ง อย่างต่ำๆ ต้องมี 2 ถึง 3 แสนขึ้นไป วันนี้ได้มีโอกาสฟังเสียงของลำโพง Focal คู่นี้แล้ว บอกเลยว่า แนวเสียงมันมาทางเดียวกับที่ผมชอบ แม้ว่าในแง่ของความอิ่มแน่นและนวลเนียนผมยังอยากให้ดีกว่านี้ไปอีกหน่อย แต่พอรู้ราคาค่าตัวของลำโพงคู่นี้แล้วต้องร้อง เฮ้ยยย.. ราคาไม่ถึงแสนนี่หว่า ตอนแรกเดาว่าน่าจะแสนอัพ ถ้าราคาแบบนี้ได้แค่นี้ผมก็โอเคแล้ว..!!!
**********************
ราคา : 81,500 บาท / คู่
**********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
CH Home Media
**********************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่
โทร. 02-610-9564
facebook: CH Home Media Audio



