ผู้ผลิตคือ KEF ระบุสถานะของ ‘Coda W’ ตัวนี้ว่าเป็น All-in-One Wireless Hi-Fi Speaker แปลตรงๆ ตัวก็คือ ลำโพงไร้สายคุณภาพเสียงระดับไฮไฟที่มีคุณสมบัติเป็นออล–อิน–วัน นั่นแสดงว่าในตัว Coda W มีทั้งส่วนของแหล่งต้นทางสัญญาณ, แอมปลิฟาย และลำโพงในตัวเสร็จสรรพ

ลำโพง KEF เวอร์ชั่นออริจินัลที่เป็นต้นแบบของ Coda W ตัวนี้ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุค ’70 ยุคนั้นเป็นลำโพงพาสซีฟขนาดกระทัดรัดที่มีการออกแบบที่ดูแปลกตากว่าลำโพงทั่วไปในยุคนั้น คือลำโพงสองทางวางขาตั้งคู่อื่นๆ ส่วนใหญ่เขาจะเอาทวีตเตอร์ไว้ข้างบนเหนือไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ แต่ลำโพงรุ่น Coda ของ KEF กลับเอาทวีตเตอร์ไว้ด้านล่าง อยู่ใต้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ ดูประหลาดๆ แต่เสียงดีถูกใจนักเล่นฯ ในยุคนั้นมากเป็นพิเศษ ผมเองก็เคยทดสอบลำโพง KEF เวอร์ชั่นนั้นมาแล้ว
Coda กลับมาเกิดอีกครั้งใน ปี 2025 ด้วยรูปลักษณ์ใหม่พร้อมติดอาวุธมาเต็มพิกัด กลายสภาพเป็นลำโพง all-in-one ที่มีทั้งแหล่งต้นทางและแอมปลิฟายอยู่ในตัว..
รูปร่างหน้าตา

รูปร่างหน้าตาของ Coda W ผิดแผกไปจากรุ่น Coda เดิมแทบจะไม่เหลือเค้าเดิมเลย สาเหตุสำคัญเป็นเพราะไดเวอร์ที่เปลี่ยนไป คือในรุ่น Coda เดิมฉบับออริจินัลเขาใช้ไดเวอร์ 2 ตัว คือทวีตเตอร์กับมิด/วูฟเฟอร์ทำงานร่วมกันในลักษณะของลำโพงสองทาง ในขณะที่เวอร์ชั่นใหม่ Coda W เขาใช้ไดเวอร์ Uni-Q เจนเนอเรชั่น 12 ขนาด 5 ¼ นิ้ว แค่ตัวเดียว แต่โดยโครงสร้างก็ยังคงเป็นลำโพง 2 ทางที่เอาทวีตเตอร์ไปฝังไว้ในใจกลางของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ แล้วเอาไดเวอร์ Uni-Q ตัวนี้ไปติดตั้งไว้บนแผงหน้าของตู้ทรงสี่เหลี่ยมขนาดปานกลาง เจาะรูด้านหลังไว้ระบายอากาศภายในตัวตู้ด้วย..

เนื่องจาก Coda W เป็นลำโพงแอ๊คทีฟ ภายในลำโพงทั้งข้างซ้าย (secondary) และข้างขวา (primary) จึงมีเพาเวอร์แอมป์ฝังอยู่ในนั้น เป็นเพาเวอร์แอมป์ class-D ที่แยกเป็นข้างละ 2 ชุด ชุดแรกมีกำลังขับอยู่ที่ 30W สำหรับขับทวีตเตอร์ ส่วนอีกชุดที่ใช้ขับไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์มีกำลังขับอยู่ที่ 70W รวมเป็น 100W ตัวข้าง โดยที่ข้างซ้ายซึ่งเป็น “แชนเนลรอง” หรือ secondary จะได้รับสัญญาณภาคปรีฯ สำหรับแชนเนลซ้ายที่ส่งตรงมาจากลำโพงข้างขวา ผ่านสาย interspeaker ที่ใช้ขั้วต่อ USB-C ในการเชื่อมต่อ (แถมมาให้ในกล่อง) นั่นคือภาคปรีแอมป์ที่ใช้จัดการกับสัญญาณอินพุต, ปรับวอลลุ่ม รวมถึงฟังท์ชั่นอื่นๆ อยู่ข้างในลำโพงข้างขวา (primary) ทั้งหมด
สัญญาณที่ส่งจากลำโพงตัวหลัก (primary) ข้างขวา ไปที่ตัวรอง (secondary) ซึ่งเป็นข้างซ้ายนั้น เป็นสัญญาณดิจิตัลไฮเรซฯ ที่ระดับ 24/96
ส่วนประกอบ, อินพุต/เอ๊าต์พุต และ การเชื่อมต่อระบบ

ถ้ามองด้านหน้าของลำโพงทั้งสองข้าง มันแทบจะเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จริงๆ แล้ว ข้างขวาซึ่งเป็นตัวหลัก (primary) จะมีความแตกต่างจากข้างซ้ายอยู่นิดนึง คือตำแหน่งที่ติดตั้งป้ายโลโก้ของแบรนด์ของข้างขวา (A) จะฝังเซ็นเซอร์ที่ใช้รองรับคำสั่งจากรีโมทไร้สายอยู่ในนั้น และที่ขอบด้านล่างของกรอบไดเวอร์ (B) จะมีไฟ LED เล็กๆ อยู่หนึ่งดวง ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามฟังท์ชั่นต่างๆ

1. ท่อระบายเบส
2. ปุ่มรีเซ็ต
3. ช่องดิจิตัลอินพุต HDMI
4. ช่องดิจิตัลอินพุต Optical
5. ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตสำหรับ Subwoofer
6. สวิทช์โยกสำหรับยกกราวนด์
7. ช่องจ่ายไฟ 5V/2A
8. เมนสวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง
9. ปุ่มเชื่อมต่อ Bluetooth
10. ช่องอะนาลอก อินพุต AUX
11. ช่องดิจิตัลอินพุต USB
12. ช่องอะนาลอก อินพุตสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง
13. จุดต่อเชื่อมกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
14. ช่องเชื่อมต่อสัญญาณปรีเอ๊าต์ไปที่คู่รอง (secondary)
15. เต้ารับปลั๊กไฟเอซี

จุดเชื่อมต่อทั้งหมดจะอยู่ที่แผงหลังของลำโพงตัวหลัก (primary) ทั้งสัญญาณอินพุตดิจิตัลและอะนาลอก, สายไฟเอซี (15), สาย USB (11) จากคอมพิวเตอร์ รวมถึงอินพุตยอดนิยมในขณะนี้ นั่นคืออินพุต Phono (12) สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ใช้หัวเข็ม MM สามารถเชื่อมต่อเข้าที่ช่องนี้ได้เลย และข้างๆ จะมีจุดเชื่อมต่อสายกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้เสร็จสรรพ พร้อมสวิทช์ ground lift (6) สำหรับตัดการเชื่อมต่อกราวนด์ไม่ให้ลงไปที่แผงวงจรของเครื่อง ไว้ใช้แก้ปัญหากรณีที่เสียบสายกราวนด์แล้วมีเสียงฮัมออกไปที่ลำโพง
คุณสามารถเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากทีวีเข้ามาใช้งานกับ Coda W ได้ถึง 3 ช่องทาง ทางแรกสะดวกสุดสำหรับทีวีรุ่นใหม่ๆ คือเชื่อมต่อทางอินพุต HDMI (3) แต่ถ้าทีวีของคุณอยู่ในยุคกลางเก่า–กลางใหม่ ไม่มีช่องเอ๊าต์พุต HDMI มาให้ แต่มีช่อง Optical out มาให้ก็ให้ใช้อินพุต Optical input ของ Coda W แทนได้ และสุดท้ายกรณีที่ทีวีของคุณไม่มีทั้งช่อง HDMI และ Optical มีแต่ช่องเอ๊าต์พุตสำหรับหูฟัง คุณก็สามารถใช้สัญญาณอะนาลอกจากหูฟังมาขยายเสียงผ่าน Coda W ได้โดยเสียบเข้าที่ช่องอินพุต AUX (10) ของ Coda W ผ่านสายแปลง mini3.5mm > RCA
การควบคุมสั่งงาน
การควบคุมสั่งงาน Coda W ทำได้ 3 ช่องทาง


ช่องทางแรกคือ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสไปบนปุ่มควบคุมบนตัวลำโพง Primary โดยตรง ซึ่งบนตัวลำโพงตัวหลักมีปุ่มให้ควบคุมสั่งงานอยู่ทั้งหมด 5 ปุ่ม (ภาพบน) เรียงจากซ้ายไปขวาคือ ปุ่มเพาเวอร์ = ใช้สำหรับเปิด/ปิดเครื่อง, ปุ่มกดเลือกอินพุต = จะวนไปเรื่อยๆ เริ่มจาก Bluetooth > TV > OPT > USB > AUX และ PHN (Phono) ซึ่งตัวอักษรย่อชื่อของอินพุตที่อยู่แถวบนเมื่อถูกเลือกจะสว่างขึ้นเรียงตามลำดับไปในแต่ละครั้งที่กดปุ่มนี้, ปุ่มกดปิดเสียงชั่วคราว, ปุ่มลดความดัง และสุดท้ายคือปุ่มเพิ่มความดัง


ช่องทางที่สองคือควบคุมสั่งงานผ่านทางรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ผ่านปุ่มกดที่มีอยู่ 5 ปุ่ม กับปุ่มลูกศรสี่ทิศขนาดใหญ่หนึ่งอัน โดยที่หน้าที่ของแต่ละปุ่มปรากฏตามรายละเอียดในภาพข้างบน

ช่องทางที่สาม ควบคุมผ่านทางแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า KEF Connect ซึ่งมีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android เป็นแอพฯ ที่ KEF ทำขึ้นมาไว้ให้ใช้ควบคุมสั่งงานผลิจภัณฑ์ของ KEF ทุกรุ่นที่รองรับ เพียงแต่ว่า ฟังท์ชั่นใช้งานจะไม่เท่ากันสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น อย่างเช่น ในกรณีที่ใช้กับ Coda W จะมีหน้าเมนูขึ้นมาให้ใช้ได้ทั้งหมด 3 หน้า (ในกรอบด้านล่างของภาพข้างบน) คือ HOME, EQ settings และ Settings ซึ่งที่หน้า HOME จะมีแค่แถบสไลด์สำหรับปรับวอลลุ่มมาให้ใช้งานแค่อย่างเดียว..

ตรงหัวข้อ EQ settings จะมีความสำคัญมากที่สุด ในนั้นมีหัวข้อการปรับตั้งการทำงานของระบบในกรณีที่มีการเพิ่มเติมลำโพงแอ๊คทีฟ ซับวูฟเฟอร์เข้ามาทำงานร่วมกับ Coda W และใช้ปรับจูนเสียงด้วยการกำหนดทุ้ม–แหลมได้ที่เมนูนี้..

ที่หน้าเมนู settings ก็จะเป็นช่องทางสำหรับการอัพเดตเฟิร์มแวร์, เลือกธีมของแอพฯ และข้อมูลทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสียงของ Coda W
ทดสอบการใช้งานและฟังเสียง
อินพุต “AUX” กับอินพุต “Optical”
เนื่องจาก Coda W ไม่มีฟังท์ชั่นให้สตรีมไฟล์เพลงจากเน็ทเวิร์คอยู่ในตัวเหมือนรุ่น LSX และ LS แต่เขามีอินพุตอะนาลอก AUX กับช่องอินพุตดิจิตัล Optical มาให้อย่างละช่อง ถ้าคุณต้องการสตรีมไฟล์เพลงผ่านทางเน็ทเวิร์คก็สามารถใช้เน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์จากภายนอกทำหน้าที่สตรีมให้แล้วส่งสัญญาณเอ๊าต์พุตเข้ามาให้ Coda W จะส่งเข้าทางอินพุต Optical (กรณีที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่ไม่มี DAC ในตัว) หรือส่งเข้าทางอินพุต AUX (กรณีที่เป็นสตรีมเมอร์ที่มี DAC ในตัว) ก็ได้ ถือว่ามีความยืดหยุ่นในการใช้งานได้ดี
สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นสตรีมมิ่ง คุณก็สามารถเลือกใช้งานอินพุต Optical หรือ AUX กับเครื่องเล่นแผ่นซีดีได้ แนะนำว่า ถ้าเครื่องเล่นซีดีของคุณมีราคา “สูงกว่า” สองหมื่นบาทขึ้นไป แนะนำให้ใช้อินพุต AUX โดยป้อนสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากเครื่องเล่นซีดีไปเข้าที่อินพุต AUX ของ Coda W ซึ่งการเชื่อมต่อลักษณะนี้ สายสัญญาณที่ใช้จะส่งผลกับคุณภาพเสียงด้วย แนะนำให้ใช้สายสัญญาณที่มีคุณภาพจะได้เสียงที่น่าพอใจ แต่ถ้าไม่มีสายสัญญาณอะนาลอก หรือไม่สะดวก คุณก็สามารถใช้อินพุต Optical กับเครื่องเล่นซีดีได้เหมือนกัน ส่วนคุณภาพเสียงที่ได้จากทั้งสองอินพุตนี้จะขึ้นอยู่กับระดับคุณภาพของเครื่องเล่นซีดีและสตรีมเมอร์ของคุณ

ในการทดสอบอินพุต AUX และอินพุต Optical ของ Coda W ผมทดลองใช้สตรีมเมอร์ของ Bluesound รุ่น New NODE (REVIEW) เชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คเพื่อทำหน้าที่สตรีมไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL ก่อนจะส่งสัญญาณดิจิตัลเข้าไปที่อินพุต Optical ของ Coda W ฟังเทียบกับการป้อนสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก New NODE เข้าทางอินพุต AUX ได้เสียงคนละแบบ ผมชอบเสียงที่ป้อนเข้าทางอินพุต AUX (ใช้สายสัญญาณของ Kimber Kable รุ่น Timbre) มากกว่า เสียงที่ออกมามีลักษณะที่แผ่เต็ม เนื้อเสียงนวล โปร่งกังวาน มีบรรยากาศ ฟังได้ทุกแนว
ทดสอบการใช้งานและฟังเสียง
อินพุต ‘Bluetooth’
แม้ว่าคุณจะได้ทำการเชื่อมต่อ Bluetooth ระหว่าง Coda W กับมือถือของคุณไว้ก่อนแล้วก็ตาม ถ้าคุณเริ่มเล่นไฟล์เพลงบนมือถือแล้วตั้งใจสตรีมไปที่ Coda W แต่ถ้าขณะนั้นมีการใช้งานอินพุตช่องอื่นของ Coda W อยู่ ที่แอพฯ เล่นไฟล์เพลงบนมือถือของคุณจะไม่ปรากฏอินพุตบลูทูธของ Coda W ขึ้นมาให้เลือก คือ Coda W จะไม่ได้เชื่อมต่ออินพุต Bluetooth ไว้ให้ตลอดเวลาเหมือนสตรีมเมอร์ตัวอื่น ดังนั้น ถ้าต้องการใช้งานอินพุต Bluetooth คุณต้องเข้าไปเลือกอินพุตของ Coda W ไปที่ Bluetooth ก่อนที่จะเริ่มเล่นไฟล์เพลงบนมือถือของคุณ ไม่ว่าคุณจะใช้แอพฯ อะไรเล่นไฟล์เพลงบนมือถือก็ตาม

ภาพข้างบนนั้นคือใช้แอพฯ TIDAL สตรีมไฟล์เพลงส่งเข้าอินพุต Bluetooth ของ Coda W ซึ่งขณะที่คุณกำลังสตรีมไฟล์เพลงนั้น เมื่อแตะลงไปที่ไอค่อน Bluetooth ตัวเล็กๆ ที่มุมขวาบนของหน้าแอพฯ (ศรชี้สีแดง) จะปรากฏหน้าต่างที่โชว์ขึ้นมาให้รู้ว่ากำลังเชื่อมต่ออยู่กับอินพุต Bluetooth ของ KEF ‘Coda W‘ (ศรชี้สีเขียว) ซึ่งคุณสามารถปรับเพิ่ม/ลดความดังได้ด้วยการรูดบนแถบนี้ได้เลย
เสียงของอินพุต Bluetooth ของ KEF ‘Coda W’ ดีกว่าที่คิดแฮะ.. โดยรวมออกไปทางนุ่มนวล แผ่กว้าง เปิดดังๆ ก็ไม่แข็งและไม่หยาบหูเลย ต้องยอมรับว่าชิป MIE ในตัว Coda W ถูกปรับจูนออกมาได้ดี ไดเวอร์ Uni-Q ขนาดห้านิ้วนิดๆ กับกำลังขับต่อข้างที่ 100W class-D ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนผมทดลองเร่งวอลลุ่มให้สูงขึ้น เปรียบเทียบกับตอนฟังเบาๆ จะรู้สึกได้ว่า โทนัลบาลานซ์ของเสียงแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย คือรู้สึกได้ว่า ปริมาณของความถี่สูง–กลาง–ต่ำมันเพิ่ม/ลดไปตามระดับวอลลุ่มในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งปกติแล้ว ถ้าเป็นแอมป์ทั่วไปตอนลดวอลลุ่มลงมาเบาๆ เสียงทุ้มมักจะวูบหายไปเหลือแต่กลางกับแหลม ถ้าจะแก้ไขก็ต้องมีวงจร Loudness เข้ามาช่วยยกความถี่ต่ำขึ้นมาเสริม แต่ Coda W มีชิป MIE เข้ามาช่วยจูนเสียงให้จึงไม่รู้สึกถึงปัญหานั้น แต่ถ้าคุณต้องการบู๊สต์เบสหรือแหลมให้มากกว่าที่เขาจูนมาให้ ก็สามารถเข้าไปปรับเพิ่มได้ที่เมนู EQ settings บนแอพฯ KEF Connect ได้ แต่ส่วนตัวเท่าที่ทดลองฟังเพลงหลากหลาย ผมพบว่า กรณีที่ไม่มีการเพิ่มลำโพงซับวูฟเฟอร์ในระบบ ผมว่าปรับตั้งเสียง Bass กับ Treble ไว้ที่ตำแหน่ง ‘Default’ ก็ให้โทนัลบาลานซ์ของเสียงของเพลงส่วนใหญ่ที่ออกมาดีมากแล้ว
ทดสอบการใช้งานและฟังเสียง
อินพุต ‘Phono’
ถ้าดูจากการทำสื่อประชาสัมพันธ์ลำโพงไร้สายของ KEF รุ่นนี้ จะเห็นว่า พวกเขาตั้งใจที่จะนำเสนอว่า Coda W รุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้รองรับการเล่นเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ดี ซึ่งก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ตอบสนองกับเทรนด์นิยมของการฟังเพลงในปัจจุบันที่มีผู้สนใจและชื่นชอบการฟังเพลงด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงกันมาก
ทาง Vgadz ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแบรนด์ KEF รวมถึงลำโพงไร้สายรุ่น Coda W ตัวนี้ได้ส่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้ลองทดสอบฟังกับลำโพงไร้สายตัวนี้ด้วย หัวเข็มที่ติดมาบนเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนั้นเป็นหัวเข็ม MM ตรงกับภาคขยายหัวเข็มที่ติดตั้งมาในตัว Coda W

การติดตั้งใช้งานก็ไม่ยุ่งยากเลย แค่เสียบสายสัญญาณ R/L ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้าที่ช่องอินพุต Phono ที่ด้านหลังของลำโพงตัวหลักของ Coda W และเชื่อมต่อสายกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้าตรงจุดเชื่อมต่อกราวนด์ที่อยู่ข้างอินพุต Phono ก็เป็นอันพร้อมใช้งาน
ก็ต้องยอมรับว่า พวกเขาตั้งใจทำช่องอินพุต Phono มาจริงๆ เพราะเสียงที่ออกมามันมีความต่อเนื่อง น่าฟัง มีรายละเอียดที่ปนกับความอิ่มของมวลเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แม้ว่าโดยรวมๆ จะติดนุ่มนิดนึง แต่ก็เป็นความนุ่มที่ช่วยเพิ่มสีสันให้เพลงมีความน่าฟังมากขึ้น ฟังง่ายขึ้น ใครอยากได้ลำโพงไร้สายที่สามารถตอบโจทย์ได้ครบทั้ง “สายดิจิตัล” ที่นิยมสตรีมไฟล์ด้วย Bluetooth และมีภาคขยายหัวเข็มสำหรับ “สายอะนาลอก” ที่รองรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่ในตัวเดียวกัน ก็ต้องบอกว่า ลำโพงไร้สายของ KEF ‘Coda W‘ ตัวนี้ตรงประเด็นกับความต้องการของคุณมากที่สุด.!!
ทดสอบการใช้งานและฟังเสียง
อินพุต ‘HDMI’
Coda W มีช่องอินพุตให้เลือกใช้งานกับทีวีได้ 3 ช่องทาง อย่างที่เกริ่นมาข้างต้น แต่ช่องทางที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีมีอยู่ 2 ช่องทาง ที่แนะนำให้ใช้ นั่นคือ HDMI กับ Optical ซึ่งทีวีระดับราคาปานกลางขึ้นไปที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี ส่วนใหญ่จะสามารถใช้งานได้ทั้งสองอินพุต กรณีที่เลือกได้แนะนำให้ใช้ช่องอินพุต HDMI ก่อน เพราะมันให้เสียงออกมาดีที่สุด

โดยเฉพาะคนที่ใช้บริการสตรีมหนังจาก Netflix เมื่อเชื่อมต่อสาย HDMI ระหว่างช่อง HDMI เอ๊าต์พุต ของทีวีเข้ากับช่องอินพุต HDMI ของ Coda W แล้วปรับตั้งที่ทีวีให้ปล่อยสัญญาณออกมาเป็นฟอร์แม็ต PCM จากนั้นก็เลือกอินพุตที่ Coda W ไปที่ตำแหน่ง TV แค่นี้คุณก็จะได้เสียงซาวนด์แทรคจากภาพยนตร์ที่ดูผ่าน Netflix ออกมาน่าพอใจมากแล้ว
ระยะความห่างที่ผู้ผลิตแนะนำไว้ระหว่างลำโพงข้างขวาและข้างซ้ายอยู่ระหว่าง 1- 3 เมตร ทำให้สามารถเซ็ตอัพเพื่อใช้งานลำโพงคู่นี้ได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ใช้งานบนโต๊ะเพื่อใช้เป็นมอนิเตอร์ร่วมกับคอมพิวเตอร์ในการเล่นเกมส์ ไปจนถึงวางขนาบด้านข้างของทีวี ซึ่งใช้ได้กับทีวีที่มีขนาดหน้าจอตั้งแต่ 40 นิ้ว ขึ้นไปจนถึง 85 นิ้ว
อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของเสียงที่ได้จากการวางระยะห่างแต่ละระดับจะผกผันอยู่กับ 2 อย่าง นั่นคือ “ความเปิดกว้างของเสียง” vs. “ความอิ่มเข้มของเนื้อเสียง” คือถ้าวางห่างมากจะได้เสียงที่เปิดกว้าง แต่เนื้อเสียงจะบางลง ตรงข้ามกัน ถ้าขยับลำโพงซ้าย–ขวาให้ชิดกันมากขึ้น จะรู้สึกว่าเสียงแคบลง แต่ได้เนื้อเสียงที่มีความอิ่มเข้มมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตปรับจูนมาให้สามารถเซ็ตระยะห่างได้กว้างมาก คุณจึงสามารถเลือกปรับจูนเสียงได้ตามใจชอบ ยกตัวอย่าง ผมนำ Coda W ไปใช้กับทีวีขนาด 65 นิ้ว ที่ผมใช้อยู่ในห้องรับแขก พบว่า ผมชอบระยะห่างซ้าย–ขวาของ Coda W ที่ 160 ซ.ม. มันเป็นระยะห่างที่ให้ค่าเฉลี่ยระหว่างความกว้างของสนามเสียงกับความเข้มข้นของเนื้อเสียงที่ลงตัวสำหรับผม ทำให้ผมดูหนังจาก Netflix ได้อรรถรสมากขึ้น บางช็อตจากหนังบางเรื่องมันให้เสียงที่ฉีกกว้างเลยขอบของลำโพงทั้งสองข้างออกไปได้อีก มิติเสียงที่แยกซ้าย–ขวามันออกมาชัดมาก แสดงถึงประสิทธิภาพของชิป MIE ที่ถูกจูนมาได้ผลดี เห็นได้ชัดถึงความต่างเมื่อเทียบกับการใช้แอมป์สเตริโอธรรมดาขับลำโพงพาสซีฟที่ไม่มีชิป DSP ใดๆ เข้ามาช่วย
สรุป
อันดับแรก ต้องขอบอกว่า ผมชอบ Coda W มาก..!! อย่างแรกคือชอบในฟังท์ชั่นที่ให้มา คือมันตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการสำหรับการใช้งานในห้องรับแแขกมาก คือได้ทั้งดูหนังและฟังเพลงจบในตัวเดียว โดยเฉพาะการฟังเพลงนั้นทำได้ดีเกินคาด รองรับได้ทั้งสตรีมมิ่งและแผ่นเสียง อย่างที่สองที่ชอบคือพอใช้งานอินพุต HDMI สำหรับดูหนัง เหมือนลำโพงมันจะรู้ เสียงที่ออกมามันไปทางซาวนด์แทรคภาพยนตร์เลย น่าจะเป็นการปรับจูนวงจร DSP ในตัวชิป MIE เพื่อให้รองรับการดูหนังโดยเฉพาะ เสียงเปิดกว้างและโอบล้อมดีเลย ดีกว่าเสียงจากลำโพงของทีวีหลายเท่า.!!
Coda W มีความพร้อมในการรองรับความต้องการ “คุณภาพ” ในการฟังเพลงของนักฟังหลายรูปแบบ คือถ้าเน้นเสียงดี+ความสะดวก คุณสามารถใช้อินพุต Bluetooth ของ Coda W ในการสตรีมไฟล์เพลงจากอุปกรณ์พกพาของคุณผ่านไปที่ Coda W ด้วยคลื่นบลูทูธได้เลย ส่วนคนที่อยากได้คุณภาพเสียงที่ดีมากขึ้นไปอีกระดับ แค่เอาโน็ตยุ๊คของคุณไปเสียบสาย USB เชื่อมไปที่ช่องอินพุต USB-C ของ Coda W แล้วเล่นไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์ของคุณ Coda W จะให้คุณภาพเสียงที่ขยับสูงขึ้นไปอีกขั้นทันที เพราะที่อินพุต USB-C สามารถรองรับสัญญาณได้สูงถึง 24/192
นอกจากนั้น Coda W ยังเปิดโอกาสให้คุณสามารถอัพเกรดคุณภาพเสียงของระบบให้ดีขึ้นไปอีกขั้นได้ด้วยการเพิ่มเติมลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาได้ แถมยังให้ความยืดหยุ่นในการควบคุมการทำงานได้หลายทาง จะใช้วิธีสัมผัสปุ่มสั่งงานบนตัวเครื่องโดยตรงก็ได้ หรือจะสั่งงานผ่านรีโมทไร้สายก็ได้ แถมยังมีแอพลิเคชั่น KEF Connect ไว้ให้เข้าไปปรับตั้งฟังท์ชั่นลึกๆ ได้อีกด้วย
กับราคา ชุดละ 35,900 บาท ต้องยอมรับว่า คุ้มค่ามาก.!! ใครวางงบสำหรับการปรับปรุงระบบเสียงในการดูหนัง+ฟังเพลงในห้องรับแขกเอาไว้ ไม่เกิน 4 หมื่นบาท แนะนำให้ไปลองสัมผัสลำโพงไร้สายรุ่น Coda W ของ KEF คู่นี้ให้ได้ ไม่แน่นะ.. ยังไม่ทันได้ลองฟังเสียง แค่เห็นรูปร่างหน้าตาและดีไซน์ที่สวยงามของลำโพงคู่นี้เข้า คุณก็อาจจะตกหลุมรักมันเข้าให้ก็ได้..!!!
*** HIGHLY RECOMMENDED !!!***
KEF รุ่น Coda W
สำหรับ
ลำโพงไร้สาย All-in-One ที่มีราคา “ไม่เกิน 40,000 บาท“
*********************
ราคา : 35,900 บาท / ชุด (มีหลายสีให้เลือก)
*********************
ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ติดต่อที่
บริษัท วีแกดซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
โทร. 02-692-5216
Line ID: @kefthailand



