รีวิวเครื่องเสียง Polk Audio รุ่น Signature S20 ลำโพงสองทางวางขาตั้ง ของดี-ราคาถูก!

สารภาพกันตรงๆ ก่อนว่า ผมได้รับลำโพงคู่นี้มานานมากแล้ว มันอยู่กับผมมาหลายเดือน ตอนรับมาทีแรกก็ตั้งใจที่จะยืมมาจัดเซ็ตกับ AVR เพื่อทดสอบเป็นชุดเซอร์ราวนด์สำหรับดูหนัง ไม่ได้เน้นฟังเพลง 2 แชนเนล แต่หลังจากจบภารกิจของมันไปแล้ว เจ้า Polk Audio : Signature S20 คู่นี้ก็ยังอยู่ทำหน้าที่เป็น คู่ซ้อมให้กับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ในการเบิร์นฯ มาแล้วหลายชิ้น ทั้งอินติเกรตแอมป์, เครื่องเล่นซีดี/DAC ฯลฯ ซึ่งส่วนมากเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีราคาสูงกว่าระดับของลำโพงคู่นี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะแอมปลิฟายที่อาศัยมันเป็นคู่ซ้อมในการเบิร์นฯ หลังจากมันรับใช้งานผมมานานหลายเดือน ผมได้พบว่า ลำโพงคู่นี้มี คุณค่ามากกว่าที่ผม (และเชื่อว่าหลายๆ คน) คาดไว้มาก ส่วนหนึ่งคงจะได้มาจากการเบิร์นฯ ที่ยาวนานจนพ้นระยะ แต่อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในอาชีพบอกผมว่า คุณภาพเสียงที่ผมได้ยินจากลำโพงคู่นี้ หลักๆ นั้นมาจาก พื้นฐาน” ที่ดีของตัวมันเองอย่างแน่นอน.!

ขอดูสเปคฯ ก่อนเลย.!!!

เพราะเสียงของ S20 มันมีอะไรบางอย่างในนั้นที่สะดุดหูของผม (รายละเอียดเดี๋ยวไปว่ากันที่หัวข้อคุณภาพเสียง) ผมจึงอยากจะขอดูสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้สักหน่อย

สเปคฯ ตัวแรกที่ผมตั้งใจเปิดหาคือ “Frequency Responseซึ่งในโบรชัวร์ระบุสเปคฯ ตัวนี้ไว้ในหัวข้อ “Overall Frequency Responseโดยแจ้งตัวเลขความถี่ที่ลำโพงตอบสนองได้ทั้งย่านเสียงครอบคลุมตั้งแต่ความถี่ต่ำสุดที่ 39Hz ขึ้นมาเรื่อยๆ จนทะลุไปถึง 40kHz หรือ 4 หมื่นเฮิร์ต โอ้ว! มายก๊อด.. เดี๋ยวนี้ลำโพงราคาคู่ละไม่ถึง 2 หมื่นบาท (ราคาที่ประกาศขายในเว็บไซต์ของ Powerbuy คือ 14,900 บาทต่อคู่ / ลิ้งค์) เขาเล่นสเปคฯ กันแรงขนาดนี้เลยเหรอ.?

40kHz ก็คือสเปคฯ ของความถี่สูงสุดที่ JEITA ประกาศเอาไว้สำหรับมาตรฐาน Hi-Res Audio นั่นเอง นี่เองคือเหตุผลที่ทำให้ผมได้ยินรายละเอียดของเสียงแหลมที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากลำโพงราคาคู่ละไม่ถึงสองหมื่น.!!

ทะลุ 40kHz ทั้งตระกูล!

ลำโพงในตระกูล Signature ของ Polk Audio มีอยู่ทั้งหมด 8 รุ่นด้วยกัน

รุ่น S20 ที่ผมกำลังทำรีวิวอยู่นี้ เป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งรุ่นใหญ่ในตระกูลนี้ ซึ่งมีอยู่จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ S20, S15 และ S10 ส่วนลำโพงวางพื้นในอนุกรม Signature ด้วยกันนี้มีอยู่ทั้งหมด 3 รุ่นเหมือนกันคือ S50, S55 และรุ่นใหญ่สุดคือ S60 นอกจากนั้น ในครอบครัว Signature ด้วยกัน ยังมีลำโพงเซ็นเตอร์อยู่อีก 2 รุ่น คือ S30 กับ S35 ซึ่งคุณสามารถเลือกแม็ทชิ่งลำโพงตระกูลนี้เอามาทำเป็นลำโพงเซอร์ราวนด์ได้เลย (มีลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ซีรี่ย์ HTS ที่เข้าคู่กับลำโพงซีรี่ย์ Signature ให้เลือกจัดชุดกันด้วย)

ดีไซน์รูปทรงสวยงาม
ใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง

ดูยังไงๆ ก็ไม่สมราคาลำโพงคู่ละ 14,900 บาท เลย คือมันดูแพงกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะพิจารณาตรงจุดไหน ตั้งแต่ตัวตู้ไปจนถึงไดเวอร์ที่ใช้ คือมันดูดีทั้งในแง่ของวัสดุและดีไซน์ แถมในแง่ของตัวตู้ก็อยู่ในพิกัดที่กำลังสวยซะด้วย คือไม่ได้เล็กจนเกินไปกับการที่จะเอามาทำเป็นลำโพงสำหรับฟังเพลง 2 แชนเนล ด้วยขนาดของแผงหน้าที่กว้าง 8.5 นิ้ว มันจึงติดตั้งวูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้ว ลงไปได้ฟิตพอดีๆ ความสูงของตัวตู้อยู่ที่ 14.8 นิ้ว และ ลึก 13.8 นิ้ว

ไดเวอร์ทั้งสองตัวติดตั้งอยู่บนแผงหน้าในลักษณะที่ทวีตเตอร์อยู่ด้านบน และผมก็รีบโฟกัสลงไปที่ตัวทวีตเตอร์ของ S20 ก่อนเลย เพราะอยากจะรู้ว่า ไดอะแฟรมของมันทำด้วยอะไรกันแน่ถึงได้สามารถสร้างความถี่ไปได้ถึง 40kHz

ซึ่งในโบรชัวร์แจ้งว่าวัสดุที่ใช้ทำไดอะแฟรมทรงโดมครึ่งวงกลมคว่ำของตัวทวีตเตอร์คือ Terylene หลังจากผมเข้าไปค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับวัสดุตัวนี้ พบว่ามันคือพลาสติกประเภทหนึ่งอยู่ในตระกูล Thermoplastic (หรือเรียกอีกชื่อว่า เรซิ่น“) ซึ่งพลาสติกประเภทนี้มีใช้กันแพร่หลาย และมีอยู่หลายตัว ซึ่งเจ้า Terylene ตัวนี้มีชื่อเป็นทางการอีกชื่อคือ Polyethylene Terephthalate ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหนียวมาก มีลักษณะโปร่งใส ราคาสูง ที่ใช้กันแพร่หลายคือทำเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ สำหรับบรรจุอาหาร

ตัวโดมทวีตเตอร์ที่ทำด้วย Terylene นั้นคือของใหม่ที่เพิ่งมาปรากฏอยู่ในลำโพงของ Polk Audio อนุกรม Siganature นี่เอง ตัวโดมถูกออกแบบให้มีสัดส่วนความโค้งมนที่ช่วยให้มีความมั่นคงสูงขณะเคลื่อนตัวเดินหน้าถอยหลังเพื่อสร้างความถี่เสียงแหลมลงมาถึงกลางที่สะอาดและมีความเพี้ยนต่ำ ที่ขอบนอกของตัวทวีตเตอร์มีเบ้าพลาสติกแข็งที่ดีไซน์คล้ายหลุมตื้นๆ ที่ปากผายออก คล้ายปากแตรที่ช่วยควบคุมมุมกระจายเสียงในตัว แหล่งพลังงานที่ช่วยผลักดันโดมทวีตเตอร์ตัวนี้คือแม่เหล็กเฟอร์ไร้ท์ หรือเซรามิก แม็กเน็ท

ส่วนไดอะแฟรมของตัววูฟเฟอร์นั้นทำด้วยพลาสติกโพลีโพรไพลีนและเสริมเพิ่มความแกร่งด้วยไมก้า ซึ่งดูเผินๆ จะคล้ายกรวยโลหะมาก ขอบที่ใช้ยืดหยุ่นทำจากยางดิบ

ไดเวอร์ทั้งสองตัวถูกฝังจมลงไปอยู่ในแผ่นพลาสติกแข็งที่ทับซ้อนอยู่บนแผ่นแผงหน้าของตัวตู้ที่ทำด้วยไม้ MDF เพื่อให้ไดเวอร์ทั้งสองตัวผนึกแน่นอยู่บนแผงหน้าด้วยความมั่นคงมากที่สุด

ตัวตู้ถูกออกแบบให้ไร้มุมฉาก ทุกด้านที่ผนังตู้บรรจบกันได้ถูกทำให้โค้งมนทั้งหมด ซึ่งมีผลทั้งต่อคุณภาพเสียง คือตู้ที่ไม่มีมุมฉากจะช่วยทำให้เรโซแนนซ์ภายในตัวตู้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง และส่งผลต่อมุมมองคือทำให้ดูนุ่มตาลง สวย ไม่แข็งกระด้าง ผิวตู้ปิดทับด้วยพีวีซีสีน้ำตาลเลียนแบบลายไม้

ระบบของตัวตู้ถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบตู้เปิด โดยมีท่อระบายอากาศอยู่ที่แผงด้านหลัง แต่มันไม่ใช่ระบบตู้เปิดที่เจาะรูตัวตู้ให้อากาศไหลออกมามาแบบสะเปะสะปะ ซึ่งทางผู้ผลิตได้คิดค้นเทคนิคพิเศษที่ใช้ในการควบคุมมวลอากาศที่ถูกดันออกมาจากตัวตู้ให้แผ่กระจายออกไปทางด้านหลังอย่างมีระบบระเบียบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเสียงทุ้มให้สูงขึ้น ซึ่งทาง Polk Audio ตั้งชื่อเรียกเทคนิคพิเศษนี้ว่า “Power Portจะส่งผลต่อเสียงทุ้มเป็นพิเศษ

เมื่อมวลอากาศภายในตัวตู้ถูกแผ่นหลังของไดอะแฟรมขนาดใหญ่ของวูฟเฟอร์ผลักดันอัดเข้าสู่ผนังในตัวตู้ที่แน่นและทึบ ท่อระบายอากาศบนแผงหลังของตัวตู้ จึงเป็นช่องทางเดียวที่เปิดทางให้อากาศภายในตัวตู้สามารถไหลพรูออกมาได้ เมื่อเปิดฟังด้วยระดับความดังสูงๆ มวลอากาศที่ไหลพรูออกมาก็จะมีปริมาณมากขึ้น และทะลักกันออกมาจนเกิดเป็นเสียงรบกวน เดือยแหลม (ศรชี้ในภาพบน) บนแผงโครงพลาสติกที่ติดตั้งอยู่เหนือท่อระบายอากาศได้ถูกออกแบบมาให้ช่วยลดปัญหาเสียงรบกวนของมวลอากาศที่พรั่งพรูออกมาจากท่อ

S20 ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาคู่เดียว (single wire) ซึ่งเป็นอะไรที่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบมาก เพราะไม่เปลืองสายลำโพง สามารถลงทุนกับสายลำโพงดีๆ ได้โดยไม่เปลืองเงินมาก

แม็ทชิ่ง

ความไว (sensitivity) ของ S20 อยู่ที่ 88dB ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้โหดมาก แนะนำกำลังขับของแอมป์อยู่ในช่วงตั้งแต่ 20125 วัตต์/ข้าง ที่โหลด 8 โอห์ม จับตัวเลขมาเข้าสูตร 75% x กำลังขับสูงสุดที่แนะนำไว้ในสเปคฯ = กำลังขับ อย่างต่ำที่จะทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีจากลำโพงคู่นี้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ 93.75W ต่อข้าง (75% x 125W) คิดเป็นตัวเลขกลมๆ ก็ประมาณ 100W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม หาไม่ยาก

ในการทดสอบประสิทธิภาพของ S20 ด้วยระบบเสียง stereo 2 ch ผมมีโอกาสเลิือกใช้อินติเกรตแอมป์ถึง 3 ตัวทดลองฟังกับลำโพงคู่นี้ เริ่มจาก NAD รุ่น C 388 (150W ต่อข้างที่ 8 และ 4 โอห์ม), Accuphase รุ่น E-480 (180W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม) และ Cambridge Audio รุ่น EDGE A (100W ต่อข้างที่ 8 และ 200W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม) โดยเฉพาะกับอินติเกรตแอมป์สองตัวหลังนี้ ผมถือว่าเป็นการทดลองเพื่อค้นหา จุดสูงสุดที่ประสิทธิภาพของ S20 จะสามารถทะยานไปถึง เพราะในโลกความเป็นจริง คงจะไม่มีคนยอมลงทุนกับแอมป์ราคาหลักแสนกับลำโพงที่มีราคาคู่ละ 14,900 บาทแน่ๆ

ช่วงท้ายๆ ที่ผมลองฟังเพื่อค้นหา จุดสูงสุดของ S20 คู่นี้ นอกจากอินติเกรตแอมป์ EDGE A กับ E-480 ที่ใช้ขับมันแล้ว ด้าน source ที่ใช้ก็ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์เหมือนกัน นั่นคือ external/streamer DAC ของ dCS รุ่น Rossini DAC ทว่า ช่วงเวลาหลักๆ ส่วนใหญ่ที่ผมทดลองฟัง S20 เพื่อประเมินคุณภาพเสียง โดยเฉลี่ยของมันนั้น ผมใช้อินติเกรตแอมป์ NAD : C 388 เป็นแอมป์ขับ และอาศัย external DAC ของ MyTek รุ่น Liberty DAC กับเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ของ Cambridge Audio รุ่น CXN v.2 สลับกันทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณหลักโดยเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ของผมและเสียบผ่านตัว CXN v.2

เซ็ตอัพ

ท่อระบายอากาศที่มาพร้อมเทคโนโลยี Power Port ของ S20 นอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพให้กับเสียงทุ้มแล้ว มันยังช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการติดตั้งอีกด้วย คือสามารถเซ็ตอัพลำโพงให้ชิดผนังด้านหลังได้มากขึ้น ในกรณีที่คุณต้องการเสียงทุ้่มที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษ แต่จริงๆ แล้ว เมื่อผมทดลองเซ็ตอัพ S20 ตามแบบฉบับของลำโพงที่มีท่อเปิดด้านหลังทั่วไป ผมกลับพบว่า เทคนิคพิเศษ Power Port ของ S20 มันช่วยทำให้เสียงเบสมีความสะอาดมากกว่า ไม่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณ โดยเฉพาะเมื่อขับมันด้วยแอมป์ที่มีสมรรถนะสูงๆ อย่าง EDGE A กับ E-480 ผมสามารถวาง S20 ออกมาห่างผนังได้มากเกือบสองเมตร และดึงลำโพงข้างซ้ายและข้างขวาออกห่างจากกันได้มากเกือบสองเมตรเช่นกัน สรุปแล้ว เราสามารถเซ็ตอัพ S20 ได้ตามมาตรฐานของระบบสเตริโอเหมือนลำโพงคู่อื่นๆ นั่นเอง

เสียงของ Polk Audio รุ่น S20

มีความจริงอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับไดเวอร์ของลำโพง โดยเฉพาะไดเวอร์ประเภทมิดเร้นจ์/เบสที่มีไดอะแฟรมขนาด 6.5 นิ้ว ซึ่งถือว่าค่อนข้างใหญ่ การออกแบบไดเวอร์ประเภทนี้มีโจทย์ยากอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือต้องทำให้แผ่นไดอะแฟรมมีความแกร่งสูงที่สุด เพื่อให้สามารถรองรับกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ (สัญญาณฉับพลัน) ที่มีความรุนแรงตอนเปิดดังๆ ได้ดี ถ้าไม่มีปัญหาเรื่อง น้ำหนักต้องกังวล มีวัสดุเยอะแยะในโลกนี้ที่จะเอามาทำไดอะแฟรมของไดเวอร์มิดเร้นจ์/เบสขนาดใหญ่ให้มีความแกร่งสูงๆ ได้สบายๆ แต่ถ้าไดอะแฟรมนั้นมีน้ำหนักเยอะ จะส่งผลต่อการขับดันของแอมป์ คือแอมป์ต้องมีกำลังเยอะมากๆ ถึงจะดันไหว ในขณะเดียวกัน เมื่อไดอะแฟรมเคลื่อนตัวไปจนสุดตัวแล้ว ขอบยางที่อยู่รอบวงนอกของไดอะแฟรมก็จะดึงแผ่นไดอะแฟรมให้ถอยหลังกลับมาด้วยแรงดึงของยาง ด้วยน้ำหนักที่มากของแผ่นไดอะแฟรม เมื่อมันถอยหลังกลับมา ต้องมี แรงต้านที่มากพอจึงจะทำให้แผ่นไดอะแฟรมสามารถหยุดการเคลื่อนที่เพื่อรอรับกับคลื่นเสียงลูกต่อไปที่ส่งมาจากแอมป์

แรงต้านที่ว่านั้นเกิดจาก 2 แรงช่วยกัน นั่นคือแรงฝืดของขอบยาง กับแรงยึดทางไฟฟ้าที่มาจากเพาเวอร์แอมป์ที่เรียกกันว่า “damping factorของแอมป์นั่นเอง ถ้าไดอะแฟรมมีน้ำหนักเยอะ ก็ต้องอาศัยแอมป์ที่มีค่า damping factor ที่เยอะมากตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม นักออกแบบลำโพงค้นพบว่า วิธีนี้ไม่ใช่แแนวทางที่ดี เพราะไดอะแฟรมที่มีน้ำหนักเยอะๆ จะมีความหนืดสูง มันจะตอบสนอง (ขยับตัว) กับสัญญาณที่ระดับ Low Level คือสัญญาณที่มีความดังต่ำๆ ได้ไม่ดี มีผลให้รายละเอียดของเสียงในระดับ Low Level แย่ลง

ไดอะแฟรมของไดเวอร์มิด/เบสในอุดมคติ จะถูกออกแบบมาให้มีทั้งความแกร่งและความเบาที่ควบคู่ลงตัวมากที่สุด เพื่อหวังว่าเมื่อจับคู่กับแอมปลิฟายที่มีคุณสมบัติแม็ทชิ่งลงตัวกันแล้ว จะทำให้การขยับเคลื่อนของแผ่นไดอะแฟรมเป็นไปตามลักษณะของสัญญาณเสียงที่ป้อนเข้ามาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่มาเร็ว แรง และกระทันหัน หรือสัญญาณคอนทราสน์ที่ปรับเปลี่ยนความดังแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ทั้งขาขึ้น (ดัง) และขาลง (เบา) ที่ต่อเนื่องกันไปได้ตลอดเวลา

แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว ไดเวอร์มิด/เบสทุกตัว จะถูกออกแบบมาโดยมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติข้อหนึ่งมากกว่าอีกข้อหนึ่งเสมอ อย่างเช่น ไดเวอร์บางตัวอาจจะถูกออกแบบมาด้วยจุดประสงค์ที่เน้นให้ตอบสนองกับสัญญาณฉับพลันที่รุนแรงได้ดีมากๆ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ไดเวอร์ตัวนั้นก็มักจะตอบสนองกับสัญญาณคอนทราสน์ได้ไม่ดีเท่า เล่นกับเพลงเร็วๆ หนักๆ จะได้อรรถรสมากกว่าเพลงช้าๆ ที่เนิบนาบ อ้อยสร้อย และในทางกลับกัน ไดเวอร์ที่มีถูกออกแบบมาให้มีความอ่อนไหวสูง ขยับตัวง่ายแม้กับสัญญาณที่มีความแรงต่ำๆ จะเด่นมากกับการถ่ายทอดสัญญาณที่มีการปรับเปลี่ยนความดังแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แต่จะตอบสนองกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ได้ในเปอร์เซ็นต์คุณภาพที่ต่ำกว่า

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าคุณจะถามว่า ไดเวอร์มิด/เบสของ S20 เด่นไปทางไหน.? ผมมีคำตอบให้ หลังจากทดลองฟังเพลงมาจนครบทุกแนวแล้ว ทั้งหนักและเบา ผมอยากจะสรุปว่า S20 ทำคะแนนอยู่ระหว่าง 60 : 40 สำหรับไดนามิก ทรานเชี้ยนต์ : ไดนามิก คอนทราสน์ ครับ!

Album : American Fool
Artist : John ‘Cougar’ Mellencamp

ใครเป็นแฟนเพลงของ John ‘Cougar’ Mellencamp คงรู้จักอัลบั้มดังของเขาคือ American Fool ซึ่งติดอันดับอัลบั้มขายดีของปี 1982 ในนั้นมีเพลง “Hurts So Goodหนึ่งในเพลงฮิตหลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้ที่สามารถไต่ขึ้นไปถึงอันดับสองในชาร์ต Billboard Top 100 ได้ เพลง Hurts So Good กับอีกหลายเพลงในอัลบั้มนี้เป็นร็อคที่มีความหนักหน่วงของจังหวะกลองซึ่งเน้นหัวเสียงหรืออิมแพ็คของไม้กลองที่หวดกระหน่ำลงไปบนหนังกลองอย่างรุนแรง ซึ่ง S20 ก็สามารถถ่ายทอดความหนัก เร็ว และกระชับแน่น ซึ่งเป็นไดนามิก ทรานเชี้ยนต์ของเสียงกลองออกมาได้อย่างแม่นยำและให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟัง Kenny Aronoff มือกลองที่เล่นให้เพลงนี้กำลังหวดอยู่ต่อหน้า

Album : Virtuoso Pieces of Chinese Percussion
Artist : Yim Hok-Man

ผ่านจากเพลงร็อคมาแล้ว เพื่อตรวจเช็คความสามารถในการถ่ายทอดสัญญาณทรานเชี้ยนต์ไดนามิกในย่านต่ำๆ ให้ชัดๆ จริงๆ ผมขอลองฟังกับอัลบั้มชุด Virtuoso Pieces of Chinese Percussion ของ Yim Hok-Man ชุดนี้ เพราะถ้าไดเวอร์มิด/เบสไม่ดีจริง โครงสร้างไม่แน่น ไดอะแฟรมไม่แกร่ง เจอเสียงหวดกลองจีนแทรคแรกเข้าไปต้องออกอาการแน่นอน ผมลองอัดวอลลุ่มแทรคแรกค่อนข้างแรง ตั้งใจฟังตอนหัวไม้กระทบหนังกลองใหญ่ ซึ่งต้องขอบอกว่า น่าทึ่งมาก!!ลำโพงสองทางวางขาตั้ง Polk Audio คู่นี้ทำเนื้องานออกมาได้เกินความคาดหมายไปมาก มันสามารถผลักเสียงหัวไม้กระทบหนังกลองออกไปลอยอยู่ในอากาศได้อย่างน่าทึ่ง และหลุดออกไป ทั้งตัวโดยไม่มีอาการเบลอซะด้วย แสดงว่า นอกจากโครงสร้างตัวไดเวอร์มิด/เบสจะแกร่งมากแล้ว ผู้ผลิตยังสามารถจัดการกับตัวตู้ของลำโพงคู่นี้ได้อย่างน่าชื่นชมมาก เพราะการที่จะได้ยินตัวเสียงทุ้มที่หลุดลอยออกไปจากตัวตู้ได้อย่างหมดจดเยี่ยงนี้ แสดงว่า resonance ของตัวตู้ที่ความถี่เดียวกับเสียงหวดกลองในแทรคนี้แทบจะเป็นศูนย์

อ่าาา… มันคือสุดยอดลำโพงเลยใช่มั้ย.? หามิได้ครับ.. มันดีมากในแง่นี้ แต่ไม่ได้ดีที่สุด ผมลองยก Totem Acoustics รุ่น The One ขึ้นมาฟังเทียบ ปรากฏว่า The One ยังสามารถข้ามเหนือ S20 ขึ้นไปได้หลายชั้น แต่ความแตกต่างนั้นต้องฟัง A/B test จึงรู้ สิ่งที่ The One ทำได้เหนือกว่ามากก็คือความอัดแน่นของมวลเนื้อที่ดีกว่ามาก ถ้าจะอนุมานให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น อยากให้นึกถึงไข่แดงกับไข่ขาว ไข่แดงคือ nucleus ที่อยู่แกนกลาง ซึ่งจะมีเนื้อมวลที่หนาแน่นมากกว่าไข่ขาวที่อยู่รอบนอก เสียงหัวไม้กระแทกหนังกลองของแทรคแรกในอัลบั้มนี้เปรียบเหมือนไข่แดง ในขณะที่เสียงที่เกิดจากอาการกระเพื่อมของหนังกลองที่ตามหลังหัวเสียงมาเปรียบเหมือนไข่ขาวที่มีความหนาแน่นของเนื้อมวลน้อยกว่า ซึ่ง The One เหนือกว่าตรงจุดนี้ คือให้เสียงอิมแพ็คของหัวไม้กระแทกหนังกลองที่ฟังแล้วรู้สึกถึงความหนักและแน่นมากกว่า หัวเสียงที่เกิดจาก S20 มีลักษณะที่ หลวมกว่า และ The One ยังให้เสียงกระเพื่อมของหนังกลองที่ไม่ได้ดังกว่าที่ S20 ให้ออกมามาก คือดังกว่านิดเดียว แต่ The One ให้ความรู้สึกเกิดภาพของหนังกลองกำลังกระพรือออกมาได้ชัดเจนกว่า คือตอนฟังผ่าน S20 ผมได้ยิน แต่พอเปลี่ยนฟังผ่าน The One ผมไม่แค่ได้ยิน แต่รู้สึกถึงอาการกระพรือนั้นออกมาด้วย

แน่นอนว่าพอเริ่มฟังเทียบและจับประเด็นความต่างไปเรื่อยๆ The One ก็เริ่มฉีกหนี S20 มากขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนกัน จากความรู้สึกว่าไม่ต่างกันมาก เริ่มกลายเป็น อืมม.. เยอะอยู่เหมือนกัน! ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นกับราคาค่าตัวที่ต่างกันมากมาย แต่อีกมุม เมื่อมองที่ราคาค่าตัวของ S20 เทียบกับคุณภาพเสียงทุ้มที่มันให้ออกมา ผมอยากจะบอกว่า คุ้มเกินราคาไปมาก!

Album : The Greatest Basso Vol. 1
Artist : Zhao Peng

ผ่านจากเสียงทุ้มมาแล้ว ก็มาถึงเสียงกลาง ซึ่งผมเลือกทดสอบเสียงกลางต่ำด้วยอัลบั้มยอดฮิตกันก่อนเลย กับเสียงร้องในย่าน bass ของจ้าวเผิงในอัลบั้มนี้หลุดลอยออกมาได้อย่างน่าชื่นชมเช่นเดียวกับเสียงกลองจีนในชุด Virtuoso Pieces of Chinese Percussion ของ Yim Hok-Man ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับไดเวอร์มิด/เบสกับคุณภาพการดามตัวตู้ แต่ผมพบว่า เสียงร้องของจ้าวเผิงในอัลบั้มนี้ยังไม่อิ่มเข้มมากอย่างที่เคยได้ยิน เพื่อให้แน่ใจ ผมลองยก The One ขึ้นไปประกบอีกที ซึ่งผลออกมาชัดเจนว่า S20 ให้เสียงในย่านกลางต่ำๆ ที่ออกบางไปนิดนึง ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะปัจจัยข้อไหนกันแน่? ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ไดเวอร์, ตัวตู้ หรือวงจรเน็ทเวิร์ค..??

แต่นอกจากเสียงกลางต่ำที่บางเบาไปหน่อยแล้ว ย่านเสียงที่สูงขึ้นมาก็ฟังออกมาดี อย่างเช่นเสียงเครื่องสาย เสียงกีต้าร์ เสียงเครื่องเคาะ ต่างก็ลอยออกมาได้ดี ไม่จม กระจ่างแต่ไม่จัดจ้าน ซึ่งตรง ความจัดจ้านนี้มีข้อสังเกต ผมพบว่า เสียงกลางสูงขึ้นไปถึงเสียงแหลมของ S20 มีคุณลักษณะที่น่ายินดีต่อหูมาก คือมันกระจ่างชัด ลอย เปิดเผย เต็มไปด้วยรายละเอียด แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ปรากฏอาการเจิดจ้าจนเกินเลยและสว่างโพลนจนเกินไป ซึ่งเป็นด้านลบของเสียงแหลมที่มักจะมาพร้อมอาการเปิดกระจ่างออกมาเลย แสดงว่าทวีตเตอร์ตัวนี้จัดการกับความถี่ในย่านเสียงตั้งแต่ 2,500Hz ขึ้นไปจนถึง 40,000Hz ได้ดีมาก เพราะเสียงแหลมในแทรคที่ 4 คือเพลง “The Bell Nanpingที่ผมเคยรู้สึกหยาบๆ หู ก็ออกมาเปิดเผย ชัดเจน โดยที่ไม่มีอาการหยาบหูเหมือนทุกที

Album : The Essential Whitney Houston
Artist : Whitney Houston

ไม่ใช่ว่านักทดสอบจะชอบฟังแต่อัลบั้มเพลงระดับไฮเอ็นด์ที่เน้นเสียงดีอย่างเดียวนะครับ ผมเองก็ยังฟังเพลงตลาดทั่วไปด้วย และหลายๆ ครั้งที่ขณะทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียง ผมจะตั้งใจฟังเพลงตลาดๆ ด้วย เพื่อดูว่าอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นให้เสียงของเพลงตลาดๆ ออกมาแบบไหน ซึ่งบางเครื่องก็ทำให้เสียงของเพลงตลาดๆ ออกมาแย่มากจนทนฟังไม่ไหว แต่ประสบการณ์สอนผมว่า ถ้าอุปกรณ์เครื่องเสียงดีจริงๆ มันจะ (ต้อง) ทำให้เสียงเพลงตลาดๆ ฟังแล้วรู้สึกไพเราะโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำให้เสียงดีไปกว่าที่มันเป็นอยู่จริง

คราวนี้ผมเลือกเสียงร้องของ Whitney Houston ในการทดสอบประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความถี่ในย่านกลางสูงของ S20 คู่นี้ โดยเลือกเพลงดังของเธอนั่นคือ “Saving All My Love for Youซึ่งอยู่ในอัลบั้มรวมฮิตของเธอชุด The Essential Whitney Houston ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงมาได้ดีกว่าหลายๆ ชุดที่เอาเพลงนี้มารวมไว้ แต่ผมเคยฟังกับลำโพงบางคู่แล้วพบว่า เสียงร้องของวิทนี่ย์ออกมาปรี๊ดมาก ยิ่งเปิดวอลลุ่มดังๆ เสียงจะปรี๊ดเกินไป เข้าหูน่ารำคาญ ซึ่งโดยมากจะเป็นลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์โดมโลหะ แต่กับ S20 คู่นี้ ผมได้ยินเสียงร้องของวิทนี่ย์ที่มีลักษณะเหมือนเสียงร้องจริงมากกว่าทุกครั้ง อาการปรี๊ดแทบจะไม่ปรากฏออกมาเลย ช่วงที่มีเสียงแซ็กโซโฟนโซโล่สวนกับเสียงร้องของเธอออกมาดังๆ นั้น คือจุดที่ผมเคยพบอาการปรี๊ดที่ว่า (ประมาณนาทีที่ 01:59) แต่กับ S20 คู่นี้ มันจัดการให้เสียงร้องกับเสียงแซ็กโซโฟนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เสริมส่งกันได้อย่างมีอารมณ์เพลง

กับเสียงร้องของวิทนีย์ ผมไม่รู้สึกว่ามีอาการบางเหมือนตอนฟังเสียงร้องของจ้าวเผิง แสดงว่า S20 ให้ปริมาณของความถี่ในย่านกลางสูงออกมาได้มากพอ..

Album : The All Star Percussion Ensemble
Artist : The All Star Percussion Ensemble, arranged and conducted by Harold Farberman

ถ้าทดสอบความถี่สูง ผมยังคงเชื่อถืออัลบั้มชุด The All Star Percussion Ensemble อยู่ และได้หยิบมาใช้ในการทดสอบความสามารถในการถ่ายทอดความถี่สูงของ S20 ในครั้งนี้ ซึ่งลำโพงคู่นี้ก็ทำคะแนนได้ดีมาก มันให้เสียงแหลมที่เนียนละเอียดปรากฏออกมาตั้งแต่นาทีแรกของแทรคแรกคือ Carmen Fantasy ซึ่งเป็นเสียงแหลมที่มีขนาดของเสียงที่ละเอียดยิบ ให้ตัวเสียงที่โฟกัสได้คมมาก ตัวเสียงลอยหลุดออกไปนอกลำโพงอย่างชัดเจน นอกจากนั้น S20 ยังโชว์ฮาร์มอนิกที่พลิ้วกังวานของเครื่องเคราะในตอนต้นของท่อนที่สองออกมาได้น่าพอใจมาก และท่อนนี้เองที่ทำให้ผมรู้สึกถึงแอมเบี้ยนต์ที่แผ่คลุมไปทั่วบรรยากาศโดยรอบได้ เป็นความรู้สึกที่ต่อเนื่องไปจากเสียงฮาร์มอนิกที่แผ่วเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน แต่รู้สึกได้ว่าพ้นจากปลายเสียงกังวานนั้นไปแล้วยังมีอะไรยืดขยายต่อเนื่องไปอีกนั่นคือความรู้สึกของแอมเบี้ยนต์ที่เวิ้งว้างออกไปนั่นเอง ซึ่งนี่คือจุดเด่นของ S20 กับความสามารถในการถ่ายทอดเสียงแหลมไปได้ไกลถึง 40kHz นั่นเอง

สรุป

ทดสอบเพลินจนลืมไปเลยว่า กำลังทดสอบลำโพงคู่ละ 14,900 บาท เท่านั้น! ซึ่งผมไม่อยากจะสรุปอะไรมากไปกว่าคำว่า คุ้มจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมากล่าวได้อีกแล้ว!” /

*************************
ราคา : 14,900 บาท / คู่
*************************
หาซื้อได้ที่ :
Powerbuy Online

และ ตัวแทนจำหน่ายทั่วไป

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า