คุณอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อโทรศัพท์มือถือ หรือที่เรียกกันเต็มยศว่า “สมาร์ทโฟน” รุ่นใหม่ๆ ทุกวันนี้ก็สามารถใช้ฟังเพลงได้ แล้วด้วยเหตุผลกลใดที่ยังมีบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคประเภทที่เรียกว่า “เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา” (portable audio player) ที่ใช้เล่นไฟล์เพลงอย่างเดียวออกมาอีก.? โทรศัพท์ก็ไม่ได้ จะมีใครซื้อมาใช้.???
แต่เมื่อลองสำรวจตลาดของอุปกรณ์ประเภท “เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา” จริงๆ แล้ว พบว่ามีทำออกมาหลายยี่ห้อ แสดงว่ามีผู้ใช้อุปกรณ์ประเภท “เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา” นี้อยู่จำนวนไม่น้อย พวกเขาเป็นคนกลุ่มไหนกัน..??
ถ้าคุณมีโอกาสได้ทดลองฟังเพลงด้วยสมาร์ทโฟน เปรียบเทียบกับฟังเพลงเดียวกันด้วยอุปกรณ์ประเภท “เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา” มาก่อน คุณจะรู้คำตอบทันทีว่า คนที่ซื้อหาอุปกรณ์ประเภท “เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา” มาใช้ก็คือกลุ่มคนที่ชื่นชอบการฟังเพลงอย่างมาก มีความต้องการเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า “อรรถรส” ของเพลงที่ชอบฟังอย่างลึกซึ้งนั่นเอง
ความแตกต่างระหว่างการฟังเพลงด้วย “สมาร์ทโฟน” เทียบกับฟังด้วย “เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา”
คุณสมบัติสำคัญของอุปกรณ์เครื่องเล่นเพลงที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพของการฟังเพลงทำให้คุณสามารถ “เข้าถึงอรรถรส” ของเพลงที่ฟังได้อย่างลึกซึ้งอย่างที่ศิลปินเจ้าของเพลงต้องการสื่อสารมาถึงผู้ฟังจริงๆ ก็คือ “คุณภาพเสียง” นั่นคือ เครื่องเล่นไฟล์เพลงที่จะทำให้คุณบรรลุถึงเจตนารมย์ในการฟังแบบเน้นคุณภาพจริงๆ ต้องให้คุณภาพเสียงที่ดี มีความผิดเพี้ยนต่ำมากๆ ซึ่งสมาร์ทโฟนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นไฟล์เพลงอย่างเดียว จึงไปไม่ถึงระดับความต้องการของคนชอบฟังเพลงที่เน้นคุณภาพนั่นเอง
ประโยคที่ว่า “สมาร์ทโฟนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นไฟล์เพลงอย่างเดียว” หมายความว่าอย่างไร.? ลองนึกดูว่า ถ้าคุณจะฟังเพลงด้วยสมาร์ทโฟน คุณต้องเจอกับอะไรบ้าง.? อย่างแรกคือ ความสามารถของไฟล์เพลงที่เล่นได้ เนื่องจากข้อจำกัดทั้งทางด้านซอฟท์แวร์ที่ใช้เล่น (คือพวก App เล่นเพลงต่างๆ อย่างเช่น iTunes, Spotify, Jook) และฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการเปลี่ยนไฟล์เพลงให้ออกมาเป็นเสียง (คือพวก DAC, ภาคขยายเสียง) ซึ่งสมาร์ทโฟนโดยทั่วไปจะสามารถเล่นไฟล์เพลงที่มีความละเอียดต่ำ ระดับ Lossy Compression อย่างเช่นฟอร์แม็ต MP3 และ AAC ได้ แต่ถ้าคุณต้องการเล่นไฟล์เพลงที่มีความละเอียดสูงกว่าไฟล์เพลงระดับ Lossy Compression ขึ้นไปอีกขั้นคือระดับ CD Quality หรือจะไต่ขึ้นไปถึงระดับสูงสุดของคุณภาพเสียงที่เรียกว่าระดับ Hi-Res Audio คุณต้องเสียตังค์ซื้อแอพฯ ที่ใช้เล่นไฟล์เพลงระดับสูงโดยเฉพาะ แต่ถ้าพิจารณาทางเทคนิคแล้ว นั่นก็ยังไม่เพอร์เฟ็กต์ แม้ว่าแอพฯ พิเศษที่ซื้อมาเหล่านั้นจะทำให้คุณสามารถเล่นไฟล์ระดับ CD Quality กับไฟล์เพลงระดับ Hi-Res Audio ได้ก็จริง แต่เนื่องจากฮาร์ดแวร์ของสมาร์ทโฟนในส่วนที่ทำหน้าที่เปลี่ยนไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ออกมาเป็นเสียงอะนาลอกมันมีความจำกัดทางด้านสมรรถนะ ด้วยเหตุนี้ เสียงที่ได้ออกมาจากสมาร์ทโฟนจึงไปได้ไม่ถึงระดับมาตรฐานของไฟล์ Hi-Res Audio อยู่ดี
* ทำความเข้าใจเพิ่มเติมเรื่อง Hi-Res Audio ได้จากลิ้งค์นี้ : Hi-Res Audio คืออะไร.?
NW-A306 เครื่องเล่นไฟล์เพลงรุ่นใหม่ของ Sony
โซนี่ยังคงรักษาตำนาน “Walkman” ที่ตัวเองบุกเบิกเอาไว้ในฐานะของเครื่องเล่นเพลงแบบพกพายุคแรกของโลกเอาไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้คนที่ยึดถืออารยธรรมโซนี่มาอย่างต่อเนื่อง จากยุคอะนาลอกจนมาถึงยุคดิจิตัลในปัจจุบัน
ปัจจุบัน โซนี่มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของเครื่องเล่นไฟล์เพลงแบบพกพาอยู่ทั้งหมด 3 ซีรี่ย์ ได้แก่ A-series, ZX-series และ Signature Series ไล่จากเล็กมาใหญ่ ซึ่งรุ่น NW-A306 (ต่อไปในรีวิวนี้จะเรียกสั้นๆ ว่า ‘A306’) ตัวที่ผมกำลังนำมาพูดถึงนี้เป็นรุ่นใหม่สุดในอนุกรม A-series ซึ่งเป็นรุ่นเล็กสุด โดยอัพเกรดประสิทธิภาพขึ้นมาจากรุ่น A105 ในอดีต โดยที่รุ่น A306 จะใช้เทคโนโลยีเด่นๆ ที่ปรับจากซีรี่ย์ ZX ลงมาใช้ ก่อนจะลงไปเจาะลึกกันในรายละเอียดภายใน เราไปพิจารณาดูรูปร่างหน้าตาภายนอกกันก่อน
ขนาดตัวเครื่องและปุ่มปรับสั่งงานต่างๆ

เปรีบเทียบกับรุ่น A100TPS 40th Anniversary (ขวามือ)

สัดส่วนบอดี้ด้านกว้างและสูงของ A306 เท่ากับบอดี้ของรุ่น A100TPS และรุ่น A105 ส่วนความหนานั้น ตัว A306 จะหนากว่าทั้งสองรุ่นนั้นอยู่นิดหน่อย

จอแสดงผลของ A306 เป็นแบบทัชสกรีน ขนาดจอ 3.6 นิ้ว (ประมาณ 9.1 ซ.ม.) เป็นจอ TFT ที่ใช้ backlight LED สีขาวเป็นพลังงานส่องสว่างอยู่ด้านหลังจอ ส่วนความละเอียดของจออยู่ที่ระดับ HD 1280 x 720 พิกเซล

ถ้ามองย้อนลงไปที่หน้าจอ ที่ด้านข้างขวามือของตัวบอดี้จะมีปุ่มบังคับสั่งงานติดตั้งอยู่ที่สันด้านข้างทั้งหมด 7 ปุ่ม แยกตามหน้าที่การสั่งงานออกได้เป็น 5 กลุ่ม เริ่มจากบนลงล่างคือ ปุ่มกดเพิ่มเปิด/ปิดเครื่อง (1), ถัดลงมาสองปุ่มติดกัน (2) เป็นปุ่มกดที่มีไว้ให้ใช้ปรับเพิ่ม/ลดความดังของเสียง


เวลากดปุ่มเพื่อปรับความดังของเสียง (ปรับวอลลุ่ม) บนหน้าจอจะปรากฏสัญลักษณ์แสดงระดับความดังของเสียงที่เคลื่อนไปตามระดับการปรับแบบเรียลไทม์ให้ดูด้วย ซึ่งสเกลที่ใช้แสดงระดับความดังจะต่างกันขึ้นอยู่กับเอ๊าต์พุตที่ใช้ คือถ้าใช้หูฟังแบบมีสายเสียบแจ๊คหูฟัง mini 3.5mm เข้าที่รูเสียบหูฟัง สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนหน้าจอเวลาปรับวอลลุ่มจะเป็นแบบภาพด้านบน (ศรชี้) แต่ถ้าใช้ร่วมกับหูฟังไร้สายแล้วปล่อยเอ๊าต์พุตออกไปทางคลื่น Bluetooth สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนหน้าจอขณะปรับวอลลุ่มก็จะเปลี่ยนไปเป็นแบบภาพล่าง (ศรชี้)
กลุ่มที่ 3 เป็นปุ่มกดเพื่อเลื่อนเพลงเดินหน้าและถอยหลัง ซึ่งสามารถเลื่อนได้แบบข้ามเพลงไปเลยหรือจะขยับเดินหน้า/ถอยหลังในเพลงเดียวกันก็ได้ กลุ่มที่ 4 เป็นปุ่มกดเพื่อควบคุมการเล่นเพลงและหยุดเล่นค้างไว้ตำแหน่งนั้น สุดท้าย 5 คือปุ่ม Hold ที่มีไว้สั่งปิดการทำงานของปุ่มกดทั้งหมด ป้องกันไม่ให้ปุ่มเหล่านี้ทำงานโดยไม่ตั้งใจ ยกตัวอย่างในกรณีที่คุณเอาเครื่องเล่นตัวนี้ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง
อินพุต และ เอ๊าต์พุต

ที่สันด้านล่างของตัวเครื่องเป็นที่ติดตั้งขั้วต่อต่างๆ เริ่มจากรูเสียบแจ๊ค mini 3.5mm ของหูฟัง (1) ซึ่งเป็นเอ๊าต์พุตของสัญญาณอะนาลอกที่มีความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 20Hz – 40kHz สำหรับส่งออกไปขับหูฟัง โดยมีกำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 35mW สำหรับหูฟังแต่ละข้าง ถัดไปตำแหน่งที่ 2 เป็นที่คล้องสายป้องกันเครื่องหล่น, ตำแหน่งที่ 3 เป็นขั้วต่อ USB-C ซึ่งทำหน้าที่สองอย่าง อย่างแรกเป็นช่องทางชาร์จไฟเข้าเครื่อง กับอีกอย่างคือเป็นช่องที่ใช้ต่อกับคอมพิวเตอร์สำหรับใส่เพลงลงในฮาร์ดดิสของเครื่อง (หรือใส่ใน micro SD Card) ช่องสุดท้าย (4) เป็นช่องเสียบ micro SD Card สำหรับเก็บไฟล์เพลงที่มีฝาปิด
จุดเด่นในตัว NW-A306
คุณสมบัติเด่นๆ ของ A306 แยกออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. ความสามารถในการเล่นไฟล์เพลง
2. เทคโนโลยีภายในที่เกี่ยวกับเสียง
3. ฟังท์ชั่นพิเศษต่างๆ
4. แบตเตอรี่
ความสามารถในการเล่นไฟล์เพลง

A306 รองรับสัญญาณเพลงได้ครบถ้วนทั้ง 2 รูปแบบที่มีใช้อยู่ในวงการไฮไฟฯ ยุคปัจจุบันคือ PCM และ DSD ที่อยู่ในไฟล์ฟอร์แม็ตรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น MP3, WMA, FLAC, WAV, AAC, HE-AAC, Apple Lossless, AIFF, DSD, APE และฟอร์แม็ต MQA ส่วนความละเอียดของสัญญาณ PCM นั้นรองรับได้ตั้งแต่ระดับแซมปลิ้งเรตต่ำสุดที่ 32kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 384kHz ด้วยอัตราบิตเรตตั้งแต่ 16, 24 ไปจนถึง 32bit ส่วนทางด้าน DSD รองรับได้ตั้งแต่ DSD64 (2.8MHz) ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ DSD256 (11.2MHz) สูงสุดและครอบคลุมมาตรฐานของสัญญาณเสียง digital audio ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หมด
เทคโนโลยีภายในที่เกี่ยวกับเสียง

ในตัว A306 มีเทคโนโลยีพิเศษที่ Sony ตั้งชื่อเรียกไว้ว่า ‘DSEE Ultimate’ หรือ Digital Sound Enhancement Engine ซึ่งใช้ Processor ที่มีความฉลาดระดับ AI ทำหน้าที่อัพสเกลแบบเรียลไทม์ให้กับสัญญาณดิจิตัลทั้งที่เป็นไฟล์แบบบีบอัด (compressed digital music files) แบบ Lossy อย่างเช่นไฟล์ MP3 และไฟล์บีบอัดแบบ Lossless อย่างเช่น FLAC ที่มีความละเอียดระดับ CD Quality (16/44.1) ให้ขยายความละเอียดขึ้นไปถึงระดับไฮเรซฯ ออดิโอที่สเปคฯ 32bit/192kHz

อีกเทคโนโลยีเกี่ยวกับเสียงที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Sony ที่มีความโดดเด่นมาก นั่นคือเทคโนโลยี LDAC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการเข้ารหัส (encoded) สัญญาณเสียงไปกับคลื่น Bluetooth ที่วิศวกรของ Sony คิดค้นขึ้นมาใช้เอง มีความสามารถในการส่งสัญญาณ 24/96 ไปกับคลื่นบลูทูธด้วยอัตราบิตเรตสูงสุดที่ 990kbps ซึ่งถือว่า LDAC เป็นฟอร์แม็ตการเข้ารหัสสัญญาณไปกับคลื่น Bluetooth ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในปัจจุบัน สูงกว่าเทคโนโลยี aptX HD ที่ Qualcomm ใช้ในการเข้ารหัสสัญญาณซะอีก (aptX HD เข้ารหัสได้แค่ระดับ 24/48)
(*หมายเหตุ = A306 รองรับการส่งสัญญาณเสียงที่เข้ารหัสด้วย LDAC ก็จริง แต่ถ้าจะให้ได้ประสิทธิผลจากฟอร์แม็ต LDAC จริงๆ อุปกรณ์ปลายทาง อย่างเช่น ภาค DAC ในหูฟังจะต้องมีดีโค๊ดเดอร์ LDAC ด้วย)

S-Master HX เป็นเทคโนโลยีดิจิตัล แอมปลิฟายที่ Sony คิดค้นขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อใช้กับเครื่องเล่นไฟล์เพลง Walkman โดยเฉพาะ เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ภาคแอมปลิฟายของ Walkman รองรับรูปแบบของสัญญาณดิจิตัล ออดิโอฟอร์แม็ต DSD อย่างลงตัว และรองรับเอ๊าต์พุตแบบบาลานซ์ที่ให้กำลังขับสูง ให้ความเพี้ยนและปริมาณสัญญาณรบกวนต่ำตลอดทั้งย่านเสียง เสริมด้วยเทคนิคการเชื่อมคอมโพเน้นต์ลงบนแผงวงจรโดยไม่มีส่วนผสมของตะกั่ว แต่ใช้วัสดุเชื่อมประสานที่มีส่วนผสมของทองคำที่มีคุณสมบัติในการนำสัญญาณที่ดี มีผลให้เสียงที่ได้จากภาคขยาย S-Master HX จึงมีลักษณะที่อิ่ม ฉ่ำ และฟูลบอดี้


นอกจากนั้น Sony ยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกวัสดุและออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้ในจุดสำคัญๆ ที่มีผลกับเสียงอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นขั้วต่อแจ๊คหูฟังขนาด 3.5mm ที่เลือกใช้แบบ 4 ขา ที่ให้การแยกสัญญาณซ้าย–ขวาที่เด็ดขาดกว่าแบบสองขาทั่วไป และตัวบอดี้ของเครื่องก็ทำมาจากแท่งอะลูมิเนียมขุดด้วย CNC ทำให้ได้ความแกร่งสูง ความต้านทานต่ำ ให้เสียงที่นิ่ง สะอาด เบสแน่นกระชับ
ฟังท์ชั่นพิเศษต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับเสียง และเป็นลูกเล่น
A306 สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อรองรับการดาวน์โหลดแอพฯ และสตรีมไฟล์เพลง รองรับได้ทั้งคลื่น 2.4GHz และ 5GHz

รองรับการเล่นไฟล์เพลงที่เข้ารหัสมาด้วยระบบเสียง 360 Reality Audio เมื่อใช้งานร่วมกับหูฟังหรือระบบลำโพงที่รองรับ 360 Reality Audio ด้วยกัน (สตรีมไฟล์เพลง 360 Reality Audio จาก TIDAL ผ่านทาง Wi-Fi)

ฟังท์ชั่น Cassette Tape UI ปรับหน้าจอเป็นภาพม้วนเทปคาสเส็ทกำลังหมุนขณะเล่นเพลง (Settings > Play on cassette tape screen) ซึ่งจะเปลี่ยนภาพของม้วนเทปไปตามฟอร์แม็ตของไฟล์เพลงได้ด้วย (เป็นลูกเล่น ไม่ต้องการใช้สามารถปิดได้)

ที่หน้าโฮมฯ ของเพลเยอร์ A306 จะรวบรวมเอาสิ่งที่ต้องใช้เกี่ยวกับการฟังเพลงมารวมไว้ที่เดียวกัน อาทิเช่น แอพเล่นไฟล์เพลง Walkman Music Player, แอพ Headphone Connect, แอพที่ใช้สตรีมไฟล์เพลง TIDAL และลิ้งค์ ‘Settings’ (ศรชี้) ที่จะใช้เข้าไปปรับตั้งค่าฟังท์ชั่นต่างๆ ที่เกี่ยวกับเสียง เรียงตามลำดับไปตามนี้

Equalizer ใช้ปรับแต่งเสียงโดยแยกได้ละเอียดถึง 10 แบนด์ ไล่ตั้งแต่ 31Hz, 62Hz, 125Hz, 250Hz, 500Hz, 1K, 2K, 4K, 8K และ 16K และมีค่าที่ปรับตั้งสำเร็จจากโรงงานให้เลือกใช้อีก 5 รูปแบบ คือ Bright, Excited, Mellow, Relaxed และ Vocal แถมมีอ๊อปชั่น Custom 1, Custom 2 ที่เปิดโอกาสให้ปรับตั้งตามใจชอบและบันทึกเก็บไว้ใช้ได้อีก 2 เมมโมรี่
ถ้าไม่ต้องการใช้สามารถปิดได้ โดยเลื่อนปุ่มไปที่ตำแหน่ง Off ซึ่งการสั่งปิดการทำงานของฟังท์ชั่น Equalizer นี้จะเป็นการปรับตั้งการทำงานของ A306 ในการเล่นไฟล์เพลงให้อยู่ในโหมด ‘Direct’ โดยปริยาย ในกรณีนี้ฟังท์ชั่นพิเศษอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสียงที่อยู่หลังฟังท์ชั่น Equalizer จะถูกปิดไปด้วยทั้งหมด

DSEE Ultimate อัพแซมปลิ้งเรต (เพิ่มขยายความถี่ตอบสนอง) และอัพบิตเรต (เพิ่มขยายไดนามิกเร้นจ์) ให้กับไฟล์ 16/44.1 และ MP3 ด้วย AI (ไม่ต้องการใช้สามารถปิดได้)

DC Phase Linearizer ช่วยปรับเฟสของความถี่ต่ำที่สร้างจากแอมป์ดิจิตัลในตัว A306 ให้เป็นเสียงเบสที่ออกมาคล้ายกับเสียงเบสของแอมป์อะนาลอก (ไม่ต้องการใช้สามารถปิดได้)

Dynamic Normalizer ใช้ลดความแตกต่างของความดังของแต่ละเพลงให้ลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน (ไม่ต้องการใช้สามารถปิดได้)

ฟังท์ชั่น Vinyl Processor ที่ใช้ปรับแต่งเสียงให้ออกมาคล้ายเสียงของการเล่นแผ่นเสียง (ไม่ต้องการใช้สามารถปิดได้)

ClearAudio+ เป็นการใช้โปรเซสเซอร์เข้ามาจัดการกับเสียงเพลงแต่ละเพลงเพื่อให้ได้เวทีเสียงในรูปแบบที่เครื่องเลือกมาให้ซึ่งจะเหมาะสมกับไฟล์เพลงนั้นๆ


แอพ Headphone Connect มีไว้ให้ใช้ในการเชื่อมต่อ A306 กับหูฟังไร้สายทั้งที่เป็นแบรนด์ Sony เองและของแบรนด์อื่นผ่านทางคลื่น Bluetooth



ฟังท์ชั่น USB DAC สามารถรองรับสัญญาณเสียงจากการเล่นไฟล์เพลงด้วยอุปกรณ์ภายนอกเข้ามาทางช่อง USB-C เพื่อเข้ามาใช้ภาค DAC ในตัว A306 ได้ ผมทดลองเล่นไฟล์ด้วย roon nucleus+ แล้วส่งเข้า A306 ผ่านทางอินพุต USB-C ของ A306 ปรากฏว่ามันเล่นได้ฉลุยเลย แต่ตอนเล่นไฟล์ DSD เข้าไที่ A306 โปรแกรม roon แจ้งว่าต้องทำการแปลงไฟล์ DSD เป็น PCM ที่ระดับแซมปลิ้งเรต 352.8kHz ก่อนส่งให้ A306 แสดงว่า ภาค DAC ในตัว A306 ไม่รองรับการเล่นสัญญาณ DSD แบบ native DSD ต้องแปลงเป็น PCM ก่อน แต่โชคดีว่าภาค DAC ของ A306 รองรับ PCM ได้สูงถึงระดับ 384kHz เสียงที่ออกมาจากไฟล์ DSD (DSF64) จึงค่อนข้างดี มีไดนามิกที่เปิดกว้าง แต่เมื่อทดลองเล่นไฟล์ MQA 24/96 เข้าไปที่ A306 พบว่าภาค DAC ของ A306 ไม่รองรับการถอดรหัส MQA ทางอินพุต USB ต้องตั้งให้โปรแกรม roon ทำการถอดรหัสให้ ซึ่งก็ได้แค่ครึ่งเดียวคือ 48kHz (ภาพด้านบน ล่างสุด)
คุณภาพของภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ได้จากการปรับตั้งให้ A306 ทำงานในโหมด USB DAC อยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอสมควร เกนขยายของสัญญาณมีความแรงพอที่จะต่อเข้าอินติเกรตแอมป์ได้ เอาไปใช้เล่นกับชุดเครื่องเสียงบ้านได้เลย (หาสาย mini 3.5mm > RCA x2 มาใช้เป็นสายสัญญาณ)
แบตเตอรี่
ใช้เวลาชาร์จจนเต็มอยู่ที่ประมาณ 3.5 ชั่วโมง เมื่อชาร์จจนเต็มแล้ว เวลาที่ใช้ได้กว่าแบตฯ จะหมดก็ขึ้นอยู่กับไฟล์เพลงที่ใช้ฟัง อย่างเช่น ถ้าใช้ฟังเพลงด้วยไฟล์ MP3 ผ่านหูฟังใช้สายจะได้นานถึง 36 ชั่วโมง ถ้าฟังไฟล์ FLAC ที่ความละเอียด 24/96 ด้วยเอ๊าต์พุตผ่านหูฟังแบบใช้สายจะอยู่ได้นาน 32 ชั่วโมง, ฟังไฟล์ DSD128 ผ่านหูฟังมีสายจะฟังได้นาน 22 ชั่วโมง และถ้าฟังไฟล์ DSD256 ผ่านหูฟังใช้สายจะใช้ได้นานเท่ากับ 14 ชั่วโมง ถือว่าแบตฯ ของ A306 ตัวนี้อึดมาก ใครที่ชอบฟังเพลงด้วยหูฟังตอนนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศนานๆ ไม่ต้องกังวลกับการชาร์จแบตฯ ระหว่างไฟท์เลย ฟังกันได้ยาวๆ จนลืมไปเลย.!
ทดลองใช้งานก่อนฟังเพลง
เป็นธรรมดาของโลก เมื่อมีฟังท์ชั่นมากขึ้น การทำงานของอุปกรณ์ตัวนั้นก็จะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เรื่องแบบนั้นก็เกิดขึ้นกับ A306 ด้วย ซึ่งหากคุณเป็นคนที่ไม่ได้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับโลกของคอมพิวเตอร์และเน็ทเวิร์คเลย และยังไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ของ Sony มาก่อน การใช้งาน A306 จะสร้างความยุ่งยากให้กับคุณบ้าง ถามว่าจะค่อยๆ แกะรอยไปเองได้มั้ย.? ก็พอได้ แต่ผมแนะนำให้ปรึกษาพนักงานที่ Sony Store เพื่อขอความช่วยเหลือแนะนำวิธีการเข้าถึงและใช้งานจะสะดวกกว่าที่จะงมเข็มด้วยตัวเอง เนื่องจาก A306 ใช้ Android 12 ของกลูเกิ้ลเป็นระบบปฏิบัติการณ์พื้นฐานของตัวเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาใช้ครั้งแรก ถ้าคุณมีแอคเคาต์ของ Google อยู่แล้วจะง่ายขึ้นมากเมื่อนำแอคเคาต์ของคุณเข้าไปลงทะเบียนในตัวเครื่อง ทาง Sony จะทำการสร้างโปรไฟล์สำหรับคุณขึ้นมาให้ และจะทำการบันทึกรายละเอียดการปรับตั้งค่าต่างๆ เอาไว้ให้ ยิ่งถ้าคุณเคยใช้ผลิตภัณฑ์ของ Sony รุ่นที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android มาก่อนจะยิ่งง่ายขึ้น ยกตัวอย่างตัวผมเองก่อนหน้านี้ก็มีใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Sony รุ่น NW-A1000TPS อยู่แล้ว ซึ่งผมได้ลงทะเบียนและทำการปรับตั้งค่าต่างๆ ของตัว A100TPS ไว้ในแอพ Headphone Connect ของโซนี่เอง เมื่อมาลงทะเบียนด้วยแอคเคาต์เดิมกับตัว A306 ทาง Sony จะทำการโหลดข้อมูลการปรับตั้งที่ผมได้ทำไว้ในแอพ Headphone Connect ตอนใช้กับรุ่น A100TPS มาใช้กับ A306 ให้อัตโนมัติ หลังจากนั้นถ้าจะเปลี่ยนแปลงก็ทำได้ บางอย่างนั้นดีมากไม่ต้องเสียเวลาทำซ้ำ อย่างเช่นการสแกนหูสำหรับการฟังเพลงด้วยระบบเสียง 360 Reality Audio ซึ่ง A306 จะโหลดค่าการปรับตั้งใบหูของผมที่เคยทำไว้ในแอพ ‘Headphone Connect’ ของ Sony เพื่อใช้กับหูฟังที่รองรับระบบเสียง 360 Reality Audio ได้เลย นี่คือแง่มุมของความสะดวกที่อยู่ตรงข้ามกับความยุ่งยากในการปรับตั้ง

สิ่งแรกที่แนะนำให้ทำก่อนเลยหลังจากแกะเครื่องออกมาจากกล่องก็คือ ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ซึ่งใช้เวลาไม่เกินสามชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้น สิ่งที่สองคือเช็คว่ามีเฟิร์มแวร์ต้องอัพเดตหรือเปล่า.? ถ้ามีควรสั่งอัพเดตให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันก่อนเริ่มต้นปรับตั้งค่าใดๆ ซึ่งเฟิร์มแวร์ล่าสุด (วันที่ 25/02/23) ของ A306 ตัวที่ผมได้มาทดสอบครั้งนี้อยู่ที่เวอร์ชั่น 3.0.0

พอเครื่องเล่นเพลงพกพาหันมาใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับระบบปฏิบัติการณ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์, ใช้ักับทีวี และใช้กับสมาร์ทโฟน ทำให้หน้าตาของ OS และฟังท์ชั่นใช้งานหลายๆ อย่างขยับเข้ามาเหมือนกันมากขึ้น เนื่องจากต่างก็ใช้แอพลิเคชั่นร่วมกันได้ทั้งหมด
Sony เลือกใช้ Android เป็นระบบทำงานพื้นฐานก็เพื่ออาศัยความสามารถในการดาวน์โหลด (เฟิร์มแวร์และแอพฯ ต่างๆ) และสตรีมไฟล์เพลงจากผู้ให้บริการต่างๆ นั่นเอง ส่วนโปรแกรมที่ใช้เล่นไฟล์เพลงทาง Sony ออกแบบขึ้นมาเอง ใช้ชื่อว่า ‘Walkman Music Player’ (2) ซึ่งทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสของตัวเครื่องและที่เก็บไว้ใน SD Card ที่เสียบอยู่กับตัว A306
บนหน้าโฮมของกลูเกิ้ลจะมีแอพฯ รวมอยู่ที่นั่นทั้งหมด นอกจากแอพ 3 ตัว คือแอพ Walkman Music Player (2), แอพ Settings (1) และแอพ Sound Adjustment (4) ที่ติดมากับเครื่องแล้ว ในภาพจะเห็นแอพ Headphone Connect (3) ที่ใช้เชื่อมต่อกับหูฟังและอุปกรณ์ภายนอกด้วยคลื่นไร้สาย Bluetooth กับแอพ TIDAL (5) ที่ดาวน์โหลดเพิ่ม
ทดลองฟังเพลง

รอบแรกของการทดสอบ ผมทดลองฟังเสียงของ A306 ผ่านหูฟังแบบไร้สายก่อน โดยใช้หูฟังไร้สายจำนวน 3 คู่ในการทดสอบ คู่แรกเป็นไร้สายแบบฟูลไซร้ของ Sony เอง รุ่น WH-1000XM5 ส่วนอีกสองคู่เป็นหูฟังไร้สายแบบเอียร์บัดที่มีขายื่นเข้าไปในรูหูของ Sony รุ่น WF-1000XM3 อีกคู่เป็นของ Devialet รุ่น Gemini ส่วนเพลงที่ลองฟังก็มีทั้งไฟล์เพลง FLAC 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดี, FLAC Hi-Res ที่ซื้อมาจาก HDtracks.com, DSF64 ที่ริปมาจากแผ่น SACD, DSF128 กับ DSD256 ที่ซื้อมาจากเว็บไซต์ nativeDSD.com กับเว็บ HighResaudio.com และไฟล์ MQA ที่ริปจากแผ่น MQA-CD ด้วย
ในการทดลองฟังทดสอบเสียงของ A306 ผมปิดอ๊อปชั่นพิเศษที่เกี่ยวกับเสียงทั้งหมดไว้ อย่างเช่น ปิดฟังท์ชั่น Equalizer (ตั้งไว้ที่ Direct)

ภาพข้างบนนี้คือลักษณะของหน้าจอที่แสดงรายละเอียดของเพลงที่กำลังเล่นอยู่ 4 รายการ คือ 1) แสดงภาพปกอัลบั้ม, 2) ฟอร์แม็ตและความละเอียดของไฟล์เพลง, 3) ชื่อเพลง–ศิลปิน–อัลบั้ม–ลำดับของเพลงที่กำลังเล่น/จำนวนเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้, 4) ระยะเวลาที่เล่นไปกับความยาวของเพลงที่กำลังเล่น ส่วนตำแหน่งที่ 5 เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงกับเมนูอีกสองกลุ่ม

A306 จะไม่แสดงภาพปกอัลบั้มถ้าคุณใส่ไฟล์เพลงที่เป็นฟอร์แม็ต WAV เข้าไปในฮาร์ดดิสของมัน นอกนั้นแสดงปกหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ Lossy หรือ Lossless ผมเลือกริปจากแผ่นซีดีออกมาเป็นไฟล์ FLAC (ระดับ 5) จำนวนหนึ่งเพื่อทดสอลฟังกับ A306 โดยเน้นที่อัลบั้มชุด Brothers In Arms ของ Dire Straits ที่ผมมักจะเลือกมาใช้ทดสอบเสียงของเครื่องเล่นไฟล์เพลงทั้งเครื่องบ้านและเครื่องพกพา ซึ่งเพลงที่ชี้เป็นชี้ตายก็คือ ‘Money For Nothing’ แทรคที่สอง ถ้าคุณภาพของภาค DAC ไม่ละเอียดพอ เสียงของเพลงในอัลบั้มนี้จะออกมาเลวร้ายครบสูตร คือทั้งแข็ง, แห้ง, กระด้าง และหยาบ ถ้าเลวร้ายมากๆ อาจจะถึงขั้นทนฟังให้จบเพลงไม่ได้เอาเลย
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่า ทุกครั้งที่ภาค DAC ยกระดับประสิทธิภาพในการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกให้สูงขึ้นไปอีกเท่าตัว ยกตัวอย่างเช่น จากยุคของ 24/96 มาเป็น 24/192 มักจะมีผลทำให้เสียงของอัลบั้มชุดนี้มีคุณภาพที่ “ดีขึ้น” แบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์เพลงและ ext.DAC ที่ใช้กับวงการหูฟังจะสังเกตได้ง่ายเป็นพิเศษ เพราะซิสเต็มไม่ซับซ้อนเหมือนเครื่องเสียงบ้าน และเสียงที่ได้ยินจากเครื่องเล่นผ่านหูฟังมันไม่มีปัจจัยทางด้านอะคูสติกของห้องฟังเข้ามาเกี่ยวข้อง การฟังด้วยหูฟังจะทำให้เราได้ยินเสียงจากเอ๊าต์พุตของภาค DAC โดยตรงซึ่งน่าจะเป็นเสียงที่ “ควรจะ” ตรงกับต้นฉบับที่บันทึกอยู่ในแผ่นมากกว่าเสียงที่ฟังจากลำโพงของเครื่องเสียงบ้านที่มีสภาพอะคูสติกของห้องเข้ามาเป็นตัวแปร
ภาค DAC ในตัว A306 มีประสิทธิภาพในการรองรับการแปลงสัญญาณสูงถึงระดับ 384kHz ซึ่งทาง Sony ใช้ภาค DAC ระดับนี้กับ DAP มาตั้งแต่เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้แล้ว อย่างภาค DAC ในรุ่น A100TPS ที่ผมใช้อยู่ก็รองรับได้สูงสุดถึงระดับ 384kHz เหมือนกัน แต่จากการทดลองนำมาฟังเทียบกัน พบว่า A306 ให้เสียงโดยรวม “ดีกว่า” A100TPS ของผมอย่างชัดเจน.! แสดงว่า แม้ว่าสเปคฯ จะเท่ากัน แต่ภาค DAC เจนเนอเรชั่นใหม่นี้น่าจะได้รับการปรับปรุงในบางจุดมาจึงทำให้เสียงออกมาดีกว่าเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัดมากขนาดนี้ เมื่อฟังไฟล์เพลงที่มีความละเอียดระดับ CD Quality 16/44.1 เสียงที่ A306 ให้ออกมามันถึงพร้อมทั้ง “รายละเอียด” และ “โมชั่น” (timing) ที่โดดเด่นมาก สิ่งที่สะดุดหูของผมมากสำหรับเสียงของ A306 ตัวนี้คือเสียงในย่านกลางสูง (mid-band) ขึ้นไปถึงแหลมตอนปลาย ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยกับเสียงเครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Sony มาก่อน เคยใช้งานอยู่กับตัวมานานๆ จะรู้สึกว่าเสียงในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมตอนปลายจะมีลักษณะที่ใสๆ บางๆ เนื้อเสียงไม่ค่อยอวบอิ่ม เหมือนกับว่า ความถี่ในย่านที่ว่านี้มันถูกกรองออกไปจนเหลือน้อย มีผลให้เสียงในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมตอนปลายของ DAP ของโซนี่ในเจนเนอเรชั่นก่อนหน้านี้อยู่ในสถานะที่เปราะบาง มีโอกาสที่จะมีสแม็ทช์กับหูฟังแบรนด์อื่นได้ง่าย จุดอ่อนตรงนี้จะไม่ปรากฏชัดเจนนักถ้าใช้กับหูฟังของโซนี่เอง (*ที่ผ่านมา ผมใช้ A100TPS คู่กับหูฟังรุ่น WF-1000XM3)
เมื่อผมทดลองจับคู่ A306 + WF-1000XM3 ของผมแล้วฟังเทียบกับ A100TPS + WF-1000XM3 จึงได้พบว่า เสียงของ A306 ต่างจาก A100TPS มากทีเดียว ตรงย่านเสียงที่เคยเป็นจุดอ่อนของ A100TPS แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นในรุ่น A306 เลย.!!
เมื่อจับ A306 เข้าคู่กับหูฟังฟูลไซร้รุ่น WH-1000XM5 ผมประทับใจเสียงที่ออกมามากเป็นพิเศษ มันให้ “น้ำหนัก” ของเสียงตลอดทั้งย่านที่มีสมดุลดีมาก เมื่อสลับฟังเพลงหลากหลายแนว หลากหลายฟอร์แม็ตและเรโซลูชั่น ผมพบว่า A306 สามารถปรับเสียงไปตามบุคลิกเสียงของแต่ละอัลบั้มได้อย่างอิสระ เหลือโทนเสียงที่เป็นตัวของมันเองค้างอยู่น้อยมาก นั่นแสดงว่ามันก้าวย่างเข้าไปสู่ลักษณะพฤติกรรมของความเป็นมอนิเตอร์มากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผมต้องการ..

พอเปลี่ยนมาลองฟังไฟล์เพลงระดับไฮเรซฯ อย่างไฟล์ FLAC 24/192 A306 ก็ให้เสียงที่กระโดดข้ามไปอีกขั้น โดยรวมมีลักษณะที่อุ่นขึ้น ลักษณะของปลายเสียงที่เปราะบางที่ผมได้ยินจากการฟังไฟล์ FLAC 16/44.1 หายไปเกือบทั้งหมด เนื้อมวลของเสียงตลอดทั้งย่านความถี่มีความอวบอิ่มมากขึ้น รายละเอียดก็เปิดกระจ่างดีขึ้นมากด้วย เสียงร้องของ Sabina Sciubba เพลง ‘Take Five’ จากอัลบั้มชุด Meet Me In London ยอดเยี่ยมมาก.! ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมหายใจ, เสียงเผยอริมฝีปาก ไปจนถึงลักษณะการควบคุมเสียงในแต่ละพยางค์ปรากฏออกมาให้ได้ยินชัดมาก.! เป็นความชัดระดับที่ได้ยินแล้วทำให้เกิดจินตนาการเหมือนเธอมาร้องอยู่ข้างหู พื้นเสียงใส โปร่ง และสะอาด รู้สึกได้ถึงช่องว่างระหว่างเสียงของกีต้าร์กับเสียงร้องที่มีบรรยากาศคละคลุ้งอยู่บางๆ นั่นทำให้เสียงไม่แห้ง เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า ที่ผมกำลังฟังอยู่นี้เป็นเสียงที่ A306 ส่งมาที่ WH-1000XM5 ผ่านทางคลื่น Bluetooth นี่หว่า ไม่ใช่แบบใช้สาย..!!! เฮ้ยย.. มันดีมาก.!!! ต้องซูฮกให้กับเทคโนโลยี LDAC ล่ะครับ มันเจ๋งมาก ทำให้เสียงจาการสตรีมผ่าน Bluetooth ออกมาในระดับที่เรียกว่า Hi-Res ได้อย่างเต็มปากจริงๆ..!!! (* ต้องใช้ A306 ร่วมกับหูฟังของ Sony เท่านั้น ซึ่งผมแนะนำ WH-1000XM5 มันแม็ทชิ่งกันมาก)

และเมื่อลองฟังไฟล์ที่มีสเปคฯ สูงขึ้นอย่าง DSF64 (DSD2.8MHz) กับอัลบั้มที่เป็นเพลงคลาสสิกแนวไวโอลิน คอนแชร์โต้ ฝีมือของนักสีไวโอลินชาวบัลกาเรีย Vesko Eschkenazy คอนเสิร์ตมาสเตอร์ของวง Royal Concertgebouw Orchestra ประชันกับวง Concertgebouw Chamber Orchestra โดยมี Marco Boni เป็นคนคุมวง ซึ่งเสียงไวโอลินที่ได้ยินจากอัลบั้มนี้ก็ช่วยตอกย้ำยืนยันได้ว่า A306 สามารถขจัดจุดอ่อนที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Sony ในอดีตลงไปได้แล้ว เสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้มีความใส กระจ่าง เปิดเผยแบบมีเนื้อมีมวล ไม่บางเรียวแหลมเป็นเส้นลวด แต่ละโน๊ตที่ Vesko สีออกมามันมี texture ของความหยาบที่เกิดจากการบดขยี้ของแส้หางม้ากับเส้นลวดผสมออกมากับตัวโน๊ตให้ได้ยินบางๆ ซึ่งนั่นเป็นรายละเอียดที่ทำให้เสียงของ A306 มีความสด ละม้ายเสียงไวโอลินจริงๆ เข้าไปอีกขั้น
A306 ทำให้ผมรู้สึกประทับใจ แม้ว่าภาค DAC ในตัว A306 ไม่ได้นำสัญญาณ DSD เข้าไปแปลงเป็นอะนาลอกโดยตรง คือได้ผ่านกระบวนการ format conversion จาก DSD > PCM ก่อนส่งเข้าภาค DAC แต่ทว่า เสียงที่ออกมาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เกรงว่าจะเป็น เข้าใจว่าน่าจะแปลงจาก DSD เป็น PCM ที่ระดับแซมปลิ้งเรตสูงๆ ซึ่งอาจจะถึงระดับ 352.8kHz ก็เป็นได้ เสียงที่ออกมาจึงไม่มีลักษณะที่ปลายเสียงอับทึบเหมือนการแปลงจาก DSD เป็น PCM ด้วยอัตราแซมปลิ้งเรตต่ำๆ และยังคงได้อรรถประโยชน์จากความเป็นฟอร์แม็ตดิจิตัลที่ให้ลักษณะเสียงคล้ายสัญญาณอะนาลอกมากที่สุดออกมาให้สัมผัสได้ จากลักษณะของเสียงที่ลื่นไหล เนื้อเสียงอุ่นสะอาด เก็บปลายเสียงแหลมได้ดี ทำให้มีความละเมียดละมัยเจือมาในน้ำเสียงบางๆ (คอนทราสน์ ไดนามิกดีมาก)

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อลองฟังไฟล์ฟอร์แม็ต DSF ที่มีสเปคฯ สูงกว่า DSF64 (DSD2.8MHz) ขึ้นไป อย่างเช่น DSF128 (DSD5.6MHz) และ DSF256 (DSD11.2MHz) ภาพด้านบนคือกำลังเล่นไฟล์ DSF256) ผมพบว่า เมื่อเล่นไฟล์ที่ระดับของสัญญาณ DSD สูงกว่า DSD64 ขึ้นไป เสียงจะมีลักษณะที่เพียวและสะอาดมากขึ้นก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ด้อยลงก็คือ “เกนของสัญญาณ” โดยรวมที่เบาลง แม้ว่าจะพยายามเร่งวอลลุ่มที่ A306 เพิ่มขึ้นไปเพื่อชดเชยแต่ก็ไม่พอ แสดงว่าเกนเอ๊าต์พุตของสัญญาณ DSD ที่มีสเปคฯ ยิ่งสูงเสียงจะยิ่งเบา ต้องการอัตราขยายจากภาคปรีแอมป์ (ก่อนส่งออกไปทาง Bluetooth) ที่สูงขึ้น..

เล่นไฟล์ DSF128 (DSD5.6MHz)

เล่นไฟล์ DSF256 (DSD11.2MHz)
หรือไม่อย่างนั้นคุณก็ต้องฟังผ่านเอ๊าต์พุต mini 3.5mm ของ A306 แล้วหาหูฟังที่มีความไวสูงๆ (อิมพีแดนซ์ต่ำๆ) มาแม็ทฯ กับ A306 ถ้าตั้งใจจะเล่นไฟล์ที่มีสเปคฯ สูงๆ เกิน DSF64 (DSD2.8MHz) ขึ้นไป ในภาพข้างบนทั้งสองภาพนั้นผมทดลองจับคู่ A306 กับหูฟังของ Shozy รุ่น Neo ที่ผมมีอยู่ พบว่าความไวของหูฟังคู่นี้มันแม็ทชิ่งไปกันได้ดีกับอัตราขยายทางช่องเอ๊าต์พุต mini 3.5mm ของ A306
MQA

ความเจ๋งอีกอย่างของ A306 คือมันรองรับการถอดรหัสฟอร์แม็ต MQA ได้.. และได้ไปจนทางถึงพับที่สามซะด้วย.! ผมทดลองเอาไฟล์ FLAC 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่น MQA-CD อัลบั้มชุด Brothers In Arms เข้าไปใส่ไว้ในฮาร์ดดิสของ A306 เพื่อลองเล่นดูว่าภาค DAC ในตัว A306 ถอดรหัส MQA ได้จริงมั้ย.? และถอดได้ถึงชั้นที่สามจริงหรือเปล่า.??
ปรากฏว่า.. ฉลุยครับ.! A306 ถอดรหัส MQA ออกมาได้สุดซอยจริงๆ อย่างอัลบั้มชุดนี้หลังปกแผ่นแจ้งไว้ว่า ไฟล์ MQA ของอัลบั้มนี้เข้ารหัสมาจากสตูดิโอด้วยสัญญาณ PCM มาสเตอร์ที่มีแซมปลิ้งเรตสูงถึงระดับ 352.8kHz เมื่อลองเล่นผ่าน A306 พบว่า หน้าจอของแอพ Walkman Music Player โชว์ตัวเลขแซมปลิ้งเรตออกมา “ตรง” กับระดับแซมปลิ้งเรตสูงสุดตามที่แจ้งไว้เป๊ะ..! (ศรชี้)
Local Media vs. Streaming

ผมทดลองฟังอัลบั้มชุด Brothers In Arms ของ Dire Straits อีกครั้ง คราวนี้ฟังเทียบระหว่างการใช้แอพ Walkman Music Player เล่นไฟล์ FLAC 16/44.1 ที่ดึงจากฮาร์ดดิสในตัว A306 ซึ่งเป็นไฟล์ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดี เทียบกับการใช้แอพ TIDAL สตรีมไฟล์เพลงจากคลาว เซิร์ฟเวอร์ของ TIDAL เองเป็นไฟล์ FLAC 16/44.1 ที่มาจากเวอร์ชั่นเดียวกัน (Remastered ปี 1996) โดยใช้หูฟังไร้สายของ Sony รุ่น WH-1000XM5 สลับกับหูฟังอินเอียร์แบบใช้สายของ Shozy รุ่น Neo ในการตัดสิน
ผลสรุปว่า เสียงจากไฟล์ FLAC 16/44.1 ที่ดึงมาเล่นจากฮาร์ดดิสในตัว A306 ให้เสียงออกมา “ดีกว่า” เสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์ FLAC 16/44.1 ที่สตรีมมาจาก TIDAL อย่างชัดเจน อย่างแรกคือ ความสะอาดของเสียง โดยเฉพาะในย่านเสียงแหลม ซึ่งเสียงของไฟล์ที่สตรีมมาจาก TIDAL จะมีลักษณะแตกปลาย เสียงแหลมหยาบและฟุ้ง กลายเป็นตัวรบกวนการฟังความถี่อื่นๆ มีผลให้เสียงในย่านกลางและทุ้มเละเทะไปด้วย ฟังนานๆ แล้วจะรู้สึกล้า ในขณะที่เสียงของไฟล์เพลงจากฮาร์ดดิสฟังได้นานกว่า ได้ยินรายละเอียดเสียงในย่านกลางและทุ้มชัดกว่า ช่องไฟระหว่างโน๊ตดนตรีมีความสงัดเงียบมากกว่า ฟังแล้วได้อรรถรสของเพลงมากกว่า ลักษณะออกไปทางเดียวกันทั้งฟังผ่าน Bluetooth และใช้สาย (ตอนฟังผ่านหูฟังใช้สาย ผมลองปิดทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth ที่ตัว A306 พบว่าเสียงดีขึ้นได้อีกนิด พอรู้สึกได้ คือเมื่อฟังนานๆ อาการล้าหูจะลดน้อยลง)
แต่หากถามว่า เฉพาะเสียงที่สตรีมจาก TIDAL ผ่าน A306 มาที่ WH-1000XM5 ออกมาระดับไหน.? ถ้าไม่เทียบกับฟังจากไฟล์เพลงที่เป็นเวอร์ชั่นเดียวกันที่ริปมาจากแผ่นซีดีชุดเดียวกัน เสียงจากการสตรีมผ่าน TIDAL ด้อยกว่าประมาณ 10-15% เท่านั้น ส่วนตัวแล้วผมยอมรับได้นะ เพราะปกติผมก็ใช้บริการสตรีมเพลงของ TIDAL อยู่ ซึ่งก็ยอมรับว่าคุณภาพเสียงของ TIDAL ไม่ได้เลวร้าย เสียงที่ออกมาในแต่ละอัลบั้มจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นฉบับของไฟล์เพลงนั้นๆ ด้วย ประเด็นสำคัญที่โดยส่วนตัวของผมยังใช้บริการของ TIDAL ก็คือค้นหาเพลงอื่นๆ ที่ผมไม่มีอยู่ในคอลเลคชั่น ซึ่งหลายๆ เพลงเสียงออกมาดีน่าพอใจเพราะผมไม่มีแผ่นนั้นอยู่เลยไม่จำเป็นต้องเทียบ
สตรีมผ่าน Bluetooh ระหว่าง A306 เทียบกับ iPhone 12

มีคนถามมาในเพจ facebook ของผมว่า ระหว่างการสตรีมไฟล์เพลงจากผู้ให้บริการอย่างเช่น TIDAL แล้วยิงสัญญาณดิจิตัลไปที่หูฟังไร้สายด้วยคลื่น Bluetooth ด้วยสมาร์ทโฟน เทียบกับการทำแบบเดียวกันนั้นด้วย A306 จะให้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร.?
เรื่องนี้ถ้าจะมองแบบผิวเผินว่า อุปกรณ์ต้นทางที่ยิงสัญญาณเสียงดิจิตัลไปกับคลื่น Bluetooth ไม่น่าจะมีผลอะไรกับเสียง เพราะทั้งภาค DAC และภาคแอมป์ไปอยู่ที่ปลายทางคือหูฟัง ดังนั้น ถ้าใช้หูฟัง “ตัวเดียวกัน” รองรับสัญญาณจากคลื่น Bluetooth ที่มาจากอุปกรณ์ต้นทางตัวไหนก็ควรจะให้เสียงออกมา “เหมือนกัน” ทุกประการ คุณเห็นด้วยหรือไม่.? อย่ากระนั้นเลย เมื่อมีอุปกรณ์อยู่ในมือครบทุกอย่างแล้ว มาลองฟังจริงกันเลยดีกว่า..

ลองฟังผ่าน A306

ลองฟังผ่าน iPhone 12
ผมเลือกเพลง ‘Money For Nothing’ ของ Dire Straits จากอัลบั้มชุด Brothers In Arms เป็นตัวฟังเทียบเพราะฟังจนคุ้นหูมากแล้ว โดยลองฟังจาก A306 ก่อน จากนั้นค่อยสลับมาที่ iPhone 12 ผลคือ..
รอบแรกของการฟังจากการสตรีมด้วย iPhone 12 หลังจากที่ฟังจากการสตรีมด้วย A306 พบว่า แทบจะไม่ต่างกันเลย.! มองในแง่ “เกนขยาย” ของสัญญาณเสียงมันออกมาใกล้เคียงกันมาก คือผมใช้ปริมาณวอลลุ่มที่ iPhone 12 ประมาณ 80% ของวอลลุ่มทั้งหมด ซึ่งที่ A306 ก็ใช้ปริมาณวอลลุ่มออกมาใกล้เคียงกันนี้เพื่อให้ได้ “ความดัง” รวมออกมาใกล้เคียงกัน แต่เมื่อลองสลับฟังกลับไปกลับมาหลายๆ รอบ ก็เริ่มพบความแตกต่าง คือเสียงจากการสตรีมผ่าน A306 ให้ “ความสงัด” ของพื้นเสียงดีกว่า ผมสังเกตจากตอนขึ้นต้นแทรคที่เป็นเสียงเบาๆ นั้น ตอนสตรีมผ่าน A306 ผมได้ยินรายละเอียดของเสียงชัดกว่าตอนสตรีมด้วย iPhone 12 พอสมควร คือถ้าฟังผ่านๆ แบบผิวเผินจะไม่รู้สึก แต่เมื่อตั้งใจฟังเพื่อค้นหาความแตกต่างสลับไปมา พอจับความแตกต่างได้ทีนี้มันก็รับรู้แบบนั้นได้ตลอด ซึ่งความสงัดของเสียงที่ A306 ทำได้ดีกว่านี้ยังส่งผลให้ผม “แยกแยะ” เสียงแต่ละเสียงออกจากกันได้ง่ายกว่าด้วยตอนที่มีเครื่องดนตรีบรรรเลงพร้อมกันหลายชิ้น

ตอนท้ายๆ ผมลองเปลี่ยนเพลงฟังเพลงร้องชัดๆ แบบเน้นอารมณ์คนร้องบ้าง พบว่า สตรีมผ่าน A306 ก็ฟังดีกว่าสตรีมผ่าน iPhone 12 คือสตรีมผ่าน A306 เนื้อเสียงเนียนกว่า รายละเอียดดีกว่า ฟังแล้วเข้าถึงอารมณ์มากกว่าด้วย ความรู้สึกเหล่านี้พอฟังนานๆ จนจับความรู้สึกได้ก็จะรับรู้ได้ง่ายและคงอยู่ตลอดทุกครั้งที่ฟัง เหมือนกับว่าต้องลองซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ เที่ยว ซึ่งพอไปค้นข้อมูลทางเทคนิคแล้วมันก็มีเหตุผลรองรับ คือ สัญญาณเสียงที่ A306 ฝากคลื่น Bluetooth ออกมาที่หูฟังนั้นเป็นฟอร์แม็ต LDAC ซึ่งเป็นสัญญาณเสียงที่มีอัตราบิตเรตสูงกว่าฟอร์แม็ต AAC ที่ iPhone 12 ใช้ส่งออกมากับคลื่น Bluetooth เกือบสี่เท่า (LDAC ให้บิตเรตสูงสุดอยู่ที่ 990kbps ในขณะที่ AAC ให้บิตเรตสูงสุดอยู่ที่ 250kbps)
สรุป
จากการทดสอบที่ยาวนาน ผมขอสรุปว่า เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพาของ Sony รุ่น NW-A306 ทำคะแนนจากการทดสอบได้สูงมาก ทั้งทางด้าน “ประสิทธิภาพในการใช้งาน” (Function + Compatibility) และทางด้าน “คุณภาพเสียง” (Sound Quality) ซึ่งทางด้านประสิทธิภาพของฟังท์ชั่นการใช้งานและความเข้ากันได้กับไฟล์เพลงและอุปกรณ์อื่นๆ นั้นเป็นคุณสมบัติที่มองเห็นได้ชัด แต่คุณสมบัติทางด้าน “คุณภาพเสียง” นั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการ “แม็ทชิ่ง” ตัว A306 เข้ากับหูฟังด้วย โดยเฉพาะคนที่ต้องการนำ A306 ไปใช้งานในลักษณะร่วมกับหูฟังแบบใช้สายเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงระดับสูงสุดที่ A306 ให้ได้ เนื่องจากกำลังขับในตัว A306 มีอยู่จำกัด คุณต้องเลือกหูฟังที่มีความต้านทานไม่สูงมาก (มีความไวสูงๆ) มาจับคู่กับ A306 จึงจะได้คุณภาพเสียงโดยรวม (A306 + หูฟังใช้สาย) ที่อยู่ในระดับดีน่าพอใจ

เนื่องจกทาง Sony จัดส่งหูฟังอินเอียร์รุ่น IER-Z1R มาให้ทดลองฟังด้วย ผมได้ทดลองจับคู่กับ A306 ดูแล้ว ผลปรากฏว่า ภาคขยายในตัว A306 ไม่สามารถขับดันเสียงออกมาจาก IER-Z1R ได้หมด ถ้าต้องการใช้ A306 กับหูฟังที่ใช้สาย แนะนำเป็นรุ่นอื่นที่มีความไวสูงกว่า IER-Z1R จะให้ผลดีกว่า แต่ถ้าต้องการใช้กับหูฟังไร้สายโดยเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ที่ให้เสียงแม็ทกันมากที่สุด ผมแนะนำ WH-1000XM5 เพราะได้ทดลองจับคู่กันแล้ว เสียงดีลงตัวมาก..!!!
*************************
ราคา : 11,990 บาท / เครื่อง
*************************
สนใจสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์
Sony Store Thailand



