รีวิว Innuos รุ่น Pheonix USB Reclocker

หลังจากฟอร์แม็ต SACD และ DVD-Audio ไม่สามารถสถาปนาตัวขึ้นมาเป็นมาตรฐานแทนที่ฟอร์แม็ต CD ได้ ก็ต้องถือว่า CD เป็นเจนเนอเรชั่นสุดท้ายของการเก็บสัญญาณเพลงไว้บนตัวกลางประเภท disc-based จากนั้น โลกของเราก็ก้าวเข้าสู่ยุคของ file-based ที่เก็บสัญญาณเพลงซึ่งอยู่ในสถานะของสัญญาณดิจิตัลไว้ใน file-format ต่างๆ ที่ฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำ และเปลี่ยนวิธีการเล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งยุคของ file-based นี้ เมื่อนับถึงปัจจุบันถือว่าผ่านมา 2 ยุคสมัยแล้ว โดยที่ยุคแรกเป็นยุคของ CAS (Computer As a Source) คือยุคที่เราอาศัยฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์มาใช้เป็น เครื่องเล่นในการเล่นไฟล์เพลงบนหน่วยความจำให้ออกมาเป็นเพลง

ในยุค CAS นั้น เราไม่ได้อาศัยเฉพาะฮาร์ดแวร์ (อย่างพวกโน๊ตบุ๊ค และ laptop) กับซอฟท์แวร์ (อย่างพวก iTunesFoobar และ JRiver) ในการเล่นไฟล์เพลงเท่านั้น แต่เรายังหยิบยืมแม้กระทั่ง interface หรือระบบเชื่อมต่อในการส่งผ่านสัญญาณเสียงที่อยู่ในแพ็คเกจ File Formats ต่างๆ ของวงการคอมพิวเตอร์มาใช้อีกด้วย นั่นคือการเชื่อมต่อเพื่อรับส่งสัญญาณเสียงด้วยอินเตอร์เฟซ USB นั่นเอง

เราใช้อินเตอร์เฟซ USB ในการรับส่งสัญญาณเสียงกันมาตลอดยุคของ CAS ซึ่งกินเวลานานถึงเกือบยี่สิบปี (นับตั้งแต่เริ่มนำมาใช้ในสตูดิโอ จนถึงคอนซูเมอร์) จนกระทั่งยุคของ Network Audio เริ่มต้นขึ้นและเข้ามาทดแทนการเล่นไฟล์เพลงด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการเล่นไฟล์เพลงและใช้ในการควบคุมสั่งงานก็เปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องสตรีมเมอร์+แอพลิเคชั่นที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ ไปจนถึงรูปแบบของ interface ที่เปลี่ยนจาก USB มาเป็นการ stream ไฟล์เพลงผ่านทางอินเตอร์เฟซ Ethernet และ Wi-Fi ที่ใช้ protocol ในการสื่อสารและรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่อยู่ในวงเน็ทเวิร์คเดียวกัน

USB vs Ethernet

แม้ว่าจะผ่านยุค CAS มาแล้ว แต่ถ้าสังเกต คุณจะพบว่า สตรีมเมอร์รุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็ยังติดตั้งอินพุต USB-type B มาให้ เหตุผลก็เพื่อให้ภาค DAC ในตัวมันสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลจากคอมพิวเตอร์ได้นั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเป็นสตรีมเมอร์ระดับกลางๆ ลงไปส่วนใหญ่จะไม่ได้ให้ความใส่ใจในการปรับจูนเสียงของช่องอินพุต USB มากเท่ากับอินพุต Network (หรือ Ethernet) ของมันเอง เหตุผลก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะว่าในปัจจุบัน อินพุต Ethernet กำลังเป็นมาตรฐานสำหรับสตรีมเมอร์นั่นเอง

ถ้า external DAC ของคุณมีทั้งอินพุต Ethernet และอินพุต USB มาให้ และในซิสเต็มของคุณก็มีเครื่องเล่นไฟล์เพลงที่สามารถส่งข้อมูลผ่านออกทางเอ๊าต์พุต Ethernet อยู่ในระบบอยู่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องใช้อินพุต USB ในการเล่นไฟล์เพลง เพราะโดยทางทฤษฎีแล้ว การรับส่งสัญญาณเสียงจาก server มาที่ streaming transport หรือมาที่ network player (Streamer + DAC) ผ่านทางเน็ทเวิร์ค (Ethernet) จะให้สปีดในการรับส่งสัญญาณที่ เร็วกว่าและมี เสถียรภาพมากกว่าการรับส่งสัญญาณผ่านทาง USB มาก อีกทั้งการรับส่งสัญญาณผ่านทางเน็ทเวิร์คยังมีระบบ ตรวจเช็คความถูกต้องของข้อมูลอีกด้วย

สิ่งที่หลงเหลือจากยุค CAS มาถึงยุคของ Streamer ก็คือ DAC ที่รองรับสัญญาณดิจิตัลจากภายนอกผ่านอินเตอร์เฟซ USB, AES/EBU, Coaxial และ Optical โดยไม่มีอินพุต Ethernet ซึ่งถ้าคุณจำเป็น หรืออยากจะเอา DAC ตัวนั้นมาใช้ (เพราะชอบโทนเสียงของมัน) กับระบบสตรีมมิ่ง คุณจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่จะทำการแปลง Ethernet ให้เป็นเอ๊าต์พุต USB ที่เรียกว่า Network Bridge เข้ามาเสริมช่วย ซึ่งแน่นอนว่า อินพุตของ DAC ที่คุณควรจะเลือกใช้ก็คืออินพุต USB เพราะในจำนวนอินพุตทั้ง 4 รูปแบบที่มีมาให้ในยุค CAS นั้น ในทางสเปคฯ แล้ว อินพุต USB จะมีประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณสูงที่สุด ซึ่งการรองรับสัญญาณอินพุตเข้ามาทางอินพุต USB จะทำให้คุณได้รับประสิทธิภาพของภาค DAC ตัวนั้นออกมาเต็มที่มากที่สุด

ลองดัน Ayre AcousticsQB-9 DSD Twentyไปให้สุด..!!!

หัวข้อนี้ตั้งขึ้นมาให้กับตัวผมเอง เพราะผมมีความผูกพันธ์กับ external DAC รุ่น QB-9 ของแบรนด์ Ayre Acoustics มากเป็นพิเศษ เหตุผลนั้นเป็นเพราะหลังจาก QB-9 เวอร์ชั่นแรกเปิดตัวออกมาเมื่อปี 2009 ไม่ถึงปีหลังจากนั้น ผมก็ได้มีโอกาสทดสอบ external DAC ตัวนี้ ซึ่งบอกเลยว่า แรกๆ นั้นผมรู้สึกแปลกใจว่า เพราะเหตุใด คนออกแบบ ext.DAC ตัวนี้ถึงได้ให้อินพุต USB มาแค่ช่องเดียว.? คุณต้องเข้าใจนะว่า ในขณะที่ ext.DAC ตัวอื่นๆ ในท้องตลาดที่ออกมาก่อนหน้าและออกมาในเวลาเดียวกัน เขามีอินพุตมาให้ใช้ครบทุกรูปแบบ จะมีก็แต่ QB-9 ตัวเดียวที่ให้มาแต่ช่องอินพุต USB แค่ช่องเดียว.! คนออกแบบ QB-9 ตัวนี้จะต้องตีสขนาดไหน ผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกว่ามี จิตสัมผัสกับคนออกแบบ QB-9 ตัวนี้ตั้งแต่ยังไม่เคยรู้จักตัวตนของเขามาก่อน ผมรู้สึกว่าคนคนนี้เขามีวิธีคิดที่แปลกดีและดูจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงซะด้วยถึงกล้าทำอะไรแบบนี้ออกมา หลังจากเริ่มค้นข้อมูลเกี่ยวกับคนออกแบบ QB-9 ตัวนี้ ผมถึงได้ทราบว่าเขาคือ Chales Hansen ซึ่งเป็นเจ้าของ/ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ayre Acoustics นั่นเอง

ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาหรือเปล่า.? ค่ำคืนหนึ่งของช่วงกลางเดือนตุลาคม ปี 2012 ผมก็ได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับ Charles Hansen ตัวเป็นๆ ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองโบลเดอร์ ใกล้ๆ กับที่ตั้งโรงงานของ Ayre Acoustics ซึ่งเป็นครั้งที่ผมเดินทางไปเยี่ยมโรงงาน Ayre Acoustics อย่างเป็นทางการในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งผมรู้สึกดีใจมากที่คุณชาลีย์ให้เกียรติเดินทางมาพบกับผมที่โรงแรม เนื่องจากวันรุ่งขึ้นที่ผมจะเข้าไปเยี่ยมที่โรงงาน เขาจะไม่ได้อยู่ต้อนรับ เนื่องจากตอนนั้นคุณชาลีย์เดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นเพราะก่อนหน้านั้นเขาประสบอุบัติเหตุถูกรถชนขณะขี่จักรยาน แต่เขายังอุตส่าห์เดินทางไปพบผมที่โรงแรมและนั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ๆ ถือเป็นเกียรติมาก.!

หลังจากได้รู้จักกัน ผมยอมรับว่ามีความประทับใจในบุคลิกภาพและความคิดที่แหลมคมของชาลีย์มาก เขาเป็นคนที่มี mindset ที่ชัดเจน โดยเฉพาะแง่มุมที่เกี่ยวกับวงการเครื่องเสียง ยกตัวอย่างเช่น ความคิดที่จะใส่อินพุต USB มาให้กับ QB-9 แค่อย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าใครจะคิดอะไร เหตุผลของเขาตามที่ตอบให้ผมฟังก็คือ “..เหตุผลที่คุณเล่นไฟล์เพลงด้วยคอมพิวเตอร์ ก็เพราะว่าคุณต้องการให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด ถูกต้องมั้ย.. ถ้าอย่างนั้น ทำไมคุณไม่เล่นผ่านอินพุตที่ดีที่สุดสำหรับคอมพิวเตอร์ล่ะ คุณจะต้องการอินพุตที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า USB ไปเพื่ออะไร.?”

น่าเสียดายว่า Charles Hansen เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ปี 2017 หลังจากที่ผมพบกับเขา 5 ปี หลังจากนั้น ผมก็ตั้งใจเลยว่า ผมจะหาซื้อ QB-9 มาเก็บไว้ใช้ส่วนตัวสักเครื่อง ถือว่าเป็นอนุสรณ์สำหรับความทรงจำที่มีต่อชาลีย์ แฮนเซ่น ผู้ล่วงลับ..

หลังจากได้ QB-9 เวอร์ชั่นแรกในสภาพของเครื่องมือสองมาจากเพื่อนนักเล่นฯ ท่านหนึ่ง ผมก็ส่งไปให้บริษัท Deco2000 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Ayre Acoustics ในประเทศไทย จับเข้าโปรแกรมอัพเกรดเปลี่ยนแผงวงจรข้างในเป็นเวอร์ชั่น QB-9 DSD Twenty ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นท้ายสุดของ QB-9 และนำมาใช้เป็นอุปกรณ์อ้างอิงในการทดสอบเรื่อยมา ซึ่งที่ผ่านมาผมก็แอบทดสอบประสิทธิภาพของ QB-9 DSD Twenty ตัวนี้อยู่บ่อยๆ ด้วยการนำมาฟังเปรียบเทียบกับ external DAC อื่นๆ ที่ถูกส่งเข้ามาให้ทดสอบ พบว่าถ้าเป็น ext.DAC ระดับกลางๆ ที่มีราคา ไม่เกิน 150,000 บาท ส่วนใหญ่จะไม่สามารถข้ามผ่าน QB-9 DSD Twenty ไปได้ง่ายๆ ในเทอมของ “คุณภาพเสียง

ในขณะที่ Ethernet DAC กำลังดีวันดีคืน ความคิดที่จะทดลอง ดันQB-9 DSD Twenty ตัวนี้ให้ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของมันก็เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาผมก็เคยอัพเกรดประสิทธิภาพของ QB-9 DSD Twenty ด้วยการลองใช้สาย USB คุณภาพดีไปแล้ว กับสายไฟเอซีดีๆ ก็เคยลองจนได้บทสรุปไปแล้ว ตอนหลังๆ มานี้เริ่มจะได้ยินเทคนิคในการปรับลด noise และเทคนิคการทำ reclock ให้กับอินพุต USB หนาหูมากขึ้น ทำให้รู้ว่า ในวงการเครื่องเสียงก็ยังมีคนที่พยายามจะ เอาดีกับ USB-DAC อยู่เยอะเหมือนกัน บางคนนั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจทำเพราะมีความหลังฝังใจแบบผม แต่เขาอาจจะชอบโทนเสียงของ USB-DAC ตัวนั้นจนไม่สามารถมูพออนไปตัวอื่นได้ก็มี ในขณะที่บางคนลงทุนกับ USB-DAC ที่ใช้ในยุค CAS ไปเยอะ พอมาถึงยุคสตรีมเมอร์ ถ้าจะขาย USB-DAC ตัวนั้นออกไปเพื่อเอาเงินมาลงทุนซื้อ ext.DAC ที่รองรับอินพุตทาง Ethernet ก็จะได้แค่รุ่นเล็กๆ ซึ่งให้เสียงสู้ USB-DAC ตัวเก่าไม่ได้ อีกอย่าง พักหลังๆ จะเริ่มมีอุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์เพลงประเภท Streaming Transport ที่ส่งสัญญาณดิจิตัลเอ๊าต์พุตผ่านทางช่อง USB ออกมาให้เห็นหลายตัว ยกตัวอย่างของ Roon รุ่น Nucleus กับรุ่น PULSE ของ Innuos ซึ่งหลังจากผมนำมาทดสอบใช้งานร่วมกับ QB-9 DSD Twenty แล้วพบว่า มันให้เสียงออกมาดีมาก.! พูดได้ว่าเหมือนกับติดปีกให้กับ QB-9 DSD Twenty กันเลยทีเดียว เสียงมันออกมาดีจนผมแอบคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า จริงๆ แล้ว ไม่ว่ารูปแบบไฟล์ หรือความละเอียดของไฟล์เพลงจะสูงหรือต่ำ ไปจนถึงระบบการเชื่อมต่อ ฯลฯ จะทันสมัยหรือล้าหลังเพียงใด สิ่งเหล่านั้นก็คงจะไร้ความหมาย ถ้าเราตัดสินกันที่ คุณภาพเสียงโดยให้คะแนนกันที่อรรถรสของ ความเป็นดนตรีจากเพลงที่ฟังเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นไฟล์อะไร จะเล่นผ่านอินเตอร์เฟซแบบไหน ถ้าผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเสียงเพลงที่สามารถดึงดูดใจเราให้เข้าถึงอารมณ์ของเพลงนั้นได้อย่างลึกซึ้งแล้วล่ะก้อ.. อะไรอย่างอื่นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป.!!

Innuos รุ่น Phoenix USB

นี่คืออุปกรณ์เครื่องเสียงที่จุดประกายความคิดที่จะ ดันQB-9 DSD Twenty ให้ไปถึงจุดสูงสุดเท่าที่ ext.DAC ตัวนี้จะสามารถทำได้.. ว่าแต่ว่า มันคืออะไร.?

ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของ Innuos ระบุว่า “The PhoenixUSB offers in one unit the equivalent of 3 separate components: A USB regenerator, a linear power supply and an external master clock with its own linear power supply.” ภายในตัว Phoenix USB ประกอบด้วยการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิค 3 ส่วน อยู่ร่วมกัน ได้แก่

1. USB Regenerator

ตัว USB Regenerator ทำหน้าที่จับเอาสัญญาณ USB ที่รับเข้ามาทางอินพุตเพื่อนำไป สร้างสัญญาณ USB ขึ้นมาใหม่ด้วย USB chip คุณภาพสูง มีการป้อนไฟเลี้ยงจากภาคลิเนียร์ เพาเวอร์ซัพพลายที่แยก 3 ไลน์ ให้กับชิป USB ซึ่งไฟที่เลี้ยงตัวลิเนียร์ เพาเวอร์ซัพพลายก็มาจากเลคกูเลเตอร์คุณภาพสูงเบอร์ LT3045

2. Linear Power Supply

ภายในตัว Phoenix USB มีภาคจ่ายไฟ Linear Power Supply แบบพิเศษอยู่ 2 ชุด ซึ่งหยิบยืมเทคโนโลยีมาจากภาคจ่ายไฟที่ใช้อยู่ในซีรี่ย์สูงสุดของแบรนด์คือซีรี่ย์ Statement ชุดหนึ่งใช้จ่ายไฟเลี้ยงให้กับการทำงานของ OCXO clock ส่วนอีกชุดใช้จ่ายไฟเลี้ยงให้กับ ชิป USB

3. External Master Clock

OCXO clock ที่ใช้ในตัว Phoenix USB มีความแม่นยำสูงถึงระดับ 3ppb (3 part-per-billion) ทำงานที่สปีด 24MHz โดยติดตั้งอยู่บนแผงวงจรที่อยู่ห่างจาก ชิป USB ไม่ถึงสองนิ้ว ใกล้มากจึงไม่มีความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการเชื่อมต่อด้วยสายและขั้วต่อใดๆ เหมือนกับการใช้ master clock แบบที่แยกออกไปอยู่นอกตัวถัง

หน้าตาเรียบๆ

รูปร่างภายนอกของอุปกรณ์ตัวนี้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมเรียบๆ แผงหน้าขนาด half-size มีดีไซน์นิดหน่อยแค่ไม่ให้ดูเรียบแบนเกินไป ตัวเครื่องมีสองสี ตัวที่ผมได้รับมาทดลองฟังเป็นสีดำทั้งตัว ตรงมุมด้านล่างขวาของแผงหน้ามีโลโก้ยี่ห้อสีขาวพิมพ์ประทับอยู่ตรงนั้น

จุดเชื่อมต่อสัญญาณขาเข้า (3) และช่องสัญญาณขาออก (4) รวมถึงเต้ารับหัวปลั๊กไฟเอซีเข้าเครื่อง (1) พร้อมสวิทช์เปิด/ปิด (2) ถูกติดตั้งอยู่ที่ด้านหลังทั้งหมด

ข้างใน

หัวใจสำคัญของอุปกรณ์ตัวนี้อยู่ในวงกลมในภาพข้างบน ซึ่งเป็นแผงวงจรที่ติดตั้ง USB chip กับ OCXO clock ที่ใช้ในการรับสัญญาณจากช่องอินพุตเข้ามาจัดการปรับแก้ไข clock ให้มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และจัดไฟเลี้ยงให้ใหม่ก่อนส่งออกไปให้ USB-DAC อีกที ส่วนที่เหลือทั้งหมดก็เป็นส่วนของภาคจ่ายไฟลิเนียร์ เพาเวอร์ซัพพลายที่แยกเป็น 2 ชุด สำหรับส่งไปเลี้ยงชิป USB และระบบ clock

การเชื่อมต่อใช้งาน

คุณสามารถนำเอา Phoenix USB ไปใช้งานในซิสเต็มได้หลายรูปแบบ โดยเอาเข้าไปคั่นกลางระหว่าง เอ๊าต์พุต USB-Aของอุปกรณ์ประเภท Streaming Transport ที่ทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลง กับ อินพุต USB-Bของ USB-DAC ทั้งที่เป็น external DAC แบบแยกชิ้น และที่เป็น USB-DAC ที่ฝังอยู่ในอินติเกรตแอมป์ หรือ all-in-one

A : การเชื่อมต่อและผลการใช้งานในระบบที่ใช้
Streaming Transport + External USB-DAC

ไม่ว่าคุณจะใช้ฮาร์ดแวร์ประเภทไหนในการสตรีมไฟล์เพลง จะสตรีมผ่านคอมพิวเตอร์ (โน๊ตบุ๊ค + ตั้งโต๊ะ) หรือใช้ตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ อย่างเช่นของแบรนด์ Roon, Innuos, Aurender, Lumin ฯลฯ ได้หมด ขอให้อุปกรณ์ตัวนั้นมีช่องเอ๊าต์พุต USB ที่ใช้ส่งสัญญาณดิจิตัลออกมาเท่านั้น

อย่างภาพข้างบนนั้น ผมทดลองใช้โน๊ตบุ๊ค Macbook Pro ของผม รันโปรแกรม Roon (ผมซื้อ Roon Core ลงไว้บน Macbook Pro ด้วย) เล่นไฟล์เพลงทั้งจาก TIDAL และดึงมาจาก NAS แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลเอ๊าต์พุตออกไปทางช่อง USB ของ Macbook Pro (ผ่านอะแด๊ปเตอร์ USB-C เป็น USB-B) ไปเข้าที่อินพุตของ Phoenix USB จากนั้นก็เชื่อมต่อระหว่างช่องเอ๊าต์พุตของตัว Phoenix USB ไปเข้าที่อินพุตของ QB-9 DSD Twenty โดยใช้สาย USB รุ่น Blue Heaven ของ Nordost เหมือนกันทั้งสองช่วง

อ๊อปชั่นนี้ทำให้ได้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจัดการกับ noise ของตัว Phoenix USB ชัดเจนมากๆ เหตุผลนั้นใครๆ ก็รู้ว่า คอมพิวเตอร์มันเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วย noise สารพัด พอเอามาเล่นไฟล์เพลงเพื่อป้อนสัญญาณตรงไปให้ภาค DAC ในชุดเครื่องเสียงดีๆ ถ้าไม่มีอะไรมากรอง noise เสียงจะออกมาแย่มาก คือฟังแรกๆ เหมือนจะคมชัด แต่แค่ไม่ถึงเพลงก็จะรู้สึกได้ถึงความแข็งและความหยาบอย่างชัดเจน พอยก Phoenix USB เข้าไปคั่นกลางระหว่าง Macbook Pro กับ QB-9 DSD Twenty เสียงที่ออกมามันมีความเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาเยอะเลย คือโดยรวมมีความเนียนสะอาดมากขึ้น แต่ที่น่าประหลาดใจคือ รู้สึกได้ว่าเพลงมันมี ลีลามากขึ้น จังหวะจะโคนก็ฟังดูว่ามีการผ่อนหนักผ่อนเบามากขึ้น บางเพลงสัมผัสได้ถึงความลื่นไหลที่ชวนฟัง มีความเป็นดนตรีมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ความรู้สึกแบบนี้มีน้อยมาก ตามความเข้าใจของผม ก่อนหน้านี้ผมโยนให้เป็นเรื่องของ noise อย่างเดียวเลย แต่พอหวนกลับไปพิจาณาคุณสมบัติของตัว Phoenix USB แล้ว ผู้ผลิตเขาก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของ filter ที่ใช้กรอง noise เลย มีแต่เรื่อง clock กับเรื่อง linear power supply แสดงว่า ต้นเหตุที่ทำให้เสียงออกมาแย่ในตอนแรกก่อนจะเสริมตัว Phoenix USB เข้าไปก็น่าจะมาจากเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ noise ที่มากับสัญญาณ USB จากต้นทาง น่าจะเป็นปัญหาของ clock ที่มากับสัญญาณอินพุตมากกว่า เพราะหน้าที่ของ Phoenix USB ตัวนี้ก็คือสร้างสัญญาณ clock ขึ้นมาใหม่ให้กับสัญญาณ USB ที่รับเข้ามา ก่อนจะส่งออกไปให้ USB-DAC แปลงเป็นอะนาลอก จึงเป็นไปได้ว่า การทำ regenerate สัญญาณ clock ของ USB ขึ้นมาใหม่ก็อาจจะเป็นการขจัด หรือล้างทิ้ง noise ที่เกาะติดมากับสัญญาณ USB ที่เป็นต้นทางออกไปด้วยโดยอัตโนมัติ

ขั้นตอนต่อไป ผมทดลองเปลี่ยนเอา Macbook Pro ออกไปจากซิสเต็ม แล้วยก RoonNucleus+เข้าไปทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงแทน โดยที่อุปกรณ์อื่นๆ ในระบบยังคงเหมือนเดิม ผมเริ่มด้วยการทดลองต่อตรงจากช่อง USB เอ๊าต์พุตของ Nucleus+ ไปที่อินพุตของ QB-9 DSD Twenty ลองเล่นไฟล์เพลงเดิม (ผมทำ playlist ไว้บน TIDAL และเลือกไฟล์เพลงบางส่วนจาก NAS ไว้ทดสอบด้วย) ผลปรากฏว่า เสียงออกมาดีกว่าตอนต่อตรงจาก Macbook Pro ไปที่ QB-9 DSD Twenty อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีตัว Phoenix USB ผมว่าแค่เปลี่ยนจากเล่นด้วยคอมพิวเตอร์มาใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อเล่นไฟล์เพลงโดยเฉพาะในการเล่นไฟล์เพลงก็เห็นผลที่ดีขึ้นมากแล้ว เสียงสะอาดขึ้นมาก ลีลาและอารมณ์ของเพลงก็รับรู้ได้ดีกว่าเล่นจากคอมพิวเตอร์เยอะมาก จากนั้นผมก็ทดลองเอาตัว Phoenix USB เข้าไปคั่นระหว่างเอ๊าต์พุต USB ของ Nucleus+ กับอินพุต USB ของตัว QB-9 DSD Twenty แค่เพลงเดียวก็รู้สึกได้เลยว่า ลีลา+อารมณ์ของเพลงดีขึ้นมาก จังหวะจะโคนลงตัวมากขึ้น ฟังต่อเนื่องไปสักพักจะรับรู้ได้ถึง ไทมิ่งของเพลงที่แม่นยำมากกว่าก่อนหน้านี้ คือรับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างเพลงที่ช้ากับช้ามาก และเร็วกับเร็วมาก รับรู้ได้ถึงความลึกซึ้งของอารมณ์เพลงที่แตกต่างกัน คือตอนนี้ฟังเพลงช้าๆ ก็ไม่รู้สึกเบื่อ แต่รับรู้ได้ว่าความช้าของเพลงมันมาพร้อมอารมณ์ที่อ้อยสร้อย อ้อยอิ่ง ดิ่งลึก ยิ่งฟังยิ่งอิน ไม่ใช่ฟังแล้วรู้สึกเบื่อเหมือนก่อนเสริม Phoenix USB เข้ามา

ผมลองยกระดับของต้นทางขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยน Streaming Transport จาก RoonNucleus+มาเป็น Innuos รุ่น PULSE ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบยังคงเดิมทั้งหมดรวมทั้งตัว Phoenix USB ก็ยังอยู่ในระบบด้วย ซึ่งก่อนจะเปลี่ยนเอา InnuosPULSEลงไปนั้น ผมคิดไว้ในใจว่า ผลทางเสียงไม่น่าจะต่างกันเยอะเมื่อเทียบกับ RoonNucleus+ที่ใช้อยู่ เพราะแม้ว่าสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ออกมาจาก RoonNucleus+และ InnuosPULSEจะต่างกัน แต่สุดท้ายแล้วตัว Phoenix USB ก็จะช่วย regenerate สัญญาณ USB ขึ้นมาใหม่อยู่ดี ผลลัพธ์ก็น่าจะออกมาเหมือนกัน แต่พอเปลี่ยน PULSE ลงไปแทน Nucleus+ จริงๆ แล้วลองเล่นเพลงเดิม ปรากฏว่า เสียงที่ออกมากลับดีกว่าตอนเป็น Nucleus+ ค่อนข้างชัดเจน.!!

เอ.. เพราะอะไรหว่า..?? แสดงว่าการ regenerate clock ของตัว Phoenix USB ไปที่ 24MHz ยังคงเป็นปลายทางเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ของเสียงที่ได้ออกมามันไปขึ้นอยู่กับ คุณภาพของสัญญาณต้นทางที่รับเข้าไปด้วย นี่คงเป็นคำอธิบายที่ดูเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด เพราะตอนฟังเทียบกันเพียวๆ ระหว่าง RoonNucleus+กับ InnuosPULSEในซิสเต็มเดียวกันโดยไม่มีตัว Phoenix USB เข้ามาช่วย พบว่า เสียงของ InnuosPULSEก็ออกมาดีกว่าค่อนข้างชัดเจน แสดงว่าสัญญาณเอ๊าต์พุตของ PULSE มีคุณภาพสูงกว่าเอ๊าต์พุตของ Nucleus+ นั่นเอง

B : การเชื่อมต่อและผลการใช้งานในระบบที่ใช้
Streaming Transport + Integrated Amp ที่มี USB-DAC ในตัว

ยังสามารถใช้งานตัว Phoenix USB ได้อีกสถานะการณ์หนึ่ง คือในซิสเต็มที่ใช้ Streaming Transport ร่วมกับอินติเกรตแอมป์ที่มี USB-DAC ในตัว ไม่ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์หรือสตรีมเมอร์ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ก็สามารถอัพเกรดคุณภาพเสียงด้วยการเสริมตัว Phoenix USB เข้าไปในระบบได้ โดยนำตัว Phoenix USB เข้าไปคั่นกลางระหว่างตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตกับอินติเกรตแอมป์ที่มีภาค DAC ในตัวพร้อมอินพุต USB

ในขณะทดสอบตัว Phoenix USB ในห้องฟังของผมมีอินติเกรตแอมป์ที่มี USB-DAC ในตัวอยู่ 2 ตัวคือ LEAK รุ่น Stereo 230 (REVIEW) กับ Audiolab รุ่น 9000A (REVIEW) หลังจากนำมาเสียบแทน QB-9 DSD Twenty ลองฟังทีละตัว โดยเริ่มด้วยเงื่อนไขที่ ไม่มีPhoenix USB คือต่อจาก RoonNucleus+ตรงเข้ามาที่อินพุตของอินติเกรตแอมป์ก่อน จากนั้นก็เสริมตัว Phoenix USB เข้าไปแล้วลองฟังเทียบอีกที พบว่า หลังจากเสริม Phoenix USB เข้าไปแล้วได้เสียงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนทั้งสองตัว และเป็นไปในแนวทางเดียวกับตอนใช้งานกับ QB-9 DSD Twenty คือหลังจากเสริมตัว Phoenix USB เข้าไปแล้ว เสียงที่ได้ออกมามีความลื่นไหลที่ดีขึ้น รับรู้ถึงรายละเอียดที่แทรกอยู่ระหว่างโน๊ตต่อโน๊ตได้ชัดขึ้น รู้สึกได้ถึงความอ่อนแก่ของไดนามิกคอนทราสน์มากขึ้น นำมาซึ่งอารมณ์ของเพลงที่เข้าถึงได้ดีขึ้น ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งผมพบว่า การใช้ Phoenix USB ร่วมกับภาค USB-DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ทั้งสองตัวนี้มันให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าที่คิดมาก

สรุป

หลังจากผ่านการทดลองทั้งสามเงื่อนไขข้างต้นมาแล้ว ผมก็หมดข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของตัว Phoenix USB และสามารถยินยันกับทุกคนได้ว่า ตัว Reclocker ของ Innuos ตัวนี้ดีจริง.! มันช่วยอัพเกรดเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อระหว่างสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตกับ USB-DAC ออกมาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้ตะหนักได้ว่า ระบบเพลย์แบ็คของไฟล์เพลงที่มี clock คุณภาพสูงมันส่งผลกับเสียงเยอะมากจริงๆ.!! หลังจากเริ่มชินกับเสียงที่มี Phoenix USB อยู่ในระบบ พอทดลองถอดออกไป แล้วลองฟังแค่ไม่ถึงครึ่งเพลงก็รับรู้ได้ว่ามี อะไรหายไปหรือมี ความไม่ลงตัวของอะไรสักอย่างเกิดขึ้น และหลังจากนั้น ความรู้สึกนั้นมันจะเกาะติดไปตลอดที่ฟัง สุกท้ายก็ต้องย้อนกลับไปยก Phoenix USB เข้ามาต่อในระบบเหมือนเดิม.!!

คุ้มค่าราคามั้ย.? คำตอบมันขึ้นอยู่กับว่าคุณมีความพอใจกับเสียงของ USB-DAC ที่ใช้อยู่มากแค่ไหน.? ถ้าคุณรู้สึกว่าเสียงของ USB-DAC ของคุณอยู่ในกเกณฑ์แค่พอรับได้ เชื่อว่าการเสริมตัว reclocker รุ่น Phoenix USB เข้าไปแล้วจะทำให้เสียงของ USB-DAC ของคุณเปลี่ยนไปจนคุณรู้สึกชอบมันมากขึ้น ความเห็นของผมคิดว่า ถ้าคุณรู้สึกไม่ถูกชะตากับ USB-DAC ที่ใช้อยู่ก่อนแล้ว แนะนำให้เปลี่ยน DAC จะดีกว่า แต่ถ้าคุณรู้สึกชอบ “โทนเสียง” และพอใจกับ “คุณภาพเสียง” ของ USB-DAC ที่ใช้อยู่แล้ว แบบนี้การันตีได้เลยว่า ถ้าเสริมตัว Phoenix USB เข้าไปในระบบ คุณต้องรู้สึกพึงพอใจกับเสียงของ USB-DAC ตัวนั้นมากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน ในขณะที่ ถ้าคุณเอางบไปอัพเกรดเปลี่ยน DAC ใหม่ ก็ไม่แน่ว่าจะได้โทนเสียงแบบ USB-DAC ตัวเดิมหรือเปล่า.?

จากการทดลองที่ผ่านมาข้างต้น ตัว Phoenix USB มันเข้าไปอัพเกรดเสียงของ USB-DAC ได้หมดไม่ว่า USB-DAC ตัวนั้นจะมีราคาค่างวดมากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งมันเข้าไปอัพเกรดในส่วนของ “คุณภาพเสียง” โดยไม่เปลี่ยน “โทนเสียง” ไปจากเดิม ส่วนว่าจะคุ้มกับการลงทุนมั้ย.. อันนี้คุณต้องหาคำตอบเอาเอง เพราะความหมายของคำว่า คุ้มของแต่ละคนมันต่างกัน ผมแนะนำได้แค่ว่า ถ้ามีโอกาสทดลองฟังตัว Phoenix USB ตัวนี้กับ USB-DAC ของคุณเองน่าจะเป็นข้อมูลที่นำมาใช้ตัดสินใจได้ดีที่สุด..!!!

***************************
ราคา : 166,000 บาท / เครื่อง
***************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
Deco2000
โทร. 089-870-8987

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า