ผมมีโอกาสได้ทดลองฟังการใช้ Optical Network กับตัวสตรีมเมอร์ที่ใช้กับชุดเครื่องเสียง “ครั้งแรก” เมื่อ ปี 2025 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นการฟังที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านพบว่าเมืองนอกเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น ส่วนเมืองไทยก็เริ่มมีคนเล่นเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ครั้งแรกที่ได้ลองฟังผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง ซึ่งตามหลักการแล้ว เสียงควรจะดีขึ้นไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง แต่วันนั้นที่ได้ลองฟังผลมันตรงข้าม คือพอใช้ Optical Network กลายเป็นว่าเสียงมันออกมา “แห้ง” กว่าผ่านสาย Ethernet ที่ใช้ตัวนำทองแดง เพราะอะไร.? ตอบไม่ได้ เรื่องนี้ยังใหม่มาก และดูแล้วมีอีกหลายปัจจัยของระบบ Optical Network ที่น่าจะส่งผลกับเสียง ที่เห็นชัดๆ ก็คือตัวอุปกรณ์ที่เป็นฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Optical Network ยังคงเป็นมาตรฐาน IT ทั้งหมด ซึ่งก็มีความหลากหลายในแง่ยี่ห้อและรุ่นอีกเยอะ ระดับความแตกต่างทางด้านคุณภาพก็มีหลากหลาย ยังลองไม่หมด
ต่อมาผมมีโอกาสได้ทดลองฟังเสียงของการใช้ระบบ Optical Network เป็นครั้งที่สอง ซึ่งครั้งหลังนี้ถือว่าเป็นกิจจะลักษณะมากกว่าครั้งแรก เพราะทางบริษัท DECO2000 จัดเป็นกิจกรรมเวิร์คช็อปเกี่ยวกับระบบ music streaming โดยเฉพาะ ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้มีการทดลองให้ฟังเทียบระหว่างระบบเน็ทเวิร์ค Ethernet ที่นำส่งผ่านสายตัวนำทองแดง กับการนำส่งผ่านทางแสงด้วย ซึ่งการทดลองฟังครั้งหลังนี้ผมพบว่า ระบบ Optical Network ให้ผลต่อเสียงของซิสเต็มออกมาในทิศทางที่ “ดีกว่า” การนำส่งผ่านสาย Ethernet ที่ใช้ตัวนำทองแดง นั่นคือแรงกระตุ้นให้ผมอยากทดลองเซ็ตอัพระบบ Optical Network ขึ้นมาใช้เองในห้องฟังของผม (*คุณกฤตย์ แห่งสำนัก DECO2000 ได้หอบหิ้วอุปกรณ์มาทดลองให้ฟังที่ห้องอีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมาเชิงบวก)
อุปกรณ์ที่ต้องใช้
ปกติแล้ว สัญญาณโฮมเน็ทเวิร์คทุกวันนี้ก็เป็นระบบ Fiber to the Home (FTTH) อยู่แล้ว ซึ่งผู้ให้บริการอิเตอร์เน็ตส่งมาจากต้นทางด้วยสายอ๊อปติคที่ใช้ตัวนำแสง แล้วค่อยแปลงเป็นตัวนำทองแดง (สาย Ethernet) จากนั้นก็กระจายสัญญาณเน็ทเวิร์คผ่านออกมาทาง Router ในขณะที่ฝั่งผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ ส่วนใหญ่จะเลือกใช้สัญญาณเน็ทเวิร์คอยู่ 2 รูปแบบ คือ แบบไร้สายที่เรียกว่า Wi-Fi กับแบบใช้สายที่เรียกว่า Ethernet ผ่านสายแลนที่ใช้ตัวนำทองแดงเป็นหลัก ซึ่งในบทความนี้เราจะโฟกัสเฉพาะแบบใช้สายเท่านั้น
เนื่องจากสัญญาณเน็ทเวิร์คที่เราใช้กันแพร่หลายก่อนหน้านี้เป็นแบบที่ส่งสัญญาณจาก Router มาถึงอุปกรณ์ในชุดเครื่องเสียงผ่านทางสายแลน Ethernet ซึ่งไม่ว่าจะเป็น Ethernet CAT. ไหน ต่างก็ใช้ตัวนำทองแดงเป็นพาหะนำสัญญาณเน็ทเวิร์คทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อเราต้องการเปลี่ยนมาใช้สัญญาณเน็ทเวิร์คที่ส่งผ่านมาทาง “แสง” (Optical) สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ เปลี่ยน “พาหะ” ที่นำสัญญาณเน็ทเวิร์คมาที่ชุดเครื่องเสียงของเราจากวิ่งผ่านมาทางสาย Ethernet ที่ใช้ “ตัวนำทองแดง” (Copper) ให้มาเป็นวิ่งผ่านมาทางตัวนำที่อยู่ในสถานะของ “แสง” (Optical) ซึ่งอุปกรณ์ที่เราต้องใช้ในการแปลงสัญญาณเน็ทเวิร์คจาก Ethernet Network ให้ออกมาเป็น Optical Network มีทั้งหมด 3 ชิ้น ด้วยกัน

1. กล่องแปลง media converter
2. โมดูล SFP (Small Form-factor Pluggable)
3. สายอ๊อปติคัล
กล่องแปลง Media Converter

จริงๆ แล้วอุปกรณ์ประเภท media converter มีอยู่หลายยี่ห้อ หลายรูปแบบและหลายขนาด แต่ที่ผมซื้อมาใช้เป็น Gigabit SFP Media Converter ของยี่ห้อ Omada (เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท tp-link) รุ่น MC220L ลักษณะภายนอกเป็นกล่องโลหะทรงสี่เหลี่ยมเตี้ยๆ ขนาดประมาณฝ่ามือ

การทำงานของกล่อง media converter เป็นแบบแอ๊คทีฟที่ต้องมีไฟเลี้ยง ซึ่งตัว MC220L ใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิทชิ่งที่แยกออกมาภายนอก ที่ด้านข้างของตัวกล่องด้านหนึ่งจะมีช่องเสียบสำหรับไฟเลี้ยงตามภาพข้างบน

ในขณะที่ด้านข้างอีกด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จะมีขั้วต่อ RJ45 หนึ่งช่องที่เขียนกำกับไว้ว่า ‘Gigabit Ethernet‘ สำหรับใช้เชื่อมต่อกับสายแลน Ethernet ที่ส่งมาจาก Network Switch กับช่องเสียบโมดูล SFP อีกหนึ่งช่อง นอกนั้นก็มีไฟ LED สีเขียวอีก 3 ดวง มีไว้แสดงสถานะการเชื่อมต่อ เริ่มจากดวงบนสุด PWR = ซึ่งจะติดสว่างขึ้นเมื่อมีการเชื่อมต่อภาคจ่ายไฟ, FX Link/Act = จะติดสว่างขึ้นเมื่อมีการเชื่อมสัญญาณ Optical Network ผ่านโมดูล SFP และดวงล่างสุด TP Link/Act = จะสว่างขึ้นเมื่อมีการเชื่อมต่อ Ethernet Network ผ่านสายแลน

ผมซื้อกล่อง media converter นี้ผ่านทางออนไลน์ ซึ่งมีให้เลือกหลายแหล่ง ส่วนราคานั้นก็มีสวิงไปตามแหล่ง ใครที่แต้มสะสมส่วนลดอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ตามสะดวก ที่เอามาลงให้ดูพอเป็นแนวทางเท่านั้น ถ้ามีช่องทางซื้อได้ถูกกว่านี้ก็ลุยเลย.!!
โมดูล SFP (Small Form-factor Pluggable)
อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะมันทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณเน็ทเวิร์คที่อยู่ในรูปของ “ไฟฟ้า” (electrical) ที่วิ่งผ่านตัวนำทองแดง ให้ออกมาเป็นสัญญาณเน็ทเวิร์คที่วิ่งผ่าน “แสง” (optical) และกลับกัน คือแปลงจากสัญญาณแสงไปเป็นไฟฟ้าก็ได้

ลักษณะภายนอกเป็นแท่งโลหะที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด ยาวแค่ 5 เซ็นต์กว่าๆ กว้างแค่ เซ็นต์นิดๆ หนา ไม่ถึงเซ็นต์ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เสียบเข้ากับช่อง SFP slot ที่อยู่บนอุปกรณ์หลายๆ ชนิด อาทิเช่น บน Router, บน Network Switch หรือบนสตรีมเมอร์ ได้พอดี และในท้องตลาดก็มีให้เลือกอยู่หลายยี่ห้อ ตัวที่ผมเลือกซื้อมาใช้ (ตามคำแนะนำของคุณกฤตย์ แห่งสำนัก DECO2000) ก็เป็นของแบรนด์ Omada by tp-link เช่นเดียวกับกล่องแปลง media converter

ผมสั่งซื้อทางออนไลน์เหมือนกัน แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนจะซื้อมาใช้ นั่นคือเรื่องของ Single-mode vs. Multimode ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของ “ระยะทาง” ในการเชื่อมต่อ, ระบบ light source หรือแหล่งกำเนิดแสง และสุดท้ายคือ “ขนาด” ของสายไฟเบอร์ที่ใช้ร่วมกัน
Single-mode SFP (SMF) = ใช้ Laser diodes เป็นตัวสร้างแสง, ตัวสายมีหน้าตัดที่เล็ก, ให้ bandwidth กว้างมาก, สามารถเชื่อมต่อสัญญาณที่มีระยะทางไกลมากๆ เกิน 100 กิโลเมตรขึ้นไปได้และเหมาะใช้นอกอาคาร (outdoor)
Multimode SFP (MMF) = ใช้หลอด LED เป็นแหล่งกำเนิดแสง, ตัวสายมีหน้าตัดใหญ่กว่า, ให้ bandwidth แคบกว่าแบบซิงเกิ้ลโหมด เหมาะกับการเชื่อมต่อระยะสั้นๆ ไม่เกิน 550 เมตรลงมา เหมาะกับการใช้ภายในอาคาร (indoor)
มีข้อมูลจากหลายแหล่งระบุไว้ว่า ในการนำมาใช้กับระบบสตรีมมิ่งในชุดเครื่องเสียง สามารถใช้ได้ทั้งแบบ Single-mode และแบบ Multimode ซึ่งระบบที่ผมใช้ตอนนี้เป็นแบบ Multimode ยังไม่เคยลองแบบ Single-mode อนาคตจะหามาทดลองเปรียบเทียบกัน แต่ที่สำคัญก็คือ ถ้าเลือกกล่องและโมดูล SFP เป็นแบบไหน คุณก็ต้องใช้สายไฟเบอร์แบบเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเลือกกล่องและโมดูล SFP แบบซิงเกิ้ล โหมด คุณก็ต้องใช้สายไฟเบอร์แบบ Single-mode ด้วย ต่างโหมดกันไม่ได้..
สายไฟเบอร์ อ๊อปติค (Fiber Optic Cable)

เป็นสายที่นำสัญญาณด้วยแสง โดยใช้ท่อขนาดเล็กจิ๋วที่ทำมาจากพลาสติก หรือใยแก้ว ในการนำส่งสัญญาณ มีอยู่ 2 แบบ คือแบบ Single-mode กับแบบ Multimode ตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งคุณต้องซื้อแบบที่ตรงกับการทำงานของกล่องแปลงสัญญาณ (media converter) ด้วย ในตลาดมีให้เลือกหลายยี่ห้อ หลายราคา ส่วนความเกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียงยังต้องใช้เวลาทดลองกันต่อไป
สายไฟเบอร์ อ๊อปติคมีมาตรฐานเหมือนกัน ถ้าเป็นสายแบบ Single-mode จะมีมาตรฐานอยู่ 2 ระดับคือ OS1 กับ OS2 ส่วนสายแบบ Multimode มีมาตรฐานอยู่ 5 ระดับ คือตั้งแต่ OM1 ถึง OM5 ซึ่งการแบ่งแยกแต่ละระดับของมาตรฐานจะดูที่ปัจจัยสอง–สามอย่าง นั่นคือ ความสามารถในการรักษาคุณภาพของสัญญาณที่นำส่ง, ความสามารถในการส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูง และความยืดหยุ่นในการติดตั้ง ซึ่งตัวเลขที่สูงขึ้นแสดงถึงมาตรฐานที่สูงกว่า

ครั้งแรกของการทดลองนี้ ผมเลือกใช้สายไฟเบอร์ อ๊อปติคของแบรนด์ Hoolnx เป็นสายมาตรฐาน OM4 LC ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก “เกินพอ” สำหรับการส่งผ่านสัญญาณเสียงที่วงการเครื่องเสียงใช้กันอยู่ ความยาวผมเลือกแค่ 2 เมตร (จริงๆ แล้วสามารถใช้ได้ยาวมากเกิน 100 เมตรขึ้นไป) ผมสั่งซื้อจากแหล่งจำหน่ายในประเทศจีน ราคาถูกแต่รอของนานหลายวัน..
วิธีเชื่อมต่อระบบ Optical Network เพื่อใช้งานกับชุดเครื่องเสียง
การนำ Optical Network มาใช้ในชุดเครื่องเสียง ทำได้หลายรูปแบบ แต่จุดประสงค์หลักก็คือนำ Optical Network เข้าไปคั่นระหว่างอุปกรณ์เน็ทเวิร์ค 2 ตัวที่เชื่อมต่อกันอยู่ในวงเน็ทเวิร์คเดียวกัน ความแตกต่างสำหรับการเชื่อมต่อแบบต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่า อุปกรณ์เน็ทเวิร์คตัวนั้นๆ มีช่องรองรับโมดูล SFP หรือเปล่า.? และในซิสเต็มนั้นมีการใช้ Network Switch หรือไม่.? แต่ถ้าเริ่มต้นใช้ Optical Network จุดแรก แนะนำให้ใช้คั่นระหว่าง Router กับตัว Streamer (กรณีที่ไม่มี Network Switch) หรือระหว่าง Network Switch กับตัว Streamer (กรณีที่มี Network Switch)

จากภาพด้านบน ฝั่ง A นั้นเป็นการเชื่อมต่อ Optical Network ในซิสเต็มที่ตัวสตรีมเมอร์มีช่องเสียบโมดูล SFP มาให้ โดยแยกเป็น 2 กรณี กรณีแรกคือตัว Network Switch ไม่มีช่องเสียบโมดูล SFP (ทางซ้าย) มาให้ จึงต้องหา “กล่อง media converter + โมดูล SFP + สายไฟเบอร์ อ๊อปติค” มาเสริม ส่วนอีกกรณีทางขวามือคือตัว Network Switch มีช่องเสียบ SFP มาให้ กรณีนี้ก็แค่หาสายไฟเบอร์ อ๊อปติคมาเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างช่อง SFP ของตัว Network Switch ไปที่ช่อง SFP ของตัวสตรีมเมอร์เท่านั้นเอง
ส่วนชาร์ตทางซีกขวานั้น เป็นการนำเอา Optical Network เข้ามาใช้ในซิสเต็มที่ไม่มีอุปกรณ์ตัวไหนมีช่องเสียบโมดูล SFP มาให้แม้แต่ตัวเดียว ในกรณีนี้ คุณต้องมีกล่อง media converter x2 (สองกล่อง) + โมดูล SFP x2 (สองตัว) + สายไฟเบอร์ อ๊อปติค หนึ่งเส้น จากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อระบบตามชาร์ตฝั่ง B (ภาพข้างบน)
ทดลองฟังเสียง

โชคดีที่ผมได้รับสตรีมเมอร์ของ LINN รุ่น Klimax DSM (REVIEW) มาทำรีวิว และเพิ่งจะโพสต์รีวิวออกไป เนื่องจากสตรีมเมอร์ Klimax DSM ของ LINN ตัวนี้เขามีช่องเสียบโมดูล SFP มาให้ ผมจึงมีโอกาสได้ทำการทดลองฟังเสียงของ Klimax DSM ที่ใช้อ๊อปติคัล เน็ทเวิร์คด้วย วิธีการต่อเชื่อมระบบที่ใช้ทดสอบเป็นไปตามชาร์ตข้างบน

หลังจากทดลองฟังเสียงของ Klimax DSM ผ่านทาง Optical Network เทียบกับผ่านทาง Ethernet (ใช้สายแลน) แล้ว ผมก็ปรับเปลี่ยนเอาตัว Klimax DSM ออกไปแล้วยกสตรีมเมอร์ Wattson Audio ‘Madison’ (REVIEW) เข้าไปเสียบเทน โดยคงเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกรุ่น Klimax Solo 500 ของ LINN กับลำโพง KEF ‘Reference 3 Meta’ (REVIEW) ไว้เหมือนเดิม (*ใช้วอลลุ่มในตัว Madison ในการควบคุมความดัง)
ผลการทดลองฟัง
ข้อมูลจากทุกแหล่งต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ระบบ Optical Network ที่ใช้แสงเป็นพาหะนำสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ Ethernet Network ที่ใช้สายตัวนำทองแดง ไม่ว่าจะแง่ของ bandwidth ที่กว้างกว่า มีผลให้ jitter ต่ำกว่า, noise ก็ต่ำกว่าเพราะแสงไม่มีปฏิกิริยากับการเหนี่ยวนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) และ “อัตราสูญเสีย” สัญญาณก็ต่ำกว่า เพราะ Optical Network สามารถลากสายได้ยาวโดยที่สัญญาณตกน้อยมาก ปัญหาที่เหลือก็แค่ว่า เมื่อนำมาใช้กับการนำส่ง “สัญญาณเสียง” ที่ใช้กับชุดเครื่องเสียง จะส่งผลกับ “ลักษณะเสียง” (tone) และ “คุณภาพเสียง” (quality) ในแง่ไหนเท่านั้นเอง

ข้อแรกที่ผมทดลองฟังแล้วพบว่ามันจริงอย่างที่เขาว่ากัน นั่นคือ “ความโปร่งสะอาด” ของพื้นเสียงหลังจากใช้ Optical Network มันดีขึ้นมาก.! รู้สึกชัดเลยว่าได้ยิน “รายละเอียด” เล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น รับรู้ถึงอาการ “เปิดกว้าง” ของเวทีเสียงได้อย่างชัดเจน ซึ่งขยายออกไปทั้งทางด้านกว้างและลึก คือเมื่อเทียบกับใช้สาย LAN แล้ว ตำแหน่งของชิ้นดนตรีอาจจะไม่ต่างกันมาก แต่พอเปลี่ยนมาใช้ Optical Network ทำให้รู้สึกว่าขอบเขตด้านข้างของเวทีเสียงทั้งสองข้างมันเปิดโล่งออกไปมากกว่าเดิม ฉีกเลยขอบของลำโพงออกไปไกล รวมถึงมิติด้านลึกที่เลยความลึกของผนังด้านหลังออกไปเยอะ เมื่อฟังเพลงคลาสสิกจะรับรู้ได้ชัดกว่าเพลงทั่วไป..

ได้ยินความสะอาดของพื้นเสียงที่ส่งผลกับแอมเบี้ยนต์ลักษณะนี้แล้ว มันทำให้ผมนึกถึงผลของเสียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ตัวกรองไฟของ Pulito ซึ่งใช้วิธี “แยก” กระแสไฟจากต้นทางกับปลายทางออกจากกันด้วยขดลวดปฐมภูมิและทุติยภูมิที่อยู่ในหม้อแปลง คือแทนที่กระแสไฟจะเดินทางจากต้นทางไปปลายทางผ่านสายทองแดงตรงๆ ไปตามปกติ เมื่อมาเจอหม้อแปลงขวางทางอยู่ กระแสไฟต้องถูกเหนี่ยวนำให้ “กระโดดข้าม” ช่องว่างระหว่างขดลวดปฐมภูมิกับทุติยภูมิ ทำให้ noise ที่เกาะติดมากับกระแสไฟถูกสลัดทิ้งไป ไม่ได้ข้ามไปด้วย ส่งผลให้กระแสไฟที่ผ่านหม้อแปลงไอโซเลตไปถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงเป็นไฟที่สะอาด ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึง “คุณภาพเสียง” ที่นวลเนียน

สัญญาณเน็ทเวิร์คที่นำพาสัญญาณเสียงก็ครือกัน เมื่อตัวสัญญาณเน็ทเวิร์คเองปราศจาก noise รบกวน ก็ไม่มีมลพิษใดๆ ไปรบกวนสัญญาณเสียงที่เดินทางไปกับสัญญาณเน็ทเวิร์คนั้น เมื่อภาค DAC ได้รับสัญญาณดิจิตัลที่สมบูรณ์ ไม่มีความเสียหายจาก noise รบกวน เข้ามาทางอินพุต กระบวนการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกก็จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อเปลี่ยนมาใช้ Optical Network แล้ว สาย LAN (Ethernet) ที่ส่งสัญญาณเข้ามาที่กล่อง media converter ยังจะมีผลกับเสียงอีกมั้ย.?
ผมทดลองเปลี่ยนสายแลน Ethernet ดูแล้ว ทั้งช่วงที่เข้ากล่อง media converter (กรณีที่ตัวสตรีมเมอร์มีช่องเสียบโมดูล SFP) และช่วงที่ออกจากกล่อง media converter (กรณีที่ใช้กล่อง media converter สองกล่องกับสตรีมเมอร์ที่ไม่มีช่องรับโมดูล SFP) พบว่า สายแลน Ethernet ก็ยังมีผลกับเสียงอยู่ โดยเฉพาะในแง่ของโทนเสียง (โทนัลบาลานซ์) แม้ว่าคุณจะได้ทำการแม็ทชิ่งสายแลน Ethernet เข้ากับซิสเต็มจนได้เสียงที่พอใจแล้ว แต่เมื่อเอาระบบ Optical Network (กล่อง media converter + โมดูล SFP + สายไฟเบอร์ อ๊อปติค) เข้าไปเพิ่มในระบบมันก็มีผลทำให้เสียงโดยรวมมีคุณภาพสูงขึ้น และคุณจะยิ่งเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนมากขึ้นถ้าสตรีมเมอร์ตัวนั้นมีช่องรับโมดูล SFP มาให้.!
ถ้าในซิสเต็มของคุณมีใช้งานมิวสิค สตรีมมิ่งอยู่แล้ว แนะนำให้ทดลองเพิ่มระบบ Optical Network เข้าไปในซิสเต็มของคุณ ไม่ว่าสตรีมเมอร์ที่คุณใช้อยู่จะมีหรือไม่มีช่องรับโมดูล SFP เพราะผมทดลองแล้วพบว่า ระบบ Optical Network ช่วยให้เสียงของชุดสตรีมมิ่งดีขึ้นจริง.!!!
*********************
รายชื่อ (แค่บางส่วน) ของอุปกรณ์ที่ใช้กับมิวสิค สตรีมมิ่งที่มีช่องรับโมดูล SFP
———-
สตรีมเมอร์ & สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต:
Matrix Audio : MS-1 Pre
HiFi ROSE : RS130 / Streming Transport
Lumin : P1 / Mini Streamer DAC Preamp
Esoteric : Grandioso N1T / Network Audio Transport
Eversolo : T8 / Streaming Transport
TEAC : NT-507T / Network Audio Player (Streamer)
Soulnote : Z3 / Network Transport
————
เน็ทเวิร์ค สวิทช์ :
Gustard : N18 Network Switch
Unio Poki : Network Switch
Nordost : QNET 7 / Network Switch



