คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิด คือคิดว่า สายลำโพงที่ตอบสนองความถี่ตลอดย่านในลักษณะที่ราบเรียบ (flat frequency response) เท่าเทียมเสมอกันตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปจนถึงแหลม เป็นสายลำโพงที่ดี แต่จริงๆ แล้วผิดถนัด เพราะประโยชน์ของสายสัญญาณและสายลำโพงรวมถึงสายเชื่อมต่อประเภทอื่นๆ ก็คือ เอาไว้ใช้ “ปรับจูน” โทนเสียงของซิสเต็มเป็นหลัก นั่นก็หมายความว่า สายลำโพงและสายเชื่อมต่อต่างๆ จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อซิสเต็มให้การตอบสนองความถี่เสียงออกมาในลักษณะที่ไม่ราบเรียบ ทำให้โทนัลบาลานซ์ไม่สมดุล เราจึงต้องการสายลำโพงและสายต่อเชื่อมต่างๆ ที่มีโทนเสียง “ไม่ราบเรียบ” เข้ามาชดเชยให้ได้โทนเสียงโดยรวม (ของซิสเต็ม + สายเชื่อมต่อต่างๆ) ออกมาราบเรียบนั่นเอง
แสดงว่า “สายลำโพง” และสายเชื่อมต่ออื่นๆ ทุกเส้นต่างก็มี “บุคลิกเสียง” หรือ “โทนเสียง” ของมันเอง.?
ถูกต้องแล้ว.. เพราะสายลำโพง และสายสัญญาณอะนาลอก เป็นอุปกรณ์ประเภท passive เมื่อมันเข้าไปขวางทางเดินของสัญญาณเสียง ปฏิกิริยาของสายลำโพงและสายสัญญาณอะนาลอก จึงไม่ต่างอะไรกับวงจรฟิลเตอร์ที่มี curve response อยู่ในตัว ดังนั้น ประโยชน์หลักๆ ของสายลำโพงรวมถึงสายเชื่อมต่อประเภทอื่นๆ ก็คือ เอาไว้ใช้ “ปรับจูน” โทนเสียงของซิสเต็ม โดยเข้าไป “เปลี่ยนแปลง” โทนเสียงของซิสเต็มให้ออกมา “ถูกใจ” ของเจ้าของซิสเต็มนั่นเอง ซึ่งสายลำโพง “แบรนด์เดียวกัน” จะมีโทนเสียงไปทางเดียวกัน จะส่งผลโดยตรงต่อ “โทนเสียง” (หรือบุคลิกเสียง, หรือสไตล์เสียง แล้วแต่จะเรียก) โดยรวมของซิสเต็มไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนผลต่อ “คุณภาพเสียง” ของซิสเต็ม จะแตกต่างกันไปตาม “ระดับรุ่น” ของสายลำโพงยี่ห้อนั้นๆ
Kimber Kable ผลงานของ Ray Kimber
หนึ่งในตำนานสายเชื่อมต่อสัญญาณของวงการเครื่องเสียง.!!!

โฉมหน้าของ คุณเรย์ คิมเบอร์
รู้มั้ยว่า.. เมื่อ ปี 1979 ตอนที่ Ray Kimber ก่อตั้งแบรนด์ Kimber Kable นั้น เขาไม่ได้อยู่ในวงการเครื่องเสียงหรอกนะ จริงๆ แล้วเขาทำงานอยู่ในไลน์ของ Sound & Lighting ที่ดูแลระบบเสียงและแสงให้กับงานคอนเสิร์ต สาเหตุที่ทำให้เขาเข้ามาเป็นผู้ผลิตสายออดิโอ เคเบิ้ลให้บริการกับนักเล่นเครื่องเสียงก็เพราะว่าระหว่างดูแลระบบเสียงและแสงให้กับงานคอนเสิร์ต เขาสังเกตว่า สายไฟของระบบไล้ท์ติ้งซึ่งเป็นสายไฟแรงสูงจะส่งสัญญาณรบกวน (noise) เข้าไปในระบบเสียง จนไปแสดงเป็นเสียงรบกวนออกไปที่ลำโพงที่อยู่ใกล้ๆ
จากข้อสังเกตนั้น เขาก็เริ่มทดลองออกแบบสายลำโพงที่ใช้ตัวนำเส้นฝอยเล็กๆ มาถักสานในรูปแบบที่เขาคิดขึ้นมา ปรากฏว่าสายลำโพงของเขามีประสิทธิภาพในการขจัดเสียงรบกวนที่มาจากคลื่นวิทยุ (RF) ในอากาศออกไปได้ มีผลให้เสียงที่ออกมาจากลำโพงมีคุณภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน
4PR คือรุ่นบุกเบิก..!!!

เทคนิคเฉพาะตัวของสาย Kimber Kable ก็คือ “การถักไขว้” โดยเอาเส้นตัวนำทองแดงที่มีขนาดต่างๆ กันและมีฉนวนหุ้มแยกเป็นเส้นๆ มาถักไขว้พันสอดกันไป–มาเหมือนถักผมเปีย ไล่ไปเรื่อยๆ จนได้ออกมาเป็นสายลำโพงที่มีแพลทเทิ้นเหมือนกันไปตลอดทั้งเส้น ซึ่งความแตกต่างในแต่ละรุ่น หลักๆ จะอยู่ที่ “จำนวนเส้นตัวนำ” ที่ใช้ อย่างรุ่นแรกสุดที่เขาทำออกมาเมื่อ ปี 1979 ชื่อรุ่นว่า 4PR โดยที่เลข 4 แสดงถึง “จำนวน” ของเส้นตัวนำที่ใช้ใน ซีกบวก 4 เส้น (ฉนวนสีแดง) และใช้ใน ซีกลบ 4 เส้น (ฉนวนสีดำ) ส่วนตัวอักษร PR นั้นแยกออกเป็นสองความหมาย คือ P มาจากวัสดุที่เขาเลือกใช้เป็นฉนวน ซึ่งก็คือ Polyethylene ในขณะที่อักษรตัว R มาจากชื่อหน้าของเขาคือ Ray Kimber

เดิมทีนั้น สายลำโพงรุ่น PR4 ที่ออกมาตอนแรกใน ปี 1979 จะใช้เปลือกหุ้มเป็นฉนวนโพลีแอทไทลีนสีน้ำตาล (บวก) กับสีดำ (ลบ) แต่ภายหลังได้ถูกเปลี่ยนมาเป็น สีแดง (บวก) กับ สีดำ (ลบ) เมื่อเขาทำออกมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่ใช้ตัวนำหลายขนาดเข้ามาผสมกับเทคนิคการถักไขว้แบบทวนเข็มนาฬิกาซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่เรย์ คิมเบอร์คิดค้นขึ้นมา (เทคนิคนี้มีชื่อเรียกว่า counter-opposed helix)
Cabon Series
กับการปฏิวัติเพื่อคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น..!!!
สายสัญญาณและสายลำโพงซีรี่ย์ Carbon ถูกวางตัวไว้ในตำแหน่งที่แทรกอยู่ระหว่างซีรี่ย์ที่สูงกว่า 2 ซีรี่ย์ คือ Select กับ Naked กับอีก 3 ซีรี่ย์ ที่รองลงมา คือ Summit, Ascent และ Base จึงถือว่าซีรี่ย์ Carbon อยู่ในระดับกลางๆ ของแบรนด์ ซึ่งแม้ว่าซีรี่ย์ Carbon ตัวนี้จะยังคงยึดถือแนวทางการออกแบบโครงสร้างที่เอาตัวนำแกนเดี่ยวหุ้มฉนวนจำนวนหลายเส้นมาถักทอด้วยสูตร counter-opposed helix สูตรเดียวกับที่พวกเขาใช้ในการออกแบบสายซีรี่ย์อื่น แต่ในซีรี่ย์ Carbon ได้มี “สิ่งใหม่ๆ” เพิ่มเติมเข้ามาบางอย่างเมื่อเทียบกับซีรี่ย์รองๆ ลงไป
สายลำโพง Kimber Kable ‘Carbon 18XL’


ผมเคยทดสอบสายสัญญาณกับสายลำโพงรุ่น Carbon 8 ของ Kimber Kable ไปแล้ว (REVIEW) เมื่อปลาย ปี 2020 ส่วนสายลำโพงในซีรี่ย์นี้มีอยู่ทั้งหมด 3 รุ่น คือ Carbon 8, Carbon 16 และรุ่น Carbon 18XL ตัวนี้ ซึ่งเป็นสายลำโพงรุ่นใหญ่สุดในซีรี่ย์นี้ ตัวสายลำโพงรุ่นนี้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าสายสัญญาณมาก คือตัวเลข 18 ที่เป็นชื่อรุ่นนั้นบอกให้รู้ถึง “จำนวนเส้นตัวนำ” ที่ใช้ทั้งหมด 18 เส้น ประกอบด้วยตัวนำทองแดงขนาดเล็ก 19.5 AWG จำนวน 16 เส้น บวกกับตัวนำทองแดงที่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิดคือ 14.5 AWG อีก 2 เส้น ตีเกลียวซ้อนกันมาโดยชุดใหญ่ 16 เส้น อยู่ด้านนอก ห้อมล้อมเส้นใหญ่อีก 2 เส้น อยู่ด้านในโดยมีฉนวนเทฟล่อนและคาร์บอน โพลีเมอร์หุ้มห่อเอาไว้


เส้นตัวนำทั้ง 18 เส้น ที่ถักไขว้กันมาตลอดทั้งความยาว 2.5 เมตร ของสายลำโพง Carbon 18XL แต่ละข้างนั้น ถูกหุ้มห่อด้วยฉนวนอีกชั้น ทำให้สายลำโพงเส้นนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 2 ซ.ม. และตรงก่อนจะถึงส่วนปลายของทั้งสองด้านจะมีกระเปาะสีเงินๆ ยาวประมาณ 8.5 ซ.ม. รัดตรึงไว้หนึ่งชิ้น ถัดจากกระเปาะนั้น เส้นตัวนำทั้งหมดจะถูกแยกออกเป็นสองเส้นยืดยาวออกมาจากกระเปาะข้างละ 20 ซ.ม. โดยมีขั้วต่อแบบหางปลาคุณภาพสูงของ WBT เบอร์ 0681 ติดตั้งไว้ที่ส่วนปลายสายทั้งสองด้าน สำหรับใช้เชื่อมต่อกับขั้วต่อสายลำโพง + และ – ที่ตัวแอมป์และตัวลำโพง
ตัวสายลำโพงมีความอ่อนตัว ไม่แข็งขืน แต่ก็มีน้ำหนักมากพอสมควร..
ทดสอบฟังเสียง

ดูเหมือนว่าทางผู้ผลิตตั้งใจที่จะเน้นให้ใช้สายลำโพงรุ่น Carbon 18XL กับลำโพงขนาดใหญ่ เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะพวกเขาจูนสายลำโพงรุ่นนี้ให้สามารถส่งผ่านทั้ง “ความถี่” ที่กว้างมากๆ และส่งผ่าน “ไดนามิก” ที่สวิงได้กว้างมากๆ ออกมาพร้อมกัน ซึ่งเขาคงเกรงว่า ถ้านำ Carbon 18XL ไปใช้กับลำโพงขนาดเล็ก ลำโพงอาจจะรับมือไม่ไหวก็ได้

จังหวะดีที่ตอนได้รับสายสัญญาณ+สายลำโพงของ Kimber Kable ชุดนี้เข้ามาทดสอบ ผมมีแอมป์+ลำโพง “ชุดใหญ่” ทดสอบอยู่ในห้อง จึงได้มีโอกาสจัดชุดที่เหมาะสมในการทดสอบสายสัญญาณ+สายลำโพงของ Kimber Kable คู่นี้ไปด้วย โดยที่ต้นทางประกอบด้วยสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Innuos รุ่น STREAM1 (REVIEW) + สตรีมเมอร์/DAC ของ Wattson Audio รุ่น Madison (REVIEW) สลับกับสตรีมเมอร์/DAC ของ LINN รุ่น Klimax DSM (REVIEW) ส่วนแอมป์ผมใช้เพาเวอร์แอมป์ของ LINN รุ่น Klimax Solo 500 (รีวิว coming soon!) รับสัญญาณตรงจากสตรีมเมอร์/DAC โดยอาศัยวอลลุ่มที่สตรีมเมอร์ในการควบคุมความดัง ขับลำโพงตั้งพื้นรุ่น Reference 3 Meta ของ KEF
เสียงของสายลำโพง Carbon 18XL
ผมเซ็ตอัพเพาเวอร์แอมป์ไว้ใกล้กับลำโพง ในขณะที่เครื่องเล่นสตรีมเมอร์ตั้งอยู่ด้านข้างของตำแหน่งนั่งฟัง ผมจึงใช้สายสัญญาณที่มีความยาว 6 เมตร ลากยาวจากด้านข้างไปที่เพาเวอร์แอมป์ ซึ่งในห้องฟังของผมมีสายสัญญาณที่ติดขั้วต่อบาลานซ์ XLR ยาว 6 เมตร อยู่ทั้งหมด 3 คู่ เป็นของแบรนด์ Purist Audio Design รุ่น Aqueous, ของแบรนด์ Life Audio รุ่น Gold MK II และของแบรนด์ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 (REVIEW)
ผมมีประสบการณ์เคยใช้ทั้งสายสัญญาณและสายลำโพงของแบรนด์ Kimber Kable มาแล้วหลายรุ่น โดยเริ่มมาตั้งแต่รุ่นเล็กๆ อย่างเช่นสายสัญญาณรุ่น PBJ, รุ่น Timbre, สายลำโพงรุ่น 4TC, 8TC มาจนถึงปัจจุบันก็ยังใช้รุ่น 12TC เป็นสายลำโพงอ้างอิงในการทดสอบอยู่บ่อยๆ ทำให้คุ้นเคยกับบุคลิกเสียงของสายแบรนด์นี้เป็นพิเศษ ซึ่งถ้าจะให้อธิบายโทนเสียงของสายสัญญาณและสายลำโพงของแบรนด์นี้ก็พอจะสรุปได้ว่า โทนเสียงของคิมเบอร์ฯ จะเอนเอียงไปในแนวโปร่งใส เปิดกระจ่าง พื้นเสียงจะใส ทำให้ “ช่องไฟ” ระหว่างชิ้นดนตรีฉีกห่างออกจากกัน สามารถ “แยกแยะ” รายละเอียดของแต่ละเสียงออกจากกันได้ง่าย ถ้าเป็นรุ่นที่เล็กลงไป ความโปร่งใสก็จะยิ่งเด่นชัด แต่ก็จะมาพร้อมกับตัวเสียงที่กระทัดรัด เนื้อมวลจะติดเรียวบาง ถูกใจคนที่ชอบเสียงโดยรวมออกไปทางโปร่งๆ ใสๆ แต่กับคนที่ชอบเนื้อมวลหนาๆ อิ่มๆ เบสแน่นๆ จะรู้สึกขัดใจ
จากประสบการณ์ที่เคยใช้สายลำโพงของแบรนด์นี้มาตั้งแต่รุ่น 4TC, 8TC มาจนถึงรุ่น 12TC ซึ่งทางผู้ผลิต “เล่นง่าย” ด้วยการเบิ้ลจำนวนเส้นตัวนำเข้าไปเรื่อยๆ จาก 4 เส้น เป็น 8 เส้น และ 12 เส้น ผลที่เปลี่ยนไปในแต่ละรุ่นก็คือ “มวลเสียง” ที่มีความอิ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ “ความโปร่งใส” ของพื้นเสียงก็จะผกผันไปตาม “กำลังขับ” ของแอมป์ คือถ้าคุณใช้ “แอมป์กำลังน้อย + ลำโพงความไวสูง” จะไม่เหมาะกับสายลำโพงรุ่นใหญ่ๆ ของแบรนด์นี้ เพราะจะทำให้ได้เนื้อเสียงที่อิ่มหนาก็จริง แต่ถ้ากำลังขับของแอมป์น้อยไป+ขนาดลำโพงไม่ใหญ่พอ เวทีเสียงจะหุบ ไม่เปิดโปร่งออกไป ทำให้ได้ความหนาของมวลชิ้นดนตรี แต่ต้องแลกกับความโปร่งโล่งของเวทีเสียงที่แย่ลง นี่คือเหตุผลที่ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้สายลำโพงที่เหมาะสมกับขนาดของลำโพง เพราะสายลำโพงรุ่นที่ใหญ่ขึ้นจะปล่อยผ่านกระแสได้มากขึ้น
ผมทดลองใช้สายลำโพง Carbon 18XL กับลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ ของผมโดยยก Classic 8 เข้าไปฟังเทียบกับ KEF ‘Reference 3 Meta’ ในขณะที่แอมป์และต้นทางเป็นชุดเดียวกัน (ตามที่ให้รายละเอียดไว้ข้างบน)
ผลปรากฏว่า ตอนใช้สายลำโพง Carbon 18XL ขับลำโพง Classic 8 เสียงโดยรวมออกมาหนาและเข้มมาก ความถี่ในย่านลางลงไปทุ้มมีมวลอิ่มและมีลักษณะพุ่งดันนิดๆ เมื่อเปิดดังๆ ซึ่งภาษานักเล่นรุ่นเก๋าเขาว่ามัน “ล้น” นั่นเอง (เพาเวอร์แอมป์ข้างละ 250W ที่ 8 โอห์ม / 500W ที่ 4 โอห์ม) ฟังแล้วสะใจที่ความหนาอิ่มของเสียง แต่ขัดใจว่ามันไม่โปร่งและไม่กังวานอย่างที่ต้องการ โดยรวมจะติด dark นิดๆ พอลองเปลี่ยนมาเป็นสายลำโพงรุ่น 12TC พบว่าอาการล้นๆ ลดลง แต่ความเนียนสะอาดของเนื้อเสียง กับความเปิดโล่งของเวทีเสียงสู้ Carbon 18XL ไม่ได้เลย ฟังนานๆ แล้วรู้สึกเลยว่าต่างกันเยอะ
ตอนที่เสียงของ Carbon 18XL ออกมาดีที่สุด ก็คือตอนที่มันเข้าไปอยู่ในซิสเต็มที่ประกอบด้วย แหล่งต้นทางคือ LINN ‘Klimax DSM’ + เพาเวอร์แอมป์ LINN ‘Klimax Solo 500’ + ลำโพง KEF ‘Reference 3 Meta’ โดยใช้คู่กับสายสัญญาณ Nordost ‘Blue Heaven Leif3’ ซึ่งเป็นเซ็ตอัพที่ทำให้เสียงออกมาสมดุลดีมาก ความอิ่มข้นของมวลเสียงอยู่ในเกณฑ์กำลังดี เพราะเวลทีเสียงมันเปิดโปร่งและแผ่กว้างออกไปเลยขอบเขตของห้อง (เพราะกำลังของแอมป์มากพอสำหรับขับลำโพง) พอเวทีเสียงถูกดันขยายให้เปิดกว้างและแผ่โล่งออกไปมากขึ้น จึงมีพื้นที่อากาศมากพอให้ชิ้นดนตรีที่มีมวลเนื้ออิ่มๆ จัดวางรูปวงสวยๆ ได้ และยังมีพื้นที่ให้ฮาร์มอนิกของแต่ละชิ้นดนตรีสามารถคลี่คลายออกมาได้ครบทุกอ็อกเตรปด้วย

อัลบั้ม : On Every Street (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Dire Straits
สังกัด : Vertigo
เมื่อเข้าไปอยู่ในซิสเต็มที่ใหญ่พอ Carbon 18XL มันให้เวทีเสียงที่กว้างใหญ่มาก.! กับเพลงที่บันทึกและมิกซ์มาแบบเจตนาโชว์ความเวิ้งว้างอย่างเช่นเพลง You And Your Friend ของ Dire Straits ฟังแล้วเหมือนหลุดออกไปลอยเท้งเต้งอยู่ในอวกาศ.! ฮาร์มอนิกของเสียงออร์แกน, กีต้าร์ และเบส ที่แผ่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยกันหนุนอุ้มบรรยากาศของเพลงให้ลอยตัวอยู่เหนือกาลเวลา ให้อารมณ์ที่อ้อยอิ่ง ทอดหุ่ย เสียงร้องของมาร์ค นอฟเลอร์หม่นครึ้มอยู่ท่ามกลางมวลบรรยากาศที่อบอวล เป็นโมเม้นต์ที่ซิสเต็มสร้างขึ้นมาโดยมีสายลำโพง Carbon 18XL เส้นนี้คอยช่วยแบ็คอัพอยู่ด้วย
Carbon 18XL คู่นี้ให้บอดี้ของเสียงทุ้มในเพลงนี้ออกมาแน่นและทิ้งน้ำหนัก แม้ว่าจะดังแค่แผ่วๆ แต่ก็รับรู้ได้ถึงมวลที่ทิ้งตัวลงพื้น และแผ่มวลคลื่นความถี่ต่ำให้ไหลเรี่ยลงไปถึงพื้นห้อง ช่วยเสริมความรู้สึก “นุ่มนวล ชวนฝัน” ให้กับเพลงนี้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เสียงโซโล่สไลด์กีต้าร์เสียดตัวลอยขึ้นด้านบน โดยมีเสียงออร์แกนแผ่เข้ามารับได้อย่างลงตัว พอดิบพอดี..

อัลบั้ม : Desperado (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Eagles
สังกัด : Asylum
ทุกครั้งที่เห็นชื่อแบรนด์ Kimber Kable ผมมักจะนึกถึง “ความโปร่งใส” ก่อนเลย ซึ่งถ้าเป็นรุ่น 4TC หรือ 8TC มักจะมาพร้อมกับเสียงกลางสูงขึ้นไปถึงเสียงแหลม (mid-to-high) ที่มีลักษณะสว่างสดใส บางคนจะติเสียงแหลมของมัน โดยหาว่าสว่างไป (too bright) แต่ถ้าซิสเต็มของใครที่รู้สึกว่าเสียงกลางขึ้นไปทางแหลมมีลักษณะที่อับทึบ ไม่มีประกาย หางเสียงไม่เปิดกระจ่างและไม่ทอดปลายเสียงไปไกล ถ้าเอาสายลำโพงของ Kimber Kable รุ่น 4TC หรือ 8TC เข้าไปแม็ทฯ มันจะช่วยชดเชยให้เสียงกลางขึ้นไปสูงของซิสเต็มคุณมีสมดุลที่ดีขึ้น สดใสขึ้น ผมสงสัยว่า สายลำโพงรุ่น Carbon 18XL ตัวนี้จะยังคงมีบุคลิกของโทนเสียงออกไปทางเดียวกับ 4TC และ 8TC หรือเปล่า.?
เพลง Doolin-Dalton แทรคแรกในอัลบั้มชุด Desperado ของ Eagles เปิดฉากขึ้นมาด้วยเสียงตีคอร์ดด้วยกีต้าร์โปร่งของ Glenn Frey ใกล้ๆ ลำโพงซ้าย โดยมีเสียงเม้าส์ออร์แกนอยู่ทางขวา เสียงกีต้าร์ของ Glenn Frey ถูกบันทึกเก็บรายละเอียดมาได้ดีมาก ซึ่งสายลำโพง Carbon 18XL คู่นี้ถ่ายทอดเส้นเสียงของทั้งหกสายออกมาชัดใส ลอยเด่นอยู่บนพื้นเสียงที่ดำสนิท (noise ต่ำมาก.!) น่าสังเกตว่า ถ้าเป็นสายลำโพงรุ่นเล็กๆ ของแบรนด์นี้ เสียงกีต้าร์โปร่งในแทรคนี้จะออกมาใสบางและติดสว่างมากกว่านี้เยอะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะเส้นตัวนำของ Carbon 18XL ถูกตรึงแน่นด้วย carbon polymer หรือเปล่า.? เสียงแหลมที่สายลำโพงรุ่นนี้ถ่ายทอดออกมาจึงมีลักษณะที่แตกต่างไปจากสายลำโพงรุ่นอื่นๆ ของคิมเบอร์ฯ คือมันไม่ออกมาสว่างๆ ใสๆ และไม่โพลนด้วย เหมือนกับว่าพวกเขาค้นพบวิธีปรับจูนให้อาการปลายเสียงที่สว่างและติดหยาบนิดๆ ลดน้อยลงจนแทบจะหายไปได้
ผมทดลองเร่งวอลลุ่มให้ดังมากขึ้นอีกหน่อย สิ่งที่ได้เพิ่มมาก็คือ “พลังอัดฉีด” ที่ทำให้รู้สึกว่า แต่ละเสียงที่เกิดขึ้นในเพลงนั้นมันมีชีวิต มีแรงขับดัน แต่ละโน๊ตที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเปล่งออกมามันถูก “กระทำ” ด้วยแรงของมนุษย์ที่มีการผ่อนหนัก–ผ่อนเบาอยู่ในที เป็นเสียงที่มี “ลีลา” ไม่แข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ ฟังสนุกและรู้สึกถึงความสด สมจริง ของแต่ละเสียงได้ชัดมากขึ้น และแน่นอนว่า ยิ่งเป็นเพลงร็อคแบบนี้ สิ่งที่ตามมาหลังจากขยับวอลลุ่มให้ดังขึ้นก็คือ “อารมณ์” ของเพลงที่ดีขึ้นมาก นี่ถ้าเป็นสายลำโพงไม่ดี เร่งความดังขนาดนี้ เสียงจะเจี๊ยวจ๊าวน่ารำคาญไปแล้ว แต่กับ Carbon 18XL ตัวนี้ ยิ่งเร่งยิ่งมัน..!!!

อัลบั้ม : Live in Paris (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Diana Krall
สังกัด : Verve/TIDAL
หลังๆ มานี่ ผมพบว่า ประเภทของเพลงที่ใช้วัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงได้ดีที่สุดก็คือเพลงที่บันทึกมาจากการแสดงสด เพราะงานเพลงบันทึกการแสดงสดจะไม่ได้มีแต่ตัวเพลง แต่มันยังมีข้อมูลส่วนที่เป็น “บรรยากาศ” ของสถานที่ที่ใช้ในการบรรเลงงานเพลงนั้น รวมถึงเสียงที่เกิดจากรีแอ็คชั่นของคนดูที่โผล่เข้าไปอยู่ในเพลงด้วย ผมว่า อัลบั้มเพลงบันทึกการแสดงสดที่ทำออกมาได้ดีมากๆ เมื่อฟังผ่านชุดเครื่องเสียงที่ดีมากๆ และเซ็ตอัพไว้ดีมากๆ แล้ว มันทำให้ได้ “อารมณ์ร่วม” ในการฟังที่ดีกว่าอัลบั้มที่บันทึกในสตูดิโอซะอีก.!
อัลบั้มชุด Live in Paris ของศิลปินสาวสวยยอดฝีมือนามว่า Diana Krall ชุดนี้ก็เป็นหนึ่งในอัลบั้มแสดงสดที่สามารถจำลองบรรยากาศของสถานที่ที่ใช้บรรเลงออกมาได้อย่างน่าทึ่ง เพลงที่ต้องเลือกฟังทุกครั้งก็คือ May Be You’ll Be There กับเพลง A Case of You ซึ่งเป็นสองเพลงที่ผมชอบนั่งฟังเงียบๆ เปิดไฟสลัวๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในโอลิมเปียคลับที่ปารีส โดยเฉพาะเพลง A Case of You นั้นมีเสียงแอมเบี้ยนต์ของผู้ชมเล็ดลอดออกมาเยอะมาก ทั้งเสียงกระแอม ไอ และขยับเก้าอี้ ล่องลอยอยู่ในมวลแอมเบี้ยนต์ที่อบอวลไปทั้งห้อง หลังจากฟังเพลงนี้จบ ผมทดลองเปลี่ยนสายลำโพงรุ่น 12TC เข้าไปแทน Carbon 18XL พบว่า มวลบรรยากาศที่เคยห้อมล้อมอยู่โดยรอบครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่หลังลำโพงมาถึงตำแหน่งนั่งฟังมันเหือดหายไปเยอะ.! เหลือแค่บางๆ เป็นหย่อมๆ ไม่ฟูเต็มเหมือนเดิม แถมยังโผล่ๆ ผลุบๆ ไม่อบอวลตลอดเวลาเหมือนตอนฟังจากสายลำโพง Carbon 18XL โอ้วว.. เอาแล้ว.!!!

อัลบั้ม : Glimmer Of Gold (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Baba Blues
สังกัด : TIDAL
เพลง St. James Infirmary ของ Baba Blues นี่ก็อีกเพลงที่สายลำโพงคิมเบอร์เส้นนี้ทำให้แอมเบี้ยนต์แผ่กระจายออกมาอบอวลไปทั้งห้อง และช่วงโซโล่แซ็กโซโฟนในเพลงนี้ถือเป็นประจักษ์พยานอย่างดีที่ช่วยรับรองความสามารถในการ “ฉีด” พลังที่ไม่มีอั้นของสายลำโพงคู่นี้.! ซึ่งที่ผ่านมาผมเคยพบว่า ถ้าสายลำโพงคู่ไหนมีอาการอั้นของกระแส ไม่ปลดปล่อยให้พลังงานจากเพาเวอร์แอมป์เดินทางไปถึงลำโพงได้อย่างสะดวก ครบถ้วน และเร็วพอ มัน (สายลำโพงคู่นั้น) จะทำให้เสียงโซโล่แซ็กโซโฟนของเพลงนี้มีลักษณะที่พุ่งแปร๋น ปรี๊ด จนแสบแก้วหู ซึ่ง Carbon 18XL คู่นี้ไม่ได้เข้าไปทำให้เสียงแผดของแซ็กโซโฟนมีลักษณะที่นุ่มหูลง และไม่ได้เข้าไปลดความแผดร้อนของเสียงแซ็กฯ ลง แต่สิ่งที่มันถ่ายทอดออกมาก็คือ เสียง “กำธร” ของปล่องทองเหลืองบางๆ ที่ถูกอัดด้วยลมที่หวีดหวิว อัดผ่านลิ้นไม้ออกมาอย่างรุนแรง เสียงที่ออกมามันมีอาการเผ็ดร้อน แต่ไม่สากหู เป็นเสียงสำรอกอารมณ์ของศิลปิน ฟังแล้วได้อรรถรสเหมือนกินแกงไตปลา สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของสายลำโพง Carbon 18XL ตัวนี้ที่มีต่อความถี่สูง ซึ่งต่างออกไปจากรุ่น 12TC ของแบรนด์เดียวกันที่ผมมีอยู่ คือมันให้เสียงแหลมที่มีลักษณะพุ่งเปิดเหมือนกัน แต่ปลายเสียงของ 12TC ไม่ได้มีลักษณะที่เปิดพุ่งแต่ละมุนหูเหมือน Carbon 18XL ตัวนี้..!!!
สรุป
หลังจากนั่งฟังสายลำโพงคู่นี้มานานหลายวัน ผมพบว่า จริงๆ แล้ว สายลำโพงที่ดีมากๆ มันไม่ได้ทำให้เสียงเพลงที่เราฟังมีความคมชัดจนเห็นลึกลงไปถึงขุมขน หรือให้เสียงออกมาตึงตังจนชวนให้น่าตื่นเต้น ไม่ได้เข้าไปทำให้เสียงทุ้มของซิสเต็มเปลี่ยนเป็นหนักแน่น กระชับตรึงสุดๆ แต่สายลำโพงที่ดีจริงๆ อย่างที่ผมชอบ คือมันเข้าไป “จัดระเบียบ” ของเสียงให้ออกมาอย่างที่ “ต้นฉบับ” ควรจะเป็น..
รู้ได้อย่างไรว่าสายลำโพงถ่ายทอดเสียงออกมา “อย่างที่ (ต้นฉบับ) ควรจะเป็น”.?
คือถ้าลองฟังเพลงไหนที่มีคนวิจารณ์ไว้ว่ามันดีอย่างโน้น อย่างนี้ แล้วเราพบว่า สายลำโพงเส้นนั้นทำให้เราได้ยินว่าเพลงนั้นมันดีอย่างนั้น อย่างนี้จริงๆ ตามที่มีคนวิจารณ์ไว้ และเป็นแบบนี้กับหลายๆ เพลง กรณีนี้ก็พอจะวิเคราะห์สรุปได้ว่า สายลำโพงชุดนั้นมันถ่ายทอดเสียงออกมา “อย่างที่ต้นฉบับของเพลงนั้นควรจะเป็น” แล้วล่ะ ซึ่งถ้าคุ้นเคยกับบุคลิกของสายเชื่อมต่อของแบรนด์นี้มาก่อน ก็จะรู้ว่า “โทนเสียง” ของ Carbon 18XL ก็ยังคงเอกลักษณ์ที่ “เปิดเผย และ โปร่งใส” อย่างที่ Kimber Kable เคยเป็นมา ทว่า เป็นบุคลิกเสียงแนวเดิมๆ ที่มีระดับของ “คุณภาพเสียง” ที่สูงขึ้นไปอีกระดับ
ถ้าชุดเครื่องเสียงของคุณ “ใหญ่พอ” โดยเฉพาะ “แอมป์+ลำโพง” มีสมรรถนะถึงจริงๆ และคุณอยากได้เสียงที่ถ่ายทอดออกมาได้ “ตรงกับต้นฉบับ+เต็มสมรรถนะ” ของซิสเต็ม อย่างที่ควรจะเป็น แนะนำให้ติดต่อขอทดลองฟังสายลำโพง Kimber Kable รุ่น Carbon 18XL จากตัวแทนจำหน่ายด่วนเลย..!!!
*******************
ราคา : 195,500 บาท / คู่ (ความยาว 2.5 เมตร)
*******************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. Inventive AV
โทร. 02-238-4079
facebook: @inventiveav



