รีวิว Boulder รุ่น 1151 Mono Power Amplifier

อุปกรณ์ทุกชิ้นในชุดเครื่องเสียง ต้องทำงานร่วมกัน โดยที่แต่ละชิ้นมี หน้าที่ต่างกัน เริ่มต้นจาก แหล่งต้นทางมีหน้าที่ สกัดเอา สัญญาณเสียงออกมาจากสื่อที่ใช้เก็บ (เครื่องเล่นซีดี ดึงสัญญาณออกมาจากแผ่นซีดี, เครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ดึงสัญญาณออกมาจากแผ่นเสียง ส่วนสตรีมเมอร์ก็ดึงสัญญาณออกมาจากไฟล์เพลง) ส่วน แอมปลิฟายทำหน้าที่ขยายสัญญาณที่รับมาจากแหล่งต้นทางให้มีกำลังสูงพอสำหรับขับลำโพงออกมาตามระดับวอลลุ่มที่ผู้ใช้กำหนด ในขณะที่ ลำโพงซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของซิสเต็ม มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าที่รับมาจากแอมปลิฟายให้ออกมาเป็น คลื่นเสียงที่เราฟัง

ซิสเต็มที่ให้เสียงออกมาดีมากๆ นั้น อุปกรณ์ทั้ง 3 ส่วนในซิสเต็มจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามอุดมคติจริงๆ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าข้างบนนี้อีกครั้ง คุณจะรู้สึกได้ว่ามันก็ไม่น่าจะยากในการที่จะ ออกแบบและ ผลิตแหล่งต้นทาง, แอมป์ หรือลำโพง ให้ทำหน้าที่ตามที่แต่ละส่วนถูกกำหนดไว้ให้ออกมาดีที่สุดตามอุดมคติที่ว่า เพราะผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชนิดต่างก็รู้ว่า โจทย์ที่ตัวเองต้องแก้คืออะไร.. แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว การออกแบบและผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงให้ได้ผลลัพธ์ออกมาตามอุดมคติได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญหาที่ทำได้ยากอยู่ที่ ข้อจำกัดของ งบประมาณนั่นเอง ซึ่งแบรนด์ที่จะสามารถทำผลิตภัณฑ์ระดับที่ให้ผลลัพธ์ในระดับอุดมคติออกมาได้นั้น ต้องเป็นแบรนด์ที่ทำเครื่องเสียงที่มีอิสระทางด้านงบประมาณ คือออกแบบและผลิตออกมาก่อนแล้วค่อยตั้งราคาขายเท่านั้น

ของดีต้องทำโดย คนที่รู้จริงเท่านั้น.!

Boulder คือหนึ่งในผู้ผลิตแอมปลิฟายที่ยอมรับกันในวงการว่ามีวิศวกรรมที่ สุดทุกด้านจริงๆ ด้วยพื้นฐานที่สั่งสมมาจากการออกแบบและผลิตแอมป์สำหรับวงการโปรเฟสชั่นแนลมายาวนาน ก่อนจะมาเริ่มต้นออกแบบและผลิตแอมป์สำหรับวงการเครื่องเสียง โดยมีผลงานออกแบบที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชื่อของ Boulderแข็งแกร่งมากในวงการเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ ทุกครั้งที่แบรนด์นี้มีผลิตภัณ์ใหม่ๆ ออกมา มันจะดึงดูดความสนใจของนักเล่นฯ มากประสบการณ์ได้เสมอ

1151 Mono Power Ampliifer
เพาเวอร์แอมป์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมวงจรเอ๊าต์พุตสเตจ Smart Current

Jeff Nelson เจ้าของและหัวหน้าทีมออกแบบของแบรนด์ Boulder เขียนบทความเรื่อง An Improved Power Amplifier Designขึ้นมาแล้วนำมาตีพิมพ์ไว้ในเว็บไซต์ของแบรนด์เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024 ซึ่งหัวใจสำคัญที่อยูในบทความนั้นได้อธิบายถึงแนวคิดที่เขานำมาใช้ในการออกแบบวงจรเอ๊าต์พุตแบบใหม่ที่ให้ชื่อเรียกว่า Smart Currentนั่นเอง

Smart Current คืออะไร.?

ในบทความนั้น เจฟฟ์เริ่มต้นด้วยการพูดถึงคุณสมบัติที่ดีของเพาเวอร์แอมป์ในอุดมคติ ซึ่งมีอยู่ 2 อย่าง นั่นคือ ทำการขยาย แรงดันของสัญญาณอินพุตให้ขึ้นไปอยู่ในระดับมากพอที่จะใช้ขับลำโพง ในขณะเดียวกัน เพาเวอร์แอมป์ที่ดีก็ต้องมี กระแสไฟสำรองในตัวที่มากพอสำหรับจ่ายให้กับความต้องการของลำโพงในทุกขณะด้วย ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ที่ดีจะต้องสามารถจัดการกับหน้าที่ทั้งสองได้อย่างสมบูรณ์โดยปราศจาก ความเพี้ยนเกิดขึ้น

เจฟฟ์บอกว่า การออกแบบเพาเวอร์แอมป์ให้ทำหน้าที่ทั้งสองได้อย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้ได้โดยที่มีความเพี้ยนต่ำนั้นต้องขึ้นอยู่กับตัวทรานซิสเตอร์ที่ใช้ ซึ่งเขาระบุว่า ทรานซิสเตอร์บางตัวที่ใช้ขยายสัญญาณในเพาเวอร์แอมป์จะมีเซลส์ที่หมดสภาพ (silicon dies) ปนอยู่ ซึ่งทำตัวเป็นตัวเก็บประจุแฝง (parasitic capacitance) ที่แอบสร้างปัญหา ทำให้ทรานซิสเตอร์ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงโวลเตจของสัญญาณอินพุตช้าลง ไม่ทันทีทันใดไปกับการสวิงของสัญญาณอินพุต ซึ่งวิธีแก้ปัญหาที่นักออกแบบเพาเวอร์แอมป์ต่างๆ ทำกันก็คือ ปรับตั้งกระแสไบอัสเผื่อไว้เพื่อชดเชยความเป็นตัวเก็บประจุแฝงที่ว่านั้น โดยมีระดับของการไบอัสอยู่ 2 ระดับ ที่ใช้กันเยอะ คือ Class-A กับ Class-AB

การตั้งกระแสไบอัสไว้ที่ Class-A ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อเสียงเพราะมีกระแสไหลอยู่ในทรานซิสเตอร์มากพอที่จะเอาชนะการกักประจุแฝงในตัวทรานซิสเตอร์ให้ตอบสนองกับโวลเตจสวิงของสัญญาณอินพุตได้เร็วขึ้น แต่คุณเจฟฟ์แกบอกว่า การไบอัสทรานซิสเตอร์ด้วย Class-A แบบทั่วไปยังมีข้อเสียคือทำให้เกิดเป็นความร้อนสะสมอยู่บนทรานซิสเตอร์จำนวนมาก เมื่อมีความร้อนสะสมมากก็จะไปส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการขยายสัญญาณของทรานซิสเตอร์แย่ลง วนลูปอยู่อย่างนี้

ในอุดมคติก็คือ ถ้าภาคจ่ายไฟสามารถจ่ายกระแสได้เร็วทัน และได้ปริมาณมากพอที่ทรานซิสเตอร์ต้องการในแต่ละเสี้ยววินาทีตามสัญญาณที่เข้ามาทางอินพุตแบบเป๊ะๆ ไม่มีเกิน ก็จะไม่เหลือกระแสส่วนเกินที่กลายเป็นความร้อนเกิดขึ้น ซึ่งทำให้การขยายสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ถ้าภาคจ่ายไฟสามารถปรับปริมาณกระแสให้ พอดีกับความต้องการของทรานซิสเตอร์ที่ใช้ในการขยายสัญญาณอินพุตใน “แต่ละเสี้ยววินาที” ต่อเนื่องไปได้แบบไดนามิก จากไอเดียนี้ คุณเจฟฟ์แกจึงออกแบบซอฟท์แวร์ขึ้นมาทำหน้าที่ในการปรับกระแสไบอัสแทนการปรับด้วยมือคน เพื่อให้การจ่ายกระแสไปให้ทรานซิสเตอร์มีความถูกต้องแม่นยำสูงสุดในทุกๆ เสี้ยววินาที ซึ่งนั่นก็คือพื้นฐานคร่าวๆ ที่มาของเทคโนโลยี Smart Current ที่อยู่ในเพาเวอร์แอมป์รุ่น 1151 ที่ผมกำลังทำรีวิวคู่นี้..!!!

เนื้องาน CNC ขั้นเทพ.!!!

เมื่อ ปี 2010 เดือนตุลาคม ผมเคยไปเยี่ยมชมโรงงาน Boulder อยู่ที่รัฐโคโรลาโด้ สหรัฐอเมริกา (Jeff Nelson คือคนมีเครา ใส่เสื้อสีเทาในภาพข้างบน) ซึ่งเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับโรงงานผลิตเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ทั่วไป เพราะจริงๆ แล้ว เครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ไม่ใช่สินค้า mass production ที่ต้องใช้พื้นที่เยอะๆ เพราะต้องผลิตทีละมากๆ คือเห็นแล้วผมยังสงสัยเลยว่า แค่ทำแอมป์กับเครื่องเล่นประเภทอิเล็กทรอนิคส์เท่านั้น ปีนึงๆ ก็คงจะทำออกมาไม่กี่ร้อยเครื่อง ลำโพงก็ไม่ได้ทำ แต่ทำไมต้องใช้โรงงานที่ใหญ่ขนาดนั้น แต่พอได้เข้าไปเห็นข้างในก็ถึงบางอ้อ เพราะในนั้นเขามีครบทุกอย่าง โดยเฉพาะเครื่อง CNC หลายเครื่องเรียงรายอยู่เต็มไปหมด พร้อมทีมออกแบบและควบคุมการผลิตที่เป็นทีมงานของเขาเอง ในโรงงานของเขามีแม้กระทั่งเครื่องพ่นทรายอยู่ในนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่งาน CNC ของแบรนด์ Boulder จึงได้งดงามน่าประทับใจเช่นนั้น

ที่เห็นในภาพทั้งสองภาพข้างบนนั้นคือตัวถังของเพาเวอร์แอมป์ Boluder รุ่น 1151 ที่ผมกำลังทำรีวิวนี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นถึงความวิลิศมาหราของเนื้องานที่ละเอียดลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะฮีทซิ้งค์นั้นเข้าขั้นงานศิลป์เลยทีเดียว ในแง่มุมนี้บอกเลยว่าหาเพาเวอร์แอมป์มาสู้ได้ยาก.!

เฟอร์นิเจอร์บนแผงหน้า และแผงหลัง

1. ซอฟท์สวิทช์สำหรับเปิด/ปิดการทำงานของตัวเครื่อง
2. ไฟ LED แสดงสภาวะการทำงานของตัวเครื่อง
3. ช่องขาเข้าของสัญญาณอินพุต
4. & 5. ขั้วต่อสายลำโพง
6. ที่เก็บฟิวส์
7. ปุ่มรีเซ็ตสำหรับฟิวส์
8. เต้ารับปลั๊กไฟเอซีแบบสามขาแยกกราวนด์ พร้อมฮาร์ดสวิทช์ Master AC switch
9. ช่องรับสัญญาณ trigger จากภายนอก
10. ช่องต่อเชื่อมกับเน็ทเวิร์ค
11. จุดเชื่อมต่อกราวนด์ตัวถัง

การทำงานของทุกภาคที่อยู่ข้างในตัวถังของ 1151 ถูกออกแบบเป็นวงจรบาลานซ์แท้ (Truly Balanced) ทั้งระบบ ตั้งแต่อินพุตไปจนถึงเอ๊าต์พุต ทางผู้ผลิตจึงให้ช่องอินพุตแบบ XLR มาแค่ช่องเดียว ไม่มีช่องอินพุต RCA ที่เป็นอันบาลานซ์มาให้ ดังนั้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ใช้ปรีแอมป์ที่ดีไซน์เป็น บาลานซ์แท้กับเพาเวอร์แอมป์รุ่น 1151 คู่นี้ หรืออีกช่องทางที่ให้ผลดีมาก คือใช้สตรีมเมอร์ที่มีภาคปรีแอมป์ในตัว แล้วต่อเอ๊าต์พุต XLR จากสตรีมเมอร์ตัวนั้นตรงเข้าที่อินพุต XLR ของ 1151 จะได้เสียงที่มีคุณภาพมากเป็นพิเศษ เพราะทางเดินสัญญาณสั้น ตรงออกมาจากภาค DAC มากที่สุด

แต่ละข้างของ 1151 จะมีขั้วต่อสายลำโพงมาให้ 2 ชุด คือ ถ้าลำโพงที่คุณใช้แต่ละข้าง ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาแค่คู่เดียว คุณก็ใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์เชื่อมต่อระหว่างลำโพงของคุณกับเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ด้วยขั้วต่อสายลำโพงชุดไหนก็ได้ แต่ถ้าลำโพงของคุณให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด คุณสามารถเชื่อมต่อลำโพงของคุณเข้ากับเพาเวอร์แอมป์ 1151 ด้วยวิธี shotgun wiring ได้ คือใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลจำนวน 2 เส้นต่อข้าง แยกเชื่อมต่อกับขั้วต่อสายลำโพงของตัวลำโพงนั้น นั่นคือ ทั้งสองข้างรวมกันใช้สายลำโพงซิงเกิ้ลจำนวน 4 เส้น

ช่องต่อ LAN นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเล่นไฟล์เพลง เขามีไว้ให้เชื่อมกับเน็ทเวิร์คสำหรับอัพเดตเฟิร์มแวร์ และเข้าสู่ HTML Web page ของ 1151 เพื่อประโยชน์ในการปรับตั้งค่าเท่านั้น ส่วนช่องเสียบปลั๊กของสายไฟเอซีรุ่นนี้ให้มาเป็นแบบ IEC 15Amp ซึ่งโดยปกติแล้ว แบรนด์นี้จะใช้ช่องเสียบแบบ 20Amp รุ่นนี้มาเป็น 15Amp ก็ถือว่าสะดวกขึ้นมาก

ดีไซน์ภายใน

คุณเจฟฟ์ แกใช้ทรานซิสเตอร์จำนวนมากถึง 40 ตัวต่อข้าง เพื่อให้ได้กำลังขับที่สูงถึง 250 วัตต์ แบบนิ่งๆ ไปได้ตลอดตั้งแต่โหลดอิมพีแดนซ์ที่ 8 โอห์ม ทะลุลงไปถึง 4 โอห์ม และ 2 โอห์ม โดยที่กำลังไม่ตก.! บอกตามตรงว่า เห็นตัวเลขกำลังขับของ 1151 แล้วทึ่ง ไม่เชื่อลองดู..

250 วัตต์ ที่โหลด 8 โอห์ม และพีคขึ้นไปได้สูงสุดถึง 350 วัตต์
250 วัตต์ ที่โหมด 4 โอห์ม และพีคขึ้นไปได้สูงสุดถึง 600 วัตต์
250 วัตต์ ที่โหมด 2 โอห์ม และพีคขึ้นไปได้สูงสุดถึง 750 วัตต์

เรียกว่าถ้าลำโพงของคุณไม่ได้ต้องการกำลังขับระดับ maximum เกิน 250 วัตต์ ต่อข้างที่ 8 โอห์ม เพาเวอร์แอมป์ของ Boulder คู่นี้จะทำให้คุณได้เสียงออกมาเต็มความสามารถของลำโพงตลอดการใช้งาน ไม่ว่าจะเล่นเพลงหนักหรือเพลงเบา และการใช้ทรานซิสเตอร์เยอะๆ ช่วยกันทำงานยังมีผลดีอีกอย่าง คือทำให้ความเพี้ยนในระบบต่ำด้วย อย่างความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม (Total Harmonic Distortion) / THD) ของตัว 1151 คู่นี้ ที่โหลด 8 และ 4 โอห์ม พวกเขาวัดออกมาได้แค่ 0.002% (ที่ 20kHz พุ่งขึ้นไปเป็น 0.01%) ส่วนที่โหลด 2 โอห์ม วัดได้ 0.003% (ที่ 20kHz พุ่งขึ้นไปเป็น 0.02%) สูงขึ้นมาอีกนิด

และเพื่อให้ภาคจ่ายไฟสามารถจ่ายกระแสให้กับทรานซิสเตอร์ได้เร็วทันกับสัญญาณอินพุตที่ทรานซิสเตอร์ต้องขยายขึ้นไป พวกเขาจึงเลือกใช้คาปาซิเตอร์ที่มีขนาดเล็ก แต่เบิ้ลจำนวนเยอะๆ คือข้างละ 12 ตัว พ่วงกันเพื่อให้สามารถจ่ายกระแสได้มากพอ ลักษณะเดียวกับการประมวลผลของชิปโปรเซสเซอร์ที่แยกหลายๆ core ช่วยกันทำงานนั่นแหละ เป็นเทคนิคการออกแบบที่ได้ทั้ง กำลังขับและ ความเร็วในการตอบสนองไปในคราวเดียวกัน ดูจากภาพด้านบนคุณจะไม่เห็นคาปาซิเตอร์ตัวใหญ่ๆ อยู่ในนั้นเลย

ดังนั้น เมื่อรวมกับดีไซน์ภาคขยาย ‘Class-Aที่จัดกระแสไบอัสด้วยเทคโนโลยี Smart Current และรวมกับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่ใช้ใน ทุกภาคส่วนที่อยู่ในตัว 1151 เป็นแบบ Truly Balanced แท้ๆ กับความพิเศษของการแยกตัวถังที่ทำงานกับแชนเนลซ้ายขวาออกจากกัน ส่งผลให้การรบกวนข้ามแชนเนล (crosstalk) และปัญหาจากการแย่งกำลังจากภาคจ่ายไฟระหว่างข้างซ้ายและข้างขวา ถูกกำจัดออกไปแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งหมดนี้คือจุดเด่นของเพาเวอร์แอมป์โมโนรุ่น 1151 ของ Boulder คู่นี้

แม็ทชิ่ง & เตรียมทดสอบ

เห็นสเปคฯ กำลังขับของ 1151 แล้ว บางคนอาจจะใช้คำว่า สามารถขับลำโพงได้ทุกคู่ในโลกนี้ ซึ่งวิธีพิสูจน์ก็คือ หาลำโพงที่มีโหลดโหดๆ มาให้มันทดลองขับดู หันมาดูในห้องฟังตอนนี้ก็มีแค่ Magnepan รุ่น MG2.7i เท่านั้นที่ดูโหดที่สุดเท่าที่ผมมีอยู่ ไปตรวจสเปคฯ MG2.7i ดูหน่อย..

เช็คสเปคฯ ได้ไม่ยาก เพราะผมเพิ่งจะทำการทดสอบ MagnepanMG2.7iไปหมาดๆ นี้เอง (REVIEW) ซึ่งจากข้อมูลในสเปคฯ ของ MG2.7i ข้างบนนั้นจะเห็นว่า MG2.7i มีความไวแค่ 86dB เท่านั้น ในขณะที่อิมพีแดนซ์ปกติอยู่ที่ 4 โอห์ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นลำโพงที่ค่อนข้าง หนืดเอาเรื่อง แถมในสเปคฯ ของ MG2.7i ยังไม่ยอมบอก maximum power handling หรือกำลังขับสูงสุดที่รองรับได้เอาไว้ซะด้วย เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า ขอให้เป็นแอมป์ที่มีกำลังถึงๆ ไว้ก่อนเถอะ ยิ่งมากยิ่งดี แค่ไหนก็รับได้ ไม่มีอั้น ประมาณนั้น..

ในช่วงท้ายของการทดสอบลำโพง MG2.7i ผมก็ได้มีโอกาสยก Boulder1151เข้าไปทดลองจับคู่ลองฟังกับ MG2.7i ด้วย ซึ่งในฐานะของแขกรับเชิญในรีวิวของ MG2.7i ก็ต้องบอกว่า 1151 ขับ MG2.7i ออกมาได้อย่างเต็มที่ ผลักดันรายละเอียดออกมาได้หมดจด ซึ่งจากประสบการณ์ก็ฟันธงได้เลยว่า ขับออกสบาย ในการทดสอบครั้งนี้ผมจึงใช้ลำโพง MagnepanMG2.7iยืนพื้นตลอดรายการ

ทดสอบกับชุดแรก
Boulder1151’ + Boulder812

ตัว Boulder812อยู่ใน ซีรี่ย์ 800 ของ Boulder มีสถานะเป็น Streamer/DAC ที่มีภาคปรีแอมป์ในตัว ซึ่งเป็นปรีแอมป์จริงๆ เพราะมีช่องอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกมาให้ด้วย ผมทดลองใช้ 812 ทำหน้าที่เป็นปรีแอมป์ให้กับ 1151 ในขณะที่มี InnuosSTREAM1 + LPS+กับ Ayre AcousticsQB-9 Twentyทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทาง ทางด้านสายสัญญาณอะนาลอกที่ใช้เชื่อมต่อในระบบทั้งหมดเป็นของ NordostBlue Heaven Leif3’ (ขั้วต่อ XLR) (REVIEWส่วนสายลำโพงก็เป็นของ Nordost รุ่น Tyr 2

ทดสอบกับชุดที่สอง
Boulder1151’ + LINNSelekt DSM

เซ็ตอัพที่สองผมใช้ Streamer ของ LINN รุ่น Selekt DSM ทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณ โดยที่ภาคสตรีมมิ่งมีโมดูล DAC รุ่น Organik แบบ Mono ติดตั้งมาให้ และเนื่องจาก Selekt DSM มีระบบวอลลุ่มที่มีคุณภาพสูงในตัว มันจึงสามารถใช้งานเป็นปรีแอมป์ได้ด้วย ผมเชื่อมต่อเอ๊าต์พุตจากโมดูล Organik DAC ไปเข้าที่อินพุตของ 1151 ผ่านสายสัญญาณของ NordostBlue Heaven Leif3ยาวข้างละ 6 เมตร ในการเล่นไฟล์เพลง ผมใช้แอพฯ ของ Linn สลับกับลง Roon Core บน InnuosSTREAM1 + LPS+เพื่อใช้แอพฯ Roon ทำหน้าที่สตรีมไฟล์เพลงมาเล่นแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลไปแปลงเป็นอะนาลอกด้วยภาค DAC ‘Organik’ (แยกโมโน) บนตัว Selekt DSM ในโหมด Roon Ready

ทดสอบ

ก่อนไปถึงเสียงของเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ ผมอยากจะพูดถึงความประทับใจเล็กๆ ที่ได้พบจากการติดตั้งใช้งานเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ก่อน อย่างแรกเลยคือ ขั้วต่อสายลำโพง ที่เขาทำเป็นปีกพาสติกใสๆ ไว้ให้หมุนยึดและคลายขั้วต่อของสายลำโพงที่มาเชื่อมต่อกับขั้วต่อนี้ ซึ่งในอดีตนั้น ผมเคยเจอประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงใจกับการใช้งานปีกพลาสติกแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อใช้กับขั้วต่อสายลำโพงแบบก้ามปูที่มีมุมหักงอนิดๆ แบบในภาพ ซึ่งขั้วต่อบนตัวสายลำโพงของผมมันเป็นแบบบานาน่า ในขณะที่ตัวปีกพลาสติกของ 1151 ไม่มีรูเสียบบานาน่ามาให้ ผมจึงต้องใช้อะแด๊ปเตอร์ก้ามปู>บานาน่ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ทีแรกผมก็กังวลว่า เวลาหมุนเกลียวของเจ้าปีกพลาสติกให้กดยึดลงไปบนขาก้ามปูของตัวอะแด็ปเตอร์มันจะติด แต่ตอนใช้งานจริงมันหมุนได้รอบโดยไม่ติด แสดงว่าทาง Boulder ออกแบบมาดี เผื่อความสูงของปีกพลาสติกให้ยื่นพ้นออกมามากพอที่จะไม่ติดกับขาของอะแด๊ปเตอร์ก้ามปู และสามารถหมุนยึดได้หลายรอบจนแน่นสนิท อันนี้คือดี.. ชอบมาก.!!!

ถึงแม้ว่าตัวถังของ 1151 จะดูค่อนข้างใหญ่ แต่น้ำหนักไม่ได้มหาโหดอย่างรุ่นอื่นๆ ของ Boulder ซึ่งมักจะหนักมาก รุ่นนี้แค่ข้างละ 24.5 กิโลกรัม เท่านั้น ยกคนเดียวไหวสบาย..

การเปิดใช้งานเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ หลังจากกดฮาร์ดสวิทช์ที่อยู่ด้านหลัง เหนือช่องเสียบปลั๊กของสายไฟเอซีไปที่ตำแหน่ง On แล้ว ไฟ LED บนมุมขวาบนของแผงหน้าจะสว่างเป็นสีขาวสลับกับค่อยๆ หรี่ช้าๆ แล้วกลับมาขาวเต็มที่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงสภาวะ standby เมื่อกดลงไปบนปุ่มเพาเวอร์แอมป์ที่อยู่ตรงกลางแผงหน้าหนึ่งครั้ง ไฟ LED ดวงเดิมนั้นจะเปลี่ยนเป็นกระพริบสลับขาวแดง แสดงถึงสภาวะเตรียมพร้อมของภาคต่างๆ ที่อยู่ภายใน เมื่อทุกอย่างพร้อม ไฟ LED ดวงเดิมก็จะสว่างนิ่งเป็นสีขาว แสดงถึงสภาวะพร้อมใช้งาน

เสียงของ Boulder1151

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะว่า ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบเสียงของแอมป์ Boulder ที่เป็นเจนเนอเรชั่นก่อนๆ ผมว่าเสียงมันเน้นรายละเอียดมากไป เนื้อเสียงไม่ค่อยฉ่ำนวล ทื่อๆ ตรงๆ เอาจริงเอาจังไปหน่อย ไม่ค่อยผ่อนปรน ความแม่นยำที่เป๊ะเวอ่ร์ กับเรื่องกำลังขับนั้นไม่เถียงเลยว่าเหลือเฟือแทบทุกรุ่น แต่พอมาเป็นเพาเวอร์แอมป์รุ่น 1151 คู่นี้ ผมคิดว่าเสียงของมันต่างจากแนวเสียงเดิมๆ ของ Boulder ไปไกลเลย ช่วงเบิร์นฯ หลังจากลองฟังกับลำโพงมา 2 – 3 คู่ (Audio PhysicClassic 8’, MagnepanMG1.7iและ MagnepanMG2.7i’) ผมพบว่า เสียงของ Boulder1151คู่นี้มันมีคุณสมบัติต่างๆ ที่ผมอยากได้ยินอยู่ในตัวครบหมด.!

หลังจากนั่งฟังเสียงของ 1151 คู่นี้อยู่นานหลายอาทิตย์ ในห้องฟังที่คุ้นเคย และในสภาวะของการเซ็ตอัพที่ลงตัว ผนวกกับทักษะในการฟังในตอนนี้ที่สามารถฟังออกและวิเคราะห์ได้อย่างละเอียดแม่นยำ กว่าเมื่อก่อนที่รู้สึกแค่ว่า ไม่ชอบเสียงของ Boulder รุ่นเก่าๆ แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร คือฟังแล้วรู้นะว่ามันให้เสียงที่มีความกระชับ ทุกเสียงหยุดตัวได้เร็ว ไม่มีคราง แต่ฟังแล้วไม่รู้สึกอินไปกับเพลง พอมาถึงเสียงของ 1151 ที่ได้ฟังตอนนี้ ผมพบว่า โดยโทนเสียงพื้นฐานก็ยังคงมีบุคลิกของความเป็น Boulder อยู่ในตัว คือความกระชับ เร็ว กับรายละเอียดที่พร่างพรายก็ยังคงอยู่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ความกระชับที่มุ่งเน้นแต่ให้หยุดเร็ว ไม่คราง แต่เป็นความกระชับที่มาพร้อมจังหวะลีลาที่มีการ ผ่อนปลายเสียงหลังจากหยุดกระชับออกมาด้วย เหมือนคนออกแบบจะยอมให้ปลายเสียงเปิดเผยตัวออกมามากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเสียงทุ้ม แต่เป็นไปตลอดทั้งย่านเสียง เมื่อมีปลายเสียงที่ทอดแผ่ตามหลังความกระชับแน่นออกมาด้วย มันจึงก่อให้เกิดเป็นความ ผ่อนคลายที่โน้มน้าวให้ฟังแล้วรู้สึกอินไปกับเพลงมากขึ้น

เป็นเรื่องแปลก เราไม่รู้เลยว่า การได้มาซึ่งลักษณะเสียงที่ต่างไปจากเดิมแบบนี้ เป็นความตั้งใจของนักออกแบบที่มองเห็นเสียงแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเขียนแบบลงไปบนฟิล์มเขียว หรือว่าเสียงแบบนี้มันเกิดจากความบังเอิญกันแน่ แต่สำหรับผม คิดว่า ที่มาของเสียงแบบที่ได้ยินจาก 1151 นี้ น่าจะเป็นผลพวงที่ได้รับมาจากเทคโนโลยีในการปรับไบอัสของภาคขยาย Class-A แบบใหม่ที่ชื่อว่า Smart Current นี่แหละ..!! เพราะผู้ผลิตให้ข้อมูลไว้ว่า เทคนิคการปรับไบอัสแบบ Smart Current นี้เพิ่งจะถูกใช้อยู่ใน ซีรี่ย์ 1000 เป็นกลุ่มแรก ซีรี่ย์อื่นยังใช้เทคนิคแบบอื่นอยู่ อย่างเช่นใน 2000 Series และ 3000 Series ใช้เทคนิคที่ชื่อว่า ‘Sliding A Biasซึ่งเป็นเทคนิคที่เก่ากว่า

อัลบั้ม : 12 Female Voices (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists
สังกัด : Guangzhou Miaoyin Culture Communication

เพาเวอร์แอมป์ที่ดีนั้น ใช้ว่าจะสามารถจ่ายกำลังขับได้เยอะเท่านั้น แต่ต้องสามารถควบคุมพฤติกรรมในการจ่ายกำลังขับที่ สอดคล้องกับจังหวะลีลาของเพลงที่เข้ามาทางอินพุตด้วย ซึ่งภาคจ่ายกำลังของเพาเวอร์แอมป์จะต้องสามารถจ่ายได้ เร็วมากๆ ยิ่งเร็วมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี คือต้องเร็วกว่าสัญญาณอินพุตขึ้นไปเยอะๆ จึงจะสามารถตอบสนองสัญญาณได้ เร็วเท่ากับทรานเชี้ยนต์ของสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามาโดยไม่มี latency หรือความหน่วงช้ากว่าสัญญาณต้นฉบับเกิดขึ้น

คือเพาเวอร์แอมป์วัตต์สูงๆ ยุคก่อนจะสาดพลังออกมาด้วยความรุนแรง แต่ขาดความสมจริง ขาดรายละเอียดตรงจุด peak ของหัวเสียง คนฟังก็ได้แต่ความสะใจ แต่ไม่ได้สื่อสารกับโน๊ตดนตรีที่นักดนตรีส่งมา เพราะเพาเวอร์แอมป์มันรวบเอา attack กับ decay ของโน๊ตตัวนั้นมาผสมไปด้วยกัน ตามด้วย sustain กับ release ที่หดสั้นกว่าปกติ กลายเป็นเสียงทุ้มเป็นก้อนที่มีแต่ความหนักและความแน่น แต่ขาดซึ่ง อารมณ์ในขณะที่ Boulder1151มันสามารถ คลี่คลายมูพเม้นต์ที่ตัวโน๊ตนั้นเคลื่อนไหวออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เป็นขั้นเป็นตอน เรียงลำดับออกมาให้ได้ยินครบวัฏจักรตั้งแต่ Attack (หัวเสียง) > Decay (บอดี้) > Sustain (มวล) > Release (หางเสียง) ซึ่งเป็นหลักฐานพยานที่ชี้ให้เห็นว่า Boulder1151ไม่ได้มีแค่กำลังขับที่มากถึง 250 วัตต์ที่ 8 โอห์ม แบบนิ่งๆ และพีคได้สูงถึง 350 วัตต์ เมื่อต้องรับมือกับสัญญาณฉับพลันเท่านั้น แต่มันยังมี ความเร็วอย่างมากในการสแกนเช็ค gain ของสัญญาณอินพุตในแต่ละเสี้ยววินาทีที่รับเข้ามา แล้วนำไป x กับอัตราขยายของเพาเวอร์แอมป์ที่ถูกกำหนดโดยวอลลุ่มที่ยูสเซอร์ปรับตั้งไว้ ออกมาเป็นปริมาณของ กำลังขับ” (watts) ที่จัดส่งไปให้ลำโพงในเสี้ยวเวลาเดียวกันนั้นได้อย่างแม่นยำ แสดงว่าเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ต้องมีระบบ feedback ที่เร็วขั้นเทพ..!!!

ประเด็นที่ผมพูดถึงข้างบนนั้นมีความหมายมากนะ ถ้ายังไม่เข้าใจ ผมมีวิธีอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ จากภาพประกอบข้างบนนั้น ซึ่งเป็นหน้าจอของแอพรีโมทของ Roon ขณะเล่นไฟล์เพลงที่ชื่อว่า ‘Watching at Spring Windจากอัลบั้มชุด 12 Female Voices ซึ่งเป็นไฟล์ WAV ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีเก็บไว้ใน NAS ในวงรีสีเขียวภาพบนนั้นเป็น waveform graphic ที่แสดง dynamic range ของสัญญาณเสียงเพลงของแทรคนี้ซึ่งไล่เรียงกันไปตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ (เพลงนี้ยาว 5:42 นาที)

ภาพข้างบนนี้เจาะเฉพาะส่วนที่เป็น waveform graphic ของสัญญาณเสียงของเพลงนี้ออกมาให้เห็นกันชัดๆ ซึ่งขณะที่เพลงเล่นไป จะมีเส้นเคอเซอร์สีแดง (ลูกศรชี้ตำแหน่ง A) เคลื่อนตัวไปข้างหน้าทีละนิด ทีนี้ลองสังเกตที่ waveform graphic จะพบว่า ความแตกต่างของไดนามิกเร้นจ์ในแต่ละเสี้ยววินาทีของเสียงเพลงนี้จะถูกแสดงออกมาเป็นเส้นขีดสีเทาที่มีความหนาเท่ากันแต่มีลักษณะสั้นบ้างยาวบ้าง เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ ในแนวตั้ง ถ้าเปิดเพลงและจ้องมองที่เส้นขีดสีเทาเหล่านี้ คุณจะพบว่า เมื่อใดที่เส้นเคอเซอร์สีแดงเคลื่อนไปทับลงบนเส้นขีดสีเทาที่ ยาว” (ตัวอย่างเช่นตำแหน่ง B) เสียงจะดัง ยิ่งยาวยิ่งดังมาก แต่ถ้าเคลื่อนไปทับลงบนเส้นสีเทาที่ สั้น” (ตัวอย่างเช่นตำแหน่ง C) เสียงจะเบา ยิ่งสั้นยิ่งเบามาก ซึ่งเส้นขีดสีเทาแต่ละเส้นจะแทนระดับ dynamic range ของสัญญาณในแต่ละเสี้ยววินาที เมื่ออัตรา dynamic range ของสัญญาณในเสี้ยววินาทีนั้นถูกส่งไปที่เพาเวอร์แอมป์ มันจะถูกเพิ่มขยายกำลังให้เพิ่มขึ้น (โดยเพาเวอร์แอมป์) ไปตามปริมาณวอลลุ่มที่คุณปรับตั้งไว้ แล้วจัดส่งสัญญาณที่เพิ่มกำลังขับแล้วไปที่ลำโพง ซึ่งคุณจะเห็นว่า ระยะเวลาที่เป็นช่วงห่างระหว่างเส้นขีดสีเทาแต่ละเส้นนั้นไม่ได้เยอะมาก และเป็นระยะห่างที่มี ความคงที่” (ไทมิ่ง คงที่) ตลอดทั้งเพลงด้วย นั่นสะท้อนว่าเพาเวอร์แอมป์จะต้องมี ความเร็วที่สูงมากๆ ในการจัดการกับขั้นตอนทั้งหมดนั้นได้ทันก่อนที่เส้นเคอเซอร์สีแดงจะขยับไปที่เส้นขีดสีเทาเส้นต่อไป เป็นแบบนี้ไปจนจบเพลง ถ้าเพาเวอร์แอมป์มี ความเร็วมากพอในการจัดการกับเส้นขีดสีเทาแต่ละเส้นโดยไม่มี ความหน่วงช้าเกิดขึ้นเลย เสียงของสัญญาณอินพุตที่ถูกเพาเวอร์แอมป์ขยายออกไปทางลำโพงก็จะเชื่อมโยงกันไปได้อย่างต่อเนื่อง มีผลให้ได้ ไทมิ่งของเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกถึง ความลื่นไหลได้อารมณ์ โดยไม่รู้สึกเฉื่อยชาหรือเร่งเร้ามากไป ซึ่งนั่นก็คือ ความสด + สมจริงของเสียงเพลงที่เราปรารถนานั่นเอง

Boulder1151จัดการกับ ช่วงเวลา” (ไทมิ่ง) ระหว่างเส้นขีดสีเทาได้ทันและแม่นยำ เคลื่อนไปพร้อมกับเส้นเคอเซอร์สีแดงเป๊ะๆ จึงมีผลให้ฟังแล้วรับรู้ได้ถึง ไทมิ่งของเพลงที่ลื่นไหล ต่อเนื่อง และได้อารมณ์ใน ทุกๆ ขณะของเสี้ยววินาทีที่เพลงนั้นดำเนินไป และเนื่องจากทุกๆ เส้นขีดสีเทาคือ รายละเอียดที่เชื่อมโยงแต่ละเสี้ยวินาทีของเพลงเข้าหากัน ความสามารถในการตอบสนองกับ dynamic range ของสัญญาณอินพุตในแต่ละเสี้ยววินาทีได้อย่างแม่นยำของ Boulder1151มีผลให้มัน คลี่คลายรายละเอียดในระดับ ไมโครดีเทลออกมาให้ได้ยินแบบไม่ตกหล่น ไม่กระโดดข้าม และไม่ทำให้เกิดความมัว (smear) ออกมาเลย

ถ้าภาคขยายในเพาเวอร์แอมป์ตอบสนองกับสัญญาณไม่ทัน จะมีผลให้รายละเอียดระดับไมโครดีเทลของเสียงเกิดการควบกล้ำเข้าด้วยกัน ส่งผลให้เสียงมีลักษณะเบลอมัว แยกหัวโน๊ตออกมาไม่ชัด หูของเราอาจจะได้ยินแว่วๆ แต่ไม่สามารถชี้ชัดตำแหน่งของโน๊ตตัวนั้นได้ และบอกได้ยากว่ามันเป็นเสียงของโน๊ตที่เกิดจากเครื่องดนตรีชนิดไหน

อัลบั้ม : Bizet – Carmen Suite, Shotakovich – Concerto No.1 (HQCD WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Vladimir Spivakov & Moscow Virtuosi
สังกัด : ZYX Music

เพลงคลาสสิกเหมาะสมที่สุดสำหรับการทดสอบคุณสมบัติของเพาเวอร์แอมป์ เพราะมันเป็นแนวเพลงที่มีความพร้อมสรรพ ทั้งช่วงโหมที่หนักหน่วง และช่วงเบาที่แผ่วผิว รวมกับสปีดในการบรรเลงที่ฉับไวมากๆ ไปจนถึงระดับที่เฉื่อยช้ามากๆ โดยเฉพาะงานเพลงบรรเลงประกอบละครเวทีเรื่อง Carmen ที่นักเล่นคุ้นหู (แต่งโดย George Bizet) ซึ่งมีให้ฟังหลากหลายเวอร์ชั่น ใครที่เคยฟังจะรู้กันว่า งานเพลง Carmen ที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน มันมีจุดเด่นที่เหมือนๆ กันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ลีลาหนักสลับเบา และมีมูพเม้นต์ของท่วงทำนองที่คุ้นหู สลับเปลี่ยนอารมณ์ไปมาเหมือนฟังเพลงแจ๊ส ไม่อืดอาดน่าเบื่อ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Carmen เป็นงานเพลงที่นักฟังเพลงส่วนใหญ่ที่แม้จะไม่ใช่คอคลาสสิกจ๋าก็ยังชื่นชอบ

แต่การที่จะทำให้ฟังเพลง Carmen แล้วได้ประสบการณ์ทางด้าน อารมณ์ออกมาอย่างที่บทเพลงควรจะเป็นนั้น ซิสเต็มที่ใช้เล่นเพลงนี้จะต้องมีคุณสมบัติในการถ่ายทอดไดนามิกที่ดีมากๆ ทั้งในส่วนของ ไดนามิก ทรานเชี้ยนต์ที่เป็นความฉับพลันของความดังที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ไดนามิก คอนทราสน์ที่ร้อยเรียงความดังที่ต่างกันเล็กน้อย (อย่างเช่นเสียงไวโอลินและเครื่องสายอื่นๆ) ให้ลื่นไหลไปด้วยกันได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีช่องว่าง

เพาเวอร์แอมป์ที่มีคุณสมบัติที่สามารถถ่ายทอดความมหัศจรรย์พันลึกของเพลง Carmen ออกมาให้สัมผัสได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจนั้น จะต้องเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่มีความแม่นยำในการตอบสนองสัญญาณได้ตรงกับต้นฉบับที่ป้อนเข้ามามากที่สุด ทั้งทางด้านสปีดของ ไทมิ่งของสัญญาณด้วยอัตรา slew-rate ที่สูงมากๆ และในแง่ ปริมาณของ current ที่มากพอจึงจะทำให้ได้ เนื้อมวลของความถี่มาครบและอิ่มแน่นทั้งแบนด์วิธ รวมๆ คือต้องเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่สามารถจ่ายกระแสได้เร็วจนตามสัญญาณได้ทัน, จ่ายกระแสได้มากพอ และจ่ายต่อเนื่องได้นาน (สำรองต้องถึง) ซึ่ง 1151 ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ของมันออกมาให้ประจักษ์กับสองหูของผมอย่างชัดเจน ด้วยความจะแจ้งของพลังเสียงที่สาดออกมา ณ ช่วงโหมของเพลง Carmen ได้แบบไม่มีหย่อนยาน มันสะท้อนให้เห็นถึงความเยี่ยมยอดของ 1151 ในรูปแบบที่หาได้ยากยิ่งในเพาเวอร์แอมป์ตัวอื่นๆ หรือแม้แต่เพาเวอร์แอมป์ของ Boulder เองที่เป็นรุ่นแรกๆ ก่อนที่จะใช้ไบอัสด้วยเทคนิค Smart Current

และด้วยความต่อเนื่องที่แม่นยำในการขยายคลื่นสัญญาณด้วยวงจรขยาย Class-A ที่ควบคุมการจ่ายกำลังสำรองด้วยเทคนิค Smart Current ของ Boulder1151ตัวนี้ ทำให้มันสามารถ เพิ่มลดกำลังขับไปตาม gain ของสัญญาณอินพุต x ระดับวอลลุ่ม ได้อย่างแม่นยำมาก เมื่อผนวกพื้นฐานการออกแบบวงจรทุกสเตจที่เป็น Truly Balanced ตลอดทั้งเส้นทาง อันนี้คือส่วนสำคัญที่ทำให้แบ็คกราวนด์ของเวทีเสียงมีความใส ปราศจากม่านหมอกใดๆ เพราะวงจรบาลานซ์แท้มันช่วยลด noise ลงไปได้มาก ส่งผลให้รายละเอียดระดับไมโครไดนามิกที่ซ่อนอยู่ในเลเยอร์ลึกๆ ในแทรค scene ของอัลบั้มนี้ถูกเปิดเผยออกมาให้ได้ยินโดยที่ไม่มีการ ดันเสียงนั้นให้ล้ำออกมาข้างหน้า

อัลบั้ม : Seven Pillars (FLAC-24/96)
ศิลปิน : Andy Akiho & Sandbox Percussion
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/196421286/u)

ช่วงก่อนหน้านี้ผมจะใช้แทรคที่ชื่อว่า Pillar I ในอัลบั้มนี้อ้างอิงในการทดสอบความสามารถในการถ่ายทอด ไดนามิกและ ฮาร์มอนิกของชุดเครื่องเสียงอยู่บ่อยๆ เพราะเสียงเพอร์คัสชั่นในแทรค Pillar I นี้มีความโดดเด่นอย่างมากในสองประเด็นที่ว่านั้น

ทว่า Pillar I วันนี้ กับเพาเวอร์แอมป์ Boulder1151คู่นี้มันมีอะไรที่แตกต่างออกไปจากทุกครั้งอยู่บางแง่ คือเดิมทีนั้น ผมจะรู้สึกว่า ส่วนที่เป็น อิมแพ็คหรือ สัมผัสแรกของเสียงที่เกิดจากการกระทบกัน อย่างเช่น ระหว่างไม้กลองกับหนังกลอง, ไม้กับกระพรวน, ไม้กับแก้ว, ไม้กับระฆัง ซึ่งประกอบอยู่ในเพลงนี้มันเปลี่ยนไปจากที่เคยได้ยินทุกครั้งที่ผ่านมา คือครั้งก่อนหน้านี้ผมจะรู้สึกว่าหัวเสียงที่เป็น แรกกระทบ” (impact) ของแต่ละเสียงมันมีลักษณะที่ พุ่งโดดล้ำออกมาจากตำแหน่งที่เสียงเครื่องดนตรีนั้นตั้งอยู่ในเวทีเสียงในขณะที่ส่วนที่เป็น บอดี้กับ หางเสียงไม่ได้พุ่งออกมาด้วย แต่ Boulder1151ทำให้อิมแพ็คของแต่ละเสียงมัน ถอยลงไปอยู่ในตำแหน่งเดียวกันบอดี้และหางเสียงที่เครื่องดนตรีนั้นตั้งสถิตย์อยู่ในเวทีเสียง ไม่พุ้งล้ำ (forward) ออกมา แสดงว่า Boulder1151ควบคุมไดอะแฟรมพลาน่าร์ของ MG2.7i ได้อย่างเด็ดขาดมากกว่าเพาเวอร์แอมป์ทุกตัวที่ผมเคยใช้ขับลำโพง magnepan คู่นี้.!

นอกจากนั้น ผมยังพบด้วยว่า Boulder1151สามารถรักษา Timbre ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของส่วนผสมระหว่าง ฮาร์มอนิกของโน๊ต + เรโซแนนซ์ของวัสดุของเครื่องดนตรีที่เล่นโน๊ตนั้นเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ฟังปุ๊บสามารถบอกได้เลยว่าเป็นเสียงของเครื่องดนตรีที่ทำด้วยวัสดุอะไร ไม้หรือโลหะ และยังสามารถบอกลึกลงไปถึง เนื้อมวลของวัสดุได้ด้วยว่า หนาหรือ บางซึ่งคุณสมบัติของ Boulder1151คู่นี้ปรากฏออกมาชัดมากเมื่อฟังเพลงนี้.!

Take Boulder1151’ to the limit..!!!

จริงๆ แล้ว รีวิว Boulder1151ตัวนี้ต้องถึงคิวลงโพสต์ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ระหว่างที่ผมกำลังฟังสรุปเพื่อเขียนรีวิวอยู่นั้น คุณมุ เจ้าสำนัก Bulldog โทรฯ มาชวนไปงานเปิดตัวลำโพง Vivid Audio ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 22 .. ที่ผ่านมา ในงานนั้นผมได้มีโอกาสฟังเสียงของลำโพงแบรนด์นี้อีกครั้งหลังจากที่เคยฟังมาสองสามครั้งเมื่อหลายปีก่อน รู้สึกว่าเสียงของ Vivid Audio เจนเนอเรชั่นใหม่นี้สะดุดหูมาก เลยออกปากขอยืมรุ่น GIYA 4 Cu มาทดลองจับคู่กับ Boulder1151ดูหน่อย เนื่องจากราคาของลำโพงกับแอมป์มันดูเหมาะสมกันมากกว่า Boulder1151’ + MagnepanMG2.7iซึ่งแอมป์มีราคาสูงกว่าลำโพงเกือบสิบเท่า.!

คือ Boulder1151มันขับ MG2.7i ออกมาได้อย่างหมดจดอยู่แล้ว อันนี้ผมไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร แต่ที่ยังคาใจคืออยากรู้ว่า ศักยภาพของ Boulder1151คู่นี้มันจะไปได้ไกลแค่ไหน.? หลังจากงานเปิดตัวสองสามวัน GIYA 4 Cu ก็เดินทางมาถึงห้องฟังของผม (ต้องขอบคุณคุณมุ เจ้าสำนัก Bulldog กับคุณป้อม เจ้าสำนัก Komfortsound มา ณ ที่นี้ด้วย ที่กรุณาส่ง GIYA 4 Cu มาให้ทดลองฟัง)

GIYA 4 Cu มาถึงห้องฟังของผมแบบสดๆ ซิงๆ เพราะตั้งแต่เดินทางมาถึงเมืองไทย มันยังไม่เคยถูกไฟจากเพาเวอร์แอมป์ทะลวงมาก่อน แต่แค่วินาทีแรกที่เสียงของลำโพงคู่นี้ปรากฏออกมาหลังเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์ Boulder1151เสร็จ มันก็ทำเอาผมกับคุณวี เจ้าสำนัก We-Soundlab ที่อยู่ในเหตุการณ์พอดีต้องทึ่ง เพราะไม่น่าเชื่อว่า ลำโพงใหม่ๆ ซิงๆ จะให้เสียงออกมาดีได้ขนาดนี้ แค่วินาทีแรกที่เสียงผ่านไดเวอร์ออกมา ลำโพงก็หายไป.! เพราะสนามเสียงมันดีดผึงห่างจากตัวลำโพงไปไกล ไม่น่าเชื่อว่าลำโพงคู่นี้จะสามารถสร้างปรากฏการณ์ เสียงหลุดตู้ออกมาได้ตั้งแต่นาทีแรกหลังแกะกล่องแบบนี้.. บอกตรง อึ้งมาก.!!!

แต่เพื่อความชัวร์ ผมก็เปิดเบิร์นฯ GIYA 4 Cu ต่อเนื่องมาอีก 3 วันติดต่อกัน นับรวมเวลาในการเบิร์นเบ็ดเสร็จประมาณ 50 กว่าชั่วโมง ผมจึงเริ่มไฟน์จูนตำแหน่งลำโพงอีกนิดจนได้ระยะที่ให้เสียงลงตัวมากที่สุด จึงเริ่มทดลองฟังเก็บข้อมูล

เพลง : Fading Sun (FLAC-16/44.1)
อัลบั้ม : Winter Songs (Icemusic)
ศิลปิน : Terje Isungset
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/3343903/u)

สเปคฯ หลักๆ ของ GIYA 4 Cu กับ MG2.7i ใกล้เคียงกันมาก เริ่มจาก ความถี่ตอบสนอง” (MG2.7i = 40Hz – 30kHz ส่วน GIYA 4 Cu = 39Hz – 33kHz) และ ความไวอยู่ที่ 86dB เท่ากัน ส่วน อิมพิแดนซ์MG2.7i = 4 โอห์ม ในขณะที่ GIYA 4 Cu = 6 โอห์ม ซึ่งผมพบว่า ลำโพงทั้งสองคู่ทำงานเต็มที่เมื่อใช้สเกลวอลลุ่มของ Linn ‘Selekt DSM‘ อยู่ระหว่าง 55 – 70 ขึ้นอยู่กับเพลง ซึ่งเพลงที่บอกให้รู้ว่า กำลังขับของ Boulder1151สามารถควบคุมลำโพงทั้งสองคู่นี้ได้อย่างอยู่หมัดก็คือเพลง Fading Sun ในอัลบั้มชุด Winter Songs (Icemusic) ของ Terje Isunset

ข้อสังเกตจากเพลงนี้ที่ผมใช้สรุปข้างต้นมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือ เสียงทุ้มในเพลงนี้ ซึ่งเป็นเสียงทุ้มที่ลงไปได้ลึกมาก และฉีกห่างจากตัวลำโพงออกไปไกล จุดที่สองคือ เวทีเสียงที่แผ่กว้างออกไปรอบด้าน ทั้งกว้างและลึก ซึ่งเพลงนี้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะเด่นของเสียงที่ได้จากลำโพงทั้งสองที่ใช้เทคนิคการออกแบบต่างกันไปคนละเทคนิค ระหว่าง Line Source (MG2.7i) กับ Point Source (GIYA 4 Cu)

MG2.7i ใช้ไดเวอร์แผ่นที่มีไดอะแฟรมขนาดใหญ่ ขึงตึงเรียงตัวกันอยู่ในแนวตั้ง วงจรเน็ทเวิร์คแยกความถี่ออกเป็น 3 ทาง ด้วยจุดตัดสองจุดคือที่ 350Hz เป็นเส้นแบ่งระหว่าง bass/midrange กับจุดที่สองคือ 4000Hz เป็นเส้นแบ่งระหว่าง midrange/tweeter ในขณะที่ GIYA 4 Cu เป็นลำโพง 4 ทาง ที่ใช้ไดเวอร์ไดนามิก ข้างละ 5 ตัว ช่วยกันทำงาน โดยมีวงจรเน็ทเวิร์คทำหน้าที่ตัดแบ่งความถี่ตลอดย่านออกเป็น 4 ส่วน ด้วยจุดตัด 3 จุด คือ 250Hz เป็นเส้นแบ่งระหว่าง bass/lower midrange, ที่ 1000Hz เป็นเส้นแบ่งระหว่าง midrange/upper midrange และที่ 4000Hz เป็นเส้นแบ่งระหว่าง upper midrange/tweeter

เพราะลักษณะของไดอะแฟรมของ MG2.7i มันแผ่เป็นแผ่นกว้างๆ เวลาขยับดันอากาศเพื่อสร้างเสียงออกมา มันจึงเจอกับแรงต้านของมวลอากาศหน้าไดอะแฟรมจำนวนมาก ข้อดีคือทำให้ได้ มวลของความถี่ออกมามากกว่าไดเวอร์ทรงกรวยเพราะผลักอากาศได้เยอะกว่า แต่เนื่องจากไดอะแฟรมของไดเวอร์ midrange กับไดอะแฟรมของไดเวอร์ bass ซึ่งคุมความถี่ในย่านกลางลงมาทุ้มของ MG2.7i มันเชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ได้แยกเด็ดขาดเหมือนไดเวอร์กรวยไดนามิก จึงทำให้ การแยกแยะรายละเอียดของเสียงที่อยู่ในย่านกลางลงมาทุ้มของ MG2.7i ไม่เด็ดขาดเหมือน GIYA 4 Cu ซึ่งไดเวอร์มิดเร้นจ์กับเบสแยกกันเด็ดขาด ต่างฝ่ายต่างมีจุดอ่อนจุดแข็งไปคนละด้าน แต่เมื่อรวมคะแนนทุกคุณสมบัติเข้าด้วยกันแล้ว GIYA 4 Cu ทำคะแนนรวมได้เหนือกว่า

เป็นเพราะ GIYA 4 Cu มีความพิเศษในการออกแบบหลายด้านผสมรวมอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นไดเวอร์ที่ออกแบบเองด้วยเทคนิคระดับสูง รวมถึงตัวตู้ที่ออกแบบเองด้วยแนวคิดที่ไม่ให้มีผนังตู้ที่ขนานกันแม้แต่ด้านเดียว ทำให้ไร้ซึ่งเรโซแนนซ์ภายในตัวตู้ ให้ผลทางเสียงเสมือนกับไม่มีตู้เข้ามากวน เมื่อขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ที่มีสมรรถนะเหมาะสมกับสเปคฯ ที่ลำโพงระบุไว้ (GIYA 4 Cu ทนรับกำลังขับสูงสุดได้ถึง 400Wrms ที่ 4 โอห์ม ในขณะที่ Boulder1151จ่ายกำลังขับสูงสุด หรือ peak ได้ถึง 600W ที่ 4 โอห์ม) ถือว่าสมน้ำสมเนื้อกัน ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นอะไรที่น่าทึ่ง.!

เพลง : Zigeunerweisen, Op. 20: I. ModeratoLento (FLAC-16/44.1)
อัลบั้ม : Heartbreak – Romantic Encores For Violin
ศิลปิน : Elissa Lee Koljonen; violin & Robert Koenig; piano
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/282705345/u)

แทรค Zigeunerweisen, Op. 20: I. ModeratoLento นี้คือที่สุดของการถ่ายทอดอารมณ์จากเสียงไวโอลินที่อยู่ในระดับ สะกดวิญญาณของผู้ฟังได้อย่างชงัดนัก ไม่ว่าคุณจะเคยฟังเพลงนี้มาก่อนหรือยังไม่เคย ถ้ามีโอกาสได้ยินเพลงนี้จากซิสเต็มที่ แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ + ไฟน์จูน ได้อย่างลงตัวแล้ว รับรองว่าคุณจะนิ่งฟังเสียงไวโอลินและเปียโนในแทรคนี้แบบลืมหายใจอย่างแน่นอน

จากการลองฟังแทรคนี้ Boulder1151โชว์ให้เห็นว่า แอมป์ใหญ่ก็อ่อนช้อยได้.! ด้วยความสามารถในการ ขุดเอารายละเอียดระดับไมโครดีเทลจากแทรคนี้ผ่านลำโพง Vivid AudioGIYA 4 Cuออกมาได้อย่างงดงาม ทุกอณูของโน๊ตที่ Elissa Lee Koljonen เธอบรรจงกรีดคันชักลงไปบนสายไวโอลิน มันไม่ใช่แค่เสียงที่ผ่านหู แต่มันเหมือนใบมีดที่แทงลึกลงไปจนถึงก้นบึ้งของอารมณ์ที่แทบจะขาดใจไปกับลีลาที่เธอค่อยๆ ลาก ค่อยๆ เฉือนไปทีละโน๊ต โดยมีเสียงเปียโนอุ่นๆ ของ Robert Koenig คอยซับเลือดอยู่ข้างๆ ถ้าไม่ใช่แอมป์+ลำโพงที่มีสมรรถนะถึงๆ และทำงานเข้าขากันจริงๆ แบบนี้ บอกเลยว่ายากที่จะสามารถ สกัดเอาอารมณ์ของเพลงนี้ออกมาได้อย่างลึกซึ้งเท่านี้.. ละเมียดละมัยขนาดนี้ ยืนยันถึงเพอร์ฟอร์มานซ์ในการสีไวโอลินของ Elissa Lee Koljonen ที่สุดมาก จบเพลงแล้วอยากจะยืนขึ้นปรบมือให้กับทั้งสองศิลปินจริงๆ !!!

มีเสียงเปียโนในแทรคนี้อยู่หลายช่วงที่ผมได้ยินความกังวานของหางเสียงที่ค่อยๆ แผ่วจางลงไปทางด้านหลังของเวทีเสียง เหมือนหมอกบางๆ ที่ค่อยๆ ลอยห่างจากต้นหัวโน๊ตและสลายตัวหายไปในอีกอึดใจต่อมา ซึ่งเป็น Low Level Resolution ที่เข้ามาช่วยประกอบร่างให้สรรพเสียงทั้งหมดมีความสมจริงมากขึ้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังดนตรีสดๆ มากกว่าฟังจากไฟล์เพลง ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัวทั้งของลำโพงที่ปราศจากเรโซแนนซ์ของตัวตู้เข้ามาทำลายรายละเอียดเสียงที่มีระดับความดังต่ำๆ และเป็นความสามารถของแอมป์ที่ปรับการจ่ายกำลังขับให้ตรงกับไทมิ่งของสัญญาณอินพุตในแต่ละเสี้ยววินาทีที่รับเข้ามาได้อย่างแม่นยำ โดยเอาโหลดของลำโพงเข้ามาคำนวนไปด้วย

สรุป

ผมยอมรับว่า การได้ทดสอบเพาเวอร์แอมป์ Boulder1151คู่นี้มันได้มอบประสบการณ์ที่ดีมากให้กับผม มันพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นจริงบางอย่างที่ผมค้างคาอยู่ในใจ มันทำให้รู้ว่า ตัวเลขกำลังขับของเพาเวอร์แอมป์มีความสำคัญก็จริง แต่ สปีดในการตอบสนองกับสัญญาณอินพุตได้อย่างรวดเร็วระดับ FIFO สำคัญกว่าเมื่อคำนึงถึง Timing ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งของ คุณภาพเสียง

กำลังขับสูงๆ ของเพาเวอร์แอมป์บางตัวอาจจะไร้ค่าโดยสิ้นเชิง ถ้ามีพฤติกรรมในการตอบสนองกับสัญญาณอินพุต ช้าเกินไปจนเกิดปัญหาหน่วงรั้งของลีลาเพลง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึง อารมณ์ของเพลงที่เสียหายไป จากสดกลายเป็นน่วม เป็นอุปสรรคทำให้ผู้ฟังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับ อารมณ์ที่ศิลปินพยายามจะสื่อมาถึงเรา

Boulder1151พิสูจน์ให้เห็นว่า การไบอัสกระแสด้วยเทคนิค Smart Current ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมามันเวิร์คจริง.! มันเปลี่ยนบุคลิกเสียงของ Boulder แบบเดิมๆ ไปเลย ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมชอบลักษณะเสียงแบบ 1151 คู่นี้ มันให้ ความเป็นดนตรีที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะฟังเพลงแนวไหนก็รู้สึกได้ถึง อารมณ์เพลงที่ลึกซึ้ง เป็นเสียงที่ดึงดูดให้อยากฟังเพลงแล้วเพลงเล่า ไม่เบื่อเลย..!!!

อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่าผมโม้ แนะนำให้หาโอกาสไปทดลองฟังด้วยตัวเองดีกว่า แล้วคุณจะเข้าใจ.!!!

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
Power Amplifier ระดับราคา *** ไม่เกิน 2,500,000 บาท / คู่ (โมโน) ***

**************************
ราคา : 2,200,000 บาท / คู่
**************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. DECO2000
โทร. 089-870-8987
Facebook: @DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า