“Chromecast” เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นคอนเท็นต์ดิจิตัล (audio/visual) ที่เป็นไฟล์ภาพนิ่ง, ไฟล์ภาพวิดีโอ และไฟล์เสียง ออกแบบและคิดค้นขึ้นมาโดย Google

A – เวอร์ชั่นแรก
B – เวอร์ชั่น Chromecast Audio
C – เวอร์ชั่นล่าสุด
ตัวเครื่องมีออกมาแล้ว 3 เวอร์ชั่นด้วยกัน เวอร์ชั่นแรกเปิดตัวออกขายเมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2013 มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดเล็กคล้ายแฟรชไดร้ มีความสามารถในการสตรีมไฟล์วิดีโอ มีการปรับปรุงเวอร์ชั่นที่สองออกมาเมื่อเดือนกันยายน 2015 และได้พัฒนาอุปกรณ์ประเภทสตรีมเฉพาะสัญญาณเสียง (audio) ออกมาด้วย เรียกว่า Chromecast Audio และล่าสุด ได้พัฒนามาถึงเวอร์ชั่นที่สาม เรียกว่า Chromecast Ultra ออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 ซึ่งมีสเปคฯ สูงขึ้น สามารถรองรับการส่งผ่านไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ 4K และสามารถส่งผ่านไฟล์เสียงระดับไฮ–ไดนามิกเร้นจ์ได้ด้วย
ลักษณะการทำงาน
ของ Chromecast

ลักษณะการเชื่อมต่อและการทำงานของ Chromecast
โดยปกติแล้ว คุณสามารถใช้ app ประเภท digital media player ที่อยู่บนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต อย่างเช่น YouTube หรือ Netflix ทำการสตรีมคอนเท็นต์จากอินเตอร์เน็ตผ่านระบบ Wi-Fi ไร้สายมาเล่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตได้อยู่แล้ว แต่เนื่องจาก จอของสมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ตมีขนาดเล็ก สตรีมหนังมาดูแล้วไม่สะใจ ..
นั่นคือช่องว่างที่ Google มองเห็น และพัฒนา Chromecast ขึ้นมา เพื่อให้ทำหน้าที่รองรับสัญญาณภาพ, สัญญาณวิดีโอ และสัญญาณเสียงที่คุณเล่นด้วยแอพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาของคุณ แล้วนำไปฉายลงบนจอทีวีที่มีขนาดใหญ่
ภายในตัว Chromecast ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์จะประกอบไปด้วยการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคขนาดเล็กที่ประกอบด้วยชิปโปรเซสเซอร์ซึ่งฝังอยู่ในตัวถังพลาสติกทรงเหรียญสีดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองนิ้ว หนาประมาณครึ่งนิ้ว ทำหน้าที่ “รองรับ” สัญญาณภาพ, สัญญาณวิดีโอ และสัญญาณเสียงที่เล่นด้วยแอพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาเพื่อส่งออกไปทางขั้วต่อ HDMI เข้าสู่ทีวี หรืออุปกรณ์เครื่องเสียง
เทคโนโลยีที่ใช้ในการรับ–ส่งคอนเท็นต์จากอินเตอร์เน็ตเรียกว่า Google Cast ซึ่งเป็นระบบโปรแกรม (protocol) ที่ Google พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำให้อุปกรณ์พกพาทั้ง Android (ตั้งแต่เวอร์ชั่น 4.1 ขึ้นไป) และ iOS (ตั้งแต่เวอร์ชั่น 7.0 ขึ้นไป) รวมถึงคอมพิวเตอร์ (Windows 7 และ MacOS 10.7 ขึ้นไป) สามารถสตรีมคอนเท็นต์จากอินเตอร์เน็ตด้วย application เพื่อส่งไปให้ทีวีได้ จากนั้น Google ก็ปล่อย Software Development Kit (SDK) ออกมาเพื่อให้นักพัฒนาแอพลิเคชั่นนำไปพัฒนาต่อเพื่อให้แอพลิเคชั่นต่างๆ สามารถรองรับการทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ Chromecast ได้ ทำให้มีแอพลิเคชั่นทุกระบบปฏิบัติการณ์ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Chromecast มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง Google อ้างว่านับจนถึงปี 2015 มีมากกว่า 20,000 แอพลิเคชั่นแล้ว
ปัจจุบัน มีแอนดรอยด์ทีวี, ซาวนด์บาร์ และอุปกรณ์เครื่องเสียงอย่างเช่นเอวี รีซีฟเวอร์จำนวนรวมกันมากกว่า 55 ล้านชิ้นแล้วที่มี Chromecast ติดตั้งมาในตัว ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับ Chromecast แบบสแตนด์อะโลน* ในขณะที่อุปกรณ์ Chromecast แบบสแตนด์อะโลนนั้นเหมาะต่อการนำไปใช้กับทีวี หรือชุดเครื่องเสียงรุ่นเก่าที่ไม่มี Chromecast built-in นั่นเอง /
***************
* Chromecast แบบสแตนด์อะโลนมีจำหน่ายในราคาอันละหนึ่งพันหกร้อยกว่าบาท หาซื้อได้ที่ร้าน AIS Shop และร้านขายอุปกรณ์ Gadget ต่างๆ อาทิ .Life เป็นต้น
***************
สนับสนุนความรู้โดย




