
พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com
**********
ความอ้างว้างโดดเดี่ยวเป็นอารมณ์และความรู้สึกที่อยู่คู่ผู้คนมาทุกยุคสมัย ไม่มียุคไหนที่ใครเหงากว่าใครหรือใครแปลกแยกในตัวตนมากไปกว่ากัน
การกำหนดตนเอง (autonomy) ของผู้คนในยุคนี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวาลในทุกเรื่อง จนนิตยสารไทม์ (Time) เรียกเด็กที่เติบโตขึ้นมาในทุกวันนี้ว่า ‘Generation ME’ ตัวกู ของกู และเรื่องของกู
แต่ในยุคทศวรรษที่ 90 ซึ่งผู้คนถูกตีตราให้อยู่ในยุค ‘Generation X’ ปัญหาของยุคสมัยของคนหนุ่มสาวก็คือ โรคซึมเศร้า (Major Depression) ได้ย่างกรายเข้าครอบงำ ภาวะจิตใจหม่นหมอง หดหู่ และเศร้าสร้อย รู้สึกท้อแท้หมดหวังและมองโลกในแง่ร้าย เก็บตัวแปลกแยก ไม่เข้าสังคม
แล้ววัยรุ่นในปลายยุคทศวรรษ 2010 จะเดินไปสู่จุดไหนของความซึมเศร้า เหงา โดดเดี่ยวและอ้างว้าง…
การเดินเข้าสู่ใจกลางป่าในค่ำคืนอันมืดมิด ความดำสนิทได้ทำให้แบกรับกดทับความเศร้าสลดอยู่ในหัวสมองจนแทบระเบิดแตกออกมาเป็นเสี่ยง ความตายดูเหมือนจะเยื้องกรายอยู่ใกล้ๆ
การหมกมุ่นอยู่กับความตาย เปรียบเสมือนการไต่อยู่บนขอบนรกอย่างหมิ่นเหม่
หนทางที่นำไปสู่ความตายของยุคสมัย ที่กลายเป็นตำนานของคนในยุค 90’s เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) ที่ถูกนำไปผูกโยงกับบทเพลง ‘In the Pines’, ‘Black Girl’ และ ‘ Where Did You Sleep Last Night’ จนมีการทำการวิเคราะห์บทเพลงเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังจากการฆ่าตัวตายอย่างกะทันหันของ เคิร์ท โคเบน นักร้องนำและคนเขียนเพลง ซึ่งถือเป็นมันสมองของวงเนอร์วาน่า (Nirvana) วงกรั้นจ์ร๊อคที่นำเสียงดนตรีที่เรียกว่า ซีแอตเติล ซาวด์ ขจรขจายแทรกซึมเข้าไปอยู่ในหัวใจของวัยรุ่นในทศวรรษที่ 90 ทั่วโลก ซึ่งคนรุ่นนี้ถูกตีผนึกติดตราว่าคือ เจเนอเรชั่น X ผ่านบทเพลง ‘Smells Like Teen Spirit’
เอ็มทีวี สถานีโทรทัศน์ที่เป็นรายการเกี่ยวกับดนตรีที่ดังที่สุดในโลก ได้อุทิศเวลาติดต่อกันยาวเป็นชั่วโมงในการนำบันทึกการแสดงสด ‘Unplugged’ ซึ่งถือเป็นการแสดงดนตรีครั้งสุดท้ายของเคิร์ท โคเบน และวงเนอร์วาน่า มาออกอากาศ
บทเพลงสุดท้ายของรายการไม่ได้มีใครคาดคิดมาก่อน มันเป็นบทเพลงที่ไม่มีอยู่ในรายชื่อในการบันทึกเสียงของวงมาก่อนเลย นั่นคือบทเพลง ‘Where Did You Sleep Last Night’ ซึ่งมีท่วงทำนองดนตรีเป็นบัลลาดเก่าแก่หรือเรื่องเล่าประกอบดนตรีในแบบบลูส์เทรดิชั่นตามประเพณีนิยมของคนแอฟริกัน–อเมริกัน โดยเนื้อร้องมีการบรรยายหรือพร่ำพรรณนาที่คล้ายประหนึ่งการกล่าวถึงความตายของเคิร์ท โคเบนเอง บรรยากาศเหล่านั้นแสนเศร้าและอวลอลด้วยความอ้างว้างอย่างน่าขนลุก
เคิร์ท โคเบน ค้นพบบทเพลง ‘Where Did You Sleep Last Night’ นี้ได้อย่างไร?
หากย้อนกลับไปในตอนที่วงเนอร์วาน่ายังไม่ได้อยู่ในยุครุ่งเรือง ซึ่งยังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการแสวงหาความมาดมั่นมุ่งหมายในพลังทางดนตรีอยู่
เคิร์ท โคเบน กับ มาร์ค ลาเนแกน (Mark Lanegan) นักร้องนำวง สครีมิ่ง (Screming) ซึ่งเป็นวงซีแอตเติลร๊อคเหมือนกัน ทั้งสองคนเป็นเพื่อนและมีรสนิยมทางดนตรีที่พ้องกัน โดยชอบศิลปินบลูส์ที่ชื่อ ลีดเบลลี่ (Leadbelly) โดยที่มาร์ค ลาเนแกน ได้ก็อปปี้ต้นฉบับดั้งเดิมจากแผ่นเสียงสปีด 78 อาร์พีเอ็ม ซึ่งถือเป็นแผ่นไวนิลยุคโบราณที่มีบทเพลง ‘Where Did You Sleep Last Night’ ซึ่งลีดเบอร์รี่ ได้บันทึกเสียงไว้เมื่อปี 1944 (พ.ศ.2487) มาฟังกัน ซึ่งแผ่นเสียงนี้เป็นมรดกของพ่อของเขา
ในช่วงเริ่มต้นของการเป็นนักดนตรีทั้งเคิร์ท โคเบน และมาร์ค ลาเนแกน เคยทำงานร่วมกันบันทึกเสียงอีพีชุด ‘Leadbelly tunes’ ส่วนบทเพลงที่มีชื่อว่า ‘Where Did You Sleep’ ที่บรรจุอยู่ในอัลบั้ม ‘The Winding Sheet’ ในปี 1990 มีเคิร์ท โคเบน เล่นกีตาร์ให้
แม้ว่าลีดเบลลี่จะมีเครดิตว่าเป็นผู้ประพันธ์เพลง ‘Where Did You Sleep’ ในอัลบั้มชุดนั้น และในอัลบั้มชุด ‘Unplugged in New York’ ของเนอร์วาน่าก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการอ้างอิงจากการนำท่วงทำนองบทเพลงดั้งเดิมในแบบเทรดิชั่นที่ส่งทอดร้องกันมาเป็นมุขปาฐะคล้ายลำนำบทเพลงบลูส์ แล้วถูกนำมาดัดแปลงเปลี่ยนเนื้อร้องใหม่โดยลีดเบลลี่
ภายใต้การยืนยันทางเอกสารประวัติศาสตร์และข้อมูลที่ทางวัตถุที่สืบค้นมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ของ อลัน โลแมกซ์ (Alan Lomax) ผู้เก็บและดูแลเอกสารหรือบันทึกที่สำคัญของดนตรีโฟล์ค ได้เคยเขียนรายงานไว้ว่า ลีดเบลลี่ได้เรียนรู้บางส่วนของบทเพลงจากใครบางคนที่นำมันมาจากเวอร์ชั่นปี 1917 (พ.ศ.2460) ที่ฟังชัดเพียงบางส่วน และนำอีกบางส่วนของเวอร์ชั่นปี 1925 (พ.ศ.2468) ที่บันทึกเสียงด้วยไซลินเดอร์ ซึ่งเป็นเครื่องบันทึกเสียงโบราณทรงกระบอกมาประกอบเพิ่มเติมให้เต็มเพลง
เพราะฉะนั้น เมื่อสืบสาวให้ลงลึกเพื่อไปถึงต้นตอตามที่จะสืบค้นได้ บทเพลงนี้มีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงอยู่พอสมควร แน่นอน บทเพลงดั้งเดิมมีชื่อว่า ‘In the Pines’ ซึ่งมีความพร่ามัวของความหลากหลายและแตกต่างถึงที่มาของบทเพลงนี้ เกี่ยวข้องกับความรันทดเจ็บปวดและทุกข์ยาก เพราะอารมณ์เพลงมีลักษณะพิเศษเฉพาะออกไป เป็นบทเพลงบลูส์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่หม่นหมองจากย่านถิ่นชนบทแถบภูเขาทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งธรรมชาติสำคัญของบทเพลงโฟล์คจากภูมิภาคนี้ก็คือ อารมณ์เพลงที่มีความดำดิ่งลึกล้ำและลึกลับอย่างไร้ขอบเขต
เคิร์ท โคเบน ได้ถูกบทเพลงนี้เข้าครอบงำอย่างไร? อาถรรพ์ของบทเพลงในตำนานมีจริงหรือไม่? การขายวิญญาณให้กับปีศาจเพื่อแลกกับความสำเร็จ และต้องทนทุกข์ทรมานกับความซึมเศร้าเจ็บปวดรวดร้าวยากที่ถ่ายถอน มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบ…
‘In the Pines’ บทเพลงที่มีความเป็นมาและตำนานที่ยาวนาน…
แน่นอน เท่าที่สืบค้นจากพื้นฐานสำคัญของบทเพลงที่ยังคงเหลืออยู่จากต้นฉบับต่างๆ ที่ปรากฏ เนื้อหาในบทเพลงถูกดัดแปลงหรือแก้ไขไปตามความต้องการของคนเขียนเพลงนั้นๆ ผันแปรเปลี่ยนแปลงเนื้อเพลงเล็กๆ น้อยๆ แต่โครงสร้างหลักยังคงเดิม
ในต้นฉบับที่เป็นเวอร์ชั่นดนตรีบลูกลาสส์และคันทรี ซึ่งเป็นที่นิยมและรู้จักกันทั่วไปของ บิลล์ มอนโร (Bill Monroe) ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งดนตรีบลูกราสส์ ได้รับการกล่าวขานถึงอารมณ์เพลงที่มีคุณภาพดีเลิศ สะท้อนถึงความเหงาโดดเดี่ยวที่ลงลึกเข้าสู่ข้างในอย่างดำดิ่ง
ด้วยชิ้นดนตรีที่ใช้บรรเลงอย่าง ฟิดเดิล กับการร้องที่มีท่วงทำนองแบบ โยเดลลิ่ง หรือเพลงโห่แบบคาวบอยชนบท ที่ให้พลังเสียงที่น่าขนลุกเหมือนถูกสายลมหนาวเปลี่ยวเปล่าพัดชำแรกสู่ผิวหนังอย่างสะท้านเยือกเย็น
ในเวอร์ชั่นที่ขับร้องโดย เจ.อี.ไมเนอร์ แอนด์ ฮีส เมาเทเนียร์ส (J. E. Mainer & His Mountaineers) ที่บันทึกเสียงกับอาร์ซีเอ วิคเตอร์ ในปี 1935 (พ.ศ.2478) และถูกนำมาบรรจุอยู่ในอัลบั้ม ‘The Railroad In Folksong’ ในปี 1966 (พ.ศ.2509) ซึ่งมีท่อนประสานเสียงหรือคอรัสมีเนื้อร้องที่สื่อสารถึงความเหงาอ้างว้างที่ทึบทึมดำมืดอย่างหดหู่
‘มองขึ้นไปและมองลงมา
ถนนสายอ้างว้างวังเวงร้างไร้ผู้คน ที่ๆ เธอและฉันต้องไป
ในป่าสน, ในป่าสน ที่ซึ่งดวงอาทิตย์ไม่เคยสาดแสง
ที่ๆ ฉันตัวสั่นเทาเมื่อสายลมหนาวโบกโบยพัดมา…’
ฮัดดี้ เลดเบตเตอร์ (Huddie Ledbetter) หรือรู้จักกันดีในฐานะนักดนตรี–นักแต่งเพลงและนักร้องเพลงบลูส์ในนาม ลีดเบลลี่ (Leadbelly) ได้บันทึกเสียงบทเพลง ‘In the Pines’ ในภาคที่ดัดแปลงปรุงแต่งเนื้อร้องใหม่ออกมาถึง 6 เวอร์ชั่น ในช่วงปี 1944-1948 (พ.ศ.2487-2491) โดยใช้ชื่อเพลงที่เปลี่ยนมาใช้ก็คือ ‘Black Girl’ หรือ ‘Black Gal’ แต่เวอร์ชั่นที่ผู้คนคุ้นเคยมากที่สุดก็คือ ‘Where Did You Sleep Last Night’ ซึ่งอยู่ในอัลบั้มรวมฮิต
ลีดเบลลี่ ถือว่าเป็นนักดนตรีที่รู้กันดีในการนำเพลงเก่ามาแปลงความหมายใหม่ ซึ่งเขานำบทเพลงเทรดิชั่นหรือประเพณีนิยมดั้งเดิมมาสร้างสรรค์ใหม่ในรูปแบบของตัวเอง แต่ยังคงโครงร่างต้นฉบับไว้ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดก็คือบทเพลง ‘In the Pines’ นี่เอง
เพราะตอนที่ลีดเบลลี่ค้นพบเพลงนี้ แทบจะเป็นบทเพลงที่หายสาบสูญ ไม่ค่อยมีคนรู้จักกันอีกแล้ว ถือได้ว่าเขามีคุณูปการในการนำบทเพลงนี้มาต่อยอดฟื้นฟูใหม่ บทเพลงที่เป็นรากเหง้าหรือรากฐานของดนตรีแอฟริกัน–อเมริกัน และแองโกล หรือทั้งสองกระแส คือดนตรีที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นของคนขาวหรือคนผิวสีให้อยู่ในกระแสความสนใจของคนฟังเพลงอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปคอฟเวอร์หรือนำมาขับร้องใหม่ในแนวบัลลาดคันทรีอกหักหัวใจสลาย
จากความหมายของบทเพลงที่คลุมเครือ กำกวมด้วยนัยยะหลายความหมายในด้านมืดของอารมณ์มนุษย์ เปิดกว้างในการเสริมแต่งและตีความ ด้วยท่วงทำนองที่เศร้าสลดประดุจบ่งบอกถึงลางร้าย
การขับร้องที่ครวญครางโทมนัสกรีดคร่ำโหยร้าวลึกอย่างน่าขนลุก มีเสียงก้องสะท้อนในท่อนร้องซ้ำอย่างกรีดลึกถึงความเจ็บปวดภายในที่มิอาจถ่ายถอน
บทเพลงที่มีรูปแบบคล้ายกวีนิพนธ์แห่งความโดดเดี่ยวและวังเวง ซึ่งคนฟังสามารถตีความในมุมมองของตัวเองว่า เรื่องราวในบทเพลงดำเนินคืบเคลื่อนเล่าเรื่องในมุมไหน ผ่านความเจ็บปวดที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมา
บทเพลง ‘In the Pines’ นี้ ถูกนำไปคอฟเวอร์ร้องใหม่ในเวอร์ชั่นต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อาทิ โจอัน เบซ (Joan Baez), พีต ซีเกอร์ (Pete Seeger), บิลล์ มอนโร (Bill Monroe), เชต แอทกินส์ (Chet Atkins) เป็นต้น
จากการค้นคว้าที่นำเสนอผ่านวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับบทเพลงนี้ในปี 1970 (พ.ศ.2513) โดย จูดิธ แมคคัลโลห์ (Judith McCulloh) ได้ค้นพบและรวบรวมบทเพลงที่มีท่วงทำนองเดียวกันนี้ได้ถึง 160 เวอร์ชั่น โดยมีแค่เรื่องราวที่เปลี่ยนไปแต่แก่นแท้ที่สำคัญก็ยังคงเดิม
นั่นคือภาคดนตรีที่ยังเข้มข้นในอารมณ์ที่หม่นมืด ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่คืออารมณ์ความรู้สึกที่มิอาจต้านทานและถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของคนอมริกันร่วมสมัยมายาวนาน จนเรียกได้ว่า บทเพลงนี้สื่อสะท้อนถึงปมลึกภายในของความหดหู่เจ็บปวดของปัจเจกบุคคลที่มีร่วมกันของประชาชาติอเมริกันก็ว่าได้
บทเพลงที่สืบทอดผ่านปากต่อปาก มุขปาฐะผ่านลำนำแห่งดนตรีที่อยู่ยืนเป็นนิรันดร์ ภูตผีและวิญญาณที่เชื่อมเกี่ยวผ่านความรักความผูกพัน โดยความเจ็บปวดรวดร้าวจากความโดดเดี่ยวอ้างว้างผ่านความรู้สึกแปลกแยกและเปลือยเปล่าจากสังคมที่ดำเนินอยู่
ความลึกซึ้งและซับซ้อนที่สัมผัสได้ในจิตใจ ซึ่งปรากฏอยู่ในบทเพลงที่เคิร์ต โคเบน ซึ่งนำบทเพลงนี้มาคอฟเวอร์ในชื่อ ‘Where Did You Sleep Last Night’ มีผู้พยายามวิเคราะห์ถึงปูมหลังทางจิตของเขา การเข้าถึงตัวเพลงอย่างสะเทือนอารมณ์ ถ่ายทอดความรู้สึกที่สลดหดหู่ด้วยความเศร้าออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
เพราะชีวิตในวัยเด็กของเขา เพื่อนชายของแม่ ซึ่งไม่ใช่พ่อของเคิร์ตได้ทุบตีคนในครอบครัวอย่างโหดร้ายรุนแรง ถึงขั้นแม่ของเขาต้องถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาล และจากปัญหาความรุนแรงที่เธอได้รับทำให้แม่ของเคิร์ตต้องดับทุกข์ด้วยเหล้ากลายเป็นนักดื่มเมาหยำเป
ความรุนแรงในครอบครัวและการถูกสลัดทิ้งจากพ่อและแม่ที่สร้างครอบครัวใหม่ เป็นปมผูกติดมาจากวัยเด็ก โดยที่เขาก็เป็นเหยื่อที่โดนกระทำอีกทอดหนึ่ง
ความกลัวในวัยเด็กนำมาสู่ความโดดเดี่ยวร้างไร้และแปลกแยกอย่างถึงที่สุด นี่คือสภาพของสังคมอเมริกันอีกมุมหนึ่งที่สะท้อนผ่านออกมาจากคนดนตรี ซึ่งถือว่าเป็นตำนานที่จากไปก่อนวัยอันควร ด้วยอดีตวัยเด็กที่ตามหลอกหลอนอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
แอลกอฮอล์ ยาเสพติด และความตายเท่านั้นที่จะบรรเทาเบาบาง และเป็นทางออกที่ดีที่สุด!?!
‘Last Days’ ภาพยนตร์ดราม่ากึ่งชีวประวัติชีวิตของ เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) ฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2005 (พ.ศ.2548) กำกับการแสดง, โปรดิวซ์ และเขียนบทภาพยนตร์โดย กัส แวง แซงต์ (Gus Van Sant)
ไมเคิล พิตต์ (Michael Pitt) รับบท เบลค ซึ่งมีคาแร๊กเตอร์จากพื้นฐานของเคิร์ท โคเบน โดยดาราหนุ่มคนนี้เขียนเพลงขึ้นมาใหม่ 2 เพลง คือ ‘Death to Birth’ ในแบบบัลลาดอะคูสติกกรั้นจ์ร๊อค และ ‘That Day’ ซึ่งเป็นการแจมดนตรีในแบบกรั้นจ์ร๊อค
กำซาบได้ถึงความพร่าเลือนหลอนหลอกคลุ้มคลั่งอย่างหม่นเศร้าของดนตรีที่กรีดออกมาจากการตีความของการเดินทางระหว่างวันในช่วงท้ายสุดของชีวิต ดำดิ่งสู่ ‘Death to Birth’ ความตายเพื่อที่จะเกิด…
‘หญิงสาวของฉัน, หญิงสาวของฉัน ที่ไหนที่เธอจะไป?
ฉันจะไปในที่ซึ่งสายลมหนาวโบกโบย
ในป่าสน, ในป่าสน ที่ซึ่งดวงอาทิตย์มิอาจส่องแสงถึงชั่วนิรันดร์
ฉันสั่นสะเทิ้มตลอดทั้งคืน ’
ชีวิตหลังความตายของเคิร์ต โคเบน ยังส่งผ่านเรื่องราวในป่าสน, ผู้หญิงสีดำ และเธอหลับไหลอยู่แห่งหนไหนเมื่อคืนนี้? ถึงผู้คนอย่างเป็นนิรันดร์กาล /



