จากฟอร์แม็ต CD (disc based ที่จับต้องได้) มาถึง Music Streaming (file based เมื่อเพลงอยู่บนเน็ทเวิร์ค)

ถ้านับตั้งแต่วันที่ Sony กับ Philips ประกาศสรุปมาตรฐานของ ฟอร์แม็ต CD ออกมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าอายุของ ฟอร์แม็ต CD นั้นมากถึง 47 ปี เข้าไปแล้ว (1979 – 2026).!!!

ระบบเสียง digital audio ซึ่งใช้พื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิตัลตลอดทั้งกระบวนการผลิต (recording > mixing > editing > mastering > encoding > transfer) ไปจนถึงกระบวนการเล่นกลับ (playback > decoding) เริ่มต้น อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ ปี 1979 ต่อไปคือไทม์ไลน์คร่าวๆ ของ ฟอร์แม็ต CD ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุดยุค CD ก่อนจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของ music streaming อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน..

1 : ฟอร์แม็ต CD กำหนดมาตรฐานเสร็จสิ้น ปี 1979
———-
Sony กับ Philps ร่วมกันประกาศบทสรุปของ ฟอร์แม็ต CD ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน มีนาคม ปี 1979 หลังจากร่วมกันพัฒนา ฟอร์แม็ต CD ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โดยกำหนดมาตรฐานของฟอร์แม็ตสำหรับใช้บันทึกสัญญาณเสียงเพลงที่อยู่ในรูปของสัญญาณ PCM 16-bit/44.1kHz ลงบนแผ่นซีดีออกมา ให้ชื่อว่ามาตรฐาน ‘Red Book

2 : แผ่น CD อัลบั้มแรก และ เครื่องเล่น CD Player รุ่นแรก ออกวางจำหน่าย ปี 1982
———-
เครื่องเล่นแผ่นซีดีเครื่องแรกของโลกที่ผลิตออกมาให้ผู้ซื้อสามารถซื้อไปใช้ได้จริงชื่อรุ่น CDP-101 เป็นของแบรนด์ Sony ซึ่งในช่วงแรก ถูกผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเป็นแห่งแรก เมื่อวันที่ 1 เดือนตุลาคม ปี 1982 ส่วนแผ่นซีดีที่ผลิตออกมาเป็นแผ่นแรกที่สามารถหาซื้อได้จริง ก็คืออัลบั้มชุด 52th Street ของศิลปินร็อคชื่อดัง Billy Joel

3 : DVD-Audio เริ่มต้นวางจำหน่าย ช่วงต้น ปี 2000
———-
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา หลังจาก Sony กับ Philips เสวยสุขกับการเก็บค่าสิทธิบัตรในการขอใช้สิทธิ์ในการนำเอานวัตกรรม CD ไปใช้ในการผลิตเครื่องเล่น, แผ่นซีดี และระบบรายรอบที่ลิขสิทธิ์ของฟอร์แม็ต CD, CD-R และ CD-RW ครอบคลุมไปจนครบอายุ 20 ปี ของการคุ้มครองทางสิทธิบัตร

ทุกคนรู้ล่วงหน้าว่า ลิขสิทธิ์ของ ฟอร์แม็ต CD จะหมดอายุลงใน ปี 1999 ซึ่งช่วงก่อนหน้านั้น มีกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิคส์ยักษ์ใหญ่ของวงการ (ซึ่งในช่วงนั้นเป็นแบรนด์ของญี่ปุ่นซะเป็นส่วนใหญ่) ซุ่มพัฒนาฟอร์แม็ตใหม่อยู่เงียบๆ หนึ่งในนั้นก็มี Toshiba ซึ่งเพิ่งจะนำเสนอ ฟอร์แม็ต DVD ออกมาใช้เป็นมาตรฐานสำหรับวงการโฮมเธียเตอร์สำเร็จ อีกด้านหนึ่ง พวกเขากับค่ายเพลง Warner Group และ JVC ในนามของ Work Group 4 (WG-4) ได้ร่วมกันการพัฒนาฟอร์แม็ตที่มี DVD เป็นพื้นฐานเพื่อใช้กับวงการเพลงขึ้นมา เรียกว่าฟอร์แม็ต DVD-Audio จนประกาศความสำเร็จต่อสาธารณะขึ้นเมื่อ วันที่ 9 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1999 กะว่าพอหมดอายุลิขสิทธิ์ของ ฟอร์แม็ต CD ลงปั๊บ พวกเขาก็จะดันฟอร์แม็ต DVD-Audio เข้าไปรับช่วงต่อทันที.!!!

4 : แผ่น DVD-Audio อัลบั้มแรก และเครื่องเล่น DVD-Audio Player รุ่นแรก ออกวางจำหน่าย ปี 1999
———-
ถ้าโฟกัสไปที่เครื่องเล่นที่ออกแบบมาสำหรับเล่นแผ่น DVD-Audio จริงๆ ก็ต้องปักหมุดลงไปในเดือนกรกฎาคม ปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Panasonic กับ Technics เปิดตัวเครื่องเล่นแผ่น DVD-Audio ออกมาครั้งแรก แต่จริงๆ แล้วถ้าพิจารณาในแง่ campatible คือเครื่องเล่นที่สามารถเล่นแผ่น DVD-Audio ได้แต่ไม่ใช่เครื่องเล่นแผ่น DVD-Audio โดยตรง ก็ต้องขยับหมุดขึ้นไปช่วงปลายของ ปี 1999 คือวันที่ 4 ตุลาคม ปี 1999 ก่อนหน้าที่พานาโซนิคกับเทคนิคจะวางขายเครื่องเล่นแผ่น DVD-Audio รุ่นแรกของพวกเขาออกมาประมาณครึ่งปี ณ เวลานั้น คือวันที่ 4 ตุลาคม ปี 1999 แบรนด์ Pioneer ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิคส์สัญชาติญี่ปุ่นอีกแบรนด์ ได้ทำการเปิดตัวเครื่องเล่น DVD-Video ที่มีความสามารถเล่นแผ่น DVD-Audio ได้ออกมา ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องเล่นแผ่น DVD ตัวแรกที่สามารถเล่นแผ่น DVD-Audio ได้ (*หลังจากนั้น Pioneer ก็ทำเครื่องเล่นแผ่นดีวีดีสายพันธุ์พิเศษตามออกมาอีกหลายรุ่น ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า Universal Player เพราะมันเล่นได้ทั้งแผ่น CD, แผ่น DVD-V และแผ่น DVD-A รวมถึงแผ่น SACD ที่เปิดตัวออกมาตามหลังฟอร์แม็ต DVD-Audio ไม่นานด้วย)

5 : SACD เริ่มต้นวางจำหน่าย ปี 1999
———-
มีหรือที่ Sony กับ Philips จะไม่รู้ว่า ฟอร์แม็ต CD จะหมดอายุสิทธิบัตรลงช่วง ปลายปี 1999 พวกเขารู้ดี ซึ่งพวกเขาได้แอบจัดตั้งทีมพัฒนาฟอร์แม็ตใหม่ที่ชื่อว่า Super Audio CD หรือ SACD เงียบๆ เพื่อหวังว่า เมื่อถึงเวลาที่ ฟอร์แม็ต CD หมดอายุสิทธิบัตรลง พวกเขาก็จะถือโอกาสสถาปนา ฟอร์แม็ต SACD ขึ้นมาแทน และถ้า ฟอร์แม็ต SACD ได้รับการยอมรับจากวงการออดิโอให้เป็นมาตรฐานกลางของสื่อสำหรับใช้ในการบันทึกและเล่นกลับเพลง พวกเขาก็จะได้เก็บค่าใช้สิทธิบัตรต่อเนื่องไปอีกยี่สิบปี ทว่า ทางฝั่ง WG-4 ก็รู้ และซุ่มพัฒนาฟอร์แม็ต DVD-Audio ออกมาก่อน ด้วยความหวังจะช่วงชิงความเป็นมาตรฐานกลางจากโซนี่และฟิลลิปส์ และนั่นคือที่มาของ “สงครามฟอร์แม็ต(Format War) ระหว่าง DVD-Audio vs. SACD ที่เริ่มขึ้นก่อนรุ่งอรุณของ ปี 2000

6 : SACD ขนะ.. แต่ก็ไม่ได้เสวยสุข.!
———-
ช่วงสงครามฟอร์แม็ตระหว่าง Toshiba (HD DVD) กับ Sony (Blu-ray) ยืนเวลาอยู่ แค่ 2 ปี คือช่วงปลายเดือนมีนาคม ปี 2008 ทางฝั่ง Toshiba ก็ยอมยกธงขาว เลิกสนับสนุนฟอร์แม็ต HD DVD ที่ใช้เล่นแผ่น DVD-V และแผ่น DVD-A ทำให้ฝั่ง Sony ซึ่งเป็นเจ้าของฟอร์แม็ต Blu-ray ที่ใช้เล่นแผ่น SACD และแผ่น Blu-ray มีชัย ทว่า หลังจากนั้น ฟอร์แม็ต SACD ก็มีสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ แม้จะชนะสงครามฟอร์แม็ต แต่ Sony ก็ไม่สามารถขยายฐานผู้บริโภคฟอร์แม็ต SACD ให้ใหญ่ขึ้นได้ เนื่องจากช่วงเวลานั้น ทางฝั่งยุโรปและสแกนดิเนเวี้ยน กำลังให้ความสนใจกับรูปแบบใหม่ของการเข้าถึงและเล่นเพลงด้วยการ Streaming ไฟล์เพลงผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นแนวทางที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว..

7 : Music Streaming เริ่มต้นใน ปี 1993
———-
ช่วง ปลายของปี 1993 มีเว็บไซต์หนึ่ง ชื่อว่า Internet Underground Music Archive (IUMA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษา 2 – 3 คน เพื่อจุดประสงค์ให้เป็นเหมือนศูนย์กลางในการแชร์เพลงกันได้ฟรีๆ ระหว่างเจ้าของผลงานเพลงกับคนที่สนใจฟัง ซึ่งเป็นรูปแบบของการจำหน่ายจ่ายแจก ผลงานเพลงที่อยู่ในรูปของไฟล์ MP2 และ MP3 โดยไม่มีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนั่นถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า music streaming ครั้งแรกของวงการเพลง

8 : Napster กับการแชร์ไฟล์เพลงที่ “ผิดกฏหมาย
———-
หลังจาก IUMA ก็มี RealAudio ตามมาใน ปี 1995 ต่อด้วย Napster ใน ปี 1999 ซึ่งเป็นยุคที่การแชร์เพลงแบบ pear-to-pear ด้วยไฟล์ MP3 ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ได้รับความนิยมสูงมาก มากจนทำให้ส่งผลกระทบกับยอดจำหน่ายแผ่นเพลงของค่ายเพลงต่างๆ ทำให้ฝั่งค่ายเพลงจึงออกมาฟ้องร้องโดยอ้างกฏหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งสุดท้ายแล้ว Napster แพ้คดี จึงปิดตัวลงช่วง ปี 2001 – 2002 หลังจากนั้น ก็มีคนซื้อเทคโนโลยีของ Napster ไปพัฒนาเป็นสตรีมมิ่งแบบถูกกฏหมาย คือผู้ใช้บริการต้องสมัครสมาชิกและเสียค่าใช้จ่าย (แบ่งรายได้กับค่ายเพลงและศิลปิน)

9 : เข้าสู่ยุคของการสตรีมไฟล์เพลงผ่านอินเตอร์เน็ตแบบ “ถูกกฏหมาย
———-
ปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากสิทธิบัตรของ ฟอร์แม็ต CD หมดอายุลงไม่นาน รูปแบบของการสตรีมไฟล์เพลงผ่านทางอินเตอร์เน็ตแบบถูกกฏมาย ก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาสำเร็จ มีผู้ให้บริการสตรีมมิ่งแบบบอกรับสมาชิกเกิดขึ้นหลายเจ้า (เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟอร์แม็ตที่เป็น disc based ต้องล้มหายไปจากตลาด) เริ่มจาก ปี 2001 คือ Rhapsody เป็นเจ้าแรก ก่อนจะตามมาด้วย Pandora ใน ปี 2005 ซึ่งเจ้านี้เน้นไปทาง internet radio ในขณะที่ Spotify ซึ่งเปิดตัวขึ้นมาใน ปี 2008 สามารถพุ่งขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยอินเตอร์เฟซและฟังท์ชั่นที่ถูกใจผู้ใช้ รวมถึงกลยุทธที่ให้สตรีมฟังเพลงฟรีได้ถ้ายอมให้มีโฆษณาคั่น ซึ่งเป็นไม้เด็ดที่ทำให้จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นผู้ให้บริการเบอร์หนึ่งในวงการจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาอีกเจ็ดปี ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ได้ตัดสินใจกระโจนเข้ามาในธุรกิจมิวสิค สตรีมมิ่งด้วยการเปิดตัว Apple Music ข้ึนมาใน ปี 2015 และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเคียงข้างกับ Spotify ในกลุ่มของผู้ให้บริการมิวสิค สตรีมมิ่งระดับ mass market ที่มีฐานผู้ใช้บริการสูงมาก

10 : ผู้ให้บริการมิวสิค สตรีมมิ่งที่เน้น “คุณภาพเสียง
———-
แน่นอนว่า กลุ่มคนที่สนใจ คุณภาพเสียง อย่างยิ่งยวด ซึ่งอยู่ในกลุ่มของคนที่ชอบเล่นเครื่องเสียง ก็ตกเป็นเป้าหมายของผู้ให้บริการสตรีมไฟล์เพลงเหมือนกัน ใน ปี 2014 บริษัท Aspire ในประเทศนอรเวย์ได้ประกาศเปิดตัว TIDAL ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ให้บริการสตรีมไฟล์เพลงระดับพรีเมี่ยม คือเน้นคุณภาพเสียงระดับ lossless ออกมาให้บริการ แต่ต่อมาก็ประสบกับภาวะสภาพคล่องทางการเงิน จนได้ศิลปินเพลงแนวแร็ปเปอร์ชื่อดังคือ Jay-Z ทุ่มเงินเข้าซื้อกิจการของ TIDAL ขึ้นมาแล้วทำการขยายขอบเขตการให้บริการให้กว้างออกไปมากขึ้น รวมมาถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งในฐานะของผู้ให้บริการสตรีมไฟล์เพลงระดับพรีเมี่ยมแบบถูกกฏหมายในประเทศไทยจนถึงขณะนี้ก็มีแค่ TIDAL, Apple Music และ Spotify แต่ถ้านับรวมทั้งโลก ก็ยังมีผู้ให้บริการสตรีมไฟล์เพลงระดับพรีเมี่ยมอีกหลายเจ้า ซึ่งแบรนด์ที่รู้จักกันดีในวงการเครื่องเสียงก็อย่างเช่นแบรนด์ Qobuz ของประเทศฝรั่งเศส และแบรนด์ Amazon Music ของพ่อค้าออนไลน์เจ้าใหญ่ของโลก เป็นต้น.. 

********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า